Saturday, 6 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

สปิริตหายที่แยกอโศก!! โศกนาฏกรรมแยกอโศก ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุ แต่คือวิกฤตจริยธรรมทางการเมือง 8 ชีวิต สังเวยระบบล้มเหลว แต่รัฐมนตรีคมนาคมยังไร้เงารับผิดชอบ

“สปิริตที่หายไปที่แยกอโศก” : เมื่อความตาย 8 ศพ ยังไม่เพียงพอให้รัฐมนตรีคมนาคมแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง

โศกนาฏกรรมรถไฟพุ่งชนรถโดยสารสาธารณะบริเวณแยกอโศก จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 8 ราย มิใช่เพียง “อุบัติเหตุเฉพาะหน้า” ที่จะผลักภาระทั้งหมดไปยังพนักงานขับรถหรือเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการเท่านั้น หากแต่สะท้อนถึง “ความล้มเหลวเชิงระบบ” ของการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยสาธารณะภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในรัฐประชาธิปไตยที่ยึดมั่นในหลัก “ความรับผิดชอบทางการเมือง” (Political Accountability) ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงมิอาจหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้เพียงเพราะตนมิใช่ผู้กระทำโดยตรง เพราะหน้าที่สำคัญที่สุดของรัฐคือการปกป้องชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน

การลาออกในลักษณะนี้ มิใช่การยอมรับผิดทางอาญา หากแต่เป็น “ความรับผิดชอบเชิงศีลธรรมและการเมือง” ต่อความล้มเหลวของระบบที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของตนเอง ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติที่อารยประเทศใช้รักษาความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อรัฐบาล

ประวัติศาสตร์การเมืองโลกมีตัวอย่างชัดเจนหลายกรณี

ญี่ปุ่น : อุบัติเหตุรถไฟฟุกุจิยามะตกราง (เมษายน 2005)

เหตุรถไฟสายฟุกุจิยามะของ JR West พุ่งตกรางชนอาคารที่พักอาศัย จนมีผู้เสียชีวิต 107 ราย นำไปสู่การลาออกของผู้บริหารระดับสูงของบริษัท JR West และก่อให้เกิดแรงกดดันทางการเมืองอย่างหนักต่อหน่วยงานกำกับดูแลด้านคมนาคมของญี่ปุ่น

สิ่งสำคัญในกรณีนี้ไม่ใช่เพียงการค้นหาว่า “ใครเป็นผู้กระทำผิด” แต่คือการที่ทั้งองค์กรและภาครัฐต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อความบกพร่องของระบบความปลอดภัยสาธารณะ

เกาหลีใต้ : โศกนาฏกรรมเรือเซวอลอับปาง (เมษายน 2014)

ความล้มเหลวของระบบกู้ภัยและการกำกับมาตรฐานความปลอดภัยทางทะเล จนนำไปสู่การเสียชีวิตของประชาชนกว่า 300 คน ทำให้นายกรัฐมนตรี ชุง ฮง-วอน ประกาศลาออกภายในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์หลังเกิดเหตุ

แม้ไม่ได้เป็นผู้ทำให้เรืออับปางด้วยตนเอง แต่รัฐบาลเกาหลีใต้ตระหนักว่า ความสูญเสียระดับชาติย่อมต้องมี “ผู้รับผิดชอบทางการเมือง” และผู้นำรัฐบาลไม่อาจเพิกเฉยต่อความล้มเหลวของรัฐได้

ลัตเวีย : เหตุหลังคาซูเปอร์มาร์เก็ตถล่มในกรุงรีกา (พฤศจิกายน 2013)

เมื่ออาคารพาณิชย์ในกรุงรีกาถล่มจนมีผู้เสียชีวิต 54 ราย นายกรัฐมนตรี วัลดิส โดมโบรฟสกิส ตัดสินใจลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองต่อความล้มเหลวด้านมาตรฐานความปลอดภัยและการกำกับดูแลของรัฐ

ภายใต้ระบบรัฐสภาของลัตเวีย การลาออกของนายกรัฐมนตรีส่งผลให้รัฐบาลทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งตามกลไกทางรัฐธรรมนูญ ซึ่งสะท้อนแนวคิดว่า รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อความปลอดภัยพื้นฐานของประชาชน

กรณีศึกษาทั้งสามประเทศสะท้อนหลักการร่วมกันว่า ในรัฐที่ยังคงยึดมั่นใน “จริยธรรมทางการเมือง” ตำแหน่งรัฐมนตรีมิใช่เกราะกำบังจากความล้มเหลวของระบบ แต่คือภาระหน้าที่ที่ต้องพร้อมรับผลทางการเมืองเมื่อประชาชนสูญเสียชีวิตจากความบกพร่องของรัฐ

ดังนั้น คำถามสำคัญต่อสังคมไทยวันนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครเป็นผู้ขับรถ” หากแต่คือ “ใครต้องรับผิดชอบต่อระบบที่ล้มเหลว”

หากโศกนาฏกรรมที่คร่าชีวิตประชาชนถึง 8 คนกลางเมืองหลวง ยังไม่เพียงพอให้ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงคมนาคมแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง ประเทศไทยก็อาจกำลังเผชิญวิกฤตที่ใหญ่กว่าอุบัติเหตุครั้งนี้ นั่นคือ “วิกฤตของจริยธรรมทางการเมือง” และการเสื่อมถอยของหลักความรับผิดชอบในระบอบประชาธิปไตย

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตของประชาชนไม่ควรถูกทำให้เป็นเพียง “สถิติข่าวอาชญากรรมรายวัน” หากแต่ต้องมีคุณค่ามากพอที่จะทำให้ผู้มีอำนาจรู้สึกว่าตนเองจำเป็นต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นในสังคมที่ตนบริหารอยู่

ด้วยความปรารถนาดี

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย

นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ / สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

ที่มา : https://www.facebook.com/share/p/1BHoTDVs5X/?mibextid=wwXIfr

ภาพจาก : https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_10247746

หนีตกงานหวังเข้าไทย!! ทัพเรือเข้มชายแดนจันทบุรี สกัดแรงงานกัมพูชาลอบเข้าไทยผิดกฎหมาย ทัพเรือรวบ 6 กัมพูชา ลอบข้ามแดนจันทบุรี อ้างตกงาน-เศรษฐกิจฝืด หวังเข้าไทยหางาน

'จับรายวัน' กองทัพเรือเข้มชายแดนจันทบุรี สกัดแรงงานกัมพูชาลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย สะท้อนปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ยังคงเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวน ซุ่มเฝ้าตรวจ และสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยวันนี้ (18 พฤษภาคม 2569) เวลา 16.00 น. กปช.จต. โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี กองร้อยทหารพรานนาวิกโยธินที่ 521 จับกุมชาวกัมพูชาจำนวน 6 ราย พร้อมสัมภาระ เป็นชาย 2 ราย หญิง 1 ราย และเยาวชน 3 ราย โดยทั้งหมดไม่มีเอกสารการเดินทางเข้าราชอาณาจักร จากการสอบสวนเบื้องต้น ชาวกัมพูชาทั้งหมดให้การว่า เดินทางมาจากพื้นที่จังหวัดบันเตียเมียนเจย และจังหวัดกำปงจาม ประเทศกัมพูชา โดยประสบปัญหาเศรษฐกิจและตกงาน จึงตัดสินใจลักลอบเข้ามาในประเทศไทยเพื่อหางานทำในพื้นที่ตอนใน เช่น จังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดขอนแก่น ผ่านขบวนการนายหน้าลักลอบข้ามแดน โดยเสียค่าใช้จ่ายคนละ 8,000 บาท ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบและควบคุมตัวไว้ได้

โฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ปัจจุบันยังคงมีขบวนการลักลอบขนคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่อาศัยช่องทางธรรมชาติตามแนวชายแดนในการเคลื่อนย้ายบุคคลเข้าออกประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับปัญหาการใช้แรงงานผิดกฎหมาย เครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ และกิจกรรมผิดกฎหมายข้ามชาติในพื้นที่ชายแดน

กองทัพเรือยืนยันว่าจะยังคงบูรณาการกำลังร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และสกัดกั้นการลักลอบข้ามแดน การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของประชาชน พร้อมย้ำว่าการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน และปฏิบัติตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 อย่างเคร่งครัด

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

‘เมอร์ซ’ เตือนลูกอย่าไปอเมริกา!! นายกฯ เยอรมนีลั่น ไม่แนะนำลูกเรียน-ทำงานสหรัฐฯ อเมริกาไม่ใช่ดินแดนแห่งโอกาสเหมือนเดิม เตือนคนรุ่นใหม่ เชื่อมั่นอนาคตในประเทศตัวเอง ชี้สังคมสหรัฐฯ เปลี่ยนหนัก งานหายาก แม้คนเก่งก็ไม่รอด

นายกรัฐมนตรีเยอรมนีได้แนะนำลูกชายของเธอไม่ให้ไปศึกษาหรือทำงานในสหรัฐอเมริกา

นายฟรีดริช เมอร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวว่า สภาพแวดล้อมทางสังคมในสหรัฐอเมริกากำลังเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง และแม้แต่ผู้ที่มีคุณสมบัติสูงก็ยังหางานทำได้ยาก

เมอร์ซกล่าวถ้อยแถลงดังกล่าวในการประชุมเยาวชนคาทอลิกที่เมืองเวือร์ซบูร์กเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม

“ผมจะไม่แนะนำให้ลูกๆ ไปเรียนและทำงานที่อเมริกา เพราะสภาพสังคมที่นั่นเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แม้แต่คนที่มีความรู้ความสามารถดีที่สุดในอเมริกาก็ยังหางานทำได้ยากมาก” เขากล่าว

แต่ในทางกลับกัน นายเมอร์ซได้กระตุ้นให้ชาวเยอรมัน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศชาติของตน

นายกรัฐมนตรีเยอรมนีเน้นย้ำว่า "ผมเชื่อว่ามีเพียงไม่กี่ประเทศใน โลก ที่มอบโอกาสที่ดีมากมายเท่ากับเยอรมนี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนหนุ่มสาว" พร้อมทั้งแนะนำประชาชนอย่าตกอยู่ใน "ความคิดในแง่ร้าย" เมื่อเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในปัจจุบัน

คำกล่าวเหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดมากขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และพันธมิตรในยุโรปภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับนโยบายการค้า สงครามในยูเครน และล่าสุดคือความขัดแย้งในอิหร่าน กำลังสร้างแรงกดดันต่อพันธมิตรนาโตมากขึ้นเรื่อยๆ

ความตึงเครียดระหว่างเบอร์ลินและวอชิงตันทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว เมื่อเมอร์ซวิพากษ์วิจารณ์สหรัฐฯ อย่างเปิดเผย โดยกล่าวว่าสหรัฐฯ กำลังถูก "ดูหมิ่น" ในความขัดแย้งกับอิหร่าน

คำกล่าวนี้สร้างความไม่พอใจให้กับทรัมป์ในทันที และเขาตอบโต้ด้วยการประกาศถอนทหารสหรัฐบางส่วนที่ประจำการอยู่ในเยอรมนี และเพิ่มภาษีนำเข้ารถยนต์จากสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นการโจมตีโดยตรงต่อหนึ่งในจุดแข็ง ทางเศรษฐกิจ หลักของเยอรมนี

อย่างไรก็ตาม เมอร์ซยืนยันว่าเขายังคงมีความประทับใจที่ดีต่ออเมริกา “ผมชื่นชมอเมริกามาก” เขากล่าวกับผู้ชม แต่แล้วท่ามกลางเสียงหัวเราะและเสียงปรบมือ เขาก็เสริมว่า “ความชื่นชมนั้นไม่ได้เพิ่มขึ้นอีกต่อไปแล้ว”

นายเมอร์ซเข้ารับตำแหน่งในปี 2025 และก่อนหน้านี้เคยกล่าวว่าตนเองเป็นผู้สนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และสหรัฐอเมริกาอย่างแข็งขัน อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ที่นายทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง ผู้นำเยอรมนีก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์พันธมิตรที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเบอร์ลินอย่างเปิดเผยมากขึ้น

ฮา เดา

ที่มา: https://tuoitre.vn/thu-tuong-duc-khuyen-con-khong-nen-sang-my-hoc-tap-lam-viec-20260516092302962.htm

‘ปูติน’ เยือนจีน!! เปิดฉากความร่วมมือรอบด้าน รัสเซีย–จีน ยกระดับสัมพันธ์ไร้ขีดจำกัด ‘ปูติน’ ชูความไว้ใจ ความร่วมมือแบบได้ประโยชน์ร่วมกัน ชี้ศักยภาพความร่วมมือยังไร้ขีดจำกัด

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย เดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีน ตามคำเชิญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในฐานะส่วนหนึ่งของความพยายามร่วมกันเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์รอบด้านระหว่างสองประเทศ และปลดล็อกศักยภาพที่แทบไร้ขีดจำกัดของความร่วมมือรัสเซีย–จีน

ปูตินกล่าวว่า “ปัจจุบัน ความสัมพันธ์รัสเซีย–จีนได้ก้าวขึ้นสู่ระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนอย่างแท้จริง ลักษณะพิเศษของความสัมพันธ์นี้สะท้อนผ่านบรรยากาศแห่งความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ความมุ่งมั่นในการดำเนินความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกันและเป็นธรรม การเจรจาด้วยความเคารพ และการสนับสนุนซึ่งกันและกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์หลักของทั้งสองประเทศ รวมถึงการปกป้องอธิปไตยและเอกภาพแห่งรัฐ”

ประธานาธิบดีรัสเซียย้ำว่า “การค้าระหว่างรัสเซียกับจีนยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยได้ทะลุระดับ 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐไปนานแล้ว ขณะที่การชำระเงินระหว่างกันในปัจจุบันดำเนินการเกือบทั้งหมดด้วยสกุลเงินรูเบิลและหยวน”

รัสเซียมีความสนใจที่จะทำให้ประชาชนของจีนและรัสเซียใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น ส่งเสริมความเข้าใจซึ่งกันและกัน และเปิดรับสิ่งดีงามจากขนบธรรมเนียมและมรดกทางวัฒนธรรมอันรุ่มรวยของทั้งสองประเทศ
ปูตินกล่าวเพิ่มเติมว่า “ด้วยเหตุนี้ เราจึงยินดีต่อการริเริ่มระบบยกเว้นวีซ่าระหว่างกันของสองประเทศ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกต่อการแลกเปลี่ยนทางธุรกิจและการท่องเที่ยว รวมถึงเปิดโอกาสใหม่ ๆ สำหรับการสื่อสารและการติดต่อระหว่างประชาชนรัสเซียและจีน”

เขายังเน้นย้ำว่า รัสเซียและจีนสนับสนุนความร่วมมือเชิงรุกผ่านองค์การสหประชาชาติ องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ กลุ่ม BRICS และกลไกพหุภาคีอื่น ๆ โดยมีส่วนสำคัญในการแก้ไขความท้าทายเร่งด่วนทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาค

ที่มา : Sputnik

ห้องเรียนหรือสนามปลุกปั่น? เปิดคำถามใหญ่ต่อบทบาทอาจารย์ในมหาวิทยาลัย เมื่อรั้วมหาวิทยาลัยไม่ใช่พื้นที่ปัญญา แต่ถูกครหาเป็นแหล่งเพาะความเกลียดชัง สังคมไทยต้องจับตาขบวนการชี้นำเยาวชนเกลียดสถาบัน

เมื่อมหาวิทยาลัยของประเทศไทย
กลายเป็น “โรงงานล้างสมองนักศึกษา” ให้เกลียดชังสถาบัน

ประเทศไทยเดินทางมาถึงในวันที่คนที่ได้ชื่อว่าเป็น “แม่พิมพ์ของชาติ” มีหน้าที่คอย “หล่อหลอม” ให้นักศึกษาเป็นเด็กดี มีจริยธรรม และเป็นคนที่มีคุณภาพของสังคม กลายมาเป็น “อาจารย์ชั่ว” คอยหลอกเด็กที่อ่อนต่อโลกให้เกลียดชังสถาบันกษัตริย์

มหาวิทยาลัยควรเป็นเบ้าหลอมทางสติปัญญา เป็นสถานที่สร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ มีคุณธรรม และมีความกตัญญูรู้คุณต่อ “แผ่นดินแม่” ที่ให้ที่ซุกหัวนอน แต่ในปัจจุบัน “ภาพความศักดิ์สิทธิ์” เหล่านี้กำลังถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง เมื่ออาจารย์บางกลุ่มฝักใฝ่ “ลัทธิชังชาติ” รวมถึงการรู้เห็นเป็นใจจาก "อธิการบดีเลว" ร่วมมือกัน “เปลี่ยนห้องเรียน” ให้กลายเป็น “สนามเพาะพันธุ์ความเกลียดชัง” และเปลี่ยนมหาวิทยาลัยที่ดีงามให้กลายเป็น “โรงงานล้างสมองเยาวชน”

ความน่าละอายที่สุดคือการที่คนเป็น "ครู" แต่กลับไร้สิ้นซึ่งจรรยาบรรณ ใช้ความเป็นผู้รู้ ชี้นำและปลุกปั่น รวมไปถึงการข่มขู่ “เด็กบริสุทธิ์” ให้เห็นคล้อยไปกับ “อุดมการณ์บาป” หนำซ้ำยังยัดเยียดข้อมูลที่บิดเบือน ปลูกฝังความเกลียดชังต่อสถาบันหลักของชาติอันเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยมาอย่างยาวนาน

อาจารย์ชั่วกับอธิการบดีเลวจำนวนหนึ่ง นอกจากแอบร่วมมือกับ “พรรคการเมืองสามกีบ” ยังรับเงินจากชาติตะวันตก เพื่อมาทำลายรากเหง้าของความเป็นไทย เพียงเพื่อตอบสนองตัณหาทางการเมือง และอัตตาที่สุดแสนจะวิปลาสของตัวเอง

ผลลัพธ์จาก “อาจารย์หัวใจชั่ว” ตกไปอยู่กับเด็กมหาวิทยาลัยที่กลายเป็นเหยื่อ พวกเขาถูกหล่อหลอมให้มองความกตัญญูเป็นเรื่องล้าหลัง มองวัฒนธรรมอันดีงามเป็นสิ่งต้องห้าม และมองการแสดงความเคารพสถาบันเป็นโลกของคนขี้แพ้ เด็กหลายคนได้กลายเป็นคนก้าวร้าว หลงผิดคิดว่าการด่าทอสถาบันคือความ "เท่" และ "ฉลาด" โดยไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองกำลังตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของคนกลุ่มหนึ่งที่เนรคุณต่อสถาบัน และอาจจะต้องถูกดำเนินคดีในมาตรา ๑๑๒ ตามมา

ถ้าครูที่โกงวิชาการคือคนบาป ครูที่โกงรากเหง้าของเด็ก ก็คืออาชญากรทางวัฒนธรรม

สังคมไทยต้องตื่นรู้ และต้องไม่ยอมทนต่อขบวนการบ่อนทำลายอนาคตของชาติ ต้องทวงคืนมหาวิทยาลัยกลับมาเป็นพื้นที่แห่งปัญญา ไม่ใช่พื้นที่ของ “คนหนักแผ่นดิน” อีกต่อไป  

ถ้าระดับผู้บริหารของแต่ละหาวิทยาลัยยังไร้น้ำยา และเหล่าอาจารย์ชังสถาบันยังไร้สำนึก อนาคตของชาติก็คงต้องพังทลายลงด้วยน้ำมือของคนที่เรียกตัวเองว่า "แม่พิมพ์สารเลว"


แจ็ค รัสเซล

‘สีจิ้นผิง’ เตรียมเยือนสหรัฐฯ !! ฤดูใบไม้ร่วงนี้ ตามคำเชิญ ‘ทรัมป์’ หลังประชุมปักกิ่งจบด้วยสัญญาณบวก เดินหน้าสานต่อสัมพันธ์ จีน–สหรัฐฯ หวังสร้างผลลัพธ์ใหม่สองมหาอำนาจ

สีจิ้นผิงเตรียมเยือนสหรัฐฯ ช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ ตามคำเชิญจากทรัมป์

เมื่อวันศุกร์ (15 พ.ค.) หวังอี้ นักการทูตระดับสูงของจีน เปิดเผยว่าสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน จะเดินทางเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปีนี้ตามคำเชิญจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเยือนจีนอย่างเป็นทางการในวันที่ 13-15 พ.ค. ที่ผ่านมา

หวังเปิดเผยเรื่องดังกล่าวขณะแถลงข่าวเกี่ยวกับการพบปะหารือระหว่างสีจิ้นผิงกับทรัมป์ที่เพิ่งเสร็จสิ้นในกรุงปักกิ่ง โดยหวังเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายทำงานร่วมกันเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับปฏิสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้นำสองประเทศ บ่มเพาะบรรยากาศที่เกื้อหนุน และสร้างผลลัพธ์เพิ่มขึ้น

ที่มา : Xinhua

พญาอินทรีย์ไม่ควรกลัวมังกร!! ฟ้ากว้างพอให้สองมหาอำนาจ จากความกลัวจีนสู่ทางออกใหม่ สหรัฐฯ ต้องเลิกยึดติดเบอร์หนึ่ง แล้วแข่งกันสร้างคุณูปการต่อมนุษยชาติ

พญาอินทรีย์กับมังกร: เหตุใดอเมริกาจึงไม่ควรกลัวจีน

ผมเฝ้ามองความหวาดกลัวที่กำลังก่อตัวขึ้นในจิตวิญญาณของสหรัฐอเมริกาด้วยความรู้สึกสลดใจ

สหรัฐคือมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย แต่วันนี้ เสียงกระพือปีกของมังกรจากบูรพาทิศกลับทำให้หัวใจของพญาอินทรีย์สั่นไหว ความกลัวที่จะสูญเสียตำแหน่งหมายเลขหนึ่งของโลกกำลังกัดกร่อนจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ของอเมริกาให้หดเล็กลงทุกขณะ

ถามด้วยความเคารพว่า เหตุใดจึงต้องกลัว

หนึ่ง: จีนไม่ใช่ "ภัยเหลือง" และสหรัฐไม่ใช่ชาติผิวขาว

ความกลัวจีนที่กำลังแพร่ระบาดในวาทกรรมตะวันตกมีรากเหง้าลึก ๆ มาจากปมทางประวัติศาสตร์ นั่นคือภาพหลอนเรื่อง "ภัยเหลือง" ที่หลอกหลอนจิตสำนึกตะวันตกมานับร้อยปี นี่คืออคติ มิใช่ความจริง จีนไม่ใช่ภัยคุกคามจากชนชาติอื่นที่เป็นอื่นโดยสิ้นเชิง จีนคืออารยธรรมเก่าแก่ที่สอนคนให้รู้จักความพอดี รู้จักกาลเวลา รู้จักรอคอย จีนในปัจจุบันคือผลผลิตของการฟื้นตัวจากความเจ็บปวดนับร้อยปีจากการถูกเหยียบย่ำโดยมหาอำนาจตะวันตกนั่นเอง การที่จีนลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง ไม่ใช่การลุกขึ้นมาเพื่อแก้แค้น หากแต่คือการทวงคืนศักดิ์ศรีที่สูญหายและสหรัฐเองก็ไม่ใช่ชาติผิวขาว สหรัฐคือชาติที่สร้างขึ้นจากความคิด จากอุดมการณ์ จากความฝันของผู้อพยพทุกสีผิวที่หนีการกดขี่มาแสวงหาอิสรภาพ หากสหรัฐหลงลืมสิ่งนี้แล้วหันไปยึดติดกับความเป็นหนึ่งบนฐานของความเหนือกว่าทางชาติพันธุ์ นั่นคือการทรยศต่อจิตวิญญาณของตนเอง ทั้งพุทธธรรมและคำสอนของพระเยซูต่างชี้ตรงกันว่า การยึดติดในอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์เป็นบ่อเกิดแห่งความมืดบอดทางจิตวิญญาณ เปาโลอัครทูตสอนไว้ในจดหมายถึงคริสตจักรกาลาเทียว่า "ไม่มียิวหรือกรีก ไม่มีทาสหรือไท" เพราะเมื่อเข้ามาอยู่ในพระคริสต์แล้ว อัตลักษณ์ที่โลกใช้แบ่งแยกมนุษย์ล้วนหมดความหมาย ทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน นี่คือหัวใจของความเป็นสากลที่สหรัฐควรยึดถือ

สอง: ความกลัวเป็นเครื่องพันธนาการที่ใหญ่หลวงที่สุด

ในทัศนะของพุทธศาสนานิกายเซ็น จิตที่หวาดกลัวคือจิตที่ถูกพันธนาการ

สหรัฐในวันนี้กำลังถูกพันธนาการด้วยความกลัวการสูญเสียสถานะ กลัวการถูกแทนที่ กลัวว่ามังกรจะบินสูงกว่าอินทรีย์ ความกลัวนี้ทำให้การตัดสินใจหลายอย่างผิดพลาด ตั้งแต่สงครามการค้าที่ทำร้ายทั้งสองฝ่าย ไปจนถึงการสร้างภาพศัตรูที่เกินจริงท่านเล่าจื๊อสอนว่า ผู้ที่รู้จักผู้อื่นนั้นถือว่าดี แต่ผู้ที่รู้จักตัวเองอย่างถ่องแท้ด้วยนั้น ดีกว่าเสียอีก ถือเป็นผู้ตื่นรู้ที่แท้จริง สหรัฐต้องรู้จักตนเองให้ลึกซึ้งกว่านี้ ไม่ใช่เพียงรู้จักจีนในฐานะศัตรู การปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในตำแหน่งหมายเลขหนึ่งมิใช่การยอมแพ้ มันคือการหลุดพ้นจากกรงขังที่ตนเองสร้างขึ้น เมื่อใดที่จิตใจเป็นอิสระจากความกลัว เมื่อนั้นการกระทำจึงจะเต็มเปี่ยมด้วยปัญญาและพลัง

สาม: วิถีแห่งเต๋ากับการอยู่ร่วมของสองขั้วอำนาจ

โลกไม่ได้มีที่ทางให้เพียงหนึ่งมหาอำนาจอีกต่อไป นี่คือความจริงที่เราต้องยอมรับ

ในคัมภีร์เต๋า ทุกสิ่งในจักรวาลดำรงอยู่เป็นคู่ตรงข้ามที่ส่งเสริมกัน หยินและหยางมิได้มีไว้ทำลายกัน แต่มีไว้ถ่วงดุลและเติมเต็มซึ่งกันและกัน หากสหรัฐเป็นหยางที่แข็งแกร่ง หนักแน่น จีนก็เป็นหยินที่อ่อนนุ่ม ยืดหยุ่น แต่แฝงไว้ด้วยพลังมหาศาลผมขอเสนอดังนี้ : แทนที่พญาอินทรีย์จะเสียเรี่ยวแรงไปกับการพยายามโฉบมังกรให้ร่วงลงจากฟ้า อินทรีย์ควรเรียนรู้ที่จะบินเคียงคู่ไปกับมังกร ฟ้ากว้างใหญ่พอสำหรับทั้งสองการแข่งขันกันอย่างสันติด้วยเกียรติยศคือหนทาง มิใช่การพยายามทำลายล้างกัน

สี่: Moral Hegemony ที่แท้จริงคือการแข่งขันเพื่อโลก มิใช่เพื่อตน

ผมขอเสนอให้สหรัฐทบทวนความหมายของคำว่า "ความเป็นที่หนึ่ง" เสียใหม่

ความเป็นที่หนึ่งที่แท้จริงมิได้วัดกันที่ขนาดของเศรษฐกิจหรือจำนวนเรือรบ แต่วัดกันที่คุณูปการต่อมวลมนุษยชาติ สหรัฐเคยเป็นที่หนึ่งในใจคนทั้งโลกมาแล้ว มิใช่เพราะระเบิดปรมาณู แต่เพราะแผนมาร์แชลล์ที่ช่วยฟื้นฟูยุโรป เพราะการส่งมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ในนามของมวลมนุษย์ ลองคิดดูเถิด หากสหรัฐและจีนเปลี่ยนการแข่งขันจากการสะสมอาวุธมาเป็นการแข่งขันกันแก้ปัญหาโลกร้อน แข่งขันกันขจัดความอดอยากในแอฟริกา แข่งขันกันพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อคนยากจน นั่นจะเป็นการแข่งขันที่สูงส่งเพียงใด นี่คือ Moral Hegemony ที่ผมเสนอ คือการเป็นมหาอำนาจทางศีลธรรม ที่ยิ่งใหญ่เพราะโลกต้องการ มิใช่เพราะโลกเกรงกลัว

ห้า: ความภูมิใจที่แท้จริงของพญาอินทรีย์

ผมอยากเรียนต่อพี่น้องชาวอเมริกันด้วยความจริงใจว่า การเป็นส่วนหนึ่งของสองมหาอำนาจที่แข่งขันกันเพื่อความดีงามของโลกนั้น น่าภูมิใจกว่าการเป็นมหาอำนาจเดียวที่ครอบครองโลกด้วยความหวาดระแวง

โลกหมุนไปข้างหน้า การเปลี่ยนผ่านอำนาจเป็นเรื่องธรรมดาของประวัติศาสตร์ ผู้ที่เข้าใจและโอบรับความเปลี่ยนแปลงด้วยจิตใจที่สงบและกว้างขวางต่างหากคือผู้ที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง สหรัฐไม่ต้องกลัวจีนและสหรัฐไม่ต้องกลัวการเป็นที่สองเพราะในโลกที่ซับซ้อนใบนี้ ไม่มีใครเป็นที่หนึ่งหรือที่สองอย่างสมบูรณ์อีกต่อไป เราทุกคนล้วนต้องพึ่งพากันและกัน จีนต้องการสหรัฐ และสหรัฐก็ต้องการจีน นี่คือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ พญาอินทรีย์จะยังคงยิ่งใหญ่ หากมันเข้าใจว่าความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงอยู่ที่การโอบอุ้มโลกด้วยปีกที่แข็งแกร่ง มิใช่การกางปีกปกคลุมโลกด้วยเงามืดแห่งความกลัวและนั่นคือสิ่งที่ผมภาวนาอยากให้เกิดขึ้น ด้วยความรักและความปรารถนาดี จากมิตรจากแดนไกลและทายาททางความคิดของตะวันตกที่บัดนี้ผสานเข้ากับความคิดตะวันออก

เอนก เหล่าธรรมทัศน์

ภาคีราชบัณฑิต

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1487547662745289&id=100044702075274&post_id=100044702075274_1487547662745289&rdid=TFeQONxa0E3og0g6#

19 พฤษภาคม 2466 พระเกียรติคุณไม่สิ้นสูญ วันสิ้นพระชนม์ “กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์” ชาวไทยถือว่าวันนี้ของทุกปีเป็นวัน “วันอาภากร” วันแห่งการรำลึกถึงพระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย

19 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 วันสิ้นพระชนม์ “กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์” วันอาภากร วันแห่งการรำลึกถึงพระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย

วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 เป็นวันสิ้นพระชนม์ของ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ได้รับการเทิดทูนอย่างสูงในฐานะ “องค์บิดาของทหารเรือไทย” และเป็นบุคคลสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์กองทัพเรือไทย ด้วยเหตุนี้ กองทัพเรือและประชาชนไทยจึงถือเอาวันที่ 19 พฤษภาคมของทุกปีเป็น “วันอาภากร” เพื่อรำลึกถึงพระเกียรติคุณและพระกรณียกิจของพระองค์

พระองค์ทรงมีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ ประสูติเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2423 ในพระบรมมหาราชวัง เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 28 ในรัชกาลที่ 5 และเป็นพระโอรสองค์แรกในเจ้าจอมมารดาโหมด กองทัพเรือระบุว่าพระองค์ทรงเป็นเจ้านายพระองค์แรกที่สำเร็จการศึกษาวิชาทหารเรือจากประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้พระองค์นำองค์ความรู้ด้านการทหารเรือสมัยใหม่กลับมาพัฒนากองทัพเรือไทยในเวลาต่อมา

สิ่งที่ทำให้กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ได้รับการยกย่องสูงสุด ไม่ได้อยู่เพียงพระอิสริยยศ หากแต่อยู่ที่พระราชกรณียกิจด้านการวางรากฐานกิจการทหารเรือของไทยอย่างจริงจัง กองทัพเรือระบุว่าพระองค์ทรงมีพระประสงค์แน่วแน่ที่จะฝึกให้ทหารเรือไทยสามารถเดินเรือทะเลได้อย่างชาวต่างประเทศ และสามารถรบทางเรือได้ด้วยตนเอง เพราะในอดีตสยามยังต้องพึ่งชาวต่างชาติในหลายตำแหน่งสำคัญ พระองค์จึงทรงทุ่มเทกำลังพระวรกายและสติปัญญาเพื่อยกระดับทัพเรือไทยให้ก้าวทันมาตรฐานสากล

หนึ่งในพระกรณียกิจที่โดดเด่นที่สุดคือการพัฒนาการศึกษาทหารเรือ พระองค์ทรงปรับปรุงโรงเรียนนายเรืออย่างจริงจัง ทั้งด้านหลักสูตร วินัย และการฝึกภาคปฏิบัติ กองทัพเรือบันทึกว่า พระองค์ทรงเป็นครูสอนนักเรียนนายเรือด้วยพระองค์เอง และทรงริเริ่มระบบการบังคับบัญชาแบบเรือรบ โดยให้นักเรียนชั้นสูงบังคับบัญชาชั้นรองลงมา นอกจากนี้ยังทรงเพิ่มวิชาสำคัญสำหรับชาวเรือ เช่น การเดินเรือ ดาราศาสตร์ ตรีโกณมิติ อุทกศาสตร์ เรขาคณิต และพีชคณิต เพื่อให้ทหารเรือไทยสามารถเดินเรือไกลในทะเลน้ำลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พระองค์ยังทรงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาศักยภาพการเดินเรือจริงของกองทัพเรือไทย กองทัพเรือระบุว่าในปี พ.ศ. 2462 พระองค์ทรงนำ เรือหลวงพระร่วง จากประเทศอังกฤษเข้ามายังกรุงเทพฯ ด้วยพระองค์เอง นับเป็นครั้งแรกที่นายทหารเรือไทยสามารถเดินเรือไกลข้ามทวีปได้สำเร็จ เหตุการณ์นี้มีความหมายอย่างยิ่ง เพราะเป็นบทพิสูจน์ว่าทหารเรือไทยสามารถก้าวพ้นการพึ่งพาต่างชาติและยืนหยัดด้วยความสามารถของตนเองได้แล้ว

อีกพระกรณียกิจสำคัญคือการผลักดันให้ พระราชวังเดิม กลายเป็นที่ตั้งของโรงเรียนนายเรือเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2449 ซึ่งกองทัพเรือยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผลงานที่แสดงถึงพระวิสัยทัศน์ด้านการศึกษาและการสร้างกำลังพลของทหารเรือไทยอย่างเป็นรูปธรรม พระองค์มิได้เพียงวางหลักการ แต่ทรงผลักดันให้เกิดโครงสร้างที่จำเป็นต่อการพัฒนาทัพเรือในระยะยาว

นอกจากบทบาทด้านการทหารแล้ว พระองค์ยังได้รับความเคารพจากประชาชนอย่างกว้างขวางในอีกสถานะหนึ่ง คือการเป็นผู้มีความรู้ด้านการแพทย์แผนโบราณและการช่วยเหลือประชาชนยามเจ็บป่วย จนผู้คนเรียกขานกันอย่างใกล้ชิดว่า “หมอพร” และ “เสด็จเตี่ย” กองทัพเรือระบุชัดว่าพระองค์ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประชาชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะด้านการแพทย์แผนไทย ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้พระองค์ไม่เพียงเป็นบุคคลสำคัญของกองทัพเรือ แต่ยังเป็นที่รักของประชาชนทั่วไปอย่างลึกซึ้ง

ด้วยพระเกียรติคุณและพระกรณียกิจที่กว้างขวางเช่นนี้ วันที่ 19 พฤษภาคมของทุกปี จึงถูกกำหนดให้เป็น วันอาภากร เพื่อเทิดทูน เผยแพร่พระเกียรติคุณ และแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพระองค์ กองทัพเรือใช้วันนี้เป็นวันสำคัญในการประกอบพิธีวางพวงมาลา บำเพ็ญกุศล อ่านประกาศพระเกียรติคุณ และจัดกิจกรรมรำลึกในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นสถานที่สิ้นพระชนม์และเป็นพื้นที่สำคัญในความทรงจำของประชาชนที่เคารพศรัทธาพระองค์

หากมองในเชิงประวัติศาสตร์ “วันอาภากร” จึงไม่ใช่เพียงวันรำลึกถึงการสิ้นพระชนม์ของเจ้านายพระองค์หนึ่ง แต่เป็นวันแห่งการระลึกถึง ผู้วางรากฐานกองทัพเรือไทยสมัยใหม่ ผู้ทำให้ทัพเรือไทยมีระเบียบแบบแผน มีการศึกษา มีการฝึกกำลังพล และมีศักดิ์ศรีทัดเทียมอารยประเทศ พระองค์ทรงเป็นสะพานเชื่อมระหว่างกองทัพเรือแบบดั้งเดิมกับกองทัพเรือสมัยใหม่อย่างแท้จริง

ในอีกด้านหนึ่ง ความที่ประชาชนจำนวนมากเรียกพระองค์ว่า “เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด” หรือยกย่องอย่างสูงในฐานะสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ สะท้อนว่าอิทธิพลของพระองค์ไม่ได้จำกัดอยู่ในกรอบของราชการหรือทหารเรือเท่านั้น แต่ขยายไปสู่ระดับความศรัทธาทางสังคมและวัฒนธรรมด้วย ชื่อของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์จึงมีความหมายทั้งในฐานะบุคคลประวัติศาสตร์และในฐานะสัญลักษณ์ของความกล้าหาญ ความเมตตา และความเสียสละ

ดังนั้น วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 จึงเป็นมากกว่าวันสิ้นพระชนม์ หากเป็นวันที่คนไทยร่วมกันน้อมรำลึกถึง กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย ผู้ทรงวางรากฐานสำคัญให้ทัพเรือไทยก้าวสู่ความทันสมัย และผู้ยังคงได้รับการเทิดทูนในหัวใจของทหารเรือและประชาชนไทยตราบจนทุกวันนี้

ที่มา : https://www.acdc.navy.mi.th/ulhrlepia6vj?

EECiti เดินหน้า!! EECO ลงนาม MOU กับ Zhuhai Hengqin ดัน EECiti สู่เมืองอัจฉริยะระดับโลก รองรับอุตสาหกรรมขั้นสูงและประชากร 3.5 แสนคน ดึงทุนจีนร่วมศึกษาโครงสร้างพื้นฐาน–เมืองอัจฉริยะ–นวัตกรรม

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) ขอนำส่งข่าวประชาสัมพันธ์ การลงนาม MOU ร่วมกับ บริษัทชั้นนำจากจีน เพือขับเคลื่อนโครงการ EECiti ดังเอกสารแนบ

EECO ลงนาม MOU กับ Zhuhai Hengqin Jingtongrongzhi Technology

ดึงบริษัทชั้นนำจีน สร้างโอกาสการลงทุนเมืองใหม่อัจฉริยะ (EECiti) ในพื้นที่อีอีซี

เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2569 ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

(EECO) นายกาจฐิติ วิวัธวานนท์ กงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว และ Mr. Chen Yue International Investment Director บริษัท Zhuhai Hengqin Jingtongrongzhi Technology Information Co., Ltd. ได้ร่วมพิธีลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุนในโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EECiti) ระหว่าง EECO กับ Zhuhai Hengqin Jingtongrongzhi Technology โดยมีผู้บริหารจากประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมเป็นพยาน ณ ห้องประชุม Conference 1 – 2 สำนักงาน EECO กรุงเทพฯ 

 โดย MOU ฉบับนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่าง สกพอ. และ บริษัท Zhuhai Hengqin Jingtongrongzhi Technology Information Co., Ltd. ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเดินทางเยือนสาธารณประชาชนจีน

ของคณะผู้แทน EECO เพื่อจัดกิจกรรมความร่วมมือกับภาคเอกชนชั้นนำของจีน และลงนาม MOU เมื่อเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งได้หารือแนวทางการเตรียมความพร้อมดึงดูดนักลงทุนในโครงการ “EECiti” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ต่อไป 

ทั้งนี้ ข้อตกลงตามวัตถุประสงค์ของ MOU ดังกล่าว สะท้อนถึงความต้องการของบริษัท ที่จะดำเนินการศึกษาการคัดเลือกพื้นที่ และการจัดทำรายงานศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน เพื่อหาโอกาสการเข้าร่วมลงทุนในการพัฒนาโครงการ EECiti ซึ่งจะมุ่งเน้น 4 ด้าน ได้แก่ (1) การพัฒนาอุตสาหกรรมและนวัตกรรม (2) การร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และระบบสาธารณูปโภค (3) การพัฒนาและก่อสร้างโครงการเมืองอัจฉริยะอย่างครบวงจร และ(4) การบริหารจัดการเมือง

สำหรับ โครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ หรือ EECiti จะเป็นศูนย์กลางธุรกิจและบริการ รองรับการลงทุนคลัสเตอร์อุตสาหกรรมขั้นสูง และจะพัฒนาให้เป็นเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ 1 ใน 10 ของโลก สามารถรองรับประชากรเข้าอยู่อาศัยเพิ่มขึ้น ประมาณ 350,000 แสนคน ในระยะเวลา 10 ปี ช่วยลดความแออัดในชุมชนเมือง เกิดการสร้างงานทางตรงไม่น้อยกว่า 200,000 ตำแหน่ง พัฒนาให้เกิดแรงงานที่มีทักษะสูงและประชาชนมีรายได้สูงขึ้น โดยคาดว่าจะมีมูลค่าการจ้างงานถึง 1.2 ล้านล้านบาท ภายในปี 2580

จีนลุยปรับทัศน์โลก!! หลีกกับดักธูซิดิดีส เสนอทางเลือกอยู่ร่วมกัน เน้นภูมิปัญญาดั้งเดิมจีน ต้านเกมแข่งเบอร์หนึ่งโลก

ออกจากกับดักธูซิดิดีส (Thucydides Trap)

สู่กระบวนทัศน์แบบจีน. : อยู่ร่วมกันภายใต้ฟ้า มิใช่แข่งกันเป็นเบอร์หนึ่ง

โลกถูกครอบงำด้วยตรรกะแห่ง "ตัวเลข"  ใครเป็นเบอร์หนึ่ง ใครเป็นเบอร์สอง นี่คือกรอบคิดที่งอกงามบนแผ่นดินตะวันตก และถูกทำให้ดูเหมือนเป็น "ธรรมชาติ" เหลือเกินของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น

ผมเชื่อว่า จีนไม่ควรเล่นเกมนี้ และดูเหมือนจีนก็ไม่คิดจะเล่น เพราะการยอมรับว่าตนเป็น "หมายเลขสอง" ก็เท่ากับยอมรับว่าเกมการจัดอันดับที่อีกฝ่ายกำหนดขึ้นมานั้นชอบธรรมแล้ว การดิ้นรนเป็น "หมายเลขหนึ่ง" คือการวิ่งตามเงื่อนไขที่คนอื่นวางไว้ต่างหาก

ถึงเวลาที่เราทั้งโลกควรพิจารณา การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ จากกรอบคิดแข่งขันชิงอันดับ ไปสู่แนวทางการต่างประเทศที่ต่างก็มีรากฐานมาจากอารยธรรมของตนเอง

กับดักธูซิดิดีส: มายาคติจากกรอบคิดตะวันตก

เกรแฮม แอลลิสัน ศาสตราจารย์จากฮาร์วาร์ดชี้ว่าเมื่อมหาอำนาจเกิดใหม่เผชิญหน้ากับมหาอำนาจเดิม สงครามเกิดขึ้นใน 12 จาก 16 กรณีที่ศึกษา

แต่คำถามที่ควรตั้งอย่างถึงรากคือ: ทำไมต้องยอมรับว่าตนคือ "ผู้ท้าทาย"? กับดักนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าทุกรัฐต้องการเป็น "เบอร์หนึ่ง" ในระบบพีระมิด นี่คือวิธีคิดแบบตะวันตกที่ถูกทำให้ดูเป็นสากล กับดักธูซิดิดีสจึงเป็นกับดักทางความคิดเป็นเสียยิ่งกว่าอาวุธทางความคิดและเคล็ดลับเชิงยุทธศาสตร์

เหตุใดจึงเชื่อว่าจีนจะไม่เดินตามเกมนี้

หนึ่ง: ประวัติศาสตร์การต่างประเทศที่ต่างออกไปมาก งานศึกษาประวัติศาสตร์หลายชิ้นชี้ว่า แม้ในยุครุ่งเรือง จีนก็ไม่ได้ส่งกองเรือและผู้คนไปตั้งอาณานิคมในต่างแดนแบบชาติตะวันตก การเดินทางของ แม่ทัพเรือเจิ้งเหอ ในศตวรรษที่ 15 เป็นไปเพื่อการทูตและการค้า มากกว่าการยึดครอง

สอง: ภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ยังมีชีวิต ภูมิปัญญาจีนโบราณมิใช่ซากปรักหักพังหรือเป็นโบราณวัตถุล้ำค่าในพิพิธภัณฑ์ หากแต่ยังมีชีวิตในวิธีคิดและวิธีตัดสินใจของผู้นำจีนร่วมสมัย ตัวอย่างที่ชัดเจนคือคำสอนของเล่าจื๊อและขงจื่อ

เล่าจื๊อสอนว่า "ผู้รู้จักพอจะไม่ต้องอับอาย" หลักการนี้แปลเป็นการต่างประเทศได้ว่า: มหาอำนาจที่ไม่รู้จัก "พอ" ต้องการขยายอำนาจไปทุกภูมิภาค ต้องการเป็นผู้นำในทุกเรื่อง ต้องการให้ทุกประเทศยอมรับตนเป็นศูนย์กลาง จะลงเอยด้วยความอัปยศและการล่มสลายเช่นเดียวกับทุกจักรวรรดิที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์

ตรงกันข้าม การรู้จักที่จะ "พอ" ในการต่างประเทศหมายถึงการรู้ว่าขอบเขตอิทธิพลที่เหมาะสมของตนอยู่ตรงไหน การไม่พยายามครอบงำทุกเรื่อง และการปล่อยให้ประเทศอื่นมีพื้นที่ของตนเอง นี่คือวิธีคิดที่อธิบายว่าทำไมจีนจึงไม่ส่งทหารไปทั่วโลกแบบสหรัฐ แม้จะมีศักยภาพทางเศรษฐกิจและการทหารที่จะทำเช่นนั้นได้

ขงจื่อสอนว่า "อย่าทำแก่ผู้อื่นในสิ่งที่ตนไม่ปรารถนา" ในการต่างประเทศ หลักการนี้แปลว่า: จีนรู้ว่าการถูกมหาอำนาจอื่นย่ำยีเป็นอย่างไร จากสนธิสัญญานานกิงหลังสงครามฝิ่น ไปจนถึงการถูกญี่ปุ่นรุกรานในสงครามโลกครั้งที่สอง ความเจ็บปวดจากการตกเป็นเหยื่อของจักรวรรดินิยมนี้เองที่ทำให้จีน "ไม่อยาก" เป็นจักรวรรดิ และไปทำแบบนั้นกับประเทศอื่นที่เข้มแข็งทางการทหารน้อยกว่า

ผมคิดว่านี่มิใช่แค่ศีลธรรมที่กล่าวลอย ๆ แต่เป็นรูปธรรมในการกำหนดนโยบาย: การไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น การไม่ส่งออกระบอบการเมืองของตน และการเน้นความสัมพันธ์แบบประโยชน์ร่วมกัน ทั้งหมดนี้สามารถโยงกลับไปหาหลักการ "อย่าทำแก่ผู้อื่นในสิ่งที่ตนไม่ปรารถนา" ของขงจื่อได้

คำสอนเหล่านี้ไม่ใช่แค่ "คำพูด" ในตำรา ผู้นำจีนร่วมสมัยอ้างอิงคำสอนเหล่านี้ในสุนทรพจน์สำคัญหลายครั้ง โดยเฉพาะเมื่อกล่าวถึงนโยบายต่างประเทศและการสร้างภาพลักษณ์ของจีนในเวทีโลก

สาม: จุดยืนที่ปรากฏมาต่อเนื่อง จีนเสนอแนวคิด "ประชาคมร่วมอนาคตมนุษยชาติ" และ "หลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติห้าประการ" มาตั้งแต่ทศวรรษ 1950 ก่อนจะมีกำลังทางเศรษฐกิจและการทหารมากมายเช่นทุกวันนี้

.

สี่: ความเสี่ยงที่สูงเกินรับได้ ในยุคอาวุธนิวเคลียร์ การเล่นเกมชิงความเป็นเบอร์หนึ่งตามบทธูซิดิดีส แม้ "ชนะ" ก็คือการแพ้ ซุนวูสอนไว้ว่า "การชนะโดยไม่ต้องรบคือยอดแห่งยุทธศาสตร์" ต่างหาก

กระบวนทัศน์การต่างประเทศแบบจีน: สามแนวคิดหลัก

หนึ่ง: "ใต้หล้า" (เทียนเซี่ย) ทุกสิ่งภายใต้ฟ้าเดียวกัน

แนวคิดโบราณนี้มองโลกเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ฟ้า ไม่มีรัฐใดเป็นเจ้าของฟ้า จักรพรรดิจีนถูกเรียกว่า "โอรสแห่งสวรรค์" (เทียนจื่อ)  ซึ่งแปลว่า "ผู้รับใช้สวรรค์" มากกว่า "เจ้าแห่งฟ้า"

เหตุใดภายใต้ฟ้านี้จึงไม่มีใครเป็นจ้าวได้? เพราะฟ้าในที่นี้หมายถึงระเบียบธรรมชาติที่สมบูรณ์ในตัวเอง ไม่ต้องการผู้ปกครอง ฟ้ากว้างใหญ่เกินกว่าใครจะครอบครอง แม้แต่จักรพรรดิก็เป็นเพียงผู้รับมอบหมายชั่วคราว ที่สามารถถูกถอดถอนได้หากไร้คุณธรรม การอ้างตนเป็นจ้าวคือต้นตอของสงครามและความพินาศ ดังที่ทุกจักรวรรดิล้วนล่มสลายจากการแผ่ขยายเกินตัว

สอง: "วิถีราชา" (หวางเต้า) ปกครองด้วยคุณธรรม ไม่ใช่กำลัง

ขงจื่อแยกแยะระหว่าง "วิถีราชา" — ปกครองด้วยคุณธรรมและความชอบธรรม กับ "วิถีอำนาจ" (ป้าเต้า) 

ปกครองด้วยกำลังบังคับ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สหรัฐมักถูกวิจารณ์ว่าใช้แนวทางหลังผ่านการตั้งฐานทัพทั่วโลกและการใช้มาตรการทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ

แนวคิด "วิถีราชา" เสนอทางเลือก: การทำให้ประเทศอื่นสมัครใจร่วมมือ เพราะเห็นประโยชน์ร่วมกัน โดยไม่ต้องประกาศตนเป็นผู้นำ

สาม: "ความสมานฉันท์" (เหอ) อยู่ร่วมในความแตกต่าง

"ความสมานฉันท์" แบบจีนยอมรับความแตกต่างหลากหลาย แต่แสวงหาการอยู่ร่วมอย่างสงบ คล้ายอาหารจีนที่ใช้เครื่องปรุงหลากรส แต่เมื่อผสมแล้วกลายเป็นรสสมดุล

นัยของแนวคิดนี้คือ: ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนระบอบการเมืองของใคร ไม่ต้องกำหนดให้ผู้อื่นเป็นเหมือนตน แต่ยอมรับว่าโลกมีหลายระบบและทั้งหมดสามารถอยู่ร่วมกันได้ ความคิดนี้ก้าวหน้ามาก แม้จะคิดมาเมื่อหลายพันปีแล้ว

จากพีระมิดสู่จักรวาลแห่งดวงดาว

อาจกล่าวได้ว่า โลกแบบอเมริกันคือ พีระมิด มีจุดยอดเดียว ทุกสิ่งลดหลั่นกันลงมา

ส่วนโลกตามแนวคิดนี้คือ จักรวาลแห่งดวงดาว ทุกดวงมีแสงในตัวเอง ไม่มีใครเป็นศูนย์กลาง แต่ทุกดวงส่งอิทธิพลถึงกัน

ในระบบนี้ เราไม่จำเป็นต้องเป็นศูนย์กลาง อาจเป็นเพียง "ดาวเหนือ" ดาวที่ไม่ได้สว่างที่สุด แต่เป็นที่หมายในการเดินทาง เพราะดาวดวงนี้ นิ่ง และ มั่นคง

แนวคิดเหล่านี้อธิบายจีนทุกวันนี้อย่างไร?

อาจถามกันว่า ก็แล้วหลักการโบราณเหล่านี้จะช่วยให้เราเข้าใจท่าทีของจีนในปัจจุบันได้จริงหรือ คำตอบคือ ได้ และอาจอธิบายได้ดีกว่าการมองผ่านกรอบคิดตะวันตกเสียด้วยซ้ำ ขอให้ทำใจเป็นกลาง คิดต่อไป

ประการแรก: การไม่ส่งทหารไปรบในต่างแดน

นับจากสงครามกับเวียดนามในปี 1979 จีนไม่เคยส่งกำลังทหารเข้าสู่ความขัดแย้งขนาดใหญ่ในต่างประเทศอีกเลย — ผิดกับสหรัฐ ขออภัยที่ต้องเอ่ยถึง — ที่ผ่านสงครามอ่าวเปอร์เซีย อัฟกานิสถาน อิรัก และปฏิบัติการทางทหารในลิเบีย ซีเรีย และเร็วนี้ต่อสู้กับอิหร่าน

ในทางตรงข้าม ยิ่งจีนแข็งแกร่งยิ่งขึ้นทางเศรษฐกิจและการทหารมากเท่าใด ดูจีนจะ "ระมัดระวัง" มากขึ้นเท่านั้น

นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่สอดคล้องกับหลัก "วิถีราชา" และคำสอนของซุนวูที่ว่า "การชนะโดยไม่ต้องรบคือยอดแห่งยุทธศาสตร์"

ประการที่สอง: ยุทธศาสตร์ "หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง"

แทนที่จะตั้งฐานทัพเหมือนมหาอำนาจตะวันตก จีนเลือกที่จะสร้างถนน ท่าเรือ ทางรถไฟ และโครงสร้างดิจิทัล ในประเทศยากจนหรือกำลังพัฒนา ใช้การลงทุนและการค้าเป็นเครื่องมือหลัก แทนการใช้กำลังทหาร นักวิจารณ์อาจมองว่านี่คือ "กับดักหนี้" หรือการขยายอิทธิพลรูปแบบใหม่ ต้องดูต่อไป แต่จากมุมมองของกระบวนทัศน์จีน นี่คือการเดินตาม "วิถีราชา" — ทำให้ประเทศอื่นเห็นประโยชน์ร่วมกัน และสมัครใจร่วมมือ โดยไม่ต้องใช้กำลังบังคับ และผู้นำอัฟริกาและละตินอเมริกาจำนวนไม่น้อยออกมาแสดงทัศนะเช่นนี้เองเสียด้วยซ้ำ

ประการที่สาม: ท่าทีต่อความขัดแย้งในทะเลจีนใต้

แม้จะมีข้อพิพาททางดินแดนทางทะเลกับหลายประเทศในอาเซียน จีนเลือกที่จะเจรจาทวิภาคีและผลักดัน "แนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้" แทนการใช้กำลัง แม้จะมีปฏิบัติการสร้างเกาะที่ถูกวิจารณ์หนัก แต่จีนก็ยังไม่เคยเปิดฉากยิงก่อน

นี่สะท้อนแนวคิด "ความสมานฉันท์" การยอมรับว่ามีความขัดแย้ง แต่เลือกที่จะจัดการผ่านการเจรจา ไม่ใช่สงคราม

ประการที่สี่: การตอบสนองต่อแรงกดดันจากสหรัฐ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อสหรัฐใช้มาตรการกีดกันทางการค้า คว่ำบาตรบริษัทเทคโนโลยีจีน และเสริมกำลังในอินโดแปซิฟิก จีนตอบโต้ด้วยมาตรการทางเศรษฐกิจและการทูต แต่หลีกเลี่ยงการปะทะทางทหารโดยตรง นับตั้งแต่ปี 1979 เป็นต้นมา สงครามกับเวียดนามในปีนั้น เป็นต้นมา จีนไม่มีสงครามกับประเทศใด เว้นแต่การปะทะตามชายแดนบ้าง

นี่คือ "อู๋เหวย" หรือ "การไม่ฝืนธรรมชาติ" "เข้าใจกระแส เข้าใจทิศทาง" ก็สำเร็จผลแล้ว โดยไม่ต้องทำอะไร ในทางปฏิบัติคือไม่ตอบสนอง ไม่ถลำทำตามบทที่อีกฝ่ายคาดหวัง หรือวางหลุมพรางเอาไว้ ไม่ตกหลุมพรางทางความคิดที่ยกระดับความขัดแย้งให้อาจบานปลายไปสู่สงครามได้

ประการที่ห้า: "ประชาคมร่วมอนาคตมนุษยชาติ"

นี่ไม่ใช่แค่วาทกรรมทางการทูต หากแต่เป็นการแปลแนวคิด "ใต้หล้า" ให้เป็นภาษาสมัยใหม่ โลกที่ทุกประเทศอยู่ร่วมกันภายใต้ฟ้าเดียวกัน โดยไม่มีใครเป็นเจ้าของหรือเป็นเบอร์หนึ่งแต่เพียงผู้เดียว

ท่าทีที่เป็นไปได้ต่อสหรัฐ

ภายใต้แนวคิดนี้ ท่าทีที่อาจเกิดขึ้นคือ:

"เราอยู่ภายใต้ฟ้าเดียวกัน ท่านมีวิถีของท่าน เรามีวิถีของเรา เราอาจอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน และช่วยกันดูแลโลกใบนี้"

นี่คือการเสนอทางเลือกที่สาม ไม่ยอมจำนน ไม่ต่อต้าน แต่ "อยู่ร่วมอย่างเสมอภาคในความแตกต่าง"

บทสรุป

การเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการแข่งขันเป็นเบอร์หนึ่ง ไปสู่การอยู่ร่วมภายใต้ฟ้า ไม่ใช่การ "ถอย" แต่คือการ "ก้าวข้าม" กรอบคิดเดิม

กับดักธูซิดิดีสเป็นเรื่องจริงสำหรับผู้ที่เล่นเกมแห่งอำนาจ แต่สำหรับผู้ที่เลือกอยู่นอกเกม มันไม่มีกับดักใด ๆ ให้ติด

นี่คือหลัก "อู๋เหวย" หรือ "การไม่ฝืนธรรมชาติ" ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การไม่ตอบสนองตามบทที่อีกฝ่ายคาดหวัง การไม่กระทำตามแรงยั่วยุ

หากมองในทางปฏิบัติ นี่คือการเสนอให้ระบบระหว่างประเทศเปลี่ยนจากสนามประลองที่มีผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว ไปเป็นพื้นที่ที่อำนาจกระจายตัว ต่างฝ่ายต่างรักษาเกียรติภูมิของตนโดยไม่ต้องหักล้างอีกฝ่ายให้ย่อยยับ

สุดท้ายแล้ว คำถามไม่ใช่ "ใครจะเป็นเบอร์หนึ่ง" หากแต่เป็น: เราจะอยู่ร่วมกันในโลกที่ไม่มีใครเป็นเบอร์หนึ่งได้หรือไม่

ความตั้งใจของผู้เขียน

บทความนี้เขียนขึ้นด้วยความหวังว่า สหรัฐจะเข้าใจจีนมากขึ้น — ไม่ใช่ในฐานะ "ศัตรู" หรือ "คู่ท้าทาย" ตามกรอบคิดแบบธูซิดิดีส แต่ในฐานะอารยธรรมที่มีวิธีคิด ภูมิปัญญา และจารีตการต่างประเทศเป็นของตนเอง

การเข้าใจจีนจากวิธีคิดของจีน ไม่ใช่จากการคาดเดาด้วยกรอบคิดตะวันตก อาจเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ไม่มีใครต้องการ และนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างมีเกียรติและเท่าเทียมในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านนี้

เอนก เหล่าธรรมทัศน์

ภาคีราชบัณฑิต

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1487547926078596&id=100044702075274&post_id=100044702075274_1487547926078596&rdid=sy8dIYxAsUR2Jz5g#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top