Saturday, 6 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

ไทยช่วยไทยพลัสมาแล้ว!! รัฐบาลลุยเยียวยาค่าครองชีพ ของแพง เงินเฟ้อ ว่างงาน อนุมัติไทยช่วยไทยพลัส 1.76 แสนล้าน ก่อนค่าครองชีพลากเศรษฐกิจดิ่ง

ครม. เคาะ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ 1.76 แสนล้าน รับมือวิกฤติของแพง เงินเฟ้อพุ่ง-ว่างงาน

วันที่ 19 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมครม. มีมติอนุมัติโครงการไทยช่วยไทยพลัส โดยใช้วงเงิน 176,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่คณะกรรมการกลั่นการใช้จ่ายเงินกู้เสนอ เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนและธุรกิจรายย่อย โดยมุ่งหวังที่จะช่วยดูแลไม่ให้กำลังซื้อของประชาชนหดตัวมากจนเกินไป ซึ่งจะเป็นการตัดวงจรไม่ให้ธุรกิจต้องปิดกิจการและเกิดการเลิกจ้างงาน เพื่อให้คนไทยทุกคนสามารถก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน

นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่วิกฤติระลอกที่ 3 หลังจากวิกฤติพลังงานและสงครามที่ยังคือ วิกฤติของแพง โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดในเดือนเมษายนที่ขยับสูงขึ้นถึง 2.9% และมีโอกาสสูงมากที่อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งอาจสูงแตะระดับ 5%

นอกจากนี้ สถานการณ์ดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤติระดับโลกที่ทุกฝ่ายกำลังกังวลเรื่องราคาผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐอเมริกา (Bond Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้นมากในวันนี้ ทิศทางดังกล่าวเป็นการยืนยันจากมุมมองของนักการเงินและนักเศรษฐศาสตร์ว่า ตลาดการเงินโลกกำลังคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง

นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากไม่สามารถหยุดยั้งวิกฤติของแพงในครั้งนี้ได้ จะนำไปสู่ภาวะวิกฤติต่อเนื่องคือวิกฤติกำลังซื้อ เนื่องจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นจะทำให้มูลค่าเงินในกระเป๋าของประชาชนลดลง และส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผู้คนที่มีรายได้น้อย รวมถึงธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีกำไรสะสมในอดีตมารองรับแรงกระแทก

ผลไม้ไทยขึ้นห้างกลางกรุง!! ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง บุกสยามพารากอน จันทบุรีโชว์พลัง Soft Power ผ่านงาน “Thailand, The Land of Tropical Fruits” ดันผลไม้ไทยสู่ Soft Power ระดับโลก

“Thailand, The Land of Tropical Fruits”

อีกหนึ่งภาพสะท้อนพลัง Soft Power ไทย

ที่อบอวลไปด้วยเสน่ห์ของผลไม้เมืองร้อนจากผืนแผ่นดินตะวันออก

งาน “Thailand, The Land of Tropical Fruits” จัดโดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี ณ Gourmet Market สยามพารากอน ใจกลางกรุงเทพมหานคร

โดยได้รับเกียรติจาก นางบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน

ภายในงานได้รวบรวมผลไม้คุณภาพจากจันทบุรีและหลายพื้นที่ของไทย

ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง และผลไม้เมืองร้อนนานาชนิด มาไว้กลางห้างกลางกรุง ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักและอบอุ่น

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือการเชิญเอกอัครราชทูต และผู้แทนทางการทูตจากหลายสิบประเทศเข้าร่วมงาน เพื่อร่วมสัมผัสรสชาติผลไม้ไทยสดๆ จากสวน

และเปิดประสบการณ์เสน่ห์แห่ง “ผลไม้ไทย” ที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นบนเวทีโลก

ไม่ใช่เพียงเทศกาลผลไม้ แต่คือการนำเสนอประเทศไทย ผ่านรสชาติ วัฒนธรรม และความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินไทย

ในวันที่ “ผลไม้ไทย”

กำลังก้าวขึ้นเป็นอีกหนึ่ง Soft Power สำคัญของประเทศ

‘วรภัค’ ฟ้องสื่ออิสระ ‘ทอม ไรต์’ ปมแฉเครือข่ายฟอกเงินระดับโลก หลังถูกโยงเครือข่ายฟอกเงิน ‘เบน สมิธ’ เรียกค่าเสียหาย 48 ล้าน สื่อนอกจับตา ก.ล.ต.ไทยยังนิ่ง


"วรภัค ธัญวงศ์" อดีต รมช.คลัง ฟ้องหมิ่นประมาท "ทอม ไรต์" สื่ออิสระ หลังถูกแฉโยงขบวนการฟอกเงินของ “เบน สมิธ” นัดไต่สวน 22 มิ.ย.-สื่อนอกข้องใจไฉน ก.ล.ต.ยังนิ่ง สำนักข่าว Next News รายงาน

ข่าวเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ว่า เว็บไซต์ https://whalehunting.projectbrazen.com ได้รายงานข่าวว่า นายวรภัค ธัญวงศ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของไทย ได้ยื่นฟ้องหมิ่นประมาททางอาญาต่อนายทอม ไรต์ สื่อมวลชนอิสระ เจ้าของเว็บไซต์ Whale Hunting ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้สื่อข่าวที่เคยเปิดโปงการทุจริตกองทุน 1MDB ของมาเลเซีย โดยการฟ้องร้องครั้งนี้ นายวรภัคเรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงิน 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 48.84 ล้านบาท จากการรายงานข่าวของ Whale Hunting ที่พาดพิงถึงบทบาทของเขาในเครือข่ายของนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ "เบน สมิธ" ผู้ต้องหาคดีฟอกเงินจากแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นอาชญากรระดับโลก เครือข่ายอาชญากรรมและการแทรกซึมสถาบันการเงินไทย Whale Hunting ระบุว่า เครือข่ายของนายมอเออร์เบอร์เกอร์เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมายหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากศูนย์หลอกลวงในกัมพูชา ซึ่งมีการบังคับใช้แรงงานทาสสมัยใหม่ เพื่อฉ้อโกงเหยื่อทั่วโลก เข้าสู่ระบบการเงินระหว่างประเทศ โดยเครือข่ายดังกล่าวได้ทำการคอร์รัปชันร่วมกับชนชั้นนำของไทยอย่างเป็นระบบ เพื่อฝังตัวเข้าไปในสถาบันการเงินที่มีการกำกับดูแลของประเทศ การสอบสวนของ Whale Hunting ซึ่งอ้างอิงเอกสารหลักฐานที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ระบุว่า ภรรยาของนายวรภัค ธัญวงศ์ ได้รับเงินจำนวน 2.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 94.42 ล้านบาท ในรูปแบบของสกุลเงินดิจิทัล Tether (USDT) โดยเป็นการจ่ายเงินลับซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงเพื่อโอนการควบคุมบริษัท ฟินันเซีย เอ็กซ์ ซึ่งเป็นบริษัทการเงินไทย ให้กับนิติบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นส่วนหน้าของเครือข่ายนายเมาเออร์เบอร์เกอร์ การเข้าครอบงำกิจการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้การดำเนินงานของนายเมาเออร์เบอร์เกอร์ ดูน่าเชื่อถือ

ข้อโต้แย้งทางกฎหมายและการดำเนินคดี แม้ว่าการรายงานข่าวของ Whale Hunting จะนำไปสู่การลาออกจากตำแหน่งในรัฐบาลไทยของนายวรภัคในช่วงปลายปี 2568 แต่ Whale Hunting อ้างว่านายวรภัคกลับพยายามใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อปิดปากสื่อ นายวรภัคยื่นฟ้องคดีในเดือนธันวาคม 2568 โดยมีกำหนดไต่สวนครั้งแรกในวันที่ 22 มิถุนายน 2569 Whale Hunting ตั้งข้อสังเกตว่าการที่นายวรภัคเลือกยื่นฟ้องคดีในประเทศไทย แทนที่จะเป็นสิงคโปร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางกฎหมายที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลและเป็นสถานที่ที่ธุรกรรมที่เป็นประเด็นสำคัญเกิดขึ้นนั้น "เป็นเรื่องที่น่าคิด" เนื่องจากสิงคโปร์มีกฎหมายที่ยากต่อการใช้เพื่อข่มขู่สื่อมวลชนมากกว่า ในทางกลับกัน ประเทศไทยถูกจัดอันดับอยู่ในอันดับที่ 77 จาก 143 ประเทศทั่วโลกในด้านหลักนิติธรรมปี 2568 และมีประวัติการใช้กฎหมายหมิ่นประมาททางอาญาเพื่อข่มขู่นักเคลื่อนไหวและนักข่าวมาอย่างยาวนาน 

ความเชื่อมโยงกับเครือข่ายฟอกเงินและการกระทำของเจ้าหน้าที่ Whale Hunting อ้างว่าได้เปิดเผยหลักฐานเพิ่มเติมที่ค้านคำกล่าวอ้างของนายวรภัคที่ว่าเขาเป็นเพียงคนรู้จักกับนายเมาเออร์เบอร์เกอร์ โดยมีการเปิดเผยภาพถ่ายของนายวรภัคที่เดินทางบนเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวของนายมอเออร์เบอร์เกอร์ และภาพลูกชายของเขาบนเรือยอทช์มูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,256 ล้านบาทของนายเมาเออร์เบอร์เกอร์ ซึ่งกรณีนี้นายวรภัคเคยชี้แจงกับสำนักข่าว Next News ไปแล้วว่ารูปถ่ายบนเครื่องบินส่วนตัวนั้นเป็นแค่การบินไปดูไร่กัญชาที่เชียงราย ส่วนภาพลูกชายบนเรือยอทช์ก็ไม่ใช่เรือของนายเมาเออร์เบอร์เกอร์แต่อย่างใด

'วรภัค' ย้ำอีกปัดเอี่ยว 'เบน สมิธ' หลังเจอภาพลูกชายบนเรือยอชท์หรู Whale Hunting ระบุอีกว่ามีหลักฐานว่า นายวรภัคยอมรับว่ารู้จักนายยูจีน แทง ซีอีโอของ Capital Asia Investments (CAI) ซึ่งเป็นบริษัทที่นายเมาเออร์เบอร์เกอร์ใช้เป็นส่วนหน้าในการเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมายหลายพันล้านดอลลาร์ โดย CAI ได้ให้เงินกู้แก่นายวรภัคจำนวน 693 ล้านบาท หรือกว่า 21.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเข้าซื้อหุ้นใน ฟินันเซีย เอ็กซ์  ในนามของเครือข่ายนายเมาเออร์เบอร์เกอร์  แม้ว่านายวรภัคจะเคยกล่าวอ้างว่าทางการสิงคโปร์ไม่พบหลักฐานการกระทำผิดทางอาญาที่ CAI แต่ในวันที่ 5 มีนาคม 2569 ตำรวจสิงคโปร์และธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ได้จับกุมนายยูจีน แทง และนายจอร์จ แทน กรรมการอีกคนของ CAI พร้อมอายัดทรัพย์สินกว่า 124 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4,037.44 ล้านบาท . การสอบสวนพบว่า CAI และนายแทงถูกกล่าวหาว่าเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมและศูนย์หลอกลวง  Whale Hunting ยืนยันว่าเอกสารที่เกี่ยวข้องแสดงให้เห็นถึงความพยายามร่วมกันในการส่งมอบสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของไทยให้กับเครือข่ายอาชญากรรม และการจ่ายเงินหลายล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับนายวรภัคนั้นเป็นส่วนหนึ่งของค่าตอบแทน อนึ่งนายวรภัคได้เคยชี้แจงต่อสื่อมวลชนไปแล้วว่ากรณีการได้รับเงินของภรรยานั้นเป็นแค่เงินที่มาจากการขายหุ้นฟินันเซีย เอ็กซ์เท่านั้นไม่เกี่ยวกับนายเมาเออร์เบอร์เกอร์แต่อย่างใด ปัจจุบัน ศาลไทยได้ออกหมายจับนายมอเออร์เบอร์เกอร์ ซึ่งเชื่อว่าอยู่ในดูไบ และได้อายัดทรัพย์สินหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงหุ้นในบริษัท ฟินันเซีย เอ็กซ์ . กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ ยังคงดำเนินการสอบสวนต่อไป อย่างไรก็ตาม สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่นำการสอบสวนการเข้าครอบงำบริษัท ฟินันเซีย เอ็กซ์ กลับยังไม่มีการดำเนินการใดๆ กับนายวรภัค

ที่มา : https://whalehunting.projectbrazen.com/vorapak-sues-whale-hunting-the-high-stakes-fight-for-the-truth/

“ธรรมศาสตร์” จับมือ “สถานทูตอิหร่าน” ไทย–อิหร่านเปิดประตูวิชาการ ธรรมศาสตร์หารือสถานทูตอิหร่าน ดันวิจัยร่วม–แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ขยายมิติเอเชียตะวันตกศึกษา

เมื่อวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2568 ผู้อำนวยการสถาบันอาณาบริเวณศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประเทศไทย พร้อมด้วยคณะผู้แทน ได้เข้าพบ ดร. นัสเซอเรดิน ไฮดารี (Dr. Nasseredin Heidari) 

เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย และเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตฯ

ในระหว่างการหารือ ทางสถาบันฯ ได้แสดงความพร้อมที่จะศึกษาและดำเนินการเกี่ยวกับแนวทางความร่วมมือและการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัย รวมถึงศูนย์วิจัยและศูนย์การศึกษาต่างๆ ในอิหร่านกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งนี้ ทางสถาบันฯ ได้มอบทุนการศึกษาในสาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาในมิติอนาคต (Future Studies of Southeast Asia) และมีแผนที่จะเพิ่มสาขาวิชาเอเชียตะวันตกศึกษา (West Asian Studies) เข้าไปในหลักสูตร จึงได้ประสานขอความร่วมมือจากทางอิหร่านในด้านเนื้อหาทางวิชาการ

เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย ได้บอกเล่าถึงประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและอิหร่าน พร้อมทั้งสรุปการดำเนินงานของสถานเอกอัครราชทูตฯ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ และขยายความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจ กงสุล วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม ให้แก่คณะผู้บริหารของสถาบันฯ ได้รับทราบ นอกจากนี้ ท่านทูตยังได้เสนอแนะให้มีการใช้ประโยชน์จากศักยภาพของมหาวิทยาลัย ศูนย์วิจัย และคลังสมอง (Think Tanks) ของอิหร่าน ในการทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการแลกเปลี่ยนร่วมกัน ตลอดจนใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางวัฒนธรรมของสถานเอกอัครราชทูตฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มูลนิธิเพื่อการศึกษาและวิจัยอัล-มุสตาฟา (Al-Mustafa Educational and Research Foundation) ซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทยและมีสำนักงานตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร ในการแปลและจัดพิมพ์หนังสือของอิหร่านเป็นภาษาไทย

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบร่วมกันที่จะส่งข้อมูลแนะนำสถาบันฯ และศักยภาพของสถาบันฯ ไปยังกรุงเตหะราน เพื่อพิจารณาและประกาศแนวทางความร่วมมือที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทั้งสองประเทศต่อไป

ในการดำเนินการตามข้อเสนอของผู้อำนวยการสถาบันอาณาบริเวณศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกี่ยวกับการแปลหนังสือด้านประเด็นเศรษฐกิจร่วมกันและเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ท่านทูตอิหร่านได้เสนอแนวคิดในการกำหนดและดำเนินโครงการวิจัยร่วมกันภายใต้หัวข้อ "การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างปรัชญาเศรษฐกิจต้านทาน (Philosophy of Resistance Economy) ของท่านผู้นำสูงสุดแห่งการปฏิวัติอิสลาม อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี กับ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Philosophy of Sufficiency Economy) ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของทั้งสองประเทศ" ซึ่งแนวคิดนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากคณะกรรมการของสถาบันอาณาบริเวณศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้ข้อสรุปว่า ท่านทูตอิหร่านจะเป็นผู้จัดทำและนำเขร่างแรก (Initial draft) เป็นภาษาอังกฤษ

อนึ่ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถือเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่เป็นอันดับสองของประเทศไทย ที่เปิดสอนในสาขาวิชาการที่หลากหลาย และผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันแห่งนี้ล้วนดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ทั้งภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระทรวงการต่างประเทศของไทย

R Iran Embassy in Bangkok Thailand

ที่มา : https://www.facebook.com/100069530857075/posts/1318957177098632/?rdid=k3F32wj4UgKzcLTR#

ใช้น้ำมันไตรมาสแรกปี 69 พุ่ง 5.3% !! เบนซิน-ดีเซล-Jet A1 โต สะท้อนเศรษฐกิจเดินเครื่อง แต่ NGV ยังทรุดต่อเนื่อง ใช้ลดลง 14.3% ตามจำนวนรถจดทะเบียนที่หดตัวต่อเนื่อง

สถานการณ์การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 (มกราคม-มีนาคม)

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เผยภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยเดือนมกราคม-มีนาคม 2569 ปริมาณการใช้อยู่ที่ 166.77 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยน้ำมันเตาเพิ่มขึ้นร้อยละ 14 น้ำมันกลุ่มเบนซินเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.4 น้ำมันดีเซลหมุนเร็วเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.7 น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.3 และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 ขณะที่ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) มีปริมาณการใช้ลดลงร้อยละ 14.3 โดยมีรายละเอียดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละชนิดเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ดังนี้

ปริมาณการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน เฉลี่ยอยู่ที่ 33.21 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.4 โดยน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 21.12 ล้านลิตร/วัน สาเหตุมาจากส่วนต่างราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ซึ่งในเดือนมกราคม-มีนาคม 2569 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 31.80 บาท/ลิตร ขณะที่ในช่วงเดียวกันของปีก่อนราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 33.82 บาท/ลิตร มีส่วนต่างอยู่ที่ 2.02 บาท/ลิตร จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 สูงขึ้นจากปีก่อน และน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.13 บาท/ลิตร อันเนื่องมาจากการปรับส่วนต่างราคาน้ำมันและการรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้ E20 ให้มากขึ้น เพื่อลดการใช้สัดส่วนน้ำมันเบนซินพื้นฐานและเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตในประเทศ รวมทั้งน้ำมันเบนซินที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 0.39 ล้านลิตร/วัน ขณะที่การใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 85 มีปริมาณการใช้ลดลงมาอยู่ที่ 6.53 ล้านลิตร/วัน และ 0.04 ล้านลิตร/วัน ตามลำดับ 

ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เฉลี่ยอยู่ที่ 72.33 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.7 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาที่ 72.33 ล้านลิตร/วัน ขยายตัวจากปัจจัยความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่สร้างความไม่แน่นอนต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก ส่งผลให้ในเดือนมีนาคมมีการปรับขึ้นราคาน้ำมัน 5 ครั้ง รวม 10.80 บาท/ลิตร ความต้องการใช้น้ำมันจึงขยับตัวสูงขึ้นก่อนการปรับราคาในแต่ละรอบ ดังนั้นปริมาณการจำหน่ายในภาพรวมจึงเพิ่มสูงขึ้นชั่วคราวตามกลไกการปรับตัวของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม แม้ภาวะต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจะเป็นแรงกดดันสำคัญ แต่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงสามารถรักษาระดับการขยายตัวได้สอดคล้องกับการประมาณการของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่ระบุว่าทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังคงฟื้นตัวและขยายตัวที่ร้อยละ 1.61 ขณะที่ปริมาณการใช้ดีเซลหมุนเร็วบี 20 ลดลงมาอยู่ที่ 0.003 ล้านลิตร/วัน ซึ่งเป็นการกลับมาจำหน่ายหลังจากมีการชะลอการจำหน่ายไปตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2568 อันเป็นผลจากการบริหารจัดการภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาล ที่มุ่งเพิ่มความสะดวกและเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ใช้รถที่รองรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 ควบคู่ไปกับเป้าหมายในการควบคุมต้นทุนด้านพลังงาน เพื่อบรรเทาภาระของภาคประชาชนและผู้ประกอบการ

ปริมาณการใช้ Jet A1 เฉลี่ยอยู่ที่ 20.04 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.3 ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปีก่อน จากปริมาณจำนวนเที่ยวบินเดือนมกราคม-มีนาคม เฉลี่ยอยู่ที่ 83,043 เที่ยว เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 5.80 2 ประกอบกับการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 8.94 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน3 แต่ยังคงมีปัจจัยท้าทายจากสถานการณ์ด้านราคาพลังงานที่กระทบต่อต้นทุนในการบริการและการดำเนินงาน โดยวิทยุการบินแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมการบินยังคงมีแนวโน้มเติบโตเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แม้การเติบโตจะต่ำกว่าแนวโน้มเดิมก่อนเกิดสถานการณ์ความขัดแย้ง

ปริมาณการใช้น้ำมันเตา เฉลี่ยอยู่ที่ 6.03 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 ซึ่งเป็นการขยายตัวจากปริมาณการใช้น้ำมันเตาสำหรับเรือเดินสมุทร สอดคล้องกับมูลค่าการส่งออกของไทยในภาพรวม 3 เดือนแรก ปี 2569 ที่ขยายตัวร้อยละ 17.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักขับเคลื่อนการส่งออกยังคงเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เติบโตตามความต้องการสินค้าเทคโนโลยี AI และ Data Center ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปริมาณการใช้ LPG เฉลี่ยอยู่ที่ 17.84 ล้านกก./วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ภาคปิโตรเคมี ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 7.34 ล้านกก./วัน ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.10 ล้านกก./วัน ขณะที่ภาคขนส่งลดลงมาอยู่ที่ 2.27 ล้านกก./วัน และภาคอุตสาหกรรมลดลงมาอยู่ที่ 2.129 ล้านกก./วัน

ปริมาณการใช้ NGV เฉลี่ยอยู่ที่ 2.16 ล้านกก./วัน ลดลงร้อยละ 14.3 โดยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับจำนวนรถจดทะเบียน NGV สะสมที่ลดลงร้อยละ 19.1 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ปริมาณการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง เฉลี่ยอยู่ที่ 1,042,838 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 2.1 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้ารวม 78,261 ล้านบาท/เดือน โดยเป็นการลดลงของการนำเข้าน้ำมันดิบที่มีการนำเข้าอยู่ที่ 1,011,340 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 2.9 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบอยู่ที่ 76,137 ล้านบาท/เดือน ขณะที่น้ำมันสำเร็จรูป (น้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันอากาศยาน และ LPG) มาอยู่ที่ 31,498 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 33.7 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 2,124 ล้านบาท/เดือน

ปริมาณการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เฉลี่ยอยู่ที่ 126,711 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 16 โดยเป็นการส่งออกน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน และ LPG คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวม 11,511 ล้านบาท/เดือน โดยปริมาณการส่งออกมีแนวโน้มปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมาตรการระงับการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 2/2569 เพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง

กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน

‘ทรัมป์-สี’ จับมือส่งสัญญาณบวก!! แต่โลกยังต้องจับตาเกม 2 มหาอำนาจ “รศ.ดร.ปณิธาน” ชี้ “สหรัฐฯ-จีน” อาจกำลังติด ‘กับดักความมั่งคั่ง’ ก่อนลามสู่ ‘กับดักความมั่นคง’ เขย่าโลก

การประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่เพิ่งปิดฉากลง ถูกจับตามองอย่างกว้างขวางในฐานะเวทีสำคัญของสองมหาอำนาจโลก ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สงครามในหลายภูมิภาค และการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ที่ยังดำเนินต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นการค้า เทคโนโลยี และความมั่นคง

เมื่อไม่นานมานี้ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ “TNN ข่าวเที่ยง” วิเคราะห์กรณีการประชุมระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยชี้ว่า แม้ภาพภายนอกของการประชุมจะสะท้อนความพยายามประคับประคองความสัมพันธ์ แต่เบื้องลึกยังเต็มไปด้วยการแข่งขันเพื่อรักษาความมั่งคั่งและความมั่นคงของตนเอง

ประเด็นแรกที่ รศ.ดร.ปณิธาน หยิบยกขึ้นมาคือ การประชุมครั้งนี้อาจสะท้อนภาพของ “กับดักความมั่งคั่ง” ซึ่งเป็นด้านหนึ่งของเหรียญสองหน้าในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุว่า “สิ่งที่จีนและสหรัฐฯ ไม่ได้บอก แต่แทบทุกประเทศก็เห็นคล้ายกันว่าทั้งสองยักษ์ใหญ่ มีเป้าหมายในการประชุมสุดยอดในครั้งนี้คล้ายกันในทิศทางเดียวกัน คือต้องการสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ เพื่อให้ตนเอง "เข้มแข็งที่สุด" และ “ปลอดภัยที่สุด””

พร้อมอธิบายต่อถึงโครงสร้างของระบบโลกปัจจุบันว่า “ในระบบโลกแบบตัวใครตัวมัน (Anarchical System) ที่ไม่มีกฎกติกาชัดเจนและไม่มีใครเป็นใหญ่ที่สุด (No Rules, No Masters) สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือ จะต้องพึ่งพาตนเองให้อยู่รอดปลอดภัยให้ได้ ทั้งมั่งคั่งและมั่นคง ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกัน แต่อยู่คนละด้านของเหรียญ และทุกประเทศก็จะต้องทำอย่างเดียวกัน ซึ่งก็จะนำไปสู่ “กับดักของความมั่นคง” (Thucydides Trap หรือ Security Dilemma) ในที่สุด”

อีกด้านหนึ่ง แม้สหรัฐฯ และจีนจะเป็นคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์ แต่ในทางเศรษฐกิจ ทั้งสองประเทศยังคงเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง และต่างฝ่ายต่างยังต้องอาศัยกันในระบบทุนนิยมโลกเดียวกัน

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุต่อว่า “ในความเป็นจริง จีนและสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นอิสระต่อกัน เพราะต่างก็เป็นคู่ค้าสำคัญซึ่งกันและกันในระบบเดียวกัน และทั้งสองก็อยู่ในระดับต้น ๆ ของโลก (ปธน.จีนตอกย้ำประเด็นนี้ในการกล่าวเปิดการประชุมสุดยอดในครั้งนี้ด้วย) แม้ว่าสหรัฐฯ จะลดการค้ากับจีนลงมากในปัจจุบัน (ลดลงจากกว่า 20% เป็นต่ำกว่า 10%) แต่ทั้งสองประเทศก็ยังต้องพึ่งพากันและกัน เพื่อให้ได้ประโยชน์จากระบบทุนนิยมเดียวกันให้ได้มากที่สุด (สหรัฐฯ ส่งออกสูงเป็นอันดับสองของโลก จีนส่งออกเกือบ 4 ล้านล้านเหรียญ สูงกว่าสหรัฐฯ กว่าเท่าตัว) ที่สำคัญ ต่างก็นำความมั่งคั่งของตน (World GDP: สหรัฐฯ - 42% จีน - 34%) ไปสร้างอิทธิพลทางการเมืองและการทหารที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองเป็นอันมาก (สหรัฐฯ ใช้จ่ายด้านการทหารถึง 33% ของโลก จีนประมาณ 12%)”

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์แบบพึ่งพากันนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนของระบบโลก ทั้งสงครามใหญ่ในยุโรป ตะวันออกกลาง ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในหลายประเด็น รวมถึงความไม่แน่ใจของนานาประเทศต่อบทบาทผู้นำโลกของทั้งสองฝ่าย

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวต่อว่า “แต่ในขณะนี้ ทั้งสองประเทศมีความกังวลถึงความมั่งคั่งและมั่นคงของตน เพราะระบบทุนนิยมแบบ “การค้าเสรี” กำลังมีความแปรปรวนและไม่แน่นอน เกิดสงครามใหญ่ในยุโรปและตะวันออกกลาง เกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งเรื่องภาษี เรื่องเทคโนโลยีชั้นสูง และเรื่องไต้หวัน (3Ts) และเกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอีกหลายประเทศ เช่น กับอิหร่าน ลาตินอเมริกัน ยุโรป แคนาดา จึงทำให้ทั่วโลกไม่แน่ใจในการเป็นผู้นำของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และทำให้ทั้งจีนและสหรัฐฯ ต้องหันหน้าเข้าหากันเพื่อประคับประคองสถานการณ์และระบบของตน”

ด้วยเหตุนี้ การประชุมสุดยอดครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญในเชิงสัญญาณมากกว่าการประกาศชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะทั้งสองประเทศจำเป็นต้องแสดงให้โลกเห็นว่า ความสัมพันธ์ยังอยู่ในกรอบที่ควบคุมได้

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในการพบกันครั้งนี้ จีนและสหรัฐฯ จึงต้องการส่งสัญญาณเชิงบวกว่ามีความพยายามแก้ปัญหาหลายอย่าง มีความคืบหน้าในหลายด้าน ทั้งเรื่องภาพรวมความสัมพันธ์ การค้าการลงทุน ความมั่นคง และอื่นๆ ทั้งนี้ เพื่อให้คู่ค้า มิตรประเทศ บริวาร แม้แต่ศัตรูหรือคู่แข่งของตน ได้รับรู้รับทราบว่าทั้งสองมหาอำนาจยังมุ่งมั่นที่จะรักษาระบบ ร่วมมือกันแก้ไขปัญหา เพิ่มพูนการค้าการลงทุน โดยเฉพาะในด้านใหม่ ๆ ที่ประเทศอื่น ๆ จะได้รับอานิสงส์หรือผลดีตามไปด้วย”

ส่วนประเด็นที่ถูกมองว่าเป็น “ข่าวดี” จากการประชุมครั้งนี้ มีทั้งเรื่องการซื้อเครื่องบินโดยสาร การเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ จากจีน ตลอดจนความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและห่วงโซ่การผลิตในอนาคต

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุว่า “ข่าวดีจากการประชุมสุดยอดในครั้งนี้มีหลายประการ เช่น เรื่องจีนจะซื้อเครื่องบินโดยสารนับร้อย ๆ ลำ (ข่าวระบุว่าเป็น Boeing 200 ลำ แต่น้อยกว่า 500 ลำที่คาดไว้ ทำให้หุ้นของบริษัท Boeing ตก 4% ในสัปดาห์ก่อน แต่ ปธน.ทรัมป์ ก็ให้ข่าวแก้ว่าอาจจะถึง 750 ลำได้ในอนาคต) หรือที่จีนจะซื้อสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า (ข่าวระบุว่าเป็น เนื้อสัตว์ ถั่ว ถั่วเหลือง และอื่น ๆ) รวมทั้งที่จีนจะเปิดโอกาสให้บริษัทเทคโนโลยีชั้นสูง บริษัทรถยนต์ไฟฟ้า บริษัทคอมพิวเตอร์ และอื่น ๆ ร่วมมือกันมากขึ้น ทั้งการซื้อชิปคอมพิวเตอร์ H200 ของ Nvida การเข้าถึงตลาดรถยนต์ของ Tesla การเพิ่มห่วงโซ่การผลิตของ Apple โดยสหรัฐฯ เสนอให้มีการจัดตั้ง Board of Trade และ Board of Investment เพื่อเปิดช่องทางการค้าขายให้มากขึ้น เป็นต้น”

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ข้อตกลงที่ถูกนำเสนอในเชิงบวกเหล่านี้ ยังมีข้อสังเกตสำคัญ เพราะไม่ได้ปรากฏรายละเอียดอย่างเป็นทางการในเอกสารแถลงผลการประชุมของทั้งสองประเทศ

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวว่า “แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า ข้อตกลงต่าง ๆ ตาม “ข่าวดี” นั้น ไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการในเอกสารแถลงผลการประชุมของสองประเทศ ไม่มีรายละเอียดเฉพาะเรื่อง เช่น จีนไม่ได้ยืนยันเรื่องการซื้อเครื่องบิน สินค้าเกษตร หรือสินค้าอื่น ๆ ถ้อยแถลงที่เป็นทางการของจีนนั้น ส่วนใหญ่เน้นเรื่องหลักการ เช่น “ความสัมพันธ์ที่ต่างก็เป็นประโยชน์ต่อกัน” (win-win in nature) และเห็นด้วยในเรื่องวิสัยทัศน์ที่จะสร้างความสัมพันธ์ทาง “ยุทธศาสตร์ที่มีเสถียรภาพ” (Strategic Stability) ในอีกสามปีข้างหน้า ขณะที่แถลงการณ์สหรัฐฯ ไม่ได้ยืนยันถึงเรื่อง “เสถียรภาพทางยุทธศาสตร์” นี้ที่จีนแถลงในเอกสาร เพียงแต่มีรายละเอียดที่ ปธน.ทรัมป์ได้ให้ข่าวเท่านั้น”

ขณะเดียวกัน ภาพการพบปะที่ดูเป็นมิตรระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ ก็ถูกตั้งคำถามว่าเป็นเพียงการแสดงออกทางการทูตเพื่อสร้างบรรยากาศเชิงบวก หรือสะท้อนความคืบหน้าที่แท้จริงในประเด็นใหญ่ของโลก

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุเพิ่มเติมว่า “การ “จับมือถือแขน” และ “เอาอกเอาใจ” กันหรือชื่นชมกันเป็นพิเศษในการเยือนจีนของปธน.ทรัมป์ในรอบ 9 ปีเพื่อประชุมสุดยอดนัดประวัติศาสตร์นี้ หลายฝ่ายมองว่าเป็นการสร้างภาพถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน (โดยเฉพาะปธน.ทรัมป์ที่ทำให้โลกปั่นป่วน แต่กลับสงบเสงี่ยมเรียบร้อยผิดสังเกตในการประชุมครั้งนี้) เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตน แต่ไม่มีความคืบหน้าในเรื่องที่สำคัญอย่างชัดเจน”

แม้จะยังมีข้อจำกัดหลายด้าน แต่การประชุมครั้งนี้อย่างน้อยได้ช่วยลดแรงกดดันในความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ และทำให้หลายฝ่ายเห็นว่าทั้งสหรัฐฯ และจีนยังไม่ต้องการให้สถานการณ์เดินไปสู่จุดแตกหัก

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุต่อว่า “ในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ ทั้งสองผู้นำโลกได้ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อการพูดคุยเจรจาเพื่อแก้ปัญหา มีนัดหมายจะคุยกันต่อไป ส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนในหลายด้าน ทำให้เกิดความมั่นใจในระดับหนึ่งว่าความสัมพันธ์จะไม่เลวร้ายลง และจะนำไปสู่เสถียรภาพ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของทั้งสองประเทศ และได้รับการตอบรับกันพอสมควรทั้งสองฝ่ายและในเวทีระหว่างประเทศ”

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ท่าทีประนีประนอม ทั้งสองประเทศยังคงเป็นคู่แข่งสำคัญในเวทีโลก โดยต่างฝ่ายต่างต้องการรักษาและขยายอิทธิพลของตนเอง ขณะที่ระบบเศรษฐกิจโลกยังทำให้ทั้งคู่ไม่สามารถตัดขาดจากกันได้

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวต่อว่า “แต่การที่ทั้งสองประเทศ ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ได้เป็นมิตรต่อกัน แต่มีเป้าหมายแข่งขันกันเพื่อสร้างอิทธิพลในเวทีโลก โดยเฉพาะต้องการที่จะเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งแต่เพียงผู้เดียวนั้น จำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับตนและให้กับระบบที่สร้างความมั่งคั่งให้กับตนเช่นนี้ จึงกล่าวได้ว่าทั้งจีนและสหรัฐฯ ต่างก็ติดกับดักเดียวกันทางเศรษฐกิจ คือต่างก็ยังต้องพึ่งพากันและกันเพื่อความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในขณะที่ต่างฝ่ายต่างก็ยังไม่สามารถที่จะกำจัดหรือทำลายกันได้ ทั้งสองประเทศ ซึ่งมั่งคั่งเป็นลำดับที่หนึ่งและที่สองของโลกนั้น จึงกำลังติด “กับดักความมั่งคั่ง” ของตนเอง”

ในตอนท้าย รศ.ดร.ปณิธาน ทิ้งประเด็นสำคัญที่โลกยังต้องจับตา คือความสัมพันธ์ของสองมหาอำนาจจะหยุดอยู่เพียงการแข่งขันทางเศรษฐกิจ หรือจะขยับไปสู่ “กับดักด้านความมั่นคง” ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงในอนาคต

“ในอนาคต สองยักษ์ใหญ่นี้จะติด “กับดักด้านความมั่นคง” (Thucydides Trap) ด้วยหรือไม่ จะทำลายกันเองอย่างที่ปธน.สี จิ้นผิงได้เตือนไว้ในการประชุมครั้งนี้หรืออย่างไร ไม่มีใครจะหยั่งรู้อนาคต แต่ในการพูดคุยกันของทั้งสองมหาอำนาจในเรื่องไต้หวัน อิหร่าน อาวุธนิวเคลียร์ และความมั่นคงอื่นๆ ในการประชุมครั้งนี้ มีสิ่งบอกเหตุพอสมควรว่าสหรัฐฯ และจีนจะนำพาโลกไปสู่โศกนาฏกรรมสงครามโลกอีกหรือไม่” รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวทิ้งท้าย

ขอบคุณที่มา: TNN ข่าวเที่ยง / YouTube

Facebook Panitan Wattanayagorn (ปณิธาน วัฒนายากร)

แต่งตั้ง วีระศักดิ์-กอบศักดิ์-ปิติ-อาร์ม เป็นที่ปรึกษา ‘ศุภจี’ รองนายกฯ หวังบริหารราชการเรียบร้อย เกิดผลดีต่อประเทศ เดินหน้าขับเคลื่อนงานพาณิชย์–เศรษฐกิจ เสริมกลไกขับเคลื่อนงานรองนายกรัฐมนตรีและกระทรวงพาณิชย์

จากรายงานคำสั่งรองนายกรัฐมนตรี ที่ ๒ /๒๕๖๙ เรื่อง แต่งตั้งที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ณ วันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๙  ระบุว่า ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นางศุภจี สุธรรรมพันธุ์ เป็นรองนายกรัฐนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตามประกาศวันที่ ๓๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ นั้นเพื่อให้การบริหารราชการในความรับผิดชอบของรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์)ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย บังเกิดผลดีแก่ทางราชการ จึงแต่งตั้งที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ดังนี้

๑. นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๒.นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๓.รองศาสตราจารย์ ปิติ ศรีแสงนาม ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๔.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อาร์ม ตั้งนิรันดร ที่ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๕. นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๖. นายยรรยง ไทยเจริญ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๗. นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๘.นายอนันต์ ลาภสุขสถิต ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๙. นางสาวอาจารี ตราชูกุล ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๑๐.นางสาวอนัญญา แก้วนิล ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๑๑.นายอดิศร์ หะริณสุต ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๑๒.นายนนทกร โรจน์อุ่นวงศ์ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

เพื่อให้คำปรึกษา เสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่าง ๆ และติดตามการปฏิบัติราชการ

ของหน่วยงานภายใต้บังคับบัญชาและกำกับของรองนายกรัฐมนตรีให้บรรลุผลสัมฤทธิ์และเป็นไป

อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสนับหนุนการกิจของรองนายกรู้มนตรีตานที่ได้รับมอบหมาย

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจ

คนรุ่นใหม่เริ่มต้าน AI ? จุดกระแสเดือด AI สะดุดกลางพิธีรับปริญญา กศึกษาจบใหม่เริ่มส่งเสียงค้าน หลังเทคโนโลยีล้ำเส้นชีวิตจริง หวั่นอนาคตถูกแทนที่โดยเครื่องจักร

นักศึกษามหาวิทยาลัยแสดงความไม่พอใจอย่างมาก หลังจากมหาวิทยาลัยเลือกที่จะใช้ AI ในการขานชื่อผู้เข้ารับปริญญาตามลำดับ แต่ระบบทำงานผิดพลาดขานชื่อผิด แถมยังไม่ยอมให้ทำการรับปริญญาใหม่

นับเป็นประสบการณ์ที่แย่มากๆ สำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังจะถูกแทนที่ด้วย AI?

ในขณะที่อีกงาน อดีต CEO ของ Google Eric Schmidt ได้ไปกล่าวสุนทรพจน์และรับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาวิทยาศาสตร์ ที่ University of Arizona แต่กลับถูกเด็กโห่ทุกครั้ง เมื่อพูดถึงคำว่า Artificial Intelligence แสดงความไม่พอใจ  จนถึงจุดหนึ่งที่เขาถึงกับต้องบอกนักศึกษาว่า "Would you let me make this point please?" นับเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นว่า นักศึกษาจบใหม่มีปฏิกิริยาแบบนี้ แสดงให้เห็นว่า เริ่มมีความไม่พอใจเกี่ยวกับ AI อย่างจริงจัง

ที่มา :

https://www.facebook.com/706831750/posts/10162369351666751/?rdid=II2DNLNRn1IHxPS2#

https://x.com/BTnewsroom/status/2056408582560621031

จีนเปิดเกมสันติภาพ!! เมื่อมังกรกับพญาอินทรีต้องอยู่ร่วมโลก ‘สีจิ้นผิง’ เสนอ ‘เคารพกัน อยู่ร่วมกัน ร่วมมือกัน’ อ้างภูมิปัญญาโบราณ หนุนสัมพันธ์สร้างสรรค์กับสหรัฐฯ

สีจิ้นผิงอ้างอิงปรัชญาความสามัคคี ส่งเสริม 'จีน-สหรัฐฯ' ดำรงอยู่ร่วมกัน

ปักกิ่ง, 18 พ.ค. (ซินหัว) -- หอสักการะฟ้าเทียนถาน อายุมากกว่า 600 ปี ณ ใจกลางกรุงปักกิ่งของจีน ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อเกี่ยวกับความกลมกลืนระหว่างฟ้ากับดินมาแต่โบราณ ได้ต้อนรับสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) โดยสีจิ้นผิงอธิบายให้ทรัมป์ฟังว่าผู้ปกครองจีนในยุคโบราณจัดพิธีกรรมระดับรัฐที่นี่เพื่อขอให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง สังคมสมัครสมานสามัคคี และสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการเก็บเกี่ยวพืชผลได้อุดมสมบูรณ์

หอสักการะฟ้าเทียนถานเป็นสัญลักษณ์ของปรัชญาจีนโบราณ "เหอเหอ" ซึ่งหมายถึงสันติภาพ ความสามัคคี และการดำรงอยู่ร่วมกัน ขณะที่สีจิ้นผิงมักกล่าวถึงวัฒนธรรมจีนดั้งเดิมให้บรรดาผู้นำชาวต่างชาติได้รู้จัก ซึ่งตอกย้ำการให้คุณค่ากับมรดกทางวัฒนธรรมของจีนอย่างลึกซึ้ง โดยสีจิ้นผิงมองว่าปรัชญา "เหอเหอ" เป็นหนึ่งในแก่นแท้ของวัฒนธรรมอันโดดเด่นที่บรรพบุรุษชาวจีนสร้างสรรค์ขึ้นมา และถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะส่งเสริมความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เชิงสร้างสรรค์และมีเสถียรภาพในอนาคตข้างหน้า

ค่านิยมแห่งสันติภาพ

หอสักการะฟ้าเทียนถานนั้นประกอบด้วย 3 ตำหนักหลัก ได้แก่ ตำหนักไท่เหอ ตำหนักจงเหอ และตำหนักเป่าเหอ ซึ่งต่างมีตัวอักษรภาษาจีน "เหอ" อยู่ในชื่อ สะท้อนความปรารถนาสันติภาพและความสามัคคีที่มีมานานของประชาชนชาวจีน โดยทรัมป์ที่ยืนอยู่กับสีจิ้นผิงข้างในหอสักการะฟ้าเทียนถานเมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) กล่าวชมสถานที่แห่งนี้ว่ายิ่งใหญ่และน่าอัศจรรย์ มีความวิจิตรบรรจงทางศิลปะของสถาปัตยกรรมจีนโบราณและความรุ่มรวยของวัฒนธรรมจีนดั้งเดิม

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สีจิ้นผิงได้ดำเนินพันธกิจทางการทูตโดยอาศัยภูมิปัญญาโบราณของจีนมาสื่อสารความมุ่งมั่นสู่สันติภาพของจีน โดยสันติภาพถือเป็นค่านิยมหลักที่หยั่งรากลึกอยู่ในอารยธรรมจีน สีจิ้นผิงเคยกล่าวว่าสันติภาพ ความปรองดอง และความสามัคคีเป็นแนวคิดที่ชนชาติจีนยึดมั่นและสืบสานมานานกว่า 5,000 ปี และชนชาติจีนไม่ได้มีนิสัยก้าวร้าวหรือชอบครอบงำผู้อื่นอยู่ในสายเลือด

ตอนเริ่มต้นหารือกับทรัมป์ที่อาคารมหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่งเมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) สีจิ้นผิงตั้งคำถามว่าจีนและสหรัฐฯ จะสามารถก้าวข้ามกับดักทูซิดิดีส (Thucydides Trap) และสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใหญ่ได้หรือไม่ พร้อมเสริมว่าจีนและสหรัฐฯ จะได้รับผลประโยชน์หากร่วมมือกัน แต่จะสูญเสียผลประโยชน์หากเผชิญหน้ากัน ดังนั้นทั้งสองประเทศควรเป็นหุ้นส่วนมากกว่าคู่แข่งกัน

บางโอกาสสีจิ้นผิงยังใช้ภูมิปัญญาจากตำราจีนโบราณในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคณะเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เพื่อเน้นย้ำมุมมองของสีจิ้นผิงต่อความรอบคอบในการทำสงครามสู้รบ โดยเมื่อปี 2018 ขณะหารือกับเจมส์ แมตทิส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ในตอนนั้น ณ กรุงปักกิ่ง สีจิ้นผิงอ้างอิงคำพังเพยจีนที่ว่าผู้เชี่ยวชาญการทหารที่แท้จริงไม่ได้อยากใช้วิธีการทางทหารมาแก้ไขปัญหา

ทั้งนี้ โลกจับตามองการพบปะหารือของสีจิ้นผิงและทรัมป์อย่างใกล้ชิดเพื่อดูว่าทั้งสองประเทศใหญ่จะสามารถค้นหาวิถีทางที่ถูกต้องในการก้าวสู่การดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้หรือไม่ ซึ่งเป็นคำถามที่มีนัยยะลึกซึ้งต่อสันติภาพและเสถียรภาพของโลก โดยประธานาธิบดีทั้งสองเห็นพ้องกับวิสัยทัศน์ใหม่ของความสัมพันธ์ทวิภาคีที่มีความสำคัญมากที่สุดในโลก นั่นคือการสร้าง "ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เชิงสร้างสรรค์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์" ซึ่งเป็นการบรรลุฉันทามติทางการเมืองที่มีความสำคัญมากที่สุดระหว่างการประชุมสุดยอดครั้งนี้

ความแข็งแกร่งส่วนรวม

สีจิ้นผิงมองว่า "สรรพสิ่งทั้งหลายอาจเติบโตเคียงข้างกันโดยไม่เบียดเบียนกันและเส้นทางที่แตกต่างกันอาจอยู่คู่ขนานกันโดยไม่แทรกแซงกัน" โดยสีจิ้นผิงเคยหยิบยกสุภาษิตจีนโบราณนี้มาสื่อสารว่าความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นเมื่อประเทศต่างๆ แสวงหาผลประโยชน์ส่วนรวม ดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ และมีส่วนร่วมในความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ซึ่งกันและกัน ซึ่งความร่วมมือจีน-สหรัฐฯ นั้นยังมีโอกาสรออยู่มากมาย ทั้งสองฝ่ายสามารถช่วยส่งเสริมความสำเร็จซึ่งกันและกัน รวมถึงสร้างผลลัพธ์ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์

ณ งานเลี้ยงต้อนรับทรัมป์ที่อาคารมหาศาลาประชาชนเมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) สีจิ้นผิงกล่าวว่าหากมองย้อนดูความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่ผ่านมา กุญแจสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์นี้เดินหน้าอย่างมั่นคงคือการเคารพซึ่งกันและกัน การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ต่อจากนั้นเมื่อวันศุกร์ (15 พ.ค.) สีจิ้นผิงกล่าวกับทรัมป์ระหว่างการพบปะแบบจำกัดวงที่เรือนรับรองจงหนานไห่ในกรุงปักกิ่งว่าขณะทรัมป์หวังให้สหรัฐฯ กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง สีจิ้นผิงมุ่งมั่นนำพาประชาชนชาวจีนก้าวสู่การฟื้นฟูชาติ

สำหรับปี 2026 เป็นจุดเริ่มต้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) ของจีน ขณะเดียวกันสหรัฐฯ เตรียมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 250 ปี การก่อตั้งประเทศ โดยท่ามกลางบริบทของการเปลี่ยนแปลงระดับโลกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หลายฝ่ายต่างคาดหวังว่าจีนและสหรัฐฯ จะทำงานร่วมกันเพื่อรับมือกับความท้าทายเร่งด่วนระดับโลก

เมื่อปี 2024 ขณะพบปะกับแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ในตอนนั้น ณ กรุงปักกิ่ง สีจิ้นผิงหยิบยกอีกหนึ่งแนวคิดจากปรัชญาจีนโบราณที่ว่า "ลงเรือลำเดียวกันแล้วควรช่วยเหลือซึ่งกันและกัน" โดยสีจิ้นผิงกล่าวว่าผู้อยู่อาศัยบนโลกใบเดียวกันควรช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่มีใครหรือประเทศใดสามารถแยกตัวโดดเดี่ยวจากความท้าท้ายที่กำลังเผชิญร่วมกันได้ หนทางเดียวในการก้าวต่อไปคือความสามัคคีและการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนปรองดอง

การประชุมสุดยอดระหว่างสีจิ้นผิงกับทรัมป์ครั้งล่าสุดนี้ ทั้งสองฝ่ายแสดงความพร้อมดำเนินการแลกเปลี่ยนด้านต่างๆ เพิ่มขึ้น ทั้งการทูต การทหาร เศรษฐกิจ การค้า สาธารณสุข การเกษตร การท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและระหว่างประชาชน และการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งเพิ่มแรงกระตุ้นใหม่สู่ปฏิสัมพันธ์ของสองประเทศในอนาคต

สีจิ้นผิงกล่าวว่าประชาชนของจีนและสหรัฐฯ ต่างเป็นประชาชนที่ยอดเยี่ยม โดยการฟื้นฟูชนชาติจีนที่ยิ่งใหญ่และการทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งนั้นสามารถดำเนินควบคู่กันไปได้ ทั้งสองฝ่ายสามารถช่วยเหลือกันและกันเพื่อบรรลุผลสำเร็จและเดินหน้าความเป็นอยู่ที่ดีของทั้งโลก

ที่มา : Xinhua

ธนาคารใหญ่ขึ้น แต่เศรษฐกิจจริงอาจเล็กลง? เปิดคำถามควบรวม KTB–ttb กับอนาคตเครดิตไทย แก้ถูกจุดหรือซ้ำเติมเศรษฐกิจ ไทยต้องเพิ่มการแข่งขันการเงิน ไม่ใช่เร่งควบรวมธนาคาร

จากกระแสข่าวที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอแนวคิดการควบรวมระหว่าง Krung Thai Bank และ ttb bank ผมเห็นว่าเป็นประเด็นที่ควรถูกพิจารณาอย่างรอบด้าน เพราะอาจเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงกับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน และอาจส่งผลกระทบต่อศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

สิ่งสำคัญคือ ปัจจุบันระบบธนาคารไทยเองก็มีระดับการแข่งขันที่ค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่มีระบบการเงินเปิดและมีผู้เล่นหลากหลายกว่า การควบรวมเพิ่มเติมอาจยิ่งเพิ่มการกระจุกตัวของภาคการเงิน และลดแรงจูงใจในการแข่งขันทั้งด้านอัตราดอกเบี้ย นวัตกรรมทางการเงิน และการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจรายเล็ก

ในทางเศรษฐศาสตร์ ประเทศที่มีจำนวนธนาคารและสถาบันการเงินน้อย หรือมีลักษณะ Banking Oligopoly สูง มักเผชิญปัญหาสำคัญหลายประการ ได้แก่

1. Spread ระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้สูง

   เมื่อการแข่งขันต่ำ ธนาคารมักไม่มีแรงกดดันมากพอในการแข่งขันด้านราคา ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME สูงกว่าที่ควรจะเป็น

2. การส่งผ่านนโยบายการเงินจากธนาคารกลางทำได้ช้าลง

   แม้ธนาคารกลางจะลดดอกเบี้ยนโยบาย แต่ธนาคารพาณิชย์อาจไม่ได้ส่งผ่านต้นทุนทางการเงินที่ลดลงไปยังผู้กู้ได้เต็มที่ ทำให้ Monetary Transmission Mechanism มีประสิทธิภาพลดลง

3. Credit Creation และ Money Creation เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ

   เมื่อระบบการเงินมีการแข่งขันต่ำ ธนาคารมักเลือกปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าความเสี่ยงต่ำและกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ขณะที่ SME และธุรกิจใหม่เข้าถึงเครดิตได้ยาก ส่งผลให้การลงทุนใหม่ การจ้างงาน และ GDP Growth ชะลอตัวในระยะยาว

คำถามสำคัญคือ เหตุใดเศรษฐกิจไทยจึงเติบโตต่ำต่อเนื่อง แม้ประเทศไทยจะมีระบบ Payment Infrastructure ที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ทั้ง PromptPay, QR Payment และ Mobile Banking

คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ “สภาพคล่อง” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “การสร้างและการส่งผ่านเครดิต” (Credit Creation & Credit Transmission) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจสมัยใหม่

เศรษฐกิจยุคปัจจุบันไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเงินสดเพียงอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วย “เครดิต” ผ่านระบบธนาคารและสถาบันการเงิน เมื่อธนาคารปล่อยสินเชื่อ จะเกิดเงินฝากใหม่ เกิดการลงทุนใหม่ การจ้างงานใหม่ และนำไปสู่ GDP ที่ขยายตัวในที่สุด ดังนั้น ความสามารถในการสร้างเครดิตของระบบการเงิน จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อศักยภาพการเติบโตของประเทศ

งานศึกษาของ OECD เรื่อง “Post-Crisis Changes in Banking and Corporate Landscapes: The Case of Thailand” ชี้ให้เห็นว่า หลังวิกฤตปี 1997 ระบบธนาคารไทยมีแนวโน้มระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) ขณะที่ธนาคารขนาดใหญ่มีแนวโน้มเลือกปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าความเสี่ยงต่ำและกลุ่มทุนขนาดใหญ่เป็นหลัก

ขณะเดียวกัน งานวิจัยของ Thammasat Review เรื่อง “Synergizing Economic Growth and Financial Stability: The Role of Banking Institutional Setup in Thailand” ยังระบุว่า ระบบธนาคารไทยเริ่มมีลักษณะ “Detached from the Real Economy” กล่าวคือ สภาพคล่องยังอยู่ในระบบ แต่เครดิตกลับไม่ได้ไหลเข้าสู่เศรษฐกิจจริงอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะภาค SME และธุรกิจใหม่

กรณีศึกษาจากต่างประเทศก็สะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน ญี่ปุ่นหลังฟองสบู่แตกในช่วงทศวรรษ 1990 แม้ธนาคารจะมีสภาพคล่องสูงและดอกเบี้ยใกล้ศูนย์ แต่เศรษฐกิจกลับเติบโตต่ำเป็นเวลานาน เนื่องจากธนาคารไม่กล้าปล่อยสินเชื่อใหม่ เกิดภาวะ “Broken Credit Transmission Mechanism” หรือกลไกการส่งผ่านเครดิตสู่เศรษฐกิจจริงอ่อนแรง

ในทางกลับกัน สหรัฐอเมริกามีระบบการเงินที่หลากหลายกว่า ทั้ง Regional Banks, Venture Capital, Capital Market และ Fintech ทำให้การเข้าถึงทุนของธุรกิจใหม่และ Startup มีความยืดหยุ่นสูงกว่า แม้ระบบจะมีความผันผวนมากกว่า แต่ก็ช่วยสนับสนุน Innovation และ GDP Growth ได้ดีกว่าในระยะยาว

ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยควรให้ความสำคัญ อาจไม่ใช่การทำให้ธนาคารมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่คือการเพิ่ม “Financial Deepening” ของระบบเศรษฐกิจ ผ่านการแข่งขันทางการเงิน การเปิดทางให้ Virtual Bank, Digital Lending, Fintech และระบบ Credit Scoring สมัยใหม่ เพื่อให้เครดิตสามารถไหลเข้าสู่ SME และเศรษฐกิจจริงได้มากขึ้น

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประเทศที่เติบโตได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่ประเทศที่มีเพียงธนาคารขนาดใหญ่ แต่คือประเทศที่ระบบการเงินสามารถสร้างและกระจายเครดิตไปยังเศรษฐกิจจริงได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ

ดร.พลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์

อดีตเลขา รัฐมนตรีพาณิชย์


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top