Saturday, 6 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

“อีอีซี” เดินเกม Data Center ระดับภูมิภาค!! ระดมรัฐ–เอกชนวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล วางแผนไฟฟ้า น้ำ ไฟเบอร์ และเคเบิลใต้น้ำครบวงจร รองรับดีมานด์ไฟฟ้าระยะยาวกว่า 10,000 เมกะวัตต์ ดันไทยเป็นจุดหมายลงทุน Data Center สำคัญของอาเซียน

EECO ระดมภาครัฐ เอกชนชั้นนำ ร่วมแชร์ไอเดีย

“EEC Sectoral Deep Dive Forum 2026” 

ปักหมุดอีอีซี สู่ศูนย์กลางการลงทุน Data Center แห่งภูมิภาค

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO จัดงานสัมมนา EEC Sectoral Deep Dive Forum 2026 ครั้งที่ 1 ภายใต้หัวข้อ Digital Theme เพื่อเป็นเวทีสัมมนาหารือเชิงลึกระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศไทย โดยมุ่งเน้นเสวนาเกี่ยวกับปัจจัยการลงทุนด้าน Data Center ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี 

ดร. จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO  กล่าวนำเสนอ ถึงวิสัยทัศน์การยกระดับพื้นที่อีอีซี ให้เป็นศูนย์กลาง Green Data Center แห่งภูมิภาค ด้วยเป้าหมายค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Power Usage Effectiveness : PUE) ที่ระดับไม่เกิน 1.3 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกในปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เทคโนโลยีระบายความร้อนขั้นสูง และระบบบริหารจัดการน้ำแบบหมุนเวียน นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอมาตรการสนับสนุนการลงทุนที่ครบวงจร ทั้งสิทธิประโยชน์การลงทุน บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One-Stop Service) และสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชน (Private PPA)

สำหรับงานสัมมนาฯ ครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 3 ช่วง ได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงขององค์กรชั้นนำทั้งใน และต่างประเทศ ร่วมเป็นวิทยากรเพื่อร่วมแชร์แนวคิดการส่งเสริมการลงทุน Data Center ในพื้นที่อีอีซี

อาทิ Mr. Bryan Yue, Market Development Lead, APAC, Google Global Infrastructure and Energy, Google Cloud คุณธีรพันธุ์ เจริญศักดิ์ Managing Director, True Internet Data Center Co., Ltd.  

Mr. Bruce Lim, General Manager, DayOne Data Center คุณธนภัค เกิดโพธิ์คา Assistant Governor (Office of Governor), Provincial Electricity Authority คุณสุเมธี เจริญวงศ์มิตร Assistant Governor (Strategic Planning), Provincial Waterworks Authority และ Mr. Terence Koh Director Head of Telecom, Media & Technology Sector Solutions Group, United Oversea Bank Limited (UOB) 

ทั้งนี้ ผู้ร่วมเสวนาฯ ต่างเน้นย้ำถึงศักยภาพและจุดแข็งของประเทศไทย ทั้งในด้านทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ ความพร้อมของโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำ ราคาพลังงานที่สามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค ตลอดจนเสถียรภาพเชิงนโยบาย พร้อมทั้งร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการรับมือกับข้อท้าทายสำคัญ ได้แก่ ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงเกินกว่า 10,000 เมกะวัตต์ ในระยะยาว เทียบกับแผนการจ่ายไฟฟ้าสำหรับ Data Center ในปัจจุบันที่ประมาณ 3,800 เมกะวัตต์ การวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทาง รวมถึงการปรับตัวของภาคการเงินเพื่อรองรับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ใช้เงินลงทุนสูง

โดย EECO พร้อมเดินหน้าประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ในการกำหนดพื้นที่เฉพาะ (Dedicated Zoning) สำหรับการพัฒนา Data Center การวางแผนโครงสร้างพื้นฐานแบบบูรณาการ ครอบคลุมทั้งระบบไฟฟ้า น้ำ โครงข่ายไฟเบอร์ และเคเบิลใต้น้ำ ตลอดจนการขับเคลื่อนรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางการลงทุนด้านดิจิทัลที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน

2C2P ชี้อีคอมเมิร์ซโตแรง!! ตลาดอีคอมเมิร์ซอาเซียนขยายตัว 85.4% เอสเอ็มอีไทยเพิ่มใช้ชำระเงินดิจิทัล ระบบการชำระเงินดิจิทัลโต 97% ภายในปี 2572 เอสเอ็มอีกว่า 3 ใน 4 จะขยายตลาดต่างประเทศ

2C2P เผยรายงานเจาะลึกอีคอมเมิร์ซอาเซียนขยายตัวก้าวกระโดด

สะท้อนเอสเอ็มอีไทยตื่นตัว รับเทรนด์ชำระเงินดิจิทัล

ทูซีทูพี บาย แอนทอม (2C2P by Antom) ผู้นำแพลตฟอร์มการชำระเงินแบบครบวงจรชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบริษัทในเครือของแอนทอม (Antom) เผยรายงานล่าสุดจาก IDC บริษัทวิจัยข้อมูลตลาดชั้นนำ ภายใต้หัวข้อ “How Southeast Asia Buys and Pays 2026: Unlocking SMEs’ Potential” ชี้ตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเดินหน้าเติบโตอย่างร้อนแรง โดยคาดว่าจะขยายตัวสูงถึง85.4% แตะมูลค่า 9.38 ล้านล้านบาท (หรือประมาณ 2.9 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ) ภายในปี 2572 หรือเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 13.2% ในช่วงปี 2567–2572 ซึ่งจะส่งผลให้อาเซียนก้าวขึ้นเป็นตลาดอีคอมเมิร์ซที่เติบโตเร็วที่สุดอันดับ 2 ของโลก รองจากอินเดีย 

นายวรฉัตร ลักขณาโรจน์ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท ทูซีทูพี บาย แอนทอม (2C2P by Antom) กล่าวว่า “ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ธุรกิจส่วนใหญ่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมรองรับพฤติกรรมการชำระเงินที่มีความซับซ้อนและแตกต่างกันในแต่ละประเทศ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา 2C2P by Antom ในฐานะผู้นำแพลตฟอร์มการชำระเงินแบบครบวงจรชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้มุ่งพัฒนาโซลูชันการชำระเงิน พร้อมส่งมอบองค์ความรู้เพื่อเสริมศักยภาพให้กับธุรกิจทุกขนาดได้สามารถบริหารจัดการระบบการชำระเงินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในภูมิภาค ทั้งในด้านการสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) มากกว่า 50% ในหลายประเทศหลัก และการจ้างงานที่คิดเป็น 64.6%  ของกำลังแรงงานทั้งหมด[1] อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการจำนวนมากยังคงเผชิญกับความท้าทายในการปรับตัวสู่การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล ดังนั้น การมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินที่ยืดหยุ่น ปลอดภัย และรองรับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละตลาด จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถแข่งขันและเติบโตได้ในระยะยาว”

“ความซับซ้อนของระบบการชำระเงินในแต่ละประเทศยังถือเป็นอีกประเด็นหลักที่กำลังกลายเป็นความท้าทายสำหรับธุรกิจที่ต้องการขยายการเติบโตในระดับภูมิภาค ซึ่งภาคธุรกิจต้องการโซลูชันที่จะเข้ามาช่วยให้การบริหารจัดการเงินง่ายขึ้น รองรับรูปแบบการชำระเงินที่มีความหลากหลายในแต่ละตลาด และเปิดโอกาสให้พวกเขาสามารถดำเนินธุรกิจในตลาดต่างประเทศได้อย่างไร้รอยต่อ ซึ่งปัจจุบัน แพลตฟอร์มการชำระเงินระดับองค์กร   ของ 2C2P by Antom สามารถทำให้ธุรกิจทุกขนาดสามารถเชื่อมต่อระบบผ่าน Single API เดียว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการการชำระเงิน ปลดล็อกโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และก้าวสู่การเติบโตอย่างเต็มศักยภาพในเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค” นายวรฉัตร กล่าวเพิ่มเติม

รายงานจาก IDC ยังเผยอีกว่า การชำระเงินดิจิทัลมีแนวโน้มที่จะก้าวขึ้นมาเป็นช่องทางหลักของธุรกรรมอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดว่าจะคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 97% ของธุรกรรมทั้งหมดภายในปี 2572 เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 89% โดยแรงหนุนสำคัญมาจากการเติบโตของระบบการชำระเงินภายในประเทศ (Domestic Payments) และกระเป๋าเงินดิจิทัล (Mobile Wallet) โดยเฉพาะในตลาดสำคัญ อย่าง อินโดนีเซีย ไทย และเวียดนาม 

ทั้งนี้ ระบบการชำระเงินภายในประเทศคาดว่าจะเติบโตถึง 104% แตะมูลค่า 2.98 ล้านล้านบาท (หรือประมาณ 9.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ) ภายในปี 2572 ก้าวขึ้นแซงหน้าการชำระเงินผ่านบัตรเครดิต-เดบิต และกลายเป็นช่องทางการชำระเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่กระเป๋าเงินดิจิทัล มีแนวโน้มขยายตัว 107% แตะ 2.56 ล้านล้านบาท (หรือประมาณ 7.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ) และในด้านบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง หรือ Buy Now Pay Later (BNPL) ยังถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุด ด้วยอัตราการเติบโตสูงถึง 174% มีมูลค่าตลาดแตะ 6.11 แสนล้านบาท (หรือประมาณ 1.89 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ) ภายในปี 2572 

ข้อมูลของธนาคารโลก ยังระบุว่า ประชากรกว่า 56% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการบัตรเครดิต-เดบิต ส่งผลให้ดิจิทัลเพย์เมนต์เข้ามามีบทบาทสำคัญในการลดข้อจำกัดด้านการเข้าถึงบริการทางการเงิน และช่วยเติมเต็มช่องว่างของโครงสร้างพื้นฐานระบบธนาคารแบบดั้งเดิมในหลายประเทศทั่วภูมิภาค 

รายงานฉบับนี้ยังได้เผยอินไซต์เกี่ยวกับกลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งคาดว่าจะมีสัดส่วนสูงถึง 58% ของตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปี 2572 โดยการศึกษาครั้งนี้ได้สำรวจกลุ่มเอสเอ็มอี จำนวน 600 รายใน 6 ประเทศทั่วภูมิภาค ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม เพื่อศึกษาทั้งในประเด็นที่ธุรกิจให้ความสำคัญ การนำดิจิทัลเพย์เมนต์มาปรับใช้ ตลอดจนความพร้อมในการรองรับเทรนด์การชำระเงินรูปแบบใหม่

ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มเอสเอ็มอีกว่า 66% ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้มีการจำหน่ายสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการกว่า 1 ใน 3 ยังคงพึ่งพาการใช้เงินสดเป็นหลักในการดำเนินธุรกิจขณะที่ 63% มองว่าระบบการชำระเงินที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันยังไม่ตอบโจทย์ และจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยน เพื่อรองรับพฤติกรรมการชำระเงินของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

อย่างไรก็ตาม ความซับซ้อนของระบบ ความกังวลด้านการฉ้อโกง ค่าธรรมเนียมที่อยู่ในระดับสูง และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีของ SME ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่าเอสเอ็มอีไทยหันมาใช้ระบบชำระเงินดิจิทัลมากขึ้น เพื่อรองรับการขยายธุรกิจ การค้าข้ามพรมแดน และการเติบโตของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย โดยกลุ่มเอสเอ็มอีไทยให้ความสำคัญสูงสุดกับการขยายตลาดและการพัฒนาโซลูชันด้านการชำระเงินในสัดส่วนเท่ากันที่ 31% ตามมาด้วยการบริหารจัดการทางการเงินที่ 25%

อย่างไรก็ตาม เอสเอ็มอีไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายสำคัญในการดำเนินธุรกิจ โดย 36% ระบุว่าค่าธรรมเนียม ที่อยู่ในระดับสูงเป็นอุปสรรคสำคัญ ขณะที่ 28% กังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านการฉ้อโกง และอีก 28% มองว่า การเชื่อมต่อระบบยังมีความซับซ้อน 

ทั้งนี้ แม้ปัจจุบันจะมีเอสเอ็มอีเพียง 49% ที่ดำเนินธุรกิจการค้าข้ามพรมแดน แต่มากกว่า 3 ใน 4 มีแผนขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศภายใน 2 ปีข้างหน้า โดย IDC ประเมินว่า หากเอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงตลาดอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนได้มากขึ้นจะสามารถสร้างมูลค่าการขายเพิ่มขึ้นได้ถึง 6.73 แสนล้านบาท (หรือประมาณ 2.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ) ภายในปี 2572

สถานทูตจีนขอสอบสวนถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม คดีเรียกค่าไถ่พลเมืองจีนในไทย จีนเรียกร้องไทยเข้มบังคับใช้กฎหมาย หลังพลเมืองถูกกักขังเรียกค่าไถ่ในจังหวัดสระแก้ว หลังเกิดคดีกักขังเรียกค่าไถ่ในไทย

โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยตอบคำถามผู้สื่อข่าว กรณีพลเมืองจีนถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวและเรียกค่าไถ่ในจังหวัดสระแก้ว ประเทศไทย

ถาม: เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้เกิดเหตุการณ์ที่พลเมืองจีนถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวและเรียกค่าไถ่ในจังหวัดสระแก้ว ประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยมีความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าวอย่างไร?

ตอบ: สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้ให้ความสำคัญต่อกรณีดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง โดยได้ติดต่อสอบถามรายละเอียดของคดีจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของฝ่ายไทยในทันที พร้อมทั้งเรียกร้องให้ฝ่ายไทยดำเนินการสอบสวนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เป็นธรรม และโปร่งใส เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงของคดีโดยเร็ว และนำตัวผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ฝ่ายจีนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าฝ่ายไทยจะเสริมสร้างการกำกับดูแลด้านการบังคับใช้กฎหมายและการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนสิทธิและผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของพลเมืองจีนในประเทศไทย  รักษาสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ รวมถึงความร่วมมือฉันมิตรระหว่างจีนและไทย

สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้ออกประกาศเตือนพลเมืองจีนที่พำนักอยู่ในประเทศไทยหรือผู้ที่วางแผนจะเดินทางมายังประเทศไทยอีกครั้ง ให้ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของไทยอย่างเคร่งครัด เพิ่มความระมัดระวังด้านความปลอดภัย และใส่ใจต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตน หากเกิดเหตุฉุกเฉิน โปรดรีบแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ และติดต่อสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่จีนประจำประเทศไทยเพื่อขอความช่วยเหลือโดยเร็ว

ที่มา : Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย 

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1402355991922410&id=100064440681953&rdid=zdJRAug9jdp3CzMx#

เจาะคลาส ICT ม.รังสิต!! วิทยาลัยนานาชาติ ม.รังสิต เปลี่ยนห้องเรียนเป็นแล็บนวัตกรรม เปลี่ยนทฤษฎีไอทีเป็นโปรเจกต์อัจฉริยะ ฝึกคิดวิเคราะห์ตอบโจทย์อนาคต

เจาะลึกคลาสเรียน ICT วิทยาลัยนานาชาติ ม.รังสิต เปลี่ยนห้องเรียนเป็นแล็บนวัตกรรม ปั้นโปรเจกต์ IoT อัจฉริยะ ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในอนาคต

ในยุคที่เทคโนโลยีไม่ได้อยู่แค่ในหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่กำลังแทรกซึมเข้าไปอยู่ในทุกอณูของการใช้ชีวิต หลักสูตรวิทยาการสารสนเทศและเทคโนโลยีการสื่อสาร วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต (RIC) จึงผลิกโฉมการเรียนการสอนแบบเดิมๆ มาสู่รูปแบบ “Learning by Doing” ผ่านซีรีส์เวิร์กชอปสุดเข้มข้น “Workshop 5 Success” เปลี่ยนภาพจำการเรียนทฤษฎีไอทีที่น่าเบื่อ ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่จับต้องได้จริง “จากเซนเซอร์ตัวจิ๋ว สู่ระบบอัจฉริยะระดับสากล”

บรรยากาศภายในห้องเรียนเต็มไปด้วยความคึกคักและพลังงานของคนรุ่นใหม่ นักศึกษาต่างจดจ่ออยู่กับบอร์ดไมโครคอนโทรลเลอร์ สายไฟ และเซนเซอร์หลากหลายชนิด ซึ่งตลอดการเดินทางของซีรีส์เวิร์กชอปทั้ง 5 เซสชัน พวกเขาได้เริ่มต้นตั้งแต่นับหนึ่งในการทำความรู้จักกับ Smart Environment Monitoring System หรือระบบตรวจวัดสภาพแวดล้อมอัจฉริยะ โดยแบ่งการเรียนรู้ออกเป็นขั้นตอนที่สนุกและท้าทาย ดังนี้:

1. เซสชันการตรวจวัดพื้นฐาน: นักศึกษาได้ลองติดตั้งเซนเซอร์ DHT11 เพื่ออ่านค่าอุณหภูมิและความชื้น รวมถึงเซนเซอร์ LDR เพื่อวัดความเข้มของแสง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของระบบ Smart Home

2. เซสชันการตรวจจับความเคลื่อนไหว: การประยุกต์ใช้เซนเซอร์ Ultrasonic เพื่อวัดระยะทางและการเคลื่อนที่ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดเป็นระบบรักษาความปลอดภัยหรือระบบจอดรถอัจฉริยะได้

3. เซสชันการเชื่อมต่อและแสดงผล: เมื่อข้อมูลถูกเก็บรวบรวมได้แล้ว ความท้าทายคือการทำให้ "ข้อมูลพูดได้" ผ่านหน้าจอ LCD และการส่งข้อมูลข้ามผ่านเครือข่าย WiFi

ไฮไลท์สำคัญของเซสชันสุดท้ายคือการบูรณาการทุกอย่างเข้าด้วยกันผ่านบอร์ด NodeMCU ESP8266 นักศึกษาไม่ได้เพียงแค่ทำให้อุปกรณ์ทำงานได้ แต่ต้องทำให้มัน “คุยกับเราได้” ผ่านระบบ Cloud โดยการสร้าง Dashboard บนเว็บไซต์ ช่วยให้พวกเขาสามารถติดตามสถานะของสภาพแวดล้อมได้แบบเรียลไทม์ และที่เจ๋งไปกว่านั้นคือการสามารถ "สั่งการจากระยะไกล" ผ่านโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลก เมื่อนักศึกษาลองกดเปิด-ปิดไฟ หรือตรวจสอบอุณหภูมิในห้องผ่านเบราว์เซอร์แล้ว เห็นผลลัพธ์เกิดขึ้นทันทีในห้องแล็บ คือเครื่องยืนยันว่าทักษะทางด้าน IoT (Internet of Things) ของพวกเขาไม่ใช่แค่เรื่องในตำราอีกต่อไป การเรียนการสอนในสไตล์นี้ไม่เพียงแต่ให้ความรู้ทางเทคนิค แต่ยังปลูกฝังการคิดวิเคราะห์เชิงระบบ และความภูมิใจในฐานะ “นักสร้าง” ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ตลาดแรงงานเทคโนโลยีทั่วโลกกำลังมองหา Workshop 5 Success ครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าแค่กิจกรรมเสริมหลักสูตร แต่เป็นก้าวสำคัญที่พิสูจน์ให้เห็นว่าที่วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต เราสร้างบัณฑิตที่พร้อมจะเปลี่ยนโลกด้วยเทคโนโลยี และเปลี่ยนจินตนาการให้กลายเป็นความจริงที่จับต้องได้

ลดใช้แทปเล็ต หันมาใช้หนังสือ เมื่อการจดด้วยมืออาจช่วยให้เด็กเข้าใจบทเรียนมากกว่าหน้าจอ โรงเรียนออสเตรเลียลดใช้แลปทอป หลังผล PISA ดิ่งลง จ่อจำกัดแลปทอปหวังดึงสมาธิเด็กกลับมา หันกลับสอนด้วยกระดาน สมุด และหนังสือเรียน

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค นัทแนะ  ได้โพสต์ว่า

กล่าวโดยย่อ... ตอนนี้โรงเรียนหลายแห่งในออสเตรเลียสั่งห้ามนักเรียนใช้คอมพิวเตอร์แลปทอปแล้วซึ่งแต่ก่อนห้ามแต่เพียงโทรศัพท์มือถือหรือไอแพดเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวเขาพาไปชมห้องเรียนชั้นม.1 ของโรงเรียนคาทอลิกหญิงล้วนแห่งหนึ่ง ชื่อ Our Lady of Mercy อยู่ทางใต้ของนครซิดนีย์

ที่โรงเรียนนี้เขาให้นักเรียนใช้แต่สมุด กระดาษ ปากกาและหนังสือเรียนในห้องเรียน

ชั่วโมงเรียนคณิตศาสตร์ คือ ให้นักเรียนหัดคิดเลขบนกระดาษ  บางทีครูก็เขียนโจทย์บนกระดานแล้วให้นักเรียนออกมาแก้โจทย์หน้าห้อง

เหตุผลของคุณครูใหญ่คือ เอาผลการสอบ PISA (ข้อสอบกลางทั่วโลกที่ทดสอบคณิตศาสตร์  การรู้หนังสือ และวิทยาศาสตร์) ของเด็กๆปัจจุบันไปเทียบกับเด็กต้นปี 2000 แล้วพบว่า

ผลทดสอบต่ำลงมากกว่า 25 คะแนนทุกวิชา

เหตุผลที่ครูเอาไปเทียบกับเด็กยุคต้นปี 2000 ก็เพราะว่า แม้ออสเตรเลียนั้นเริ่มสนใจเอาคอมพิวเตอร์เข้ามาในโรงเรียนตั้งแต่ยุค 1970

แต่รัฐบาลออสเตรเลียเริ่มจริงจังให้เด็กๆทุกคนมีแลปทอปไปโรงเรียนในปี 2007

คุณครูใหญ่ “คริสทีน ฮาร์ดิ้ง” ซึ่งสอนหนังสือมากว่า 30 ปีสังเกตว่า ตั้งแต่เริ่มให้นักเรียนใช้คอมพิวเตอร์   นักเรียนก็ดูเครียด ดูกังวลมากขึ้น  ในขณะที่ผลการเรียนลดลง และที่สำคัญคือ หลายคนจำเรื่องที่เพิ่งเรียนไปหมาดๆวันนี้ไม่ได้

ผู้สื่อข่าวไปสัมภาษณ์นักเรียนมัธยมที่โรงเรียนนี้ว่ารู้สึกยังไงที่โรงเรียนให้เลิกใช้แลปทอป คำตอบก็คือ

“ลายมือสวยขึ้นมากเลยค่ะ”

“หนูจดบันทึกมากขึ้น  ตอนนี้หนูเขียนสมุดหมดไปครึ่งเล่มแล้ว”

“เป้เบาลงเยอะเลย  เพราะแต่ก่อนต้องแบกแลปทอปมาทุกวัน”

“เพื่อนๆมีส่วนร่วมในห้องเรียนมากขึ้นเยอะ”

“แลปทอปคือสิ่งที่ดึงความสนใจหนูออกจากบทเรียน”

ในเวลานี้ โรงเรียนในออสเตรเลียอีก 148 แห่งกำลังทบทวนระเบียบการใช้คอมพิวเตอร์ในโรงเรียนอยู่  ซึ่งคาดว่าจะเป็นไปตามแนวเดียวกัน คือ ลดการใช้แลปทอปลงให้มากที่สุด

สำหรับตัวผมนั้น เห็นด้วย 100% เพราะความเข้าใจบทเรียนที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อเราจดบันทึกเพราะสมองจะต้องเรียบเรียงข้อมูลก่อนที่เราจะเขียนออกมาได้

ที่มา : https://www.facebook.com/100063522588676/posts/1579286077532130/?rdid=LgBHxEII3H4UCggU#

นักวิจัย มธ. ชี้ พัฒนาการภาษาเด็ก ศึกษาเด็กเล็กไทยยังจำกัด ต้องสร้างองค์ความรู้เฉพาะชาติ หน่วยงานต้องสนับสนุนงานวิจัย ชวนผู้ปกครองร่วมเป็นอาสาสมัครc

‘พัฒนาการทางภาษา’ ของเด็กไทย ในวันที่นานาชาติให้ความสำคัญตั้งแต่วัยแรกเกิด

แต่งานวิจัยไทยยังค่อยๆ ก้าวตาม

ความสามารถในการ “เรียนรู้ภาษา” จากสภาพแวดล้อมทางภาษาที่อาศัยอยู่และเติบโต คือหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ที่ถูกฝังอยู่ในตัวมนุษย์ตั้งแต่กำเนิด แตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่นที่สื่อสารโดยใช้สัญชาตญาณที่ติดตัวมา

ทันทีที่มนุษย์รับรู้เสียงพูด เป็นวินาทีเดียวกับที่การเรียนรู้ภาษาได้เริ่มต้นขึ้น ก่อนที่สิ่งนั้นจะก่อตัวไปสู่การพัฒนาทางระบบภาษาด้านอื่นๆ เช่น การเปล่งเสียง การเรียนรู้คำ ความหมาย หรือกระทั่งทักษะในการอ่าน

ดังนั้น ทั้งสภาพแวดล้อมทางภาษาและการเลี้ยงดู จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อการกำหนดพัฒนาการทางภาษาของเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กที่เสี่ยงต่อการมีความผิดปกติทางการสื่อสารและการเรียนรู้ ซึ่งมีไม่น้อยกว่า 10% ของเด็กไทยทั้งประเทศ เด็กกลุ่มนี้จำเป็นต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดูที่สอดรับกับช่วงพัฒนาการ เพื่อช่วยไม่ให้มีภาวะที่ถดถอยและส่งผลกับการเติบโตในระยะยาว

ในวันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเด็กเกิดน้อย การทำให้เด็กทุกคนเติบโตมาอย่างมีคุณภาพจึงสำคัญมาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ไทยจะไปสู่จุดที่สามารถออกแบบสภาพแวดล้อมอันเหมาะสมสำหรับเด็กทุกคน

ผศ. ดร.จุฑามณี อ่อนสุวรรณ อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และหัวหน้าห้องปฏิบัติการมารคซ์-ซิลซ์ นกฮูกเบบี้แล็บ (MARCS-CILS NokHook BabyLab) ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการด้านพัฒนาการทางภาษาและพฤติกรรมของเด็กเล็กแห่งแรกของประเทศไทย ฉายภาพว่า การศึกษาด้านพัฒนาการทางภาษาของเด็กเล็กในประเทศไทยยังมีอยู่อย่างจำกัด เนื่องจากพัฒนาการในช่วงวัยนี้เกี่ยวข้องกับหลายมิติ ขณะที่งานวิจัยส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักมุ่งเน้นไปที่การวินิจฉัย การรักษา และการบำบัดจากนักจิตวิทยาพัฒนาการและกุมารแพทย์เฉพาะทาง โดยทำอย่างองค์รวม ไม่ได้ให้ความสำคัญกับองค์ประกอบสำคัญด้านสภาพแวดล้อมทางภาษาและการเลี้ยงดูเท่าที่ควร นอกจากนี้ ข้อมูลหลายส่วนยังเป็นการอ้างอิงองค์ความรู้จากต่างประเทศ

แม้ว่าการศึกษาจากต่างประเทศจะเป็นตัวเลือกที่ดีในสถานการณ์ที่องค์ความรู้ของประเทศไทยมีไม่มาก และยังไม่เป็นระบบที่ชัดเจน แต่ด้วยความแตกต่างทางระบบภาษา ลักษณะทางวัฒนธรรม และบริบทอื่นๆ ที่ไม่เหมือนกัน ทำให้ยังเป็นอุปสรรคต่อการเข้าใจเรื่องพัฒนาการทางภาษาของเด็กไทย

“ประเทศไทยยังต้องการการพัฒนาเกณฑ์กลางในการประเมินและติดตามพัฒนาการทางภาษาและการสื่อสารในหลากหลายมิติของเด็กเล็ก ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยการอ้างอิงเกณฑ์และข้อมูลวิจัยจากต่างประเทศเป็นหลัก ยกตัวอย่างจากประเทศอย่างญี่ปุ่น หรือออสเตรเลีย มีเกณฑ์ติดตามพัฒนาการทางภาษาไว้ตั้งแต่วัยทารก ว่าเด็กช่วงอายุ 4-6 เดือน ควรตอบสนองต่อเสียงพูดประเภทต่างๆ ได้ในระดับใด เพราะหากรอจนถึงอายุ 1 ปีครึ่ง–2 ขวบ แล้วจึงเริ่มพบปัญหาด้านการสื่อสาร ก็อาจหมายถึงพัฒนาการที่เริ่มล่าช้าไป” ผศ. ดร.จุฑามณี กล่าว

นั่นจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ไทยจะต้องมีองค์ความรู้ด้านพัฒนาการทางภาษาของเด็กเล็กเป็นของตัวเอง และควรจะได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากผู้เกี่ยวข้อง ผศ. ดร.จุฑามณี เสนอว่า รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องดำเนินการใน 3 ส่วน เพื่อช่วยสนับสนุนในเรื่องนี้

ประกอบด้วย 1. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการสร้างแพลตฟอร์มกลางที่จะเชื่อมโยงโจทย์วิจัย หรือความต้องการของผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการในเด็กเล็กจากโรงพยาบาลทั่วประเทศกับเครือข่ายนักวิจัยด้านพัฒนาการทางภาษาในเด็ก ซึ่งจะช่วยให้ได้องค์ความรู้ที่เพิ่มขึ้น และเกิดประโยชน์ในการนำไปใช้ต่อยอดด้วย เพราะปัจจุบันการที่นักวิจัยกับผู้เชี่ยวชาญในโรงพยาบาลจะมาเจอกันถือเป็นเรื่องยาก

2. หน่วยงานทางด้านการสนับสนุนทุนวิจัย ควรมีการปรับระบบการให้ทุนวิจัย โดยขยายเวลาของการทำวิจัยจาก 1 – 2 ปี เป็น 4 ปีขึ้นไป เนื่องจากการทำวิจัยในด้านพัฒนาการทางภาษาของเด็กจำเป็นต้องเห็นความต่อเนื่อง และการเก็บรวบรวมข้อมูลกลุ่มตัวอย่างในช่วงยาวจะเกิดประโยชน์สูงสุด

3. การสร้างระบบที่เชื่อมโยงอาสาสมัครกับโครงการวิจัย พร้อมกับสื่อสารสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญการเข้าร่วมโครงการวิจัย เพราะธรรมชาติของคนไทยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อมีการวิจัยที่ทำในเด็กเล็ก มักจะมีกำแพงความไม่เข้าใจ หรือการมองข้ามการทำวิจัยเหล่านี้ไป ทั้งที่ในหลายประเทศถือเป็นเรื่องปกติมาก และเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้องค์ความรู้ก้าวหน้ามากขึ้น เพื่อนำไปสู่ประโยชน์ในทางปฏิบัติด้วย

ในส่วนของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการตั้งห้องปฏิบัติการมารคซ์-ซิลซ์ นกฮูกเบบี้แล็บ ขึ้นตั้งแต่ปี 2559 จากความร่วมมือของคณะศิลปศาสตร์ มธ., MARCS Institute for Brain, Behaviour and Development ออสเตรเลีย, ศูนย์แห่งความเป็นเลิศทางวิชาการด้านสารสนเทศอัจฉริยะ เทคโนโลยีเสียงพูดและภาษา และนวัตกรรมด้านบริการ (CILS) แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ Center for Brain Science (RIKEN CBS) ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเติมเต็มองค์ความรู้ในเรื่องนี้ให้กับประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันทีมวิจัยฯ ประกอบด้วย ผู้ช่วยวิจัย นักวิจัยรับเชิญ และนักศึกษาฝึกงาน

บทบาทของทีมวิจัยฯ คือการศึกษาวิจัยด้านพัฒนาการทางภาษาและพฤติกรรมของเด็กวัยแรกเกิดถึง 2 ปี เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่สำหรับการทำความเข้าใจพัฒนาการทางภาษาของทารก และเด็กเล็กที่ใช้ภาษาไทย รวมถึงการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางภาษาในระยะยาว โดยเริ่มจากการศึกษาในเด็กปกติทั่วไป เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญ ก่อนจะไปสู่กลุ่มเด็กที่เสี่ยงต่อการมีความผิดปกติทางการสื่อสารและการเรียนรู้ และกลุ่มเด็กที่ใช้สองภาษาหรือมากกว่า ซึ่งตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ได้ทำให้ความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับพัฒนาการทางภาษาของเด็กเล็กในไทยเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากจำนวนอาสาสมัครเด็กเล็กและผู้ปกครองกว่า 500 รายที่เข้าร่วมโครงการวิจัย ทั้งยังมีการสร้างเครือข่ายและเข้าร่วมประชุมวิชาการร่วมกับนักวิจัยจากนานาประเทศอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ทีมวิจัยฯ ยังมีการผลักดันงานวิจัยให้เกิดผลในทางปฏิบัติด้วย ตัวอย่างเช่น การพัฒนาแบบสำรวจคำศัพท์และภาษาท่าทางของเด็กไทยอายุระหว่าง 8 – 18 เดือน ฉบับเบื้องต้น (Thai CDI: WG ฉบับเบื้องต้น) ซึ่งล่าสุดทางโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์กำลังเตรียมนำไปใช้ร่วมกับการวินิจฉัยของแพทย์ และหลังจากนั้นจะมีการผลักดันให้เกิดการขยายผลไปยังโรงพยาบาลอื่นๆ ต่อไป

“ในอนาคตถ้าสามารถสร้างองค์ความรู้ในการทำความเข้าใจพัฒนาการทางภาษาของเด็กเล็กได้มากพอ จะช่วยสามารถออกแบบแนวทางในการให้คุณพ่อคุณแม่ หรือผู้ดูแลร่วมสังเกต ประเมิน และให้การเลี้ยงดูที่เหมาะสมที่จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางภาษาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเชื่อมโยงกับพัฒนาการด้านอื่นๆ ด้วย อีกทั้งยังลดความกังวลให้กับคุณพ่อคุณแม่เกี่ยวกับพัฒนาการทางภาษา และการสื่อสารของเด็กเล็ก” ผศ. ดร.จุฑามณี กล่าว

ข้อเท็จจริงประการหนึ่งคือ โครงการวิจัยที่นกฮูกเบบี้แล็บ มธ. ท่าพระจันทร์ มีศักยภาพในการทำวิจัยและพัฒนาการทางภาษาของเด็กไทยได้อีกหลายมิติ หากแต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องอาสาสมัคร จึงทำให้ไม่สามารถขยับได้อย่างก้าวกระโดด “ผศ. ดร.จุฑามณี” จึงขอเชิญชวนผู้ปกครองสมัครเข้ามาเป็นอาสาสมัครทางเพจเฟซบุ๊ก “MARCS CILS NokHook BabyLab นกฮูกเบบี้แล็บ

สำหรับคุณสมบัติ เป็นเด็กเล็กอายุ 4-10 เดือน และ 16-18 เดือน ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก ไม่มีปัญหาด้านการได้ยิน และไม่คลอดก่อนกำหนด ซึ่งผู้ปกครองจะได้พบปะกับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและพัฒนาการอย่างใกล้ชิด เพื่อรับคำแนะนำและองค์ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับพัฒนาการด้านภาษา ที่จะนำไปประกอบการออกแบบเพื่อเลี้ยงดูบุตรหลานได้อย่างเหมาะสม

ทั้งหมดนี้ หากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมกันขับเคลื่อนไป ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่จะเป็นประโยชน์ต่อเด็กไทย สังคม และอนาคตของประเทศโดยรวม เพราะเด็กคืออนาคตของชาติ

จีน–รัสเซีย กระชับสัมพันธ์!! “สีจิ้นผิง–ปูติน” หารือใกล้ชิด ชูความร่วมมือแบบได้ประโยชน์ร่วมกัน ปูตินชื่นชมเยือนจีนสำเร็จเป็นรูปธรรม เดินหน้าประสานยุทธศาสตร์กับสีจิ้นผิง


สีจิ้นผิง-ปูตินร่วมดื่มชาพูดคุยกันในปักกิ่ง 

ปักกิ่ง, 21 พ.ค. (ซินหัว) -- เมื่อคืนวันพุธ (20 พ.ค.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ดื่มน้ำชาและพูดคุยร่วมกัน ณ อาคารมหาศาลาประชาชน ในกรุงปักกิ่งของจีน

สีจิ้นผิงกล่าวว่าเขาและปูตินติดต่อแลกเปลี่ยนกันอย่างใกล้ชิดและสม่ำเสมอตลอดหลายปีที่ผ่านมา พร้อมร่วมกันสร้างรูปแบบใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใหญ่ที่ตั้งอยู่บนหลักความเคารพซึ่งกันและกัน ความเป็นธรรมและความยุติธรรม ตลอดจนความร่วมมือที่ก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งมีส่วนช่วยเสริมเสถียรภาพที่จำเป็นอย่างยิ่งให้แก่โลกที่กำลังผันผวนและเปลี่ยนแปลง

สีจิ้นผิงระบุว่าทั้งสองฝ่ายได้บรรลุฉันทามติสำคัญครั้งใหม่ในการส่งเสริมการเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านจีน-รัสเซีย พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าความพยายามอย่างไม่หยุดยั้งของทั้งสองฝ่ายจะเกื้อหนุนให้ความสัมพันธ์จีน-รัสเซียเดินหน้าต่อยอดแนวโน้มการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง และก้าวสู่ระดับใหม่ได้อย่างแน่นอน

ด้านปูตินกล่าวชื่นชมการเยือนครั้งนี้ว่าเป็นไปอย่างเป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพ และบรรลุผลลัพธ์งอกงาม โดยระบุว่าเขาและสีจิ้นผิงได้ร่วมกันทบทวนพัฒนาการของความสัมพันธ์รัสเซีย-จีน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงลึกในหลากหลายประเด็น และกำหนดทิศทางสำหรับความร่วมมือในอนาคต ซึ่งจะช่วยรักษาแรงขับเคลื่อนอันแข็งแกร่งของความสัมพันธ์ทวิภาคี

ทั้งนี้ ปูตินกล่าวเสริมว่ารัสเซียมุ่งหวังรักษาการสื่อสารอย่างใกล้ชิดกับจีน เสริมสร้างการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ รวมทั้งอาศัยความแน่นอนและเสถียรภาพของความสัมพันธ์รัสเซีย-จีนในการสนับสนุนสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของโลก

ที่มา : Xinhua

นักศึกษารังสิตลุยเวที TEDx Jyoti Singh ขึ้นพูดเวที TEDx เวทีนานาชาติที่คัดเลือกเข้มงวด แสดงวิสัยทัศน์ด้านความสัมพันธ์ สะท้อนศักยภาพนักศึกษาระดับโลก

นักศึกษาการทูต ม.รังสิต สร้างชื่อระดับสากล ได้รับเชิญเป็น Speaker
บนเวที TEDxHarrow Intl School Bangkok 2026

เวทีระดับโลกอย่าง TEDxHarrow Intl School Bangkok 2026 พื้นที่สื่อสารระดับสากลที่ทรงอิทธิพลและจำกัดโอกาสให้เฉพาะผู้ที่มีแนวคิดโดดเด่นและควรค่าแก่การส่งต่อ (Ideas Worth Spreading) กับการก้าวขึ้นสู่เวทีที่มีการคัดเลือกอย่างเข้มข้นในครั้งนี้ นับเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพอันเหนือชั้นของนักศึกษาในรั้วรังสิตที่พร้อมจะแสดงพลังทางปัญญาและวิสัยทัศน์ท่ามกลางการยอมรับจากคนทั่วโลก

Ms. Jyoti Singh นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการพัฒนา (IRD) หลักสูตรนานาชาติ คณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้รับคัดเลือกและรับเชิญให้ขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ในฐานะองค์ปาฐก (Speaker) ณ โรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์ กรุงเทพฯ โดยการได้รับเชิญให้เป็น Speaker ในครั้งนี้ของ Jyoti Singh ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพที่โดดเด่นของนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต ในการถ่ายทอดเรื่องราวและแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับสังคมในวงกว้าง โดยเฉพาะในมิติของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการพัฒนาที่เธอได้ศึกษาอยู่ ตลอดการบรรยายบนเวที Jyoti ได้แสดงให้เห็นถึงทักษะการสื่อสารที่เป็นเลิศและการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของหลักสูตร IRD ที่เน้นให้ผู้เรียนเข้าใจความซับซ้อนของโลกสมัยใหม่และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การก้าวขึ้นสู่เวที TEDx ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จส่วนบุคคล แต่ยังสะท้อนถึงคุณภาพการเรียนการสอนของคณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่มุ่งส่งเสริมให้นักศึกษามี "เสียง" ในระดับสากลและกล้าที่จะแบ่งปันมุมมองเพื่อการเปลี่ยนแปลงโลก

“สำหรับการขึ้นพูดบนเวที TEDx ในครั้งนี้ ฉันได้นำเสนอแนวคิดที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งสอดคล้องกับหัวใจสำคัญของสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการพัฒนา ที่ต้องการให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการเสนอทางออกให้กับประเด็นท้าทายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสิทธิมนุษยชน การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือความร่วมมือระหว่างประเทศ”

อาจารย์ฐานุวัชร์ รินนานนท์ รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้แทนจากคณะการทูตและการต่างประเทศ (SDIS) เปิดเผยว่า "ทางคณะรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ Jyoti Singh ได้เป็นตัวแทนเยาวชนคนรุ่นใหม่ไปแสดงพลังทางความคิดในงาน TEDx ครั้งนี้ การได้รับเกียรติเป็น Speaker ในงาน TEDxHarrow Intl School Bangkok 2026 ของ Jyoti Singh ในฐานะนักศึกษาชั้นปีที่ 2 นับเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า อายุหรือระดับชั้นการศึกษาไม่ใช่ข้อจำกัดในการส่งต่อไอเดียที่มีคุณค่า หากมีความมุ่งมั่นและการสนับสนุนจากสถาบันการศึกษาที่พร้อมเปิดพื้นที่ให้ความเป็นเลิศในทุกด้าน มหาวิทยาลัยรังสิตขอชื่นชมและร่วมเป็นกำลังใจให้ Jyoti ในการสร้างสรรค์ผลงานและเป็นกระบอกเสียงที่สำคัญให้แก่คนรุ่นใหม่ในเวทีระดับนานาชาติต่อไป และนี่คือสิ่งที่สอดคล้องกับนโยบายของคณะที่ต้องการผลักดันให้นักศึกษาไม่ได้มีอยู่เพียงในห้องเรียน แต่ต้องมีความสามารถในการนำเสนอประเด็นสาธารณะและร่วมขับเคลื่อนสังคมด้วยความรู้และจินตนาการ ทั้งนี้ งาน TEDxHarrow Intl School Bangkok 2026 ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการสร้างความตระหนักรู้ และส่งต่อพลังบวกให้กับผู้ฟัง ทั้งในและต่างประเทศ โดยวิดีโอการพูดของ Jyoti จะถูกเผยแพร่ผ่านช่องทางหลักของ TEDx เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจ นี้ไปสู่ผู้คนทั่วโลกต่อไป”

“อินเตอร์ลิ้งค์ฯ” จับมือ “ม.นครพนม” ชูปรัชญา “นำเทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศไทย” ยกระดับทักษะเครือข่ายดิจิทัล ปั้นบุคลากรสู่มาตรฐานสากล เสริมแกร่งการศึกษา–เทคโนโลยีเครือข่ายยุคดิจิทัล

บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับ มหาวิทยาลัยนครพนม ยกระดับวงการศึกษา ก้าวเตรียมพัฒนาเทคโนโลยีเครือข่ายยุคดิจิทัล มุ่งมั่นพัฒนาบุคลากร ก้าวเติบโตสู่สากลอย่างมีประสิทธิภาพ

เชื่อมเครือข่ายสถาบัน วันนี้ (20 พฤษภาคม 2569) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) เดินหน้าส่งเสริมความร่วมมือด้านวิชาการ และเทคโนโลยีดิจิทัล โดยได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ร่วมกับมหาวิทยาลัยนครพนม ณ ห้องประชุมแก้วกาญจนา มหาวิทยาลัยนครพนม

โดยได้รับเกียรติจาก นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ และ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม ร่วมลงนาม พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และคณาจารย์ของทั้งสองหน่วยงาน ที่ร่วมเป็นสักขีพยานอย่างพร้อมเพรียง 

โดยความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้ระหว่างภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อร่วมกันยกระดับมาตรฐานระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานระบบสายสัญญาณสื่อสารของไทยให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Digital Transformation ตลอดจนการเติบโตของเทคโนโลยีในอนาคต 

ซึ่งภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันส่งเสริมงานวิจัย นวัตกรรม และการบริการวิชาการแก่สังคม พร้อมทั้งมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีเครือข่าย และระบบสื่อสารข้อมูล จากประสบการณ์จริงให้แก่บุคลากร และนักศึกษา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ และเตรียมความพร้อมในการก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานในอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งนับเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ บมจ.อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ในฐานะผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย และระบบสายสัญญาณของประเทศไทย และมีปรัชญาอันมุ่งมั่นที่จะ “นำเทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศไทย” ยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนภาคการศึกษา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล ด้วยคุณภาพที่เหนือกว่า จากสินค้าภายใต้แบรนด์ LINK AMERICAN CABLING ร่วมกับวางรากฐานอันมั่นคงในการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมดิจิทัลของประเทศในระยะยาวต่อไป

ไทยทะยาน Top 50 โลก!! StartupBlink จัดอันดับไทยขึ้นที่ 49 โลก ระบบนิเวศสตาร์ตอัปโตแรงสุดรอบ 6 ปี NIA ปลื้มไทยขยับ 4 อันดับ สู่ชาตินวัตกรรม สะท้อนสตาร์ตอัปไทยขยายสู่เมืองรอง

เปิดผลการจัดอันดับดัชนีระบบนิเวศสตาร์ตอัปโลก ประจำปี 2569 (Global Startup Ecosystem Index 2026) จัดโดย StartupBlink แพลตฟอร์มวิจัยและวิเคราะห์ระบบนิเวศสตาร์ตอัประดับโลกจาก 120 ประเทศและกว่า 1,500 เมืองทั่วโลก โดยอาศัยข้อมูลจากพันธมิตรระดับโลก ร่วมกับข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐมากกว่า 100 ประเทศ

-ผลการจัดอันดับที่สำคัญของประเทศไทย ปี 2026

-ประเทศไทยขยับขึ้น 4 อันดับ อยู่ที่อันดับ 49 ของโลก อันดับ 4 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

-ก้าวเข้าสู่ Top 50 ของโลกในรอบ 6 ปี ด้วยอัตราการเติบโต 63%

-เป็นอันดับ 4 ของโลกในกลุ่ม Top 50 ที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด และอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

-ด้าน MedTech อุตสาหกรรมเทคโนโลยีการแพทย์ ไทยก้าวสู่อันดับ 1 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอันดับ 8 ของโลก

-ด้าน AgTech อุตสาหกรรมเทคโนโลยีการเกษตร ไทยก้าวสู่อันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอันดับ 21 ของโลก

- ด้านกิจกรรมส่งเสริมระบบนิเวศสตาร์ตอัป ไทยครองอันดับ 2 ในเอเชีย และอันดับ 20 ของโลก อาทิ กิจกรรมพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แบ่งปันประสบการณ์ และการมีส่วนร่วมของระบบนิเวศ

-ด้านการรับรู้และการเป็นที่ยอมรับของระบบนิเวศ (Ecosystem Visibility) ไทยอยู่ในอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับการรับรู้ในระดับสากลต่อสตาร์ตอัปและแบรนด์ต่างๆ ของไทย

- ผลการจัดอันดับระดับจังหวัด

“กรุงเทพมหานคร” เมืองหลวงแห่งระบบนิเวศ

-กรุงเทพมหานคร ขยับขึ้น 5 อันดับ อยู่ที่อันดับ 76 ของโลก และอันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

-กรุงเทพมหานคร ครองอันดับ 1 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสาขา Robotics และอันดับ 17 ของโลก

เมืองรองดาวรุ่งของไทยที่กำลังเติบโต

-เชียงใหม่ มีอัตราการเติบโตสูงเป็นอันดับ 4 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการเป็นศูนย์กลางสำหรับกลุ่ม Digital Nomads และเทคโนโลยีสร้างสรรค์

-ภูเก็ต มีอัตราการเติบโตสูงเป็นอันดับ 5 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกำลังก้าวขึ้นมาเป็นฐานนวัตกรรมด้านการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์

-4 เมืองใหม่ไทยที่ติดอันดับโลกเป็นครั้งแรกในปีนี้ ได้แก่ พัทยา สมุทรปราการ ปทุมธานี และนครปฐม

NIA ยังคงมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนระบบนิเวศสตาร์ตอัปของประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น "ชาตินวัตกรรม" โดยรายงาน Global Startup Ecosystem Index 2026 สามารถดาวน์โหลดได้ที่ https://lp.startupblink.com/report/

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1409179637903924&id=100064357042971&rdid=B6ClMMNceOSCUyW7#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top