Friday, 24 July 2026
THE STATES TIMES TEAM

กกท.ถกสมาคมตะกร้อ!! หารือสมาคมกีฬาตะกร้อไทยพร้อมรับมือ 5 นักกีฬาถูกแบนชั่วคราวไม่กระทบทีม เป้าหมาย 4 เหรียญทองยังมั่นคง เชื่อสมาคมบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กกท. หารือ สมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทย เตรียมแผนสำรองสู้ศึกเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 หาก 5 นักกีฬาได้รับบทลงโทษจากสหพันธ์ตะกร้อนานาชาติ ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท. เชื่อมั่นในการบริหารจัดการของสมาคมฯ แม้ว่าสุดท้ายจะโดนโทษแบน แต่ยังมีนักกีฬาที่สามารถทดแทนกันได้ ยืนยันไม่ส่งผลกระทบต่อเป้าหมาย 4 เหรียญทอง

ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เปิดเผยถึงการเตรียมนักกีฬาตะกร้อทีมชาติไทย กีฬาความหวังเหรียญทอง ในมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ระหว่างวันที่ 19 กันยายน-4 ตุลาคม 2569 ที่เมืองนาโกยา จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่นว่า กรณีที่นักกีฬาตะกร้อทีมชาติไทย 5 คน และสตาฟโค้ชอีก 3 คน ถูกสหพันธ์ตะกร้อนานาชาติ (ISTAF) ลงโทษแบนชั่วคราว จากเหตุการณ์ที่ทีมชาติไทย ตัดสินใจไม่แข่งขันต่อ ในการแข่งขันเซปักตะกร้อ รอบชิงชนะเลิศ ประเภททีมชุดชาย ศึกเวิลด์คัพ 2026 ที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดย กกท. ได้หารือร่วมกับสมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทย เพื่อกำหนดแนวทางและแผนสำรอง รองรับสำหรับการเตรียมทีม เอาไว้ ซึ่งเชื่อว่าสมาคมกีฬาตะกร้อฯ มีศักยภาพในการบริหารจัดการสถานการณ์และสามารถหานักกีฬามาทดแทนได้

“สมาคมกีฬาตะกร้อฯ ชัดเจนตั้งแต่ต้นอยู่แล้วว่าจะทำตามสิทธิ์คือ ยื่นอุทธรณ์ แต่เบื้องต้นไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร คงต้องยอมรับในกติกา และผลการตัดสินของสหพันธ์ฯ ส่วนการอุทธรณ์จะทันการแข่งขันเอเชียนเกมส์หรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เชื่อว่ากระบวนการเหล่านี้ไม่ได้กระทบกับการเตรียมทีมเอเชียนเกมส์ สมาคมฯ สามารถบริหารจัดการได้ และมีนักกีฬาที่พร้อมทดแทนได้” ดร.ก้องศักด กล่าว

สำหรับเป้าหมายของทีมตะกร้อทีมชาติไทยในกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ดร.ก้องศักด ยืนยันว่า สำหรับตะกร้อไม่มีเป้าหมายอื่นนอกจากเหรียญทองเท่านั้น และจากการประเมินความหวังที่ตั้งไว้ถึง 4 เหรียญทอง แม้ว่านักกีฬาอาจจะถูกแบนก็ตาม แต่เชื่อว่าสมาคมกีฬาตะกร้อฯ ยังมีนักกีฬาฝีมือดีอีกหลายคนที่สามารถก้าวขึ้นมาทดแทนได้ และยังมั่นใจว่าทีมตะกร้อไทยจะรักษามาตรฐานในการลุ้นเหรียญทองเอเชียนเกมส์ได้เช่นเดิม

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10306938

“บางจาก” ลุยฮ่องกง!! เปิดตัว Bangchak Hong Kong อย่างเป็นทางการ เชื่อมธุรกิจผสานพลังสร้างการเติบโต พลังงานสีเขียวนำตลาดเอเชียเหนือ ตั้งเป้าสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนทุกภาคส่วน

CEO กลุ่มบริษัทบางจากพร้อมคณะผู้บริหารเยือนฮ่องกง
เปิดศักราช “Bangchak Hong Kong” ต่อยอดแนวคิด “Together, to Greater”

ภายหลังการจัดตั้ง Bangchak Hong Kong (BHK) อย่างเป็นทางการ นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมคณะผู้บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก เดินทางเยือนฮ่องกงเพื่อเริ่มต้นการดำเนินงานภายใต้ชื่อใหม่ พร้อมเปิดอัตลักษณ์ Bangchak Hong Kong ณ สำนักงานใหญ่ คลังน้ำมัน และสถานีบริการน้ำมัน สะท้อนการเริ่มต้นบทใหม่ขององค์กรภายใต้แนวคิด "Together, to Greater" ต่อยอดจากการผสานธุรกิจภายหลังการเข้าซื้อหุ้นเอสโซ่ ประเทศไทยเมื่อปี 2566 เพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันผ่านการผสานศักยภาพของบุคลากร ธุรกิจ และพันธมิตรในระดับภูมิภาค

คณะผู้บริหารได้เยี่ยมชมสถานีบริการน้ำมัน BHK Tsing Yi ซึ่งได้เปลี่ยนป้ายเป็น "Caltex Licensed by Bangchak" โดยในช่วง 2 ปีแรกจะยังคงดำเนินธุรกิจภายใต้แบรนด์คาลเท็กซ์ตามข้อตกลงการให้สิทธิใช้เครื่องหมายการค้า เพื่อสร้างความต่อเนื่องของธุรกิจและความเชื่อมั่นของลูกค้า จากนั้นได้เดินทางไปยังคลังน้ำมัน Tsing Yi และสำนักงานใหญ่ BHK ที่เกาลูน เพื่อเปิดป้ายอัตลักษณ์ Bangchak Hong Kong อย่างเป็นทางการ และพบปะผู้บริหารและพนักงาน โดยนายชัยวัฒน์ได้ขอบคุณทุกคนที่ร่วมกันทำให้การส่งมอบธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และศักยภาพของทีมงาน จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ BHK ภายใต้กลุ่มบริษัทบางจากและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ คณะผู้บริหารยังได้พบผู้บริหารสถาบันการเงิน หน่วยงานภาครัฐ และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน เพื่อยืนยันความต่อเนื่องของการดำเนินธุรกิจและสร้างความเชื่อมั่นต่อทิศทางการดำเนินงานของ BHK

นายชัยวัฒน์กล่าวว่า "การเปลี่ยนชื่อเป็น Bangchak Hong Kong ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนอัตลักษณ์องค์กร แต่เป็นการเริ่มต้นบทใหม่ของการเติบโตร่วมกัน ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทบางจากได้ขยายธุรกิจจากโรงกลั่นน้ำมันและสถานีบริการ สู่การเป็นกลุ่มธุรกิจพลังงานที่มีความหลากหลายและดำเนินธุรกิจในกว่า 10 ประเทศทั่วโลก การเริ่มต้น Bangchak Hong Kong จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของเส้นทางการเติบโตของบางจากฯ ที่จะนำพลังงานสีเขียวอย่างพลังงานชีวภาพสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียเหนือ ตามวิสัยทัศน์ 'รังสรรค์โลกยั่งยืนด้วยนวัตกรรมสีเขียว' ของบางจากฯ ที่เราเชื่อมั่นว่าการเติบโตอย่างยั่งยืนและแข็งแกร่งเกิดจากการสร้างคุณค่าร่วมกันกับพนักงาน ลูกค้า ผู้ถือหุ้น พันธมิตร สังคม และผู้มีส่วนได้เสียทางธุรกิจทุกภาคส่วน"

ทันทีที่ฉันถูกรัฐมนตรีรุม ซ้ายทีขวาที หัวหน้าประชุมอยู่ห้องกรรมาธิการ หูข้างนึงแกฟังกรรมาธิการอยู่ หูอีกข้างแกฟังห้องประชุมสภาอยู่

ทันทีที่ฉันถูกรัฐมนตรีรุม ซ้ายทีขวาที
หัวหน้าประชุมอยู่ห้องกรรมาธิการ หูข้างนึงแกฟังกรรมาธิการอยู่ หูอีกข้างแกฟังห้องประชุมสภาอยู่

ภาพที่ฉันเห็นคือ”หัวหน้า รีบเดินพุ่งเข้ามาในห้องประชุมสภาอย่างรวดเร็ว
กดไมค์ ลุกขึ้นพูด ปกป้องฉันและตอกย้ำเรียกร้องงบป้องกันน้ำท่วมให้คนหาดใหญ่ทัน

ไม่ใช่อิอวย แต่ฉันยอมรับเลยว่า หัวหน้าฉัน แกมีภาวะความเป็นผู้นำในตัวแกสูงมาก

จูรี นุ่มแก้ว
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

นรข.ตัดเส้นทางยานรกริมโขง!! ยึดยาบ้า 5.55 ล้านเม็ด ริมโขงบึงกาฬวันที่ 2 ก.ค. ตรวจพบเรือข้ามแม่น้ำโขงลำเลียงของกลาง ก่อนทะลักเข้าสู่ไทย

นรข. ยึดยาบ้ากว่า 5.55 ล้านเม็ด ริมโขงบึงกาฬ สกัดเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) ยังคงเดินหน้าปฏิบัติภารกิจสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดตามแนวชายแดนทางน้ำอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เมื่อช่วงเช้ามืดของวันนี้ (2 กรกฎาคม 2569) เวลา 03.00 น. สถานีเรือบึงกาฬ สังกัด นรข.เขตหนองคาย สามารถตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ได้จำนวนประมาณ 5,550,000 เม็ด บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านท่าไคร้ ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ พร้อมตรวจยึดรถยนต์ต้องสงสัย 2 คัน และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด โดยผู้กระทำผิดอาศัยความมืดหลบหนีไปได้ อยู่ระหว่างการเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

การปฏิบัติครั้งนี้สืบเนื่องจากการได้รับข่าวกรองว่าขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติจะลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่ประเทศไทยทางแม่น้ำโขง หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) จึงสั่งการให้ นรข.เขตหนองคาย จัดกำลังเข้าซุ่มเฝ้าตรวจและประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ กระทั่งช่วงกลางดึก เจ้าหน้าที่ตรวจพบเรือกีบติดเครื่องยนต์แล่นข้ามมาจากฝั่ง สปป.ลาว ก่อนมีกลุ่มบุคคลลำเลียงกระสอบสีดำขึ้นจากเรือมายังรถยนต์ต้องสงสัย เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ กลุ่มผู้กระทำผิดได้ทิ้งของกลางและหลบหนี ขณะที่เรือได้เร่งเครื่องกลับไปยังฝั่ง สปป.ลาว

จากการตรวจสอบพบยาบ้าบรรจุอยู่ในกระสอบจำนวน 14 กระสอบ รวมประมาณ 5,550,000 เม็ด พร้อมตรวจยึดรถยนต์ 2 คัน โทรศัพท์มือถือ เครื่องชั่งดิจิทัล และสัมภาระที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองบึงกาฬ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการต่อไป

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า ผลการปฏิบัติครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของ นรข. ในการเฝ้าระวังและปกป้องชายแดนทางน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสกัดกั้นยาเสพติดจำนวนมหาศาลไม่ให้เข้าสู่ประเทศไทย และเป็นการสกัดเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติที่ใช้แม่น้ำโขงเป็นเส้นทางลำเลียง และย้ำว่ากองทัพเรือจะยังคงบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มข้น เพื่อสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยให้กับประชาชนและประเทศชาติต่อไป

‘ดร.ปุณกฤษ’ เขียน “วิบัติโลก”!! โดย คอลัมนิสต์ THE STATES TIMES เจาะลึกสงครามข้อมูล “วิบัติโลก ปัจฉิมพยากรณ์” ถอดรหัสโลกบนขอบเหว สงคราม นิวเคลียร์ และวิกฤตเศรษฐกิจโลก ชี้ผลสะเทือนถึงเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์

“วิบัติโลก ปัจฉิมพยากรณ์ จากปฐมบท อิหร่าน สหรัฐฯ อิสราเอล สงครามทำลายล้างตะวันออกกลาง” เขียนโดย “ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล”

สาระสำคัญของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่การติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด เกาะติดเจาะลึกอย่างไม่กระพริบตา ในฐานะบรรณาธิการข่าวต่างประเทศของสำนักข่าว  THE STATES TIMES เนื้อหาสาระในเล่มปรกอบด้วย

- โลกบนขอบเหวแห่งหายนะ 

- รากฐานของความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์

- “นิวเคลียร์” พลังแห่งความกลัว

- ไฟสงครามแห่งภูมิภาคตะวันออกกลาง

- พลวัตทางการทหารของสงครามสมัยใหม่ในตะวันออกกลาง

- ความขัดแย้งในระดับภูมิภาค

- วิกฤตเศรษฐกิจโลก

- ความเกี่ยวข้องกับมหาอำนาจและพันธมิตร

- สงครามข้อมูลข่าวสาร

- ความเป็นไปได้ของสถานการณ์ในอนาคต

“เวียดนาม” บังคับใช้กฎหมาย!! เริ่มปรับผู้เผยแพร่ข่าวปลอมสูงสุด 50 ล้านดอง มีผลตั้งแต่ 1 ก.ค. ครอบคลุมข่าวเท็จ ความรุนแรง และข้อมูลลับของรัฐอย่างเข้มงวด

เวียดนามเอาจริง! เริ่มปรับผู้เผยแพร่หรือแชร์ "เฟกนิวส์" สูงสุด 50 ล้านดอง มีผล 1 กรกฎาคมนี้

รัฐบาลเวียดนามประกาศบังคับใช้ กฤษฎีกาฉบับที่ 174/2026/ND-CP ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ โดยกำหนดบทลงโทษทางปกครองสำหรับผู้ที่เผยแพร่หรือแชร์ข้อมูลผิดกฎหมายบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ

ภายใต้กฎหมายฉบับใหม่ ผู้ที่ เผยแพร่หรือแชร์ข่าวปลอม ข่าวเท็จ ข่าวบิดเบือน หรือข้อมูลที่ทำลายชื่อเสียงของหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคล จะถูกปรับ 20–30 ล้านดองเวียดนาม (ประมาณ 25,000–37,000 บาท) นอกจากนี้ โทษในอัตราเดียวกันยังครอบคลุมถึงการเผยแพร่ภาพความรุนแรง ภาพอุบัติเหตุที่สะเทือนขวัญ การนำผลงานข่าวหรือผลงานที่มีลิขสิทธิ์มาเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต การโฆษณาสินค้าต้องห้าม รวมถึงการแชร์ลิงก์ไปยังเนื้อหาที่กฎหมายเวียดนามห้ามเผยแพร่

ขณะเดียวกัน ผู้ที่เผยแพร่หรือแชร์เนื้อหาที่บิดเบือนประวัติศาสตร์ ปฏิเสธผลงานของการปฏิวัติ บ่อนทำลายความสามัคคีของชาติ ดูหมิ่นศาสนา หรือยุยงให้เกิดการเลือกปฏิบัติทางเพศหรือเชื้อชาติ จะถูกปรับ 30–50 ล้านดองเวียดนาม (ประมาณ 37,000–63,000 บาท)

นอกจากนี้ โทษในอัตราเดียวกันยังใช้กับผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นความลับของรัฐ ข้อมูลส่วนบุคคล หรือข้อมูลเท็จที่ก่อให้เกิดความตื่นตระหนก กระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม หรือการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐ

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1336404261981264/?rdid=vs47p88leLS46gDF#

แลนด์บริดจ์ยังไม่ถูกยกเลิก!! รัฐบาลถอยแลนด์บริดจ์–SEC ชะลอโครงการหลังตั้งวงถกผู้คัดค้าน เปิดทางภาคประชาชนร่วมทบทวน พร้อมชะลอโครงการชุมพร–ระนอง

รัฐบาลถอย “แลนด์บริดจ์-SEC หลังตั้งวงถกผู้คัดค้าน

กลุ่มผู้ชุมนุมคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ กฎหมาย SEC และค้านการขยาย EEC ไปยังจังหวัดปราจีนบุรี ทยอยเดินทางกลับบ้าน หลังประสบชัยชนะเหนือรัฐบาล จากการประชุมร่วมกันระหว่าง “พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กับประสิทธื์ชัย หนูนวล แกนนำผู้ชุมนุมคัดค้าน ได้ข้อสรุปที่ออกมาเป็นบันทึกข้อตกลง
ระหว่าง กระทรวงคมนาคม และกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC )

1. กระทรวงคมนาคมจะไม่เสนอร่างพระราชบัญญัติระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (พ.ร.บ. SEC) ต่อคณะรัฐมนตรี

2. จัดตั้งคณะกรรมการร่วม โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน มีหน่วยงานภาครัฐ สนข. และผู้แทน SEC Watch ร่วมกำหนดแนวทางการพัฒนาภาคใต้

3. ชะลอการดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง เพื่อทบทวนผลการศึกษาและแนวทางการพัฒนา โดยมีคณะกรรมการร่วมและผู้แทนภาคประชาชนเข้าร่วม

4. ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้ยุติการชุมนุมและการเคลื่อนไหว

จากบันทึกข้อตกลง แปลว่า “รัฐบาลแพ้” ได้หรือไม่ ถ้ามองในเชิงการเมือง สามารถกล่าวได้ว่า รัฐบาล “ถอย” จากจุดยืนเดิม

จึงถือว่าฝ่ายคัดค้านสามารถทำให้รัฐบาลหยุดกระบวนการที่กำลังเดินหน้าอยู่ได้ในทางการเมือง นี่ถือเป็น ชัยชนะระยะสั้นของภาคประชาชน แต่ภาษาพาดหัวข่าวอาจจะใช้คำว่า “ถอย” “ถอยกรูด-จะแรงขึ้นมานิด ถ้าใช้คำว่า ”แพ้“จะแรงมาก รัฐบาลก็จะเสียหน้า

ถ้าจะใช้คำว่า “รัฐบาลแพ้” คำนี้ต้องระมัดระวัง
เพราะรัฐบาลไม่ได้ลงนามว่า
-ยกเลิกโครงการแลนด์บริดจ์
-ยกเลิก SEC ตลอดไป
-จะไม่ทำโครงการนี้อีก

รัฐบาลเพียงใช้คำว่า
-“ไม่เสนอ”
-“ชะลอ”
-“ทบทวน”
ซึ่งยังเปิดช่องให้กลับมาเดินหน้าได้ในอนาคต แต่ในทางการเมือง โครงการ หรือแผนงานที่ถอย หรือตั้งกรรมการศึกษา ไม่ค่อยมีนำกลับมาทำ ส่วนใหญ่เป็นเครื่องมือในการยื้อเวลา หรือต่อลมหายใจให้รัฐบาล รัฐบาลยอมถอยในเชิงยุทธศาสตร์ มากกว่า

รัฐบาลเลือกถอย เพื่อลดแรงกดดันจากการชุมนุม
ลดความขัดแย้งในพื้นที่ภาคใต้ ซื้อเวลาเพื่อศึกษาข้อมูลใหม่ ลดความเสี่ยงทางการเมืองในช่วงรัฐบาลยังไม่มั่นคง และมีปัญหามากมายประเดประดังเข้ามาต่อเนื่อง

จากบันทึกข้อตกลงฉบับนี้สะท้อนว่า รัฐบาลเลือก “ถอยหนึ่งก้าว” มากกว่าจะ “แพ้ทั้งกระดาน” โดยยอมระงับการเสนอร่าง พ.ร.บ. SEC ชะลอโครงการแลนด์บริดจ์ และเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนา เพื่อแลกกับการยุติการชุมนุม ขณะที่อนาคตของโครงการยังไม่สิ้นสุด เพราะถ้อยคำในข้อตกลงใช้เพียงคำว่า “ไม่เสนอ” และ “ชะลอ” มิใช่ “ยกเลิก” ทำให้รัฐบาลหรือรัฐบาลชุดต่อไปยังสามารถรื้อฟื้นโครงการได้ หากผ่านการศึกษาทบทวนและได้รับความเห็นชอบตามกระบวนการในอนาคต แต่อาจกล่าวได้ว่า “ถอยเอาเชิง” แต่รัฐบาลนี้จะกล้านำกลับมาปัดฝุ่นทำหรือเปล่า

2 กรกฎาคม 2531 พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ในหลวง ร.9 กษัตริย์นักพัฒนาแห่งแผ่นดินไทย เนื่องในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุด จารึกพระมหากรุณาธิคุณต่อแผ่นดินไทย

วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 เป็นวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย เมื่อมีการประกอบพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ในประวัติศาสตร์ ณ ขณะนั้น

คำว่า “รัชมังคลาภิเษก” มีความหมายถึงพระราชพิธีอันเป็นมงคลยิ่งแห่งราชสมบัติ จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติในวาระสำคัญที่พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในสิริราชสมบัติเป็นระยะเวลายาวนานอย่างเป็นประวัติการณ์ พระราชพิธีครั้งนี้จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชนชาวไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษแห่งรัชสมัย พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายและพระราชหฤทัยในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน โดยเฉพาะการเสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ เพื่อทอดพระเนตรปัญหาของราษฎรด้วยพระองค์เอง

พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกในปี พ.ศ. 2531 จึงมิใช่เพียงพระราชพิธีเฉลิมฉลองระยะเวลาการครองราชย์เท่านั้น แต่ยังเป็นวาระแห่งการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประเทศชาติ ทั้งด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ เกษตรกรรม การศึกษา สาธารณสุข การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การแก้ไขปัญหาความยากจน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ตลอดรัชสมัยของพระองค์ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริจำนวนมากได้ถือกำเนิดขึ้นจากการเสด็จฯ ไปทรงรับฟังปัญหาของประชาชนในพื้นที่จริง พระองค์ทรงมองเห็นว่าการพัฒนาประเทศต้องเริ่มจากการเข้าใจภูมิประเทศ เข้าใจวิถีชีวิต และเข้าใจปัญหาที่แท้จริงของราษฎร จึงเกิดแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบเหมารวม

หนึ่งในหัวใจสำคัญแห่งพระราชกรณียกิจของในหลวง ร.9 คือการพัฒนาน้ำ เพราะน้ำเป็นพื้นฐานของชีวิต เกษตรกรรม และความมั่นคงของชุมชน โครงการฝนหลวง เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ฝายชะลอน้ำ และระบบชลประทานขนาดเล็กจำนวนมาก ล้วนสะท้อนพระราชปณิธานที่ทรงต้องการให้ประชาชนสามารถประกอบอาชีพและดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง

นอกจากด้านการเกษตรและทรัพยากรน้ำแล้ว พระองค์ยังทรงให้ความสำคัญกับการศึกษาและการพัฒนาคน เพราะทรงเห็นว่าความรู้เป็นรากฐานของการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร โครงการส่งเสริมอาชีพ และศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ล้วนเป็นตัวอย่างของพระราชกรณียกิจที่มุ่งให้ประชาชนมีโอกาสเรียนรู้ ทดลอง และนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริง

ในช่วงเวลาที่มีพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ประชาชนชาวไทยทั่วประเทศต่างพร้อมใจกันแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ บรรยากาศของวาระดังกล่าวจึงเต็มไปด้วยความปลื้มปีติ เพราะเป็นช่วงเวลาที่คนไทยได้ร่วมกันระลึกถึงพระมหากษัตริย์ผู้ทรงงานหนักเพื่อแผ่นดินมาอย่างยาวนาน

พระราชพิธีนี้ยังมีความหมายในเชิงประวัติศาสตร์ เพราะเป็นการบันทึกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยที่ครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ ณ เวลานั้น ก่อนที่ต่อมาพระองค์จะทรงครองราชย์ยาวนานถึง 70 ปี นับเป็นรัชสมัยที่ยาวนานและเปี่ยมด้วยพระราชกรณียกิจอันลึกซึ้งต่อประชาชน

ความสำคัญของพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกจึงอยู่ที่การย้ำให้เห็นถึงพระราชสถานะของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย และในขณะเดียวกันก็สะท้อนพระราชจริยวัตรของกษัตริย์นักพัฒนา ผู้ทรงลงพื้นที่ ทรงรับฟังปัญหา และทรงค้นหาแนวทางแก้ไขเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น

สำหรับคนไทยจำนวนมาก ภาพจำของในหลวง ร.9 มิได้อยู่เพียงในพระราชพิธีอันยิ่งใหญ่ หากอยู่ในภาพที่พระองค์เสด็จฯ ไปตามป่าเขา ทุ่งนา ชายแดน และหมู่บ้านห่างไกล พร้อมแผนที่ กล้องถ่ายภาพ ดินสอ และสมุดบันทึก เพื่อทรงศึกษาปัญหาอย่างละเอียด ภาพเหล่านี้ทำให้ประชาชนรู้สึกใกล้ชิดและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างลึกซึ้ง

วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญแห่งพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก วาระเฉลิมพระเกียรติในหลวง ร.9 เนื่องในโอกาสทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ณ ขณะนั้น และเป็นวันที่สะท้อนความผูกพันระหว่างพระมหากษัตริย์กับปวงชนชาวไทยอย่างงดงาม
พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกจึงมิได้เป็นเพียงพิธีแห่งราชสำนัก แต่เป็นวาระแห่งความทรงจำของชาติ เป็นวันที่คนไทยร่วมกันน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประชาชน และเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่ยืนยันถึงพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการทรงงานเพื่อความผาสุกของแผ่นดินไทย

ยุค ‘ทรัมป์’ ไม่มีมิตรภาพฟรี!! สื่อเผยทรัมป์หลุดปากแซะอินเดียไม่ควักเงิน ส่วนยูเครนถูกตีตราเจรจาไม่เป็น เซเลนสกีถูกตราหน้า "นักเจรจาสุดห่วย" ทรัมป์มองมิตรภาพโลกผ่านใบเสร็จรับเงิน

สื่อเผยทรัมป์หลุดคำพูดแฉยับอินเดียชอบของฟรี ส่วนเซเลนสกีคือนักเจรจาสุดห่วย

กลายเป็นหนังสือร้อนฉ่าส่งท้ายเดือนมิถุนายนทันทีเมื่อสองผู้สื่อข่าวสายทำเนียบขาวของ The New York Times ปล่อยหนังสือ "Regime Change" แฉเบื้องลึกห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office) ในช่วงสิบวันแรกของการเข้ารับตำแหน่งสมัยที่สองของโดนัลด์ #ทรัมป์ ซึ่งเนื้อหาข้างในทำเอาทั้งนิวเดลีและเคียฟถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้ เพราะมันสะท้อนว่าในสายตาของประธานาธิบดีนักธุรกิจคนนี้ "มิตรภาพสากล" ไม่มีอยู่จริง มีแต่ "ใบเสร็จรับเงิน" เท่านั้น

1. โมดีและอินเดีย: พันธมิตรร่วมสาบาน ที่ "ไม่เคยจ่ายเงิน"
เรื่องราวสุดแสบสันเกิดขึ้นเมื่อรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ (J.D. Vance) พยายามเสนอไอเดียแก้ปัญหาสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยเสนอให้ #อินเดีย เป็นผู้ส่งกองกำลังรักษาสันติภาพไปตรึงแนวรบ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้กองกำลังนาโตไปกระตุ้นอารมณ์ของวลาดิเมียร์ ปูติน

แต่แวนซ์พูดไม่ทันขาดคำ ทรัมป์ก็เบรกหัวทิ่มพร้อมเสียงหัวเราะด้วยประโยคคลาสสิกว่า:
"คนอินเดียไม่ทำเรื่องแบบนี้หรอก... พวกเขาไม่ยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินให้กับเรื่องประเภทนี้แน่นอน"
แถมยังตบท้ายด้วยการนินทาแบบเจ็บลึกว่า "นายกฯ #โมดี น่ะชอบผมมากนะ และเขาก็อยากมาเยือนด้วย... แต่ก็นั่นแหละ คนอินเดียไม่เคยยอมควักเงินซื้ออะไรเลย"

คำพูดนี้ทำเอาภาพลักษณ์ "ผู้นำกลุ่มประเทศก้าวหน้า" ของอินเดียพังทลาย เพราะในโมเดลธุรกิจของทรัมป์ พันธมิตรมีแค่สองประเภทคือ "พวกที่ยอมจ่ายเงิน" กับ "พวกที่ชอบนั่งรถฟรี (Free Rider)" ซึ่งอินเดียถูกจัดอยู่ในหมวดหลังอย่างไม่ต้องสงสัย ปากบอกเป็นเพื่อนรักอินโด-แปซิฟิก แต่พอตรวจบัญชีกลับพบว่าชอบต่อราคาอาวุธ แถมยังแอบไปซื้อน้ำมันราคาถูกจากรัสเซียแบบเงียบ ๆ

2. เซเลนสกี: นักเจรจาสุดห่วยในสายตานักค้าที่ดิน
ไม่เพียงแค่อินเดียที่โดนด้อยค่า ประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ #เซเลนสกี ของ #ยูเครน ก็โดนทรัมป์ตราหน้ากลางที่ประชุมว่าเป็น "Bad Negotiator" (นักเจรจาที่แย่มาก) ยิ่งไปกว่านั้น สกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีคลัง ยังสำทับด้วยถ้อยคำที่รุนแรงในวงปิด โดยเปรียบเซเลนสกีว่าเป็นเหมือน "มิสเตอร์บีนเวอร์ชันเมายา (Mr. Bean on Adderall)"

เหตุผลที่ทีมงานของทรัมป์เอือมระอาเซเลนสกี เกิดจากการที่ยูเครนพยายามแบมือขอเงินและอาวุธจากสหรัฐฯ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่ในมิติการเจรจาขอบเขตดินแดนหรือการเข้าเป้าหมายนาโต กลับไม่มีความยืดหยุ่นและไม่ยอมปล่อยดีล (Deal) ใด ๆ ออกมา ในสายตาของนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างทรัมป์ การเจรจาที่ไม่รู้จักการ "หมุนไพ่" หรือหยิบยื่นผลประโยชน์ต่างตอบแทน คือการทำธุรกิจที่ล้มเหลวสิ้นดี
เมื่อหน้ากาก "คุณธรรมโลกเสรี" ถูกฉีกกระชาก

สิ่งที่น่าสนใจจากบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ชิ้นนี้ไม่ใช่ความหยาบคายของทรัมป์ แต่เป็น "การเปลื้องผ้า" นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา:
-คำว่า "#ค่านิยมร่วมกัน" (Shared Values): พลิกออกมาดูหลังบ้านก็คือ "#ร่วมกันหารค่าใช้จ่าย" (Shared Bills) วันนี้ไม่ว่าจะเป็นยุโรป อินเดีย หรือประเทศไหน ๆ ต่างต้องตื่นจากฝันหวานและกลับมาคำนวณตัวเลขใหม่ว่าการเป็นเพื่อนกับวอชิงตันมีราคาที่ต้องจ่ายเท่าไหร่

-สัจธรรมของประเทศขนาดเล็ก: ฉากทัศน์ของยูเครนคืออุทาหรณ์ชั้นดีว่า "การขายความน่าสงสาร" เพื่อแลกความช่วยเหลือทางการทหารมันมี "ช่วงเวลาหมดอายุ" เมื่อใดที่ผู้ควบคุมโรงละครในวอชิงตันเปลี่ยนคน บัญชีหนี้สินทั้งหมดจะถูกส่งกลับไปเรียกเก็บที่เจ้าตัวทันที

สุดท้ายนี้ ทั้งพันธมิตรประเภท "ชอบนั่งฟรี" และแขกรับเชิญประเภท "นักเจรจาสุดบูด" ต่างก็ติดกับดักเดียวกัน นั่นคือการลืมตื่นมาส่องกระจกแล้วถามตัวเองว่า "บนโต๊ะเจรจาของมหาอำนาจ... ตนเองมีไพ่ในมือที่กำหนดชะตาชีวิตตัวเองได้จริง ๆ กี่ใบกันแน่?"

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1029934099544129&id=100075826461941&rdid=mTbMLQOydp6No8My#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top