Saturday, 6 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

จีนยกระดับรับมืออุทกภัย 7 มณฑล!! ฝนถล่มจีนตอนใต้–ตอนกลาง กระทรวงน้ำสั่งเฝ้าระวังน้ำท่วม แม่น้ำเล็กเสี่ยงล้นตลิ่ง ยกระดับมาตรการคุมอ่างเก็บน้ำ

20 พ.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (19 พ.ค.) กระทรวงทรัพยากรน้ำของจีนสั่งการรับมือเหตุฉุกเฉินระดับ 4 เพื่อควบคุมอุทกภัยใน 7 ภูมิภาคระดับมณฑล ได้แก่ เจียงซี หูเป่ย หูหนาน กว่างตง (กวางตุ้ง) กว่างซี กุ้ยโจว และไห่หนาน (ไหหลำ) หลังจากมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง

มีการคาดการณ์ว่าตอนเหนือของเจียงซี หูหนาน ฝั่งตะวันออกของกุ้ยโจว ตอนเหนือและพื้นที่ชายฝั่งของกว่างซี ตอนเหนือและพื้นที่ชายฝั่งของกว่างตง และตอนใต้ของไห่หนาน จะเผชิญฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องระหว่างวันที่ 19-21 พ.ค. นี้

ฝนที่ตกหนักมีแนวโน้มส่งผลให้แม่น้ำบางสายในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำจูเจียงและแม่น้ำแยงซีมีระดับน้ำสูงขึ้น ขณะเดียวกันแม่น้ำสายเล็กและสายกลางในพื้นที่ที่มีพายุฝนอาจเกิดน้ำหลากท่วมสูงเกินเกณฑ์เตือนภัย

กระทรวงฯ กระตุ้นหน่วยงานทรัพยากรน้ำในท้องถิ่นและหน่วยงานทางการในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำสายต่างๆ เฝ้าติดตามปริมาณน้ำฝน ระดับน้ำ และสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับปรุงการเฝ้าติดตาม พยากรณ์ และเตือนภัยล่วงหน้า รวมถึงเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนั้นกระทรวงฯ สั่งให้ดำเนินการควบคุมอุทกภัยของโครงการอนุรักษ์น้ำอย่างแม่นยำตามหลักการ ยกระดับมาตรการความปลอดภัยของอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กและขนาดกลาง รวมถึงโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง และเพิ่มความพยายามป้องกันอุทกภัยตามแม่น้ำสายเล็กและสายกลาง รวมถึงน้ำป่าไหลหลาก

ขณะเดียวกันหน่วยงานทางการท้องถิ่นควรประกาศเตือนภัยอย่างทันท่วงที จัดการอพยพย้ายประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงอันตราย พร้อมดำเนินมาตรการเตือนภัยและรับมือแบบมุ่งเป้า เพื่อคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ที่มา : Xinhua

ญี่ปุ่นหนุนกัมพูชาพัฒนาครู!! ลงนามขอรับความช่วยเหลือ มูลค่า 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งวิทยาลัยการศึกษาครูที่กำปงจาม เสริมคุณภาพศึกษาและเศรษฐกิจ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ปรัก สุคน และเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกัมพูชา อุเอโนะ อัตสึชิ ได้ร่วมลงนามในเอกสารแลกเปลี่ยนหนังสือและเอกสารประกอบ เกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากรัฐบาลญี่ปุ่น มูลค่า 1,189,000,000 เยน หรือประมาณ 8,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อดำเนินโครงการจัดตั้งวิทยาลัยการศึกษาครูในจังหวัดกำปงจาม ตามข่าวประชาสัมพันธ์ที่ Fresh News ได้รับทราบเมื่อวันพุธที่ 20 พฤษภาคม

ภายใต้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่านี้ วิทยาลัยการศึกษาครูในจังหวัดกำปงจามจะได้รับการจัดหาอาคารสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวก และทรัพยากรทางการศึกษาที่จำเป็น เพื่อช่วยเสริมสร้างระบบการผลิตและพัฒนาครูของกัมพูชา รวมถึงยกระดับคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศ

ความช่วยเหลือดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของญี่ปุ่นในการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และทุนมนุษย์ของกัมพูชา อีกทั้งยังเป็นการกระชับความสัมพันธ์ภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างกัมพูชาและญี่ปุ่นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นด้วย

ที่มา : Fresh News English 

https://www.facebook.com/100064334816576/posts/1414100317411115/?rdid=dU1Gwk4GdzQvDzUy#

สวนนงนุชจัดโปร!! พัก 2 คืนแถมฟรี 1 คืน ชมสวนระดับโลกกว่า 60 แห่ง ฟรีโชว์ช้างและศิลปวัฒนธรรมไทย เฉพาะวันหยุดยาวสิ้นพ.ค.-มิ.ย.

เที่ยวคุ้มที่สุดแห่งปี! “สวนนงนุชพัทยา”ตอนรับวันหยุดยาว พัก 2 คืน แถมฟรี 1 คืน  ชมฟรีสวนระดับโลก  และชม2โชว์ฟรี การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย และการแสดงช้างแสนรู้  5 วันเท่านั้น

นายกัมพล ตันสัจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ร่วมพักผ่อนช่วงวันหยุดยาว ระหว่างวันที่ 30–31 พฤษภาคม และ 1–3 มิถุนายน 2569 กับโปรโมชั่นพิเศษ “พัก 2 คืน แถมฟรี 1 คืน” สำหรับห้องพักทุกโซนภายในสวนนงนุชพัทยา ท่ามกลางธรรมชาติและสวนสวยระดับโลก บนพื้นที่กว่า 1,700 ไร่

โปรโมชั่นดังกล่าวเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสบรรยากาศการพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม พร้อมเที่ยวชมสวนสวยมากกว่า 60 สวนฟรี อาทิ สวนลอยฟ้า สวนฝรั่งเศส หุบเขาไดโนเสาร์ เมืองอียิปต์ และมุมถ่ายภาพใหม่ยอดนิยม ที่สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งวัน เหมาะสำหรับครอบครัว คู่รัก และนักท่องเที่ยวทุกวัย

นอกจากนี้ ผู้เข้าพักยังได้รับสิทธิ์เข้าชม การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย และการแสดงช้างแสนรู้  และเข้าชม“พิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ” ฟรี พร้อมเพลิดเพลินกับกิจกรรมและจุดเช็ก อินภายในสวนนงนุชพัทยา ไม่ว่าจะเป็นคาเฟ่แมว สวนพฤกษศาสตร์ขนาดใหญ่ และพื้นที่พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติอันร่มรื่น

รายละเอียด

จองที่พัก 2 คืน ฟรี 1 คืน

สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ

ใช้ได้เฉพาะวันที่ 30–31 พฤษภาคม และ 1–3 มิถุนายน 2569

ใช้ได้กับห้องพักทุกโซนภายในสวนนงนุชพัทยา

ฟรีเที่ยวชมสวนสวยมากกว่า 60 สวน บนพื้นที่กว่า 1,700 ไร่

ฟรีเข้าชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ

เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนดสำหรับช่วงวันหยุดยาวนี้ ราคาดังกล่าวไม่รวมอาหารเช้า ไม่รวมที่นอนเสริม  สวนนงนุชพัทยา พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยบรรยากาศการท่องเที่ยวใกล้ชิดธรรมชาติ สวนสวยระดับโลก และกิจกรรมหลากหลายที่สามารถเที่ยวได้ทั้งวันในจุดหมายปลายทางเดียวของเมืองพัทยาเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น.สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

‘ปูติน’ เยือนจีนอย่างเป็นทางการ เยือนจีนครั้งที่ 25 รัสเซีย–จีนกระชับสัมพันธ์ ยกระดับความร่วมมือรัสเซีย–จีน ท่ามกลางโลกผันผวน เดินหน้าหุ้นส่วนยุทธศาสตร์และความร่วมมือรอบด้าน ตอกย้ำหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รัสเซีย–จีนในวาระครบรอบ 30 ปี

ปูตินเดินทางถึงกรุงปักกิ่ง เยือนจีนอย่างเป็นทางการ

เมื่อคืนวันอังคาร (19 พ.ค.) วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เดินทางถึงกรุงปักกิ่งเพื่อเยือนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 19-20 พ.ค. ตามคำเชิญจากสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน

กระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุว่านี่เป็นการเยือนจีนครั้งที่ 25 ของปูติน โดยประธานาธิบดีทั้งสองจะแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทวิภาคี ความร่วมมือด้านต่างๆ รวมถึงประเด็นระหว่างประเทศและภูมิภาคที่สนใจร่วมกัน

สำหรับปี 2026 นั้นตรงกับวาระครบรอบ 30 ปี การสถาปนาการเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์จีน-รัสเซีย และวาระครบรอบ 25 ปี การลงนามสนธิสัญญาการเป็นเพื่อนบ้านที่ดีและความร่วมมือฉันมิตรจีน-รัสเซีย

กระทรวงฯ เสริมว่าทั้งสองฝ่ายจะใช้โอกาสนี้ส่งเสริมและยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซียอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มพูนเสถียรภาพความมั่นคงและพลังงานเชิงบวกแก่โลก

ที่มา : Xinhua

ปตท.สผ.ผนึก OQEP ประเทศโอมาน ปตท.สผ.จับมือ OQEP ร่วมพัฒนา ยกระดับความรู้ด้านปิโตรเลียม แลกเปลี่ยนประสบการณ์และบุคลากร ผลักดันธุรกิจเติบโตระยะยาว

ปตท.สผ. และ OQEP ของโอมาน ผนึกความร่วมมือพัฒนาองค์ความรู้ด้านปิโตรเลียม

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล (ซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. และ Mr. Mahmoud Al Hashmi (ขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OQ Exploration and Production New Ventures LLC (OQEP) ของประเทศโอมาน ได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (MoU) เพื่อยกระดับความร่วมมือในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และการศึกษาโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือด้านต่าง ๆ ในอนาคต ทั้งในประเทศไทย ประเทศโอมาน และในต่างประเทศ โดยครอบคลุมการแลกเปลี่ยนความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่ดี รวมถึงการพัฒนาบุคลากร ระบบดิจิทัลแบบบูรณาการ และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงการเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์และการเพิ่มขีดความสามารถของทั้ง 2 องค์กรเพื่อสร้างการเติบโตระยะยาว พิธีลงนามจัดขึ้นในงานประชุม Oman Petroleum & Energy Show (OPES) ณ ประเทศโอมาน

บีโอไอลุยยานยนต์ บีโอไอหนุนไทยสู่ EV Hub อาเซียน เวที BOI Symposium ดึงนักลงทุนจากจีนญี่ปุ่นยุโรป เน้นเทคโนโลยีและซัพพลายเชนแบบ Smart and Green นักลงทุน 500 คน ร่วมงาน SUBCON Thailand 2026

บีโอไอร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) (ที่ 4 จากซ้าย) เปิดเวที BOI Symposium เพื่อตอกย้ำบทบาทไทยสู่การเป็น EV Hub ของอาเซียนภายในงาน SUBCON Thailand 2026 โดยมี China EV100 องค์กร Think Tank ด้านยานยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของจีน พร้อมผู้บริหารบริษัทยานยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วนระดับโลกจากจีน ญี่ปุ่น และยุโรปที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ร่วมสะท้อนทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Smart and Green Mobility งานดังกล่าวเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต ระบบซัพพลายเชน และโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการเชื่อมเข้าสู่ซัพพลายเชนระดับโลก เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคตของภูมิภาค โดยมีนักลงทุนและผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 500 คน ณ ไบเทค บางนา กรุงเทพฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้

จากรักและอาลัย “นิพนธ์” อาลัยรักภรรยา “กัลยา บุญญามณี” เงินทำบุญทั้งหมด มอบให้มูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครรินทร์ จัดพิธีบำเพ็ญกุศล 21-25 พ.ค.

เงินทำบุญงานศพ “กัลยา บุญญามณี”ทั้งหมดมอบให้มูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครรินทร์

นิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า เมื่อวานนายกฯอนุทิน ชาญวีระกูล ได้แจ้งต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีถึงการเสียชีวิตของคุณกัลยา บุญญามณี ภรรยาของนิพนธ์ และมารดาของสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

”มีรัฐมนตรีหลายคนแจ้งว่า จะเดินทางไปร่วมงานบุญด้วย ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณผู้หลักผู้ใหญ่ ญาติมิตร พี่น้อง เพื่อนฝูงที่ร่วมแสดงความเสียใจต่อการจากไปของเสาหลักคนหนึ่งในครอบครัว“

นิพนธ์ ได้โพสต์อาลัยรักต่อการจากไปอย่างกะทันหันของภรรยา “สู่สุขคติภพนะขุ้ย ตลอดเวลาขุ้ยทำหน้าที่ภรรยา หน้าที่แม่ของลูกๆ และหน้าที่การงานได้ดีที่สุดแล้ว ไม่ต้องห่วงกังวลสิ่งใดแล้วนะ จะทำทุกอย่างแทนขุ้ยให้ดีที่สุด หลับให้สบายนะ

รักและคิดถึงเสมอ”

นิพนธ์ บอกว่า ในการณ์นี้ ทางคณะเจ้าภาพขอแจ้งให้ทราบว่า กรณีมีผู้ประสงค์จะร่วมทำบุญ ทางคณะเจ้าภาพมีความประสงค์มอบเงินทำบุญทั้งหมดให้แก่ มูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ไม่รับเงินสด โดยสามารถสแกน QR Code ตามรูปสแกนโอนทำบุญได้เลย โดยระบบจะบันทึกว่ามาจากการร่วมทำบุญในนามคุณกัลยา บุญญามณี

“ขอกุศลผลบุญที่กระทำในครั้งนี้ให้ไปถึงคุณกัลยา หอบหิ้วผลบุญเป็นใบเบิกทางไปสู่สัมปรายภพ พบเจอแต่คนที่รักในภพหน้า”

สำหรับพิธีบำเพ็ญกุศลศพคุณกัลยา วันพฤหัสที่ 21 พฤษภาคม จะเคลื่อนย้ายศพมาจากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (มอ.)ไปยังศาลาเฉลิมพระเกียรติ ร.9 วัดแหลมทราย เวลา 14.00 น.รดน้ำศพ เวลา 17.00 น.พระราชพิธีน้ำหลวงอาบศพ เวลา 18.30 น.สวดพระอภิธรรมทุกวัน วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม เวลา 16.00 น.พระราชทานเพลิงศพ

‘ซานาเอะ’คิดการใหญ่!! ญี่ปุ่นจ่อมี “หน่วยสายลับ” รวมศูนย์ครั้งแรกหลังสงครามโลก ปั้นหน่วยข่าวกรองญี่ปุ่น โมเดล CIA–MI6 รับมือจีน เกาหลีเหนือ รัสเซีย

ไม่รู้ว่าความเฟี้ยวฟ้าวของนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ทาคาอิจิ ซานาเอะ จะไปสุดที่ตรงไหน ล่าสุด รมต. ซานาเอะ เตรียมผลักดันร่างกฎหมายจัดตั้งสำนักงานหน่วยข่าวกรองพิเศษ หรือ ที่เรียกง่ายๆว่า "หน่วยสายลับ" โดยใช้โมเดลของ MI6 ของ อังกฤษ และ CIA ของสหรัฐอเมริกา เพื่อใช้ในงานสืบราชการลับจาก จีน เกาหลีเหนือ และ รัสเซีย โดยเฉพาะ

โดยหน่วยงานสายลับใหม่ของรัฐบาลซานาเอะ ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจาก FBI ของสหรัฐอเมริกา ที่จะเป็นการรวมศูนย์อำนาจของหน่วยข่าวกรองที่มีอยู่อย่างกระจัดกระจาย ให้มาอยู่ใต้การดูแลของรัฐบาลกลางโดยตรง และดึงนักวิเคราะห์ นักเทคโนโลยีหัวกะทิ ทั้งภาครัฐ และ เอกชนกว่า 700 คนมาเข้าสังกัด และจะได้เริ่มดำเนินการภายในเดือนกรกฎาคมปีนี้ นับเป็นการก่อตั้งหน่วยสายลับรวมศูนย์ของรัฐบาลญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

อธิบายคร่าวๆ ให้พอเห็นภาพก็คือ หน่วยงานรัฐเดิมที่มีหน้าที่ในการรวบรวมวิเคราะห์ข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนสูงในญีุ่ปุ่นนั้นมีอยู่แล้ว ได้แก่ Cabinet Intelligence and Research Office (CIRO) - หน่วยงานหลักของคณะรัฐมนตรีและรายงานตรงกับนายกรัฐมนตรี ซึ่งสามารถเทียบได้กับ CIA ของสหรัฐ

แต่หน่วยข่าวกรองนี้ก็ไม่ได้มีอยู่หน่วยเดียว เพราะกระทรวงที่ต้องใช้ข้อมูลข่าวกรองต่างก็มีหน่วยสืบข่าวของตัวเองต่างหากเช่นใน กระทรวงการต่างประเทศ, กลาโหม, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วย Public Security Intelligence Agency (PSIA) ที่สังกัดกระทรวงยุติธรรม

จึงทำให้งานข่าวกรองมีความซ้ำซ้อน และยังมีข้อกฎหมายที่จำกัด ไม่สามารถบุรณาการ หรือเข้าถึงข้อมูลจากหน่วยงานอื่นได้

และนั่นจึงเป็นที่มาของร่างกฎหมายต่อต้านการจารกรรมข้อมูลโดยต่างชาติ เพื่อก่อตั้งหน่วยงานใหม่ ที่ชื่อว่า สภาข่าวกรองแห่งชาติ - National Intelligence Council (NIC) ที่สามารถสั่งงานได้ทุกองค์กร โดยมีนายกรัฐมนตรีนั่งตำแหน่งประธาน รวมถึงแก้ไขกฎหมายว่าด้วยเรื่องการต่อต้านการจารกรรม ที่จะมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต

ร่างกฎหมายเพื่อปฏิรูป ยกเครื่องสำนักหน่วยข่าวกรองใหม่นี้พรรครัฐบาล LDP เคยพยายามผลักดันเข้าสภามาแล้วตั้งแต่ปี 1985 แต่ว่าไม่สำเร็จ อันเนื่องจากเสียงคัดค้านเรื่องขัดรัฐธรรมนูญที่ปกป้องสิทธิ เสรีภาพส่วนบุคคล  ทำให้งานข่าวกรองของญี่ปุ่นค่อนข้างล้าหลังกว่าชาติพันธมิตร จนไม่อาจนำมาใช้เป็นอำนาจในการต่อรองกับชาติใดได้

เรื่องนี้อยู่ในใจ ทาคาอิจิ ซานาเอะ นักการเมืองหญิงสายขวาจัดมานานแล้ว และ ตั้งปณิธานว่า ถ้าวันใดที่เธอได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เธอจะผลักดันให้ร่างกฎหมายนี้ผ่านสภา และก่อตั้งสภาข่าวกรองใหม่นี้ให้ได้ ที่เธอถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวดในการปกป้องอธิปไตยและเกียรติยศของญี่ปุ่น

และเมื่อวันนี้มาถึงแล้ว จากผลการเลือกตั้งระดับแลนด์สไลด์ของนายกฯหญิง และ พรรค LDP ในการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ที่ผ่านมา ก็จะทำให้ ซานาเอะ สามารถทำในสิ่งที่นายกรัฐมนตรีชายหลายคนก่อนหน้าเธอทำไม่สำเร็จ และเตรียมเป็นผู้นำญี่ปุ่นคนแรกที่ได้นั่งหัวโต๊ะสภาข่าวกรองในเร็วๆนี้

ซานาเอะ ย้ำว่า สถานการณ์โลกตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว และการทำงานของหน่วยข่าวกรองญี่ปุ่นแบบเดิมๆ ไม่สามารถป้องกันภัยคุกคามสมัยใหม่ ที่มีทั้งการโจมตีทางไซเบอร์ การก่อการร้าย จารกรรมข้อมูลลับอันมีค่าทางอุตสาหกรรม การข่มขู่จากชาติอริที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ หรือกลไกการจับกุมสายลับ และแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างทัดเทียมกับชาติพันธมิตร ได้อีกต่อไป

เสริมความมั่นใจเต็มร้อย ด้วยแรงหนุนสุดตัวจาก FBI ของสหรัฐอเมริการ ที่สนับสนุนให้ญีปุ่นมีหน่วยข่าวกรองที่มีอำนาจเต็มเสียที แถม แคช พาเทล ผอ. FBI ยังได้เชิญ ฮาระ คาซุยะ  ผอ.จากหน่วย CIRO เดิมไปดูงานถึงสำนักงานใหญ่ที่กรุงวอชิงตันเลยด้วย

ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าลูกค้าข้อมูลข่าวกรองจากหน่วยงานสายลับน้องใหม่คือใคร  และชาติเป้าหมายที่จะถูกส่องเป็นพิเศษจากหน่วยข่าวกรองญี่ปุ่น

และจะกลายเป็นหน่วยที่น่าเกรงขามได้อย่าง "เคมเปไต" หน่วยสืบราชการลับทางทหารของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นที่ก่อตั้งขึ้นในสมัยเมจิ ที่มีส่วนสำคัญในการล้วงข้อมูลข้าศึก ในการทำสงครามขยายแสนยานุภาพของจักรวรรดิญี่ปุ่น เหนือกองทัพชาติอื่นๆ ก่อนจะถูกยุบเมื่อญี่ปุ่นยอมจำนนในสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1945  ได้หรือไม่นั้น ก็ต้องมาพิสูจน์ฝีมือของ นายกฯหญิง ซานาเอะ กัน

ที่มา : หรรสาระ

20 พฤษภาคม 2535 วันสำคัญการเมืองไทย พระราชดำรัส รัชกาลที่ 9 คลี่คลายวิกฤต ‘พฤษภาทมิฬ’ หมุดหมายสำคัญของการเมืองไทย

20 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 พระราชดำรัส รัชกาลที่ 9 ดั่งน้ำทิพย์ คลี่คลายวิกฤตการเมือง “พฤษภาทมิฬ”

วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 เป็นหนึ่งในวันสำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย เมื่อวิกฤตความขัดแย้งที่ลุกลามจากการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลทหารและการสลายการชุมนุมอย่างรุนแรงในเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” เดินมาถึงจุดตึงเครียดสูงสุด ก่อนจะเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญจากพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งถูกจดจำในความทรงจำของคนไทยจำนวนมากว่าเป็นถ้อยคำที่ช่วยคลี่คลายวิกฤตบ้านเมืองในยามคับขัน

ต้นตอของวิกฤตครั้งนั้นย้อนกลับไปหลังรัฐประหารเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 และการสืบทอดอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ จนกระทั่ง พลเอก สุจินดา คราประยูร ซึ่งเคยให้สัญญาว่าจะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กลับขึ้นดำรงตำแหน่งในวันที่ 7 เมษายน 2535 สร้างความไม่พอใจอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนและกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตย โดยเฉพาะการนำของ พลตรี จำลอง ศรีเมือง ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในแกนนำการชุมนุมสำคัญ

การชุมนุมใหญ่เริ่มขยายตัวอย่างเข้มข้นในช่วง 17–20 พฤษภาคม 2535 และนำไปสู่การปราบปรามอย่างรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่รัฐ จนมีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และสูญหายจำนวนมาก แหล่งข้อมูลภาษาอังกฤษเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ระบุว่า ยอดทางการอยู่ที่ 52 ศพ มีผู้บาดเจ็บ 696 คน และมีผู้สูญหาย 175 คน ขณะที่บางแหล่งและฝ่ายอาสาพยาบาลเชื่อว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตอาจสูงกว่านั้นมาก

ท่ามกลางสถานการณ์ที่บ้านเมืองกำลังเผชิญความรุนแรงและความแตกแยก ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระบรมราชวโรกาสให้ พลเอก สุจินดา คราประยูร และ พลตรี จำลอง ศรีเมือง เข้าเฝ้าฯ และมีพระราชดำรัสที่ถ่ายทอดผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยในค่ำวันนั้น ภาพของผู้นำทั้งสองฝ่ายนั่งคุกเข่าอยู่เบื้องพระพักตร์กลายเป็นหนึ่งในภาพประวัติศาสตร์ที่ทรงพลังที่สุดภาพหนึ่งของการเมืองไทย

สาระสำคัญของพระราชดำรัสในวันนั้นมิได้อยู่ที่การเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ทรงชี้ตรงไปที่ผลเสียของความขัดแย้ง โดยมีพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า หากบ้านเมืองมีแต่การเผชิญหน้าจน “ผู้แพ้ไม่มี ผู้ชนะไม่มี มีแต่ผู้ที่ประเทศชาติจะพังพินาศไปทั้งหมด” ซึ่งกลายเป็นถ้อยคำที่ถูกจดจำอย่างกว้างขวางในฐานะหัวใจของพระราชดำรัสครั้งประวัติศาสตร์นั้น

เหตุที่พระราชดำรัสครั้งนี้ถูกเปรียบว่า “ดั่งน้ำทิพย์” ก็เพราะเกิดขึ้นในจังหวะที่สังคมไทยกำลังใกล้ถึงทางตัน ความรุนแรงบนท้องถนนได้สร้างความหวาดกลัวไปทั่วประเทศ เศรษฐกิจเริ่มสั่นคลอน ภาคธุรกิจออกมาเรียกร้องให้ยุติวิกฤต และประชาชนจำนวนมากไม่แน่ใจว่าความขัดแย้งจะจบลงอย่างไร พระราชดำรัสของรัชกาลที่ 9 จึงทำหน้าที่เป็นทั้ง จุดหยุดการเผชิญหน้า และ จุดเริ่มต้นของการหาทางออกทางการเมือง ในเวลาเดียวกัน

หลังคืนวันที่ 20 พฤษภาคม สถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงอย่างมีนัยสำคัญ ฝ่ายผู้ชุมนุมเริ่มยุติการเคลื่อนไหว ขณะที่แรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลเพิ่มสูงขึ้น จนในที่สุด พลเอก สุจินดา คราประยูร ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 24 พฤษภาคม 2535 และต่อมามีการแต่งตั้ง อานันท์ ปันยารชุน กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งเพื่อนำประเทศออกจากวิกฤตและเตรียมสู่การเลือกตั้ง

ผลสะเทือนของเหตุการณ์พฤษภาทมิฬไม่ได้จบลงเพียงการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี แต่ยังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางการเมืองไทยในระยะต่อมา โดยเฉพาะแนวคิดที่ว่า นายกรัฐมนตรีควรมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในบทเรียนสำคัญจากวิกฤตปี 2535 และมีอิทธิพลต่อพัฒนาการรัฐธรรมนูญไทยในเวลาต่อมา

เมื่อมองย้อนกลับจากวันนี้ เหตุการณ์ 20 พฤษภาคม 2535 จึงไม่ได้เป็นเพียงวันหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย หากเป็นวันที่ทำให้คนไทยจำนวนมากตระหนักถึงราคาของความขัดแย้งทางอำนาจ และเห็นชัดว่าความรุนแรงไม่เคยนำไปสู่ชัยชนะที่แท้จริง พระราชดำรัสของรัชกาลที่ 9 ในวันนั้นจึงถูกจดจำไม่ใช่เพียงในฐานะถ้อยคำปลอบประโลม หากแต่เป็นพระราชดำรัสที่ช่วยชี้ทางออกให้บ้านเมืองในยามที่สังคมกำลังเผชิญความมืดมนที่สุดช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ร่วมสมัยไทย

ผู้เชี่ยวชาญชี้ ‘ทรัมป์’ ส่งสัญญาณชัด!! ไม่เปิดทางไต้หวันประกาศเอกราช ผู้เชี่ยวชาญจีนชี้สะเทือน DPP ไต้หวันคือแกนกลางจีน–สหรัฐฯ สองมหาอำนาจต้องคุมเส้นแดงเพื่อสันติภาพ

ผู้เชี่ยวชาญจากแผ่นดินใหญ่ชี้คำพูดทรัมป์ สกัดกระแส 'ภาพฝันเอกราชไต้หวัน'

ปักกิ่ง, 19 พ.ค. (ซินหัว) -- ผู้เชี่ยวชาญจากแผ่นดินใหญ่ของจีนหลายรายระบุว่าถ้อยแถลงล่าสุดของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เกี่ยวกับไต้หวัน ยิ่งทำลายภาพฝัน "เอกราชไต้หวัน" ของขบวนการแบ่งแยกดินแดน

"สหรัฐฯ ไม่ต้องการให้ใครพูดว่าสามารถประกาศเอกราชได้เพราะสหรัฐฯ หนุนหลังอยู่" ทรัมป์กล่าวในการให้สัมภาษณ์ หลังเสร็จสิ้นการเยือนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 13-15 พ.ค.

ในการแถลงสรุปการประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ (15 พ.ค.) หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวว่าภาพรวมที่สะท้อนจากการประชุมสุดยอดครั้งนี้คือฝ่ายสหรัฐฯ เข้าใจจุดยืนของจีน ให้ความสำคัญกับข้อกังวลของจีน และไม่ได้เห็นด้วยหรือยอมรับความพยายามประกาศเอกราชของไต้หวันเฉกเช่นเดียวกับประชาคมระหว่างประเทศ

หลิวเซียงผิง ผู้เชี่ยวชาญด้านไต้หวันศึกษาจากมหาวิทยาลัยหนานจิง กล่าวว่าคำพูดของทรัมป์แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ ไม่เห็นด้วย ไม่สนับสนุน และไม่ยอมรับ "เอกราชไต้หวัน" ยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่ยอมให้ขบวนการแบ่งแยกดินแดน "เอกราชไต้หวัน" ใช้สหรัฐฯ เป็นผู้หนุนหลัง ซึ่งเรื่องดังกล่าวถือเป็นแรงกระแทกครั้งใหญ่ต่อไล่ชิงเต๋อ ผู้นำภูมิภาคไต้หวัน และพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) ที่ยังคงยืนกรานผลักดันเอกราชไต้หวัน

หวังอิงจิน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบแห่งมหาวิทยาลัยเหรินหมินของจีน เห็นว่าต้นตอของความตึงเครียดข้ามช่องแคบในปัจจุบัน มาจากการที่ทางการพรรคฯ ยังคงแสวงหาการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ต่อวาระ "เอกราช" ของตน ขณะเดียวกันยังมีแรงกดดันจากภายนอกบางส่วนที่พยายามใช้ไต้หวันเพื่อสกัดจีน แต่คำพูดของทรัมป์ส่งสัญญาณชัดเจนว่าสหรัฐฯ จะไม่รับผิดชอบต่อการผลักดัน "เอกราชไต้หวัน" อย่างหุนหันพลันแล่นของใครบางคน และไม่ต้องการถูกดึงเข้าสู่สงครามข้ามมหาสมุทร

หวังอิงจินเสริมว่าข้อความดังกล่าวของทรัมป์ทำลายภาพฝันของ "เอกราชไต้หวัน" และยังเป็นคำเตือนต่อทางการพรรคฯ รวมถึงทุกฝ่ายที่ยังยึดติดกับภาพลวงดังกล่าว

ระหว่างการประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ ผู้นำทั้งสองประเทศเห็นพ้องต่อวิสัยทัศน์ใหม่ในการสร้างความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เชิงสร้างสรรค์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งบรรดาผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าจะช่วยวางรากฐานที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นต่อสันติภาพข้ามช่องแคบไต้หวัน

สวีเสี่ยวเฉวียน นักวิจัยจากสถาบันไต้หวันศึกษา สังกัดสถาบันสังคมศาสตร์จีน กล่าวว่าปัญหาไต้หวันเป็นประเด็นแกนกลางที่สำคัญสูงสุดในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ซึ่งไม่อาจมองข้าม และมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการสร้างความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เชิงสร้างสรรค์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์

สวีระบุว่าการร่วมกันรักษาเส้นแดงของสันติภาพข้ามช่องแคบไต้หวัน ไม่เพียงสร้างเงื่อนไขต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและความร่วมมือแบบได้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังถือเป็นทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์สำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อโลก และเป็นก้าวจำเป็นที่ทั้งสองประเทศใหญ่ต้องดำเนินการเพื่อปฏิบัติตามความรับผิดชอบของตน

เซิ่งจิ่วหยวน ผู้อำนวยการศูนย์ไต้หวันศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ เจียวทง ระบุว่าจีนและสหรัฐฯ มีเป้าหมายร่วมกันในการรักษาสันติภาพข้ามช่องแคบไต้หวัน โดยฝ่ายสหรัฐฯ ต้องการเห็นทั้งสองฝั่งของช่องแคบแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาและการหารืออย่างสันติ

ด้านสวีกล่าวเสริมว่าการประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าแนวทางของสหรัฐฯ ต่อประเด็นที่เกี่ยวข้องกับไต้หวันมีความเป็นเหตุเป็นผลและเป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งช่วยหักล้างวาทกรรมเท็จที่ทางการพรรคฯ พยายามเผยแพร่มาโดยตลอด

ทั้งนี้ หลิวระบุเพิ่มเติมว่าหากมองในระยะยาว แผ่นดินใหญ่ของจีนมีพื้นฐานทรัพยากรที่แข็งแกร่งกว่า มีขีดความสามารถสูงกว่า และอยู่ในจุดยืนทางยุทธศาสตร์ที่ได้เปรียบกว่าในการแก้ไขปัญหาไต้หวัน พร้อมเสริมว่าประชาชนทั้งสองฝั่งช่องแคบควรร่วมกันต่อต้านแนวคิด "เอกราชไต้หวัน" ของขบวนการแบ่งแยกดินแดนอย่างเด็ดขาด ขยายการแลกเปลี่ยนและปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ตลอดจนร่วมกันส่งเสริมการรวมชาติอีกครั้ง

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top