Saturday, 25 July 2026
THE STATES TIMES TEAM

กฟผ. แจงวาทกรรม “เสือนอนกิน” ย้ำทำตามนโยบายรัฐ ไม่บวกกำไรซื้อไฟเอกชน กำไรไม่เข้ากระเป๋า นำส่งคลัง–ลงทุนระบบไฟฟ้า เสริมความมั่นคงพลังงานประเทศ

กฟผ. แจงวาทกรรม “เสือนอนกิน” ย้ำบทบาทรัฐวิสาหกิจดำเนินกิจการตามนโยบายรัฐเพื่อรักษาความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ ส่วนกำไรนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพื่อค่าไฟที่เป็นธรรม

นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ ในฐานะโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยถึงกรณีที่มีการกล่าวหาว่า กฟผ. เป็นเสือนอนกิน ผลิตไฟเองเพียง 29% แต่เป็นคนกลางรับซื้อไฟเอกชน 71% มาขายต่อจนมีกำไรปีละนับหมื่นล้านบาท กฟผ. ควรลดราคาให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย เพื่อให้ต้นทุนค่าไฟของประชาชนลดลงด้วยนั้น กฟผ. ขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องว่า กฟผ. เป็นรัฐวิสาหกิจด้านกิจการพลังงานภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลัง ซึ่งต้องดำเนินงานผลิตและรับซื้อไฟฟ้าตามนโยบายและการกำกับของหน่วยงานภาครัฐ มิได้มุ่งแสวงหากำไรจากการดำเนินงาน เพียงแค่ให้มีรายได้ที่เพียงพอต่อการลงทุนและดำเนินกิจการโดยไม่เป็นภาระต่อหนี้สาธารณะเท่านั้น อีกทั้งยังมีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำกับควบคุมผลตอบแทนการลงทุน (Return of Invested Capital : ROIC) ของ กฟผ. อย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ หากพิจารณาองค์ประกอบค่าไฟฟ้าซึ่งกำหนดโดย กกพ. พบว่า รายได้ของ กฟผ. มีเพียงค่าซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้า กฟผ. ในอัตรา 0.22 บาทต่อหน่วยขายปลีก และค่าระบบส่ง กฟผ. ในอัตรา 0.25 บาทต่อหน่วยขายปลีกเท่านั้น ซึ่งเป็นอัตราเดิมตามโครงสร้างค่าไฟฟ้า ปี 2558 ไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ส่วนค่าซื้อไฟฟ้าเอกชนและต่างประเทศ รวมถึงค่าใช้จ่ายตามนโยบายรัฐ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของการรับซื้อไฟฟ้าทั้งหมดนั้น กฟผ. เป็นเพียงผู้รับซื้อไฟฟ้าตามราคาที่รัฐกำหนดและดำเนินการตามระเบียบการรับซื้อไฟฟ้าฯ เท่านั้น ไม่มีการบวกกำไรเพิ่มแต่อย่างใด นอกจากนี้ กฟผ. ยังคงแบกรับภาระค่า Ft ค้างรับสะสม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 จำนวน 35,928 ล้านบาท

ส่วนกำไรของ กฟผ. ได้รับการจัดสรรตามระเบียบสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศ โดยแบ่งเป็น
1. นำส่งกระทรวงการคลังเป็นเงินรายได้แผ่นดิน กว่า 10 ปีที่ผ่านมา กฟผ. ติดอันดับเป็น 1 ใน 5หน่วยงานที่นำส่งรายได้แผ่นดินมากที่สุด
2. นำไปลงทุนในระบบไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและส่งไฟฟ้าของประเทศเสริมความมั่นคงทางพลังงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาล
นอกจากนี้ กรณี กฟผ. มีผลตอบแทนการลงทุนสูงกว่าที่ กกพ. กำหนด กฟผ. ต้องนำกำไรส่วนเกินส่งคืนรัฐ เรียกว่า เงินที่รวบรวมได้จากการกำกับฐานะการเงิน และเงินส่งคืนจากการลงทุนที่ไม่เป็นไปตามแผน (Claw Back) โดย กกพ. มีมติให้นำเงินดังกล่าวมาใช้บริหารค่าไฟฟ้า (ค่า Ft) เพื่อปรับลดค่าไฟฟ้าของประชาชนต่อไป

ส่วนค่าไฟฟ้าสาธารณะซึ่งเป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) นั้น ปัจจุบัน กกพ. ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลค่าไฟฟ้า อยู่ระหว่างเร่งรัดการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย (กฟน. และ กฟภ.) ติดตั้งมิเตอร์เพื่อวัดการใช้ไฟฟ้าให้ครบถ้วน อย่างไรก็ตาม กฟผ. พร้อมให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อทบทวนแนวทางการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าสาธารณะเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสอดคล้องกับสภาพการใช้ไฟฟ้าในปัจจุบัน

“กฟผ. ตระหนักดีว่า กฟผ. เป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจจึงมิได้มุ่งแสวงหากำไรจากการดำเนินงาน โดยราคาค่าไฟฟ้าและกำไรของ กฟผ. ถูกกำกับโดย กกพ. ให้มีรายได้เพียงพอต่อการลงทุนและบริหารกิจการเท่านั้น และต้องนำส่งกระทรวงการคลังเป็นเงินรายได้แผ่นดินเพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศด้านอื่น ๆ ทั้งนี้ กฟผ. พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าอย่างเต็มกำลัง เพื่อแบ่งเบาภาระของประชาชนทั้งประเทศ”

30 มิถุนายน ของทุกปี วันโซเชียลมีเดีย Social Media Day พลังปลายนิ้วในยุคดิจิทัล โลกทบทวนพลังและความรับผิดชอบของการสื่อสารออนไลน์ สะท้อนพลังการสื่อสารที่เชื่อมโลกทั้งใบไว้บนหน้าจอ

วันที่ 30 มิถุนายนของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันโซเชียลมีเดีย” หรือ Social Media Day เพื่อสะท้อนความสำคัญของสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อการสื่อสารของผู้คนทั่วโลก ทั้งในด้านการเชื่อมโยงผู้คน การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การสร้างชุมชนออนไลน์ การทำธุรกิจ การศึกษา การเมือง วัฒนธรรม และการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคม

วันโซเชียลมีเดียเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 2010 โดย Mashable เว็บไซต์ข่าวด้านเทคโนโลยีและสื่อดิจิทัล เพื่อยกย่องบทบาทของโซเชียลมีเดียที่เข้ามาเปลี่ยนวิธีการสื่อสารของมนุษย์ และทำให้ผู้คนจากต่างพื้นที่ ต่างภาษา และต่างวัฒนธรรมสามารถเชื่อมต่อกันได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น

จากเดิมที่การสื่อสารระหว่างผู้คนต้องอาศัยจดหมาย โทรศัพท์ หนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือโทรทัศน์ โซเชียลมีเดียได้เปลี่ยนภูมิทัศน์การสื่อสารไปอย่างสิ้นเชิง เพราะทุกคนไม่ได้เป็นเพียงผู้รับสารอีกต่อไป แต่สามารถเป็นผู้ผลิตเนื้อหา ผู้เผยแพร่ข่าวสาร ผู้แสดงความคิดเห็น และผู้สร้างกระแสสังคมได้ด้วยตนเอง
แพลตฟอร์มอย่าง Facebook, X, Instagram, TikTok, YouTube, LINE และแพลตฟอร์มอื่น ๆ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนจำนวนมหาศาลทั่วโลก ผู้คนใช้โซเชียลมีเดียในการติดต่อครอบครัว ติดตามข่าวสาร เรียนรู้สิ่งใหม่ สร้างตัวตน ทำธุรกิจ ขายสินค้า สร้างแบรนด์ส่วนตัว และร่วมแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นสำคัญของสังคม

ความสำคัญของโซเชียลมีเดียอยู่ที่ความเร็วและการเข้าถึง ข่าวสารที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือหลายวันในการแพร่กระจาย ปัจจุบันสามารถส่งต่อไปทั่วโลกได้ภายในไม่กี่วินาที เหตุการณ์สำคัญ ภัยพิบัติ วิกฤตการณ์ หรือประเด็นสาธารณะสามารถถูกเผยแพร่และรับรู้ได้แบบเรียลไทม์ ทำให้โซเชียลมีเดียกลายเป็นเครื่องมือสำคัญของการสื่อสารยุคใหม่

ในด้านธุรกิจ โซเชียลมีเดียได้เปลี่ยนวิธีการตลาดและการขายอย่างมาก ธุรกิจขนาดใหญ่ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อสื่อสารกับลูกค้า สร้างแบรนด์ และวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถใช้โซเชียลมีเดียเป็นหน้าร้าน สร้างรายได้ และเข้าถึงลูกค้าได้โดยไม่จำเป็นต้องมีทุนมหาศาลเหมือนในอดีต

ในด้านสังคม โซเชียลมีเดียเปิดพื้นที่ให้เสียงของคนธรรมดาถูกได้ยินมากขึ้น ผู้คนสามารถรวมตัวกันผ่านแฮชแท็ก แคมเปญออนไลน์ หรือชุมชนดิจิทัล เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม ช่วยเหลือผู้ประสบภัย แบ่งปันข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หรือผลักดันประเด็นที่สังคมควรให้ความสนใจ

อย่างไรก็ตาม พลังของโซเชียลมีเดียมาพร้อมความท้าทายสำคัญ ทั้งข่าวปลอม การบิดเบือนข้อมูล การกลั่นแกล้งทางออนไลน์ การละเมิดความเป็นส่วนตัว วาทกรรมเกลียดชัง ภัยหลอกลวงทางไซเบอร์ และผลกระทบต่อสุขภาพจิต การใช้โซเชียลมีเดียจึงต้องอาศัยทั้งวิจารณญาณ ความรับผิดชอบ และความรู้เท่าทันสื่อ

วันโซเชียลมีเดียจึงไม่ใช่เพียงวันเฉลิมฉลองเทคโนโลยีการสื่อสาร แต่เป็นวันที่ชวนให้ผู้คนทั่วโลกทบทวนว่า เรากำลังใช้สื่อออนไลน์อย่างไร เราแชร์ข้อมูลด้วยความรับผิดชอบหรือไม่ เราเคารพผู้อื่นในพื้นที่ดิจิทัลมากพอหรือยัง และเราสามารถทำให้โลกออนไลน์เป็นพื้นที่ที่สร้างสรรค์ ปลอดภัย และมีประโยชน์มากขึ้นได้อย่างไร

ในยุคที่โลกออนไลน์และโลกจริงเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก โซเชียลมีเดียจึงเป็นทั้งเครื่องมือ โอกาส และความรับผิดชอบของผู้ใช้ทุกคน เพราะทุกการโพสต์ ทุกการแชร์ และทุกความคิดเห็น ล้วนมีผลต่อผู้อื่นและต่อสังคมในวงกว้าง

30 มิถุนายน วันโซเชียลมีเดีย จึงเป็นวันที่สะท้อนพลังของการสื่อสารยุคดิจิทัล วันที่โลกทั้งใบสามารถเชื่อมถึงกันได้ผ่านปลายนิ้ว และเป็นวันที่เตือนให้ทุกคนใช้พื้นที่ออนไลน์อย่างมีสติ สร้างสรรค์ และรับผิดชอบต่อสังคม

‘วราวุธ’ เตือนไทยเข้าสู่ยุค Poly Crisis!! ชี้โลกป่วนเกมเปลี่ยน ESG–Net Zero ไม่ใช่ภาระ แต่คือใบเบิกทางธุรกิจไทยอยู่รอด ธุรกิจต้องปรับตัววันนี้ ไม่ให้ตกขบวนกติกาโลกใหม่

"วราวุธ" ชี้โลกเข้าสู่ยุค Poly Crisis เตือนธุรกิจไทยต้องเปลี่ยนวันนี้เพื่ออยู่รอด ตั้งรับ 3 เฟส ห่วงระยะสั้นนักลงทุนย้ายฐาน โลกร้อนป่วนปัจจัยการผลิต แนะปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงปรับใช้ธุรกิจควบคู่รับกติกาใหม่ เพื่อสร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

วันที่ 29 มิถุนายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาในงาน Sustain Daily Talk 2026 หัวข้อ "โลกป่วน เกมเปลี่ยน: ธุรกิจยั่งยืนได้อย่างไร" จัดโดยเดลินิวส์ โดยนายวราวุธ กล่าวว่า เชื่อว่าทุกคนรู้สึกได้ว่าโลกของเราไม่เหมือนเดิม แต่กำลังเผชิญความผันผวนอย่างรุนแรงดังนั้นคำว่า “โลกป่วน เกมเปลี่ยน” ไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริง สาเหตุโลกปัจจุบันไม่ได้เผชิญเพียงปัญหาใดปัญหาหนึ่ง แต่กำลังเผชิญภาวะ "Poly Crisis" หรือวิกฤตซ้อนวิกฤต ซึ่งประกอบด้วยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การแข่งขันทางการค้า กฎระเบียบระหว่างประเทศ และการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และภาคธุรกิจทั่วโลก ภูมิรัฐศาสตร์ โลกร้อนกระทบเศรษฐกิจไทย

นายวราวุธ กล่าวว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ราคาพลังงาน วัตถุดิบ และต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ขณะที่โลกกำลังเข้าสู่ภาวะซูเปอร์เอลนีโญ ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำ และส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร จากสภาวะที่อุณหภูมิสูงมากอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน รวมถึงอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำจำนวนมาก โดยมีการประเมินว่าจะเผชิญวิกฤตนี้ไม่ต่ำกว่า 3 ปี และจากนั้นจะตามมาด้วย ซูเปอร์ลานีญา ที่เสี่ยงน้ำท่วมครั้งใหญ่ ภาวะการระบาดโรคพืช และแมลงศัตรูพืชในอนาคต

“ ผมประเมินผลกระทบจาก Poly Crisis เป็น 3 ระยะ กล่าวคือระยะสั้น 1-2 ปี ที่ไทยต้องรับมือกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งภูมิรัฐ ศาสตร์ น้ำมันที่ราคาแพงขึ้นจนอาจทำให้ การลงทุนที่อาจย้ายฐานการผลิต ส่วนโลกเดือดจากซูเปอร์เอลนีโญ คืบคลานมาจะเป็นปัจจัยหลักต่อภาคเกษตร และอุตสาหกรรมที่ต้องใช้น้ำจำนวนมาก เช่น Data Center“

รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า นอกจากนี้ในระยะสั้น ไทยยังต้องเผชิญมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ เช่น CBAM กฎหมาย EUDR ว่าด้วยสินค้าปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า รวมทั้ง Cyber Security Act ของสหภาพยุโรป หรือแม้แต่ ESA ของสหรัฐอเมริกา

ส่วนระยะกลาง 3-5 ปี นั้น คู่ค้าสำคัญทั่วโลกกำลังปฎิรูปโครงสร้าง Supply Chain บริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่จะกำหนดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเข้มงวดขึ้น หากผู้ประกอบการไทยไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามพันธกรณีระหว่างประเทศภายใต้ UNFCCC และปฏิบัติตามมาตรฐานสากลได้ อาจถูกตัดออกจากห่วงโซ่อุปทานโลก

ส่วนระยะยาว 5-10 ปี ทางนายอันโตนิอู กูแตรึช เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) ยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วจะเกิดขึ้นแน่นอน ทรัพยากรอย่างน้ำ พลังงาน และที่ดินจะกลายเป็นปัจจัยด้านความมั่นคงใหม่ ขณะที่การแข่งขันทางการค้าจะเข้มข้นขึ้น หากประเทศไทยไม่บริหารทรัพยากรตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน จะมีต้นทุนสูงจนกระทบความสามารถในการแข่งขัน

“ท่ามกลางความผันผวนและเศรษฐกิจชะลอตัว ผมขอบอกว่า ESG และ Net Zero คือ "ใบเบิกทางในการอยู่รอด" ไม่ใช่ภาระESG และเป้าหมาย Net Zero เป็นเงื่อนไขสำคัญในการอยู่รอดของธุรกิจไทย หากมอง ESG เป็นเพียงต้นทุน จะเห็นแต่ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงกระบวนการผลิต แต่หากมองเป็นโอกาส จะสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เข้าถึง Green Finance เพิ่มมูลค่าสินค้า และสร้างความได้เปรียบในตลาดโลกพร้อมเตือนว่า หากประเทศไทยไม่เร่งปรับตัว อาจสูญเสียตลาดส่งออก ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และที่น่ากลัวคือเราจะกลายเป็นสุสานอุตสาหกรรมเก่าที่ตกยุค

นายวราวุธ กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าสร้าง New Growth Engine และผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจผ่านการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เทคโนโลยีสะอาด การยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็น Global Food Security Hub ควบคู่กับการพัฒนา SMEs ให้แข่งขันได้ในระดับสากลทั้งยังเดินหน้าตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 และเตรียมแผนฉบับที่ 14 (พ.ศ.2571-2575) ที่มุ่งเพิ่มผลิตภาพ และยกระดับอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน พัฒนากฎระเบียบ ส่งเสริมการลงทุน และยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่

ประเทศไทยมี SMEs กว่า 3.3 ล้านราย จ้างงานกว่า 13.6 ล้านคน หรือเกือบ 69% ของการจ้างงานรวมทั้งประเทศมี GDP อยู่ 1.72 ล้านล้านบาท สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศได้ถึง 70% อีกทั้งเรามีเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งในส่วนนี้เชื่อว่า โมเดลเศรษฐกิจ BCGหรือ Bio-Circular-Green Economy จะยังคงเป็นเข็มทิศและเครื่องมือสำหรับพี่น้องผู้ประกอบการ

“ผมขออนุญาตยืมคำของท่านเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ในคราวการประชุมผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง ช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งท่านกล่าวไว้ว่า ประเทศไทยมีขุมทรัพย์อันล้ำค่า คือ น้ำมันบนดิน ที่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนในประเทศได้ไม่รู้จบ และ BCG Model นี้ คือการนำเอาน้ำมันบนดินเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ไม่เพียงแต่ผู้ประกอบการรายใหญ่จะได้รับประโยชน์ แต่พี่น้องผู้ประกอบการ SMEs เรานี่แหละครับที่จะได้รับประโยชน์ตรงนี้เต็มๆ”

ท้ายนี้ขอตัั้งคำถามว่า อีก 10 ปีข้างหน้า ไทยจะเป็น "ผู้นำ" หรือ "ผู้ตาม" ด้านความยั่งยืน คำตอบคือไทยจะเป็น "ผู้นำ" อย่างแน่นอน เนื่องจากไทยมีรากฐานสำคัญคือ "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (SEP)" ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทั่วโลกให้การยอมรับในการสร้างความยั่งยืนและมั่นคงให้ทุกภาคส่วนธุรกิจ และปัจจุบันในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวคิดนี้ผ่านพระบรมราโชบาย เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจให้ก้าวหน้าต่อไป

“ไทยต้องเป็นผู้กำหนดเกมของตัวเอง แม้ประเทศไทยไม่สามารถควบคุมปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ของโลกได้ แต่สามารถกำหนดทิศทางของตนเองได้ผ่านการเปลี่ยนวิธีคิด การเร่งปรับตัว และการร่วมมือกันของภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพราะโลกไม่ได้ส่งเพียงสัญญาณเตือนอีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนกติกาใหม่ทั้งหมด และประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านเพื่อให้สามารถอยู่รอด เติบโต และแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในอนาคต”

รศ.ดร.ปิติ เผย ASEAN Foundation!! ชู AI–ดิจิทัล–เยาวชน คือกุญแจไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เข้าถึงเยาวชนกว่า 8.3 ล้านคน ช่วย SMEs กว่า 120 รายขยายตลาด สร้างเครือข่ายเยาวชนเข้มแข็งทั่วภูมิภาค

รศ.ดร. ปิติ ศรีแสงนาม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในฐานะผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิอาเซียน(ASEAN FOUNDATION)
โพสต์


สวัสดีครับเพื่อน ๆ และผู้ติดตามทุกท่าน

ในฐานะผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิอาเซียน (ASEAN Foundation) วันนี้ผมอยากจะใช้พื้นที่ตรงนี้มาเล่าและสรุปความคืบหน้าการทำงานตลอดช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา (มกราคม - มิถุนายน 2026) ให้ทุกท่านได้ฟังกันครับว่า พวกเราได้ขับเคลื่อนภารกิจอะไรในภูมิภาคมาบ้าง ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้มาจากรายงานสรุปผลงานอย่างเป็นทางการของ ASEAN Foundation ที่ได้รายงานต่อ คณะผู้แทนถาวรประเทศสมาชิกทั้ง 11 ประเทศ (เอกอัครราชทูตประเทศสมาชิกทั้ง 11 ท่าน)

ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมานี้ ASEAN Foundation ยึดหมุดหมายสำคัญคือ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และการยกระดับทักษะแห่งอนาคต โดยเราเน้นการดึงพันธมิตรและบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมาร่วมสร้างโอกาสให้ประชาชนอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรมครับ

1. การเตรียมความพร้อมสู่โลกอนาคตและทักษะปัญญาประดิษฐ์ (AI)
AI Ready ASEAN: โครงการนี้พวกเราภูมิใจมากครับ เราได้รับทุนสนับสนุนจาก Google.org ในการกระจายความรู้เท่าทันด้าน AI สู่ระดับภูมิภาค ตอนนี้สามารถเข้าถึงเยาวชน ครู และผู้ปกครองได้แล้วกว่า 8.3 ล้านคนและกำลังเพิ่มขึ้นในทุกชั่วโมง (เกินกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 5.5 ล้านคน) และได้รับการสนับสนุนระดับนโยบายจากผู้นำประเทศอย่าง ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส แห่งฟิลิปปินส์, รองประธานาธิบดี ยิบรัน รากาบูมิง แห่งอินโดนีเซีย, นายกรัฐมนตรี อันวา อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย และประธานาธิบดี ธาร์มาน ชานมูการัตนัม แห่งสิงคโปร์ อีกด้วยครับ

ASEAN Ahead: โครงการระยะยาวร่วมกับ LinkedIn เพื่อเสริมทักษะ AI และเตรียมความพร้อมสู่การทำงานให้แก่เยาวชน 18,200 คน รวมถึงกลุ่มเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษา (NEET, Not in Employment, Education and Training) ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราพึ่งเริ่มต้นการหารือกับเครือข่ายภาคประชาชนที่จะมีดำเนินการร่วมกับเราใน 11 ประเทศ

EDS-ASEAN: ASEAN Foundation ร่วมกับ Huawei คัดเลือกและพัฒนาขีดความสามารถทางดิจิทัลและ Cloud ให้กับผู้ประกอบการ SMEs 120 ราย และพาตัวแทนระดับท็อปไปร่วมงานสัมมนาใหญ่ที่กรุงจาการ์ตาเพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจครับ

2. การยกระดับวิสาหกิจเพื่อสังคมและผู้ประกอบการรายย่อย (MSMEs)
ASEAN SOAR Together: โครงการร่วมกับ TikTok Shop เพื่อช่วยบ่มเพาะทักษะการตลาดดิจิทัลและการไลฟ์สดให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย 50 รายจากทั่วอาเซียน โดยร้อยละ 80 เป็นผู้ประกอบการสตรี และกว่าครึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล การอบรมนี้ทำให้หลายแบรนด์มียอดขาย (GMV) เติบโตขึ้นสูงสุดถึง 715% แถมยังมีแบรนด์ไทยอย่าง LALAPIS ได้ไปร่วมแสดงผลงานในเวทีประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ด้วยครับ

ASEAN SEDP 4.0: โครงการพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคมได้เสร็จสิ้นลงอย่างสมบูรณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยทุนสนับสนุนของเราได้ส่งตรงไปถึงวิสาหกิจ 27 แห่ง และสร้างประโยชน์ให้แก่กลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กพิเศษ เกษตรกรรายย่อย และสตรีผู้ด้อยโอกาส รวมแล้วกว่า 1.4 ล้านคน ทั่วภูมิภาค ผลสำรวจพบว่าร้อยละ 80 ของธุรกิจที่เข้าร่วมมีผลกำไรเติบโตขึ้นอย่างชัดเจนครับ และเรากำลังริเริ่มโครงการใหม่
ASEAN SEDP Elevates

3. การสร้างเครือข่ายผู้นำเยาวชนและสุขภาวะชุมชน
eMpowering Youths Across ASEAN (Cohort 5): คัดเลือกอาสาสมัครเยาวชน 100 คนลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจเพื่อสังคมจริงร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคม (CSOs) เป็นเวลา 14 วัน สร้างประโยชน์ให้ชุมชนไปกว่า 10,712 คน ก่อนจะจัดพิธีปิดอย่างยิ่งใหญ่ที่เมืองกูชิง ประเทศมาเลเซียครับ และสัปดาห์หน้า cohort 6 จะนำเยาวชน 110 คนจาก 11 ประเทศมาเริ่มกิจกรรมที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

9th ASEAN Data Science Explorers 2025: โครงการแข่งขันวิเคราะห์เดต้าผ่านระบบของ SAP มีเยาวชนเข้าร่วมกว่า 11,152 คน และความยินดีของพวกเราคือ ทีมเยาวชนไทย "Mamamamoodeng" คว้าตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 1 ในรอบชิงชนะเลิศระดับภูมิภาคมาครองได้สำเร็จครับ

Local Model ASEAN Meetings: เปิดพื้นที่ให้อดีตเยาวชนในโครงการของเราสวมบทบาทเป็นทูตเพื่อจำลองการประชุมอาเซียน 12 ครั้ง ใน 11 ประเทศสมาชิก รวมถึงออสเตรเลียและญี่ปุ่น เพื่อฝึกทักษะการเจรจาต่อรอง

CALM MRI: ความร่วมมือพิเศษกับ LEGO ในการแจกจ่ายชุดของเล่นเครื่องสแกน MRI จำนวน 648 ชุดในอินโดนีเซียและสิงคโปร์ เพื่อช่วยลดความวิตกกังวลและสร้างความกล้าหาญให้แก่ผู้ป่วยเด็กที่ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลครับ

Aus4ASEAN Alumni Dialogue: เราพาศิษย์เก่าอาเซียนที่เรียนหนังสือในประเทศออสเตรเลียมาระดมสมองในรูปแบบ Track 1.5 เพื่อเฟ้นหาความคิดสร้างสรรค์จากคยรุ่นใหม่ว่า อาเซียนและออสเตรเลียจะขับเคลื่อนความร่วมมือในรูปแบบหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่าง 2 ภูมิภาคอย่างไรในอนาคต

4. การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับอาเซียนผ่านสื่อสร้างสรรค์
เราเน้นการสื่อสารผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ด้วยโครงการ ASEAN LIVE Creators for Change ร่วมกับ TikTok ดึงครีเอเตอร์มาไลฟ์พูดคุยประเด็นสังคมวัฒนธรรม สร้างยอดการมีส่วนร่วมได้กว่า 4.1 ล้านครั้ง และโครงการ ASEAN Y-Impact ร่วมกับสถานทูตแคนาดา รณรงค์เรื่องความเท่าเทียมทางสังคม ส่งผลให้ในรอบครึ่งปีนี้ สื่อโซเชียลมีเดียของมูลนิธิอาเซียนเข้าถึงผู้คนได้มากกว่า 29 ล้านคน และมียอดผู้ติดตามรวมทะลุ 535,553 รายแล้วครับ ฝากกดไลค์ กดแชร์ และสมัคร Social media ของเราในทุกช่องทางด้วยนะครับ ASEAN Foundation

ก้าวต่อไปของมูลนิธิอาเซียน
ในอนาคตอันใกล้นี้ พวกเรากำลังเตรียมเปิดตัวอีกหลายโครงการสำคัญครับ ไม่ว่าจะเป็น Scam Ready ASEAN ที่ได้รับทุนสนับสนุน 5 ล้านดอลลาร์จาก Google เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์และมิจฉาชีพออนไลน์ให้ประชาชน 3 ล้านคนทั่วอาเซียน เราเร่ิมลงพื้นที่และเปิดรับสมัครพันธมิตรในการเสริมสร้างทักษะให้กับประชาชนใน 11 ประเทศ เรากำลังเจรจาโครงการใหม่ๆ อาทิ โครงการครีเอเตอร์วัฒนธรรมเฟส 2 และโครงการรณรงค์สุขภาพเพื่อป้องกันโรคเบาหวานร่วมกับ Novo Nordisk

ผมขอขอบคุณพันธมิตรทุกภาคส่วน และทีมงาน ASEAN Foundation ทุกคนที่ทุ่มเททำงานอย่างหนัก เพื่อขับเคลื่อนภูมิภาคของเราให้เติบโตอย่างเท่าเทียม ปลอดภัย และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังครับ ฝากติดตามและเป็นกำลังใจให้พวกเราในโครงการต่อ ๆ ไปด้วยนะครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/625882224/posts/10164126824217225/?rdid=JFHeC9ZZSJ9AYCts#

คืนที่โหดร้ายนักเตะโสมขาว!! ทีมแตก แฟนบอลไม่ต้อนรับ เกาหลีใต้จบที่ 3 กลุ่ม A บอลโลก 2026 ประธานาธิบดีจี้สอบ KFA หลังทีมตกรอบแบ่งกลุ่ม หลังตกรอบบอลโลกและโค้ชยกทีมประกาศลาออก

ต่างคนต่างไป ทีมเกาหลีใต้เร่ร่อนไม่กลับบ้าน หลังศึกบอลโลก

โชซน สื่อเกาหลีใต้รายงาน (29 มิ.ย.) ทีมฟุตบอลเกาหลีใต้กำลังเดินทางออกจากเม็กซิโกเพื่อบินกลับบ้านที่อินชอน หลังจากตกรอบแบ่งกลุ่มในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 หัวหน้าโค้ช ฮง มยอง-โบ ลาออก และการเดินทางกลับของทีมจะไม่มีงานต้อนรับอย่างเป็นทางการหรือพิธีต้อนรับแฟนบอลที่สนามบินใดๆ นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ ปี 2002 ปึที่เกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลก กับญี่ปุ่น
เกาหลีใต้จบอันดับที่สามในกลุ่ม A หลังจากชนะสาธารณรัฐเช็ก 2-1 แพ้เม็กซิโก 1-0 และแพ้แอฟริกาใต้ 1-0

รายละเอียดการเดินทาง: กลุ่มหลัก—ประกอบด้วยโค้ช ทีมงาน และผู้เล่น 8 คน (รวมถึง โจ ฮยอน-อู, คิม มิน-แจ, ฮวาง อิน-บอม, ฮวาง ฮี-ชาน, แบ็ก ซึง-โฮ, คิม มุน-ฮวาน, ลี คัง-อิน และ ซอล ยอง-อู)—ออกจากฐานที่ตั้งในกัวดาลาฮาราเพื่อเดินทางกลับผ่านสหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ หัวหน้าโค้ช ฮง มยอง-โบ ก็ประกาศลาออก พร้อมผู้บริหารระดับสูงและสมาชิกทีมงานโค้ชอีก 8 คน
ทีวีบางช่องในเกาหลีใต้ ยังเจตนาเบลอหน้า ฮง มยองโบ ตอนสัมภาษณ์ในเวิร์ลคัพ
ยกเลิกเที่ยวบินเช่าเหมาลำ เป็นเที่ยวบินแยก เนื่องจากทีมต้องออกจากการแข่งขันก่อนกำหนดและเกิดความผิดหวังอย่างมากจากสาธารณชน ผู้เล่นและทีมงานจะขอแยกกันขึ้นเครื่องบินเพื่อกลับแยกย้ายไปยังสโมสรของตนแทนที่จะกลับประเทศพร้อมกัน

ด้านการตอบสนองของ KFA สมาคมฟุตบอลเกาหลี (KFA) ประกาศว่าจะไม่มีการจัดงานเลี้ยงต้อนรับกลับบ้าน ไม่มีพิธีต้อนรับฯ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติอย่างมากจากธรรมเนียมปฏิบัติ
ทั้งนี้ ประธานาธิบดีอี แจ มยอง ยังเป็นตัวเปิด ออกประณามการตกรอบของทีมอย่างเปิดเผยว่าเป็น "สิ่งที่ยอมรับไม่ได้" และ "งงในงง งงงงงวยอย่างยิ่ง" สั่งให้กระทรวงกีฬาทำการสอบสวนอย่างเป็นทางการต่อสมาคมฟุตบอลเกาหลี (KFA)

ที่มา : https://www.facebook.com/100063674585845/posts/1612575597541578/?rdid=tUWBvy17kBvGtXkW#

การบินไทยย้ำกฎเข้ม!! ห้ามพนักงานเกี่ยวข้องยาเสพติด–สิ่งผิดกฎหมายทุกชนิด แจงกรณีพนักงานถูกควบคุมตัวที่เมลเบิร์น ยืนยันเป็นเรื่องรายบุคคล อยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรม

การบินไทยชี้แจงกรณีพนักงานถูกควบคุมตัวขณะปฏิบัติหน้าที่ ณ ประเทศออสเตรเลีย

ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ถูกเจ้าหน้าที่ของประเทศออสเตรเลียควบคุมตัวระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ณ เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลียนั้น

บริษัทฯ ได้รับรายงานเหตุการณ์ดังกล่าวและได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศไทยและประเทศออสเตรเลียอย่างใกล้ชิด เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตามกระบวนการของกฎหมาย

บริษัทฯ ขอยืนยันว่า บริษัทฯ มีระเบียบ ข้อบังคับ และมาตรการกำกับดูแลการปฏิบัติงานของพนักงานทุกคน รวมถึงนักบินและพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินอย่างเคร่งครัด โดยห้ามมิให้พนักงานครอบครอง นำเข้า ขนส่ง หรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายทุกชนิด ทั้งนี้ บริษัทฯ มีการสื่อสารและกำชับให้พนักงานถือปฏิบัติตามระเบียบของบริษัทฯ รวมถึงกฎหมายของประเทศที่ให้บริการอย่างเคร่งครัดก่อนการปฏิบัติหน้าที่ทุกเที่ยวบิน หากกระทำผิดบริษัทฯ จะดำเนินการขั้นเด็ดขาด จากข้อมูลเบื้องต้น บริษัทฯ เข้าใจว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับพนักงานรายบุคคล ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมของประเทศที่เกิดเหตุ โดยบริษัทฯ ได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้พนักงานได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมาย และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส ปฏิบัติตามกฎหมายของทุกประเทศที่ให้บริการและไม่สนับสนุนการกระทำใดๆ ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย โดยพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ตลอดกระบวนการ

ที่มา : https://www.facebook.com/100076576924740/posts/1047544014474820/?rdid=fQoA3BrJJJ93NBcN#

มุมมอง สุรวิชช์ วีรวรรณ!! ‘ชัชชาติ’ คว้าชัยผู้ว่าฯ กทม. สมัยสอง คะแนนทุบสถิติ สะท้อนคนกรุงยังฝากอนาคตไว้ในมือ ท่ามกลางโจทย์หนักน้ำท่วม ฝุ่น ทางเท้า และคดีค้างเก่า จากคะแนนศรัทธาสู่บทพิสูจน์ผลงานที่ต้องจับต้องได้

เมื่อคนกรุงเทพยังฝากอนาคตไว้ในมือชัชชาติ

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ชนะเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอย่างไม่เหนือความคาดหมาย เพราะใครต่อใครก็คิดกันตั้งแต่แรกแล้วว่า ยังไงก็ชนะเมื่อหันไปมองผู้สมัครรายอื่น แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือ หลายคนคิดว่าไม่น่าจะได้คะแนนเท่ากับครั้งที่แล้ว สุดท้ายผลคะแนนกลับออกมาสูงกว่าเดิม กลายเป็นสถิติใหม่ของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. สะท้อนว่าคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ยังให้ความไว้วางใจเขาเหมือนเดิม หรืออาจจะมากกว่าเดิมเสียอีก

แต่การกลับมาครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า ชัชชาติไม่มีการบ้าน เพราะตลอดสมัยแรก สิ่งที่ถูกโจมตีมากที่สุดก็คือเรื่อง “ระบบอากง” ซึ่งเป็นเสียงที่เล็ดลอดออกมาตลอดการทำงานของผู้ว่าฯ ชัชชาติ แม้จะไม่ใช่ข้อกล่าวหาทางกฎหมาย แต่ก็เป็นข้อครหาทางการเมืองที่ถูกพูดถึงอยู่เสมอ ก็รอดูกันว่า เมื่อเข้าสู่สมัยที่สอง ชัชชาติยังจะเก็บระบบอากงเอาไว้หรือไม่ หรือจะปรับทีมบริหารเพื่อตัดข้อครหาที่ติดตัวมาตลอดสี่ปีแรก

อีกเรื่องหนึ่งที่ยังต้องติดตามก็คือ กรณีการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของกรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นประเด็นทุจริตที่สร้างแรงสั่นสะเทือนมากที่สุดเรื่องหนึ่งในสมัยของชัชชาติ ที่สำคัญ เรื่องนี้เป็นผู้ว่าฯ กทม. เองที่สั่งระงับการตรวจรับ พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวน หลังมีข้อร้องเรียนและการตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ต่อมาผลสอบพบข้อบกพร่องหลายประการ ทั้งเรื่องราคาที่สูงผิดปกติและการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของสินค้า

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าบทลงโทษทางวินัยที่เสนอในช่วงหนึ่งอาจเบาเกินไป จนคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) มีความเห็นให้ส่งสำนวนกลับไปสอบเพิ่มเติม ขณะที่ชัชชาติและผู้บริหาร กทม. ยืนยันว่าคดียังไม่สิ้นสุด และยังไม่มีการยุติการเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง ก็ลองดูกันว่า เมื่อชัชชาติกลับมาบริหารอีกสมัย เรื่องนี้จะเดินไปจนถึงที่สุด หรือสุดท้ายจะเงียบหายไป

ส่วนสิ่งที่คนกรุงเทพฯ คาดหวังมากที่สุดก็คือ การแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา แม้ กทม. จะเร่งระบายน้ำและปรับปรุงระบบในหลายพื้นที่ แต่ก็ยังถูกวิจารณ์ว่าการแก้ปัญหายังเป็นการแก้เฉพาะหน้า มากกว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวที่จะทำให้ปัญหาน้ำท่วมลดลงอย่างถาวร

เรื่องฝุ่น PM2.5 ก็เป็นอีกโจทย์ใหญ่ที่คนกรุงเทพฯ รอคำตอบ เช่นเดียวกับปัญหาการจราจรที่แทบไม่ต่างจากเดิม ส่วนทางเท้าที่สร้างแล้วรื้อ รื้อแล้วสร้างอยู่บ่อย ๆ ก็ทำให้อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ชัชชาติซึ่งจบวิศวกรรมโยธา จะสามารถสร้างทางเท้าที่ใช้กันได้เป็นสิบยี่สิบปี โดยไม่ต้องรื้อซ่อมกันแทบทุกปีได้หรือไม่ เพราะสุดท้ายแล้ว งบประมาณทุกบาทก็มาจากภาษีของประชาชน

อีกเรื่องที่เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของชัชชาติคือ การบริหารผ่านโซเชียลมีเดีย การไลฟ์สด เดินตรวจพื้นที่ และสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ได้รับความนิยมสูง แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีเสียงวิจารณ์ว่า บางครั้งเป็นการสร้างภาพมากกว่าการบริหารเชิงระบบ ซึ่งสมัยที่สองก็คงต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ผลงานที่เป็นรูปธรรมจะเดินนำหน้าการสื่อสารได้หรือไม่

จะอย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งก็ให้คำตอบไปแล้วว่า คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ยังให้ความไว้วางใจชัชชาติ แถมยังให้คะแนนมากกว่าสมัยแรกเสียอีก เพราะฉะนั้นสี่ปีนับจากนี้จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า ชัชชาติยุคที่สองจะแตกต่างจากยุคแรกอย่างไร จะลบคำวิจารณ์ที่ติดตัวมาตลอดสี่ปีได้หรือไม่ และที่สำคัญ หากทำผลงานได้ตามที่คนคาดหวัง การเป็นผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่สอง ก็อาจกลายเป็นสปริงบอร์ดสำคัญไปสู่การเมืองระดับชาติในอนาคตก็เป็นได้

ที่มา : https://www.facebook.com/1005037142/posts/10238196212576670/?rdid=UuIaztwm9WcaGbec#

 

WHA Group เปิดเกมลงทุน!! ต้อนรับคณะท่านฮว้า เชื่อมการค้าไทย-เวียดนาม โครงการนิคมอัจฉริยะกำลังมา เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค

WHA Group ต้อนรับคณะผู้แทนระดับสูงจังหวัดทัญฮว้า (Thanh Hoa) เปิดเวที “Gateway to Thanh Hoa Forum” เชื่อมนักลงทุนไทยสู่โอกาสการลงทุนในเวียดนาม

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (WHA Group) นำโดย นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูง ให้การต้อนรับคณะผู้แทน ระดับสูงและผู้ประกอบการภาคเอกชน จากจังหวัดทัญฮว้า (Thanh Hoa) ประเทศเวียดนาม นำโดย นายใหม่ ซวน เลียม (Mr. Mai Xuân Liêm) รองประธานคณะกรรมการประชาชนจังหวัดทัญฮว้า ณ อาคาร WHA Tower พร้อมจัดสัมมนา "Gateway to Thanh Hoa Forum" เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและนำเสนอโอกาสการลงทุนของจังหวัดทัญฮว้าแก่ผู้ประกอบการและนักลงทุนไทย โดยได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ นายฝั่ม เหวียต หุ่ง (H.E. Mr. Pham Viet Hung) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามประจำประเทศไทยเข้าร่วมงาน

ในโอกาสเดียวกัน คณะผู้แทนจังหวัดทัญฮว้าได้เยี่ยมชม WHA Mega Logistics Center และนิคมอุตสาหกรรม WHA Eastern Seaboard Industrial Estate 1 (WHA ESIE 1) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารจัดการโลจิสติกส์และรูปแบบการพัฒนา Smart Eco Industrial Estate ของ WHA Group

WHA Group เชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตของจังหวัดทัญฮว้าและได้ลงทุนพัฒนาโครงการนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ WHA Smart Technology Industrial Zone 1 ซึ่งมีพื้นที่พัฒนาในเฟสแรก 178 เฮกตาร์ ปัจจุบันอยู่ระหว่างก่อสร้างและคาดว่าจะพร้อมเปิดดำเนินการในไตรมาส 4 ปี 2569 โดยโครงการได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับลูกค้ารายแรกเมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา

นอกจากนี้ WHA Group ยังได้รับใบรับรองการลงทุน (IRC) สำหรับโครงการ WHA Smart Technology Industrial Zone 2 (เฟสแรก 175 เฮกตาร์) ซึ่งได้รับเกียรติให้มีการส่งมอบเอกสารต่อหน้านายกรัฐมนตรีของประเทศไทยและเวียดนามในงาน Vietnam-Thailand Business Forum เมื่อปี 2568 อีกทั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2569 บริษัทฯ ได้รับ IRC สำหรับโครงการ WHA Vietnam Innovation Park เพื่อพัฒนาโรงงานและคลังสินค้าสำเร็จรูปแบบไฮบริด มูลค่าการลงทุนกว่า 11.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

WHA Group มุ่งมั่นขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคโดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ สาธารณูปโภค พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างไทยและเวียดนาม เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

Maxim อัปเดตแอปฯ ใหม่!! เพิ่มฟีเจอร์รวดเร็ว แนะนำสถานที่รับส่ง พิกัดจุดนัดพบแม่นยำ ขยายประสบการณ์เดินทางดีขึ้น

Maxim อัปเดตแอปฯ ใหม่ เพิ่มความรวดเร็วในการเรียกรถ พร้อมพัฒนาจุดนัดพบให้แม่นยำยิ่งขึ้น

กรุงเทพฯ, 29 มิถุนายน 2569 – Maxim ประเทศไทย หนึ่งในผู้นำด้านบริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน (Ride-hailing) เปิดตัวแอปพลิเคชันเวอร์ชันล่าสุด เพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทาง ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะที่สามารถเรียนรู้และวิเคราะห์รูปแบบการใช้งานของผู้โดยสาร พร้อมพัฒนาระบบนำทางและการนัดพบให้แม่นยำ ผ่าน 2 ฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยให้การเรียกรถรวดเร็ว สะดวก และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งสำหรับผู้โดยสารและพาร์ทเนอร์คนขับ

หนึ่งในการอัปเดตสำคัญของแอปพลิเคชันคือฟีเจอร์แนะนำสถานที่รับและส่งที่ใช้งานเป็นประจำ ซึ่งจะแสดงบนหน้าหลักโดยอัตโนมัติเมื่อผู้โดยสารเรียกรถ ช่วยให้ไม่ต้องพิมพ์ที่อยู่หรือค้นหาจากประวัติการเดินทางอีกต่อไป เพียงแตะเลือกสถานที่ที่ต้องการก็สามารถสร้างคำสั่งเรียกรถได้ทันที ฟีเจอร์ดังกล่าวใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะในการเรียนรู้และวิเคราะห์รูปแบบการเดินทางของผู้โดยสาร เพื่อแนะนำสถานที่ที่มีแนวโน้มว่าจะเลือกมากที่สุด ช่วยลดขั้นตอนในการสร้างคำสั่งเรียกรถและประหยัดเวลาในการใช้งาน นอกจากนี้ ผู้โดยสารยังสามารถบันทึกและปักหมุดสถานที่ที่ใช้งานบ่อยไว้ในเมนู “รายการโปรด” เพื่อให้เข้าถึงและเลือกใช้งานได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

อีกหนึ่งการพัฒนาที่สำคัญคือการยกระดับฟีเจอร์ “จุดนัดพบ หรือ Pick-up Point” ให้มีความแม่นยำและใช้งานสะดวกยิ่งขึ้น นอกจากการแสดงตำแหน่งจุดนัดพบบนแผนที่แล้ว แอปพลิเคชันยังสามารถระบุตำแหน่งจุดนัดพบที่ชัดเจนและแม่นยำสำหรับทั้งผู้โดยสารและพาร์ทเนอร์คนขับ ช่วยให้พาร์ทเนอร์คนขับสามารถเดินทางไปยังจุดจอดรับที่เหมาะสมได้อย่างถูกต้อง ลดความสับสนในการค้นหาตำแหน่ง รวมถึงลดความเสี่ยงในการจอดรับในพื้นที่ที่ไม่อนุญาตหรือการถูกปรับจากการฝ่าฝืนกฎจราจร ขณะที่ผู้โดยสารก็สามารถค้นหาจุดนัดพบได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว แม้อยู่ในพื้นที่ขนาดใหญ่หรือมีความซับซ้อน เช่น ศูนย์การค้า สนามบิน สถานีรถไฟ มหาวิทยาลัย และสถานที่จัดงานขนาดใหญ่

ฟีเจอร์นี้มีประโยชน์อย่างยิ่งในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่นและมีจุดนัดพบหลายแห่ง เช่น เชียงใหม่ นครราชสีมา และภูเก็ต ซึ่งจุดนัดพบมักกระจายอยู่ตามทางเข้า–ออก ลานจอดรถ หรือชั้นต่าง ๆ ของอาคาร การระบุตำแหน่งจุดนัดพบที่ชัดเจนยิ่งขึ้นช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการนัดพบ เพิ่มประสิทธิภาพในการประสานงานระหว่างผู้โดยสารและพาร์ทเนอร์คนขับ และทำให้ประสบการณ์การใช้บริการเรียกรถเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น

นายพงศ์พัฒน์ อักษราวรกานต์ กรรมการผู้จัดการ Maxim ประเทศไทย กล่าวว่า "เรารับฟังความคิดเห็นของผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง และพบว่าปัญหาหลักที่ผู้ใช้พบมากที่สุดมีอยู่สองอย่าง ได้แก่ การต้องกรอกที่อยู่เดิมซ้ำ ๆ และการค้นหาจุดนัดพบที่ถูกต้องในพื้นที่ที่มีผู้คนหนาแน่น การอัปเดตครั้งนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ไขทั้งสองปัญหา พร้อมทั้งช่วยสนับสนุนการทำงานของพาร์ทเนอร์คนขับ การระบุจุดนัดพบที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างชัดเจน ช่วยเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน ลดความสับสนในการนัดพบ และทำให้ประสบการณ์การใช้บริการเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้นสำหรับทุกฝ่าย"

แอปพลิเคชัน Maxim เวอร์ชันล่าสุดพร้อมให้ดาวน์โหลดฟรีแล้วสำหรับผู้ใช้งานทั่วประเทศไทย ผ่าน App Store (iOS), Google Play (Android), AppGallery, Galaxy Store, GetApps และเว็บไซต์ของ Maxim ผู้ใช้งานปัจจุบันสามารถอัปเดตแอปพลิเคชันเพื่อใช้งานฟีเจอร์ใหม่ได้ทันที ขณะที่ผู้ใช้งานใหม่สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพื่อสัมผัสอินเทอร์เฟซที่ได้รับการปรับปรุง พร้อมฟีเจอร์ที่ช่วยให้การเรียกรถสะดวก รวดเร็ว และแม่นยำยิ่งขึ้น

การอัปเดตครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ระยะยาวของ Maxim ในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการ และสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ดียิ่งขึ้นสำหรับผู้ใช้งาน บริษัทมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและฟีเจอร์ใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของทั้งผู้โดยสารและพาร์ทเนอร์คนขับทั่วประเทศไทย

จับลูกเรือไทย ขนเฮโรอีน!! ลูกเรือสาวไทยโดนจับคาสนามบินเมลเบิร์น ยึดยาเสพติดมูลค่ากว่า 11 ล้านบาท แจ้ง 2 ข้อหาโทษจำคุกสูงสุด 25 ปี เตรียมขึ้นศาลเดือน ก.ย. นี้

“ลูกเรือสาวไทย” โดนรวบคาสนามบินเมลเบิร์น ออสเตรเลีย ตร.พบขนเฮโรอีนกว่า 11 ล้านบาท ซุกกระเป๋าสัมภาระ

ตำรวจออสเตรเลียและกองกำลังพิทักษ์เขตแดนออสเตรเลีย แถลงว่า หญิงชาวไทยที่ถูกจับ อายุ 26 ปี เดินทางมาถึงสนามบินนานาเมลเบิร์นเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ในฐานะลูกเรือเที่ยวบินระหว่างประเทศ เจ้าหน้าที่ตรวจพบความผิดปกติระหว่างเอ็กซเรย์กระเป๋าเดินทางของเธอตามปกติ ซึ่งรวมถึงกระเป๋าผ้า 12 ใบ และพบผงสีขาวรวมกว่าหนึ่งกิโลกรัม ซ่อนอยู่ภายในซับในของกระเป๋า ผลตรวจสอบพบว่าเป็นเฮโรอีน ที่ตำรวจออสเตรเลียประเมินว่า มีมูลค่าในตลาดมืดประมาณ 5 แสนดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 11 ล้าน 5 แสนบาท

ตำรวจออสเตรเลียได้ทำการจับกุม ยึดของกลาง และแจ้งข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติดในเวลาต่อมา 2 กระทง ได้แก่ นำเข้ายาเสพติดในปริมาณที่สามารถจำหน่ายได้ และครอบครองยาเสพติดในปริมาณที่สามารถจำหน่ายได้ ทั้งสองข้อหามีโทษจำคุกสูงสุด 25 ปี เธอจะถูกควบคุมตัวไว้จนกว่าจะถึงกำหนดขึ้นศาลเมลเบิร์นในวันที่ 14 กันยายน

คลินต์ ซิมส์ ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ชายแดนออสเตรเลีย กล่าวว่า หน่วยงานยังคงเฝ้าระวังอันตรายจากบุคคลวงในที่ได้รับความไว้วางใจ อย่างเช่น ลูกเรือ และจะขัดขวางกิจกรรมนี้ต่อไป เพื่อรักษาความปลอดภัยชายแดนและปกป้องชุมชนชาวออสเตรเลีย เช่นเดียวกับ ซีโมน บัตเชอร์ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจออสเตรเลีย กล่าวว่า สำนักงานตำรวจออสเตรเลียยังคงมุ่งมั่นอย่างไม่ลดละ ในการจับกุมบุคคลที่ใช้ตำแหน่งงานหรือสถานะในชุมชนเพื่อสนับสนุนการค้ายาเสพติด

ที่มา : https://www.topnews.co.th/news/1615453?fbclid=IwdGRjcASu3S9jbGNrBK7dK2V4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHpDMtJFawkSUYrZhQcygChfM1Y8IjIg59UmGRg9TL6lQy-oQhSaqpAwGuJJI_aem_2o9GkkDuOSngY4b36gzohA


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top