Saturday, 6 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

21 พฤษภาคม 2531 “กรมสมเด็จพระเทพฯ” เสด็จเปิด “อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง” หมุดหมายสำคัญของการอนุรักษ์มรดกขอมบนแผ่นดินไทย ตอกย้ำคุณค่ามรดกอารยธรรมขอมในไทย

21 พฤษภาคม พ.ศ. 2531 กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จเปิด “อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง” หมุดหมายสำคัญของการอนุรักษ์มรดกขอมบนแผ่นดินไทย

วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2531 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของวงการประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทย เมื่อ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง อย่างเป็นทางการ หลังกรมศิลปากรดำเนินการบูรณะปราสาทพนมรุ้งต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่ปี 2514 ถึง 2531 จนแล้วเสร็จ เหตุการณ์ครั้งนั้นจึงนับเป็นหมุดหมายสำคัญของการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมไทยในระดับชาติอย่างแท้จริง

ความสำคัญของการเปิดอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ไม่ได้อยู่เพียงการเปิดแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่ง แต่คือการเปิดพื้นที่เรียนรู้ของคนไทยต่ออารยธรรมขอมโบราณที่เคยรุ่งเรืองบนผืนแผ่นดินไทย เพราะพนมรุ้งได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งใน ปราสาทหินศิลปะแบบขอมที่งดงามและมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ทั้งในแง่ศิลปกรรม ทำเลที่ตั้ง และความสมบูรณ์ขององค์ประกอบสถาปัตยกรรม

ปราสาทพนมรุ้งตั้งอยู่บนยอด ภูเขาไฟดับ ในพื้นที่ตำบลตาเป๊ก อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ทำให้มีลักษณะโดดเด่นแตกต่างจากโบราณสถานขอมหลายแห่ง ตัวปราสาทตั้งอยู่บนที่สูงราว 200 เมตรจากพื้นราบ และราว 350 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง กรมศิลปากรอธิบายว่าเขาพนมรุ้งและศาสนสถานบนยอดเขาถูกสร้างขึ้นภายใต้คติศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย โดยเปรียบยอดเขาแห่งนี้เสมือน เขาไกรลาส อันเป็นที่ประทับของพระศิวะ จึงทำให้พนมรุ้งมีความสำคัญทั้งในเชิงสถาปัตยกรรมและเชิงคติจักรวาลวิทยา

คำว่า “พนมรุ้ง” เองก็มาจากภาษาเขมรคำว่า “วนํรุง” แปลว่า ภูเขาอันกว้างใหญ่ หรือภูเขาใหญ่ และชื่อดังกล่าวยังปรากฏในศิลาจารึกอักษรขอมที่พบในพื้นที่ด้วย กลุ่มอาคารบนยอดเขาพนมรุ้งมีการก่อสร้างต่อเนื่องหลายยุคสมัย ตั้งแต่ราว พุทธศตวรรษที่ 15 ถึง 18 สะท้อนความต่อเนื่องของความศักดิ์สิทธิ์และความสำคัญของสถานที่แห่งนี้ในโลกของอารยธรรมขอมเป็นเวลาหลายร้อยปี

นักวิชาการและข้อมูลของกรมศิลปากรระบุว่า ปราสาทพนมรุ้งมีความเชื่อมโยงกับราชวงศ์มหิธรปุระ และเกี่ยวข้องกับ นเรนทราทิตย์ ผู้มีสายสัมพันธ์กับ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้สร้างนครวัด จึงทำให้พนมรุ้งไม่ใช่เพียงศาสนสถานท้องถิ่น แต่เป็นส่วนหนึ่งของโลกอารยธรรมขอมขนาดใหญ่ที่มีเครือข่ายอำนาจ ศิลปกรรม และความเชื่อเชื่อมโยงกันข้ามภูมิภาค

สิ่งที่ทำให้พนมรุ้งมีชื่อเสียงมากเป็นพิเศษ คือความงดงามของผังสถาปัตยกรรมที่วางอย่างมีความหมายเชิงพิธีกรรม เริ่มจากทางเดินนาคราช สะพานนาคราช บันไดทางขึ้น ลานชั้นต่าง ๆ ไปจนถึงองค์ปรางค์ประธานที่ตั้งตระหง่านอยู่บนแกนกลางของภูเขา ทั้งหมดนี้แสดงถึงภูมิปัญญาทางสถาปัตยกรรมและพิธีกรรมของช่างขอมอย่างวิจิตร และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้พนมรุ้งได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในโบราณสถานที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

ก่อนจะเปิดเป็นอุทยานประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการ กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทพนมรุ้งเป็นโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษาตั้งแต่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478 และต่อมาได้กำหนดขอบเขตพื้นที่โบราณสถานเพิ่มเติมในปี 2519 จากนั้นจึงดำเนินโครงการบูรณะขนาดใหญ่ยาวนาน 17 ปี โดยใช้เทคนิคการอนุรักษ์แบบ anastylosis หรือการรื้อชิ้นส่วนอาคารออกมาจัดระบบ ศึกษา และประกอบกลับคืนอย่างใกล้เคียงของเดิมที่สุด วิธีนี้ทำให้การบูรณะพนมรุ้งได้รับการยอมรับอย่างสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ดังนั้น การเสด็จพระราชดำเนินเปิดอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2531 จึงมีความหมายมากกว่า “พิธีเปิด” เพราะเป็นการประกาศความสำเร็จของความพยายามอนุรักษ์โบราณสถานระดับชาติ ที่เปลี่ยนซากสถาปัตยกรรมโบราณให้กลับมาเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และวัฒนธรรมของคนไทยได้อย่างสง่างามอีกครั้ง

ในเวลาต่อมา พนมรุ้งยังได้รับการยอมรับกว้างขึ้นในเวทีนานาชาติ โดยมีการเสนอชื่อเข้าสู่บัญชีเบื้องต้นเพื่อพิจารณาเป็นแหล่งมรดกโลกในปี 2005 และยังเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยว นักเรียน นักวิชาการ และผู้สนใจประวัติศาสตร์จากทั่วโลก ความมีชื่อเสียงนี้ยิ่งตอกย้ำว่าเหตุการณ์วันที่ 21 พฤษภาคม 2531 คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้พนมรุ้งก้าวจากโบราณสถานท้องถิ่น สู่การเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่คนทั้งประเทศภาคภูมิใจ

เมื่อมองย้อนกลับจากวันนี้ วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2531 จึงเป็นหมุดหมายสำคัญของทั้งบุรีรัมย์และประเทศไทย เป็นวันที่มรดกขอมโบราณอันยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของแผ่นดินไทยได้รับการเปิดอย่างเป็นทางการในฐานะ อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง และเป็นวันที่สะท้อนให้เห็นว่าการอนุรักษ์อดีต ไม่ใช่เพียงการเก็บซากอิฐหินไว้ให้คงอยู่ แต่คือการคืนชีวิตให้ประวัติศาสตร์ กลับมาเล่าเรื่องอารยธรรม ความเชื่อ และความรุ่งเรืองของผู้คนในอดีตแก่คนรุ่นปัจจุบันและอนาคต

ครม. สั่งยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน!! รัฐบาลยกเลิกมาตรการ ผ.60 นักท่องเที่ยว 93 ประเทศกลับเข้าเกณฑ์เดิม 30 วัน เตรียมแจ้งหน่วยงานดำเนินการ รัฐบาลคืนระบบเดิม คุมเข้มท่องเที่ยว–ธุรกิจระยะสั้น

เมื่อวานนี้ วันที่ 19 พฤษภาคม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติให้ยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน สำหรับนักท่องเที่ยวจากกว่า 90 ประเทศ รวมถึงกรณีของประเทศที่มีสิทธิ์ได้รับวีซ่ามากกว่า 1 ประเภท ก็ให้ยกเลิกเช่นเดียวกัน โดยจะกลับไปใช้หลักเกณฑ์เดิม

หลังจากนี้ จะมีการแจ้งมติดังกล่าวไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ทั้งนี้ รายชื่อประเทศและดินแดนที่ผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดา หรือเอกสารที่ใช้แทนหนังสือเดินทาง สามารถเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว เพื่อการท่องเที่ยว การทำงาน หรือการติดต่อธุรกิจระยะสั้น โดยได้รับการยกเว้นการตรวจลงตรา และสามารถพำนักอยู่ในราชอาณาจักรได้ไม่เกิน 60 วัน หรือที่เรียกว่า ผ.60 มีทั้งหมด 93 ประเทศ

รายชื่อ 93 ประเทศ ยกเลิก ‘ฟรีวีซ่า 60 วัน’ 
กลับไปใช้หลักเกณฑ์เดิม (30 วัน)

- กลุ่มประเทศนอร์ดิก: สวีเดน, เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, ไอซ์แลนด์, นอร์เวย์

- กลุ่มประเทศยุโรป: แอลเบเนีย, อันดอร์รา, ออสเตรีย, เบลเยียม, บัลแกเรีย, โครเอเชีย, ไซปรัส, เช็กเกีย, เอสโตเนีย, ฝรั่งเศส, จอร์เจีย, เยอรมนี, กรีซ, ฮังการี, ไอร์แลนด์, อิตาลี, คอซอวอ, ลัตเวีย, ลิกเตนสไตน์, ลิทัวเนีย, ลักเซมเบิร์ก, มอลตา, โมนาโก, เนเธอร์แลนด์, โปแลนด์, โปรตุเกส, โรมาเนีย, รัสเซีย, ซานมารีโน, สโลวาเกีย, สโลวีเนีย, สเปน, สวิตเซอร์แลนด์, ตุรกี, ยูเครน, สหราชอาณาจักร

- กลุ่มเอเชีย: ภูฏาน, บรูไน, กัมพูชา, จีน, ฮ่องกง, อินเดีย, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, คาซัคสถาน, เกาหลีใต้, ลาว, มาเก๊า, มาเลเซีย, มัลดีฟส์, มองโกเลีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ศรีลังกา, ไต้หวัน, อุซเบกิสถาน, เวียดนาม

- กลุ่มตะวันออกกลาง: บาห์เรน, อิสราเอล, จอร์แดน, คูเวต, โอมาน, กาตาร์, ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

กลุ่มอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และแคริบเบียน: แคนาดา, คิวบา, โดมินิกา, สาธารณรัฐโดมินิกัน, กัวเตมาลา, จาเมกา, เม็กซิโก, ปานามา, ตรินิแดดและโตเบโก, สหรัฐอเมริกา

- กลุ่มอเมริกาใต้: บราซิล, โคลอมเบีย, เอกวาดอร์, เปรู, อุรุกวัย

- กลุ่มโอเชียเนีย: ออสเตรเลีย, ฟิจิ, นิวซีแลนด์, ปาปัวนิวกินี, ตองกา

- กลุ่มแอฟริกา: มอริเชียส, โมร็อกโก, แอฟริกาใต้

ที่มา ไทยรัฐ - https://www.thairath.co.th/news/politic/2933830
เดลินิวส์ https://www.dailynews.co.th/news/5874610/

วิกฤตพลังงานโลกไม่สะเทือน!! ปตท. เดินหน้าสู่ Global LNG Player พร้อมเร่ง CCS–ปลูกป่า หนุน Net Zero ประเทศ ลงทุนโรงกลั่นกว่า 1.11 แสนล้าน เพิ่มความยืดหยุ่น รับน้ำมันดิบหลายแหล่งแทนตะวันออกกลาง

ปตท. เดินหน้าช่วยไทยฝ่าวิกฤตพลังงานโลก ดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส เพื่อเติบโตอย่างมั่นคง 

วันนี้ (20 พฤษภาคม 2569) – ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาสแรกปี 2569 ด้วยกำไรสุทธิ 25,738 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,423 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.4 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 

จากปัญหาความไม่สงบในตะวันออกกลาง ปตท. รับมือสถานการณ์จากการวางรากฐานเครือข่ายธุรกิจการค้าระหว่างประเทศที่มีสำนักงานกระจายอยู่ทั่วโลก ทำให้สามารถปรับการจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งต่างๆ ทดแทนจากตะวันออกกลางได้อย่างรวดเร็วอีกทั้งโรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ได้ลงทุนล่วงหน้ากว่า 111,000 ล้านบาท ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาทำให้โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. มีความเสถียรของเครื่องจักร (Reliability) และความยืดหยุ่น (Flexibility) ในการรองรับน้ำมันดิบจากหลากหลายแหล่ง นอกจากนี้การซ้อมแผนฉุกเฉินอย่างสม่ำเสมอ ทำให้กลุ่ม ปตท. รับมือวิกฤตได้ทันที 

กลุ่ม ปตท. ติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศอย่างใกล้ชิด จัดตั้งศูนย์บริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (PTT Incident Command System : PTT ICS) ทันทีเมื่อเกิดวิกฤต เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศ และบริหารจัดการธุรกิจตลอด Supply Chain โดยตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือนในช่วงมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมา โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. เดินเครื่องเต็มกำลังมากกว่า 100% ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย สำหรับธุรกิจปิโตรเคมี บริษัทในกลุ่ม ปตท. เดินเครื่อง ปิโตรเคมีเต็มกำลัง สร้าง Security of Supply ช่วยให้ลูกค้าในอุตสาหกรรมต่อเนื่องตลอดห่วงโซ่อุปทานเม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์ มีวัตถุดิบใช้อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ปตท. ปรับแผนการจัดหาและการผลิตก๊าซธรรมชาติเพื่อจัดส่งให้โรงไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยจัดหา Spot LNG จากประเทศนอกกลุ่มตะวันออกกลางตามที่ได้รับมอบหมายจากภาครัฐ ตลอดจนเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 6 เพื่อให้โรงแยกก๊าซฯ ทุกหน่วยเดินเครื่องได้เต็มกำลัง ทำให้สามารถส่งก๊าซฯ ให้โรงไฟฟ้าและผลิต LPG เข้าสู่ระบบตามแผนอย่างต่อเนื่อง และจัดสรร LPG ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศเป็นหลัก

ในช่วงวิกฤต ปตท. บริหารสภาพคล่องทางการเงินเพื่อรองรับการรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยในภาวะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จัดเตรียมสภาพคล่องเพิ่มขึ้นถึง 230,000 ล้านบาท ประกอบด้วยหลักประกันในการจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call) ประมาณ 63,000 ล้านบาท เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) สำหรับการจัดหาน้ำมันและก๊าซฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 137,000 ล้านบาท เงินค้างชำระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากการชดเชยราคา ประมาณ 35,000 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นถึงกว่า 600 ล้านบาทต่อเดือน หรือประมาณ 7,000 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งมีการเปิดเผยและรายงานข้อมูลต่อหน่วยงานภาครัฐอย่างโปร่งใส และให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม

นอกจากนี้ ปตท. ยังเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจตามแผนกลยุทธ์ โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญ ประกอบด้วย ธุรกิจ Hydrocarbon ที่เป็นธุรกิจหลักของกลุ่ม ปตท. โดย ปตท.สผ. เร่งสำรวจและผลิต เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศและเติบโตต่างประเทศตามแผน สำหรับ ธุรกิจ LNG ปตท. เร่งขยาย Portfolio มุ่งสู่การเป็น Global LNG Player ตามเป้าหมาย 10 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2573 และเพิ่มเป็น 15 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2578 ด้านธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ปตท. ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) สนับสนุนการศึกษาความร่วมมือทางธุรกิจของ GC  และ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) (SCGC) ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ สอดคล้องตามยุทธศาสตร์ P&R Portfolio Reshape ที่มุ่งสร้าง Synergy ยกระดับปิโตรเคมีไทย สู่ National Champion

การดำเนินงานด้านความยั่งยืน ปตท. ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในดัชนี Dow Jones Best-in-Class Index ต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 สะท้อนมาตรฐานการดำเนินงานระดับสากล ภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่ดี ควบคู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกกระบวนการดำเนินงาน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ

พร้อมกันนี้ กลุ่ม ปตท. ยังเร่งขับเคลื่อนการลดคาร์บอน ผ่านการพัฒนาโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) โดยมี ปตท.สผ. เป็นผู้นำร่องพัฒนา CCS ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติโครงการอาทิตย์ในอ่าวไทย ซึ่งมีความก้าวหน้าเป็นไปตามแผนงาน ตั้งเป้าเริ่มกระบวนการเก็บกักคาร์บอนในปี 2571 ขณะที่สถาบันปลูกป่าและระบบนิเวศ ปตท. มีพื้นที่ปลูกป่าใหม่สะสม ปี 2566 – 2569 กว่า 146,000 ไร่ เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

การดำเนินการ Profit Enhancement Initiatives ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความแข็งแรงภายในให้ทั้งกลุ่ม ปตท. สะท้อนในผลกำไรสุทธิในไตรมาส 1 โดยรวมกว่า 3,000 ล้านบาท  โดยมีความก้าวหน้าในโครงการต่างๆ ตามแผนได้แก่ โครงการ MissionX พร้อมทั้งขับเคลื่อน Digital Transformation ผ่านโครงการ AXIS โดยมุ่งเน้นการนำ Digital Tools และ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน นอกจากนี้ยังเดินหน้าเสริมความร่วมมือด้าน Supply Chain และ Marketing ทั้งในและต่างประเทศผ่านโครงการ P1 และ D1  รวมถึงโครงการ Asset Monetization (A1) เพื่อบริหารการใช้สินทรัพย์ในกลุ่ม ปตท. ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งการดำเนินงานด้าน Financial Excellence (F1) เพื่อรักษาวินัยทางการเงินและบริหารสภาพคล่องกระแสเงินสดของกลุ่ม ปตท. อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว 

การดำเนินงานด้านสังคม ปตท. มุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย ควบคู่การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม พร้อมเคียงข้างสังคมไทยในยามวิกฤตต่างๆ โดยช่วยลดภาระค่าครองชีพด้านพลังงานของประชาชน เบื้องต้นมีมูลค่ารวมประมาณ 13,000 ล้านบาท อีกทั้งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ส่งเสริมผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงวัย เกษตรกร และชุมชนให้มีอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืน

ทั้งนี้ ที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้อนุมัติจ่ายเงินปันผลในอัตรา 2.30 บาทต่อหุ้น โดยเป็นเงินปันผลจ่ายสำหรับผลประกอบการประจำปี 2.10 บาทต่อหุ้น และเพิ่มเงินปันผลพิเศษเป็นครั้งแรกอีก 0.20 บาทต่อหุ้น พร้อมอนุมัติวงเงินกู้เพื่อสำรองการดำเนินงานและการขยายงานในอนาคต ในขณะเดียวกันยังคงรักษาวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด และได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับที่แข็งแกร่งเทียบเท่าประเทศ (BBB+) สะท้อนฐานะการเงินแข็งแกร่งพร้อมรองรับการขยายงานตามกลยุทธ์ในอนาคตและสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น

ปตท. ยึดมั่นในวิสัยทัศน์ “ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน” พร้อมยืนหยัดดูแลความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ บริหารจัดการพลังงานอย่างเต็มศักยภาพ และดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศผ่านความท้าทายและก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

อีอีซีเดินหน้า!! กพอ. เห็นชอบ Smart Logistics ฉะเชิงเทรา คาดลงทุน 1,350 ล้านบาท เชื่อมลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย ชูศักยภาพอุตสาหกรรม–สมุนไพร–โครงสร้างพื้นฐาน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 1/2569 วันที่ 20 พฤษภาคม 2569
ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ชั้น 3 ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เป็นเลขานุการการประชุมฯ ทั้งนี้ กพอ. ได้พิจารณา และมีมติในเรื่องที่สำคัญ ดังนี้

1. เห็นชอบ การประกาศเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม ได้แก่ เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ สมาร์ท
โลจิสติกส์ (ฉะเชิงเทรา) เนื้อที่ประมาณ 29 ไร่ บริเวณถนนสุขุมวิท หลักกิโลเมตรที่ 72 อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ได้แก่ อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ด้านบริการโลจิสติกส์ต้นแบบที่นำเทคโนโลยี และนวัตกรรมขั้นสูง มาให้บริการเป็นศูนย์กระจายสินค้าที่ทันสมัย (International Distribution Center : IDC)ที่ให้บริการกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ส่งออก/นำเข้าสินค้าระหว่างประเทศที่ต้องการความแม่นยำสูง ที่มีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย อาทิ เทคโนโลยี 5G ระบบติดตาม GPS การใช้หุ่นยนต์ AGV (Automated Guided Vehicle) การใช้ชั้นวางอัตโนมัติ (ASRS) หรือชั้นวางอัจฉริยะ และการประมวลผลข้อมูลด้วย AI (Artificial Intelligence) คาดว่าจะเกิดเงินลงทุนในพื้นที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าว ประมาณ 1,350 ล้านบาท เกิดการจ้างงานประมาณ 350 คน รวมทั้งเกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ความเชี่ยวชาญจากผู้ประกอบกิจการ เพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้งานยกระดับงานบริการโลจิสติกส์อัจฉริยะ (Smart Logistics) ต่อไป

2.  รับทราบ ผลการศึกษาโครงการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ที่ สกพอ. ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของการกำหนดให้ จังหวัดปราจีนบุรี เป็นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพิ่มเติม โดยมีความโดดเด่นด้านทำเลที่ตั้ง ข้อได้เปรียบเชิงพื้นที่และความสอดคล้องกับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สามารถเชื่อมต่อกับพื้นที่อีอีซี มีโรงงานร้อยละ 25 ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการเป็นเมืองสมุนไพรที่สามารถต่อยอดอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ด้านโครงสร้างพื้นฐาน มีถนนเชื่อมโยงพื้นที่อีอีซี และกรุงเทพ ผังเมืองและนิคมอุตสาหกรรมสามารถรองรับการลงทุนใหม่ได้ในอนาคต และด้านความพร้อมทรัพยากรน้ำและแรงงานที่มีเพียงพอสำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายระยะเร่งด่วนภายใน 1 – 2 ปี ที่จำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และมีโครงการสำคัญ คือ การจัดการขยะชุมชน ด้วยการจัดตั้งโรงไฟฟ้าจากขยะอย่างครบวงจร การจัดการน้ำเสียชุมชน และการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อรักษาสมดุลระหว่างอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ทั้งนี้ กพอ. เห็นชอบในหลักการ ในการกำหนดให้จังหวัดปราจีนบุรีเป็นพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพิ่มเติม โดยขอให้ สกพอ. รับความเห็นและข้อสังเกตต่างๆ จากกรรมการ กพอ. ไปจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติม และนำมาเสนอ กพอ. พิจารณาอีกครั้งเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป 

นอกจากนั้น กพอ. ได้รับทราบความคืบหน้าการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดย สกพอ.
ได้ขับเคลื่อนให้เกิดการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ รวม 46 แห่ง (รวมที่อยู่ในระหว่างรอเสนอ ครม. เพื่อทราบ 7 แห่ง) การให้บริการแบบเบ็ดเสร็จครบวงจรของสกพอ. (EEC OSS) ที่สามารถให้บริการแล้วมากกว่า 50 รายการคำขอ ครอบคลุมการขอจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ การขอรับสิทธิประโยชน์ และการขออนุมัติอนุญาตตามกฎหมายได้ 7 ฉบับ อาทิ การขุดดินถมดิน การก่อสร้างอาคาร และด้านสาธารณสุข เป็นต้น รวมถึงความคืบหน้าในการจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค การพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการเชื่อมโยงประโยชน์การลงทุนสู่พื้นที่และชุมชน

‘คิวเรียส คันไป’ ลุยคราฟต์สาเก ยกระดับศิลปะการดื่มด้วยสาเกพรีเมี่ยม คว้าสิทธิ์ "บรุกลิน คุระ" จากนิวยอร์ก จับกลุ่ม GEN ใหม่ขยายตลาดเครื่องดื่ม เสิร์ฟคู่เมนูหลากหลายชาติเพิ่มรสชาติ

“คิวเรียส คันไป” ยกระดับ “ศิลปะแห่งการดื่ม” คว้าคราฟต์สาเก

จากนิวยอร์ก “Brooklyn Kura” เสิร์ฟสายเทส เขย่าตลาดเครื่องดื่มพรีเมี่ยม

นายสกล สุริยะโชติ ผู้ก่อตั้ง และ ผู้เชี่ยวชาญการคัดสรรสาเก (Sake Curator) กลุ่ม คิวเรียส คันไป (Curious Kanpai)  และ นางสาวกุลศิริ ไชยนพกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ คิวเรียส คันไป ร่วมเปิดเผย ถึงผลสำเร็จในการยกระดับธุรกิจของกลุ่ม คิวเรียส คันไป ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำด้านการบริการคัดสรรสาเก  พรีเมี่ยมคุณภาพสูง คว้าสิทธิ์ “บรุกลิน คุระ” (Brooklyn Kura) สาเกพรีเมี่ยมจากแหล่งผลิตในสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ได้รับสิทธิ์การทำตลาดเมื่อปี 2568 และเป็นประเทศที่สองในเอเชียต่อจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อสร้างประสบการณ์การดื่มในประเทศไทย ซึ่งมีวัฒนธรรมที่โดดเด่นด้านการสร้างสรรค์เมนูอาหารที่หลากหลายและปรุงอย่างพิถีพิถัน จากร้านอาหารชั้นนำและบาร์ในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด ศิลปะแห่งการดื่มอย่างมีรสนิยม

“บรุกลิน คุระ เป็นเครื่องดื่มที่อยู่ในเซกเมนต์ “Craft Sake” โดยนำมาจับคู่กับเมนูอาหารหลากหลายสัญชาติไม่จำกัดเฉพาะกับอาหารญี่ปุ่น เราได้สร้างสรรค์เมนูอาหารที่จับคู่กับ บรุกลิน คุระ หลากหลายสัญชาติ ทั้ง ไทยดั้งเดิม ไทยครีเอทีฟ ฝรั่งเศส อิตาเลียน ญี่ปุ่น สแกนดิเนเวีย จีน-ไทย และอีสานฟิวชัน จึงเหมาะที่จะเป็นเครื่องดื่มสำหรับเพิ่มรสชาติให้กับอาหารได้ ซึ่งไม่ได้แข่งกับสาเกญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมโดยตรง” นายสกล กล่าว

ปัจจุบันตลาดเครื่องดื่มในประเทศไทย มีมูลค่าตลาดรวมกว่า 500,000 ล้านบาท โดยกลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีมูลค่าตลาดรวมราว 110,000 ล้านบาท

เปิดเกมรุกขยายฐาน GEN ใหม่  

นางสาวกุลศิริ ไชยนพกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ คิวเรียส คันไป กล่าวว่า “ความเหนือระดับของ “บรุกลิน คุระ” คือการมุ่งสร้างประสบการณ์ให้กับนักดื่ม GEN ใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์การดื่มที่พิถีพิถัน ใส่ใจและมีรสนิยมในการดื่ม ควบคู่กับเมนูอาหารที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง เหมือนเลือกร้านอาหาร เลือกการแต่งตัว ที่ได้ค้นพบว่านักดื่ม GEN ใหม่ มีความสนใจเรื่องราว งานคราฟต์ และการค้นพบ พวกเขาพร้อมลองไวน์ธรรมชาติ จากจอร์เจีย เมสกัลจากโออาซากา หรือ Craft Sake จาก “บรุกลิน คุระ” ไม่ใช่เพราะเทรนด์ แต่เพราะต้องการสัมผัสด้วยประสบการณ์จากการดื่มจริง ๆ เพื่อค้นพบความพิเศษ คนกลุ่มนี้ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ ที่วงการอาหาร และเครื่องดื่มกำลังเปิดกว้างสำหรับคนที่กล้าลอง แต่รอบรู้เรื่องอาหาร หลงใหล และเปิดกว้างกับการสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ เชื่อลิ้นตัวเองมากกว่ายี่ห้อดัง และชอบแชร์ของดีให้เพื่อน”

“สาเก ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ดื่มได้สนุก เข้ากันได้กับอาหารทุกประเภท ทั้ง ส้มตำ ผัดไทย ซีฟู้ดย่าง หรือ อาหารฝรั่งเศสสไตล์บิสโทร ในฐานะที่ คิวเรียส คันไป เป็นบริษัทที่ทำหน้าที่คัดสรรและเผยแพร่ความรู้เรื่องสาเก  บริษัทมุ่งเน้นการสื่อสารโดยให้ความรู้ด้านกลิ่น รสชาติ และ การจับคู่อาหาร ผ่านแพลตฟอร์ม Online  Facebook และ Instagram เป็นหลัก” นางสาวกุลศิริ กล่าว

นำร่อง คราฟต์สาเก 3 ตัวดัง

“บรุกลิน คุระ” นำร่อง สาเก 3 ตัวดังรุ่นเดียวกับการเปิดตัวครั้งแรกในญี่ปุ่นร่วมกับเมนูอาหารหลากหลาย ได้แก่ 1.ออสซิเดนทัล จุนไม/คราฟท์ สาเก (Occidental Junmai/Craft Sake (Dry-Hopped)) คู่กับ ส้มตำ แลมป์เบอร์เกอร์ ทูน่าสเต็กย่าง หมูย่าง 2.แคทสกิล จุนไม ไดกินโจ (Catskills Junmai Daiginjo) คู่กับ ซาชิมิ ซูชิ อาหารทะเล ยำวุ้นเส้น 3.แกรนด์ แพรรี่ จุนไม กินโจ (Grand Prairie Junmai Ginjo) คู่กับ อาหารทะเลย่าง ผัดไทย ชาร์คูเทอรี ทูน่า ทาร์ทาร์ (Tuna Tartare) 

“เรามั่นใจว่าการเปิดตัว “บรุกลิน คุระ” จะได้รับการตอบรับจากกลุ่มผู้รักการดื่มและอาหารในสไตล์ตัวเองทั้งในประเทศไทยและในระดับอาเซียนของกลุ่ม GEN ใหม่ และกลุ่มนักท่องเที่ยวอย่างรวดเร็ว ภายใต้กลยุทธ์การสร้างการรับรู้การถ่ายทอดตำนานสาเก ร่วมกับเมนูอาหารที่หลากหลายในประเทศไทย”

อนึ่ง บริษัทฯ ปฏิบัติ และดำเนินธุรกิจภายใต้กฎหมายควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทย โดยมุ่งมั่นสร้างความเข้าใจ และให้ความรู้เรื่องวัฒนธรรมสาเก รวมถึงศิลปะของการดื่มสาเกอย่างแท้จริงในเมืองไทย

OTOP ไทยครองใจชาวญี่ปุ่น กรมการพัฒนาชุมชนปลื้ม ยอดขาย Thai Festival 2026 ทะลุเป้า พุ่งสวนตลาดญี่ปุ่น ยอดขายกว่า 2 ล้านบาท สะท้อนพลังคราฟต์ไทยบนเวทีสากล

กรมการพัฒนาชุมชน ปลื้ม OTOP ไทยครองใจชาวญี่ปุ่น กวาดยอดขายทะลุเป้า

ต่อยอดออร์เดอร์–เจรจาการค้า ดันสินค้าไทยสู่ตลาดโลก

ระหว่างวันที่ 9–10 พฤษภาคม 2569 ณ สวนโยโยงิ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย นำผู้ประกอบการ OTOP ไทยเข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในงานเทศกาลไทย หรือ Thai Festival 2026 ครั้งที่ 26 งานในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อยกระดับสินค้าไทยจาก “สินค้าชุมชน” สู่ “งานคราฟต์ระดับนานาชาติ” ผ่านการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับการออกแบบร่วมสมัย ภายใต้แนวคิด “OTOP Thai Craft: Beat Your Heart” ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีเอกลักษณ์ คุณภาพ และสะท้อนเรื่องราวทางวัฒนธรรมไทย

ในโอกาสนี้ ได้รับเกียรติจากนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยกล่าวว่า งานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว นับเป็นเทศกาลไทยที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 300,000 คนต่อปี

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดเผยว่า การเข้าร่วมงาน Thai Festival 2026 ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายโอกาสทางการค้าและสร้างการรับรู้สินค้า OTOP ไทยในตลาดต่างประเทศ สำหรับการนำผู้ประกอบการสินค้า OTOP จากทั่วประเทศกว่า 23 แบรนด์ชั้นนำ เข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในครั้งนี้ นับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยตลอด 2 วันของการจัดงาน สามารถสร้างยอดจำหน่ายรวม 2,081,370 บาท แบ่งเป็นยอดจำหน่ายสินค้าภายในงาน 1,966,570 บาท และยอดสั่งซื้อเพิ่มเติม (Order) อีก 114,800 บาท ครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท

ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ ระฆังทอง จ.อุบลราชธานี มียอดจำหน่ายสูงกว่า 269,780 บาท รองลงมา ได้แก่ พรีม่าเพิร์ล จ.ภูเก็ต จำหน่ายได้ 177,325 บาท อันดับ 3 กลุ่มแปรรูปผ้าย้อมสีธรรมชาติ Indygo จ.สกลนคร จำหน่ายได้ 111,889 บาท สะท้อนความนิยมของผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีคุณภาพ มีอัตลักษณ์ และมีเรื่องราวของผลิตภัณฑ์

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมเจรจาธุรกิจ (Business Matching) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น อาทิ Asia Super Store ซุปเปอร์มาเก็ตไทยขนาดใหญ่ ที่มีสาขาทั้งในโตเกียวและโอซาก้า โดยความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเปิดโอกาสทางการค้าและต่อยอดความร่วมมือในอนาคต ควบคู่กับกิจกรรม Workshop และการสาธิตผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างประสบการณ์ตรงแก่ผู้บริโภค และเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจซื้อสินค้า

ความสำเร็จของการดำเนินงานครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพของสินค้า OTOP ไทยในตลาดต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นผลจากความร่วมมือระหว่างกรมการพัฒนาชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการอย่างเป็นระบบในทุกมิติ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการผลักดันสินค้าไทยสู่เวทีสากลได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

สถาบันไทยลุยกรณีศึกษา ผลักดันกรณีศึกษาธุรกิจในไทยและเอเชีย ลดพึ่งพาตะวันตกเน้นบริบทท้องถิ่น SMU หนุนเขียนกรณีศึกษาตอบโจทย์ตลาดจริง เตรียมพร้อมบัณฑิตรับความท้าทายใหม่

สถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจของไทยผลักดันการเรียนรู้ผ่านกรณีศึกษาในเอเชีย เพื่อส่งเสริมความพร้อมด้านอุตสาหกรรมของบัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษา

โครงการริเริ่มของมหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ (SMU) สนับสนุนนักวิชาการไทยในการพัฒนากรณีศึกษาเพื่อการสอนที่เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น

กรุงเทพ, ประเทศไทย, 13 พฤษภาคม 2569 – มหาวิทยาลัยไทยกำลังเร่งพัฒนากรณีศึกษาทางธุรกิจโดยมุ่งเน้นที่เกิดในประเทศไทยและเอเชีย ทั้งนี้ นักการศึกษาหลายท่านได้ออกโรงเตือนว่าการพึ่งพาตำราเรียนจากตะวันตกมากจนเกินไปทำให้บัณฑิตขาดความพร้อมที่จะเผชิญความท้าทายในโลกธุรกิจที่เป็นจริงทั้งในระดับท้องถิ่นและภูมิภาค

เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้วที่การศึกษาด้านธุรกิจในไทยต้องพึ่งพากรณีศึกษาต่าง ๆ ของตะวันตกเป็นอย่างมาก แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ทำกันทั่วโลก แต่ผู้เชี่ยวชาญการศึกษาชี้ว่าการมุ่งเน้นกรณีศึกษาทางธุรกิจจากตะวันตกมากจนเกินไปก่อให้เกิดความไม่สอดคล้องระหว่างการเรียนรู้ในห้องเรียนและความท้าทายที่ผู้บริหารไทยต้องเจอในภาคปฏิบัติ

มหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ (Singapore Management University: SMU) กำลังทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษาในไทยเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยสนับสนุนการพัฒนาตัวอย่างกรณีศึกษาการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น โดยอิงจากสถานการณ์ทางธุรกิจที่เป็นจริงในเอเชีย

ซีลีน ควอค ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย ของ SMU Thailand กล่าวว่า “นักศึกษาในเอเชียกำลังหันมาให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านความมั่นคง ความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ และความสอดคล้องทางเศรษฐกิจมากขึ้นในการเลือกประเทศศึกษาต่อ ท่ามกลางผลกระทบจากนโยบายวีซ่าที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ทวีความรุนแรงในสหรัฐอเมริกาและบางประเทศในยุโรป ด้วยเหตุนี้ทำให้การเรียนรู้ผ่านกรณีศึกษาที่มุ่งเน้นบริบทเอเชียไม่ใช่เพียงแค่ส่วนเสริมอีกต่อไป แต่กลายเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากผู้นำแห่งอนาคตเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนเกี่ยวกับตลาด ความเสี่ยง และปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่พวกเขาจะต้องเผชิญและดำเนินงานท่ามกลางบริบทเหล่านี้ในอนาคต”

การเสริมสร้างศักยภาพของไทยด้านการเขียนกรณีศึกษา

เวิร์กช็อปล่าสุดที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ โดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านการเรียนรู้ผ่านกรณีศึกษาของ SMU (Centre for Case Learning Excellence)  ได้รวบรวมคณาจารย์และผู้ปฏิบัติงานจากภาคธุรกิจ เพื่อร่วมกันพัฒนากรณีศึกษาสำหรับการเรียนการสอนที่สะท้อนบริบททางธุรกิจของประเทศไทย

รศ. ดร. โอลิมเปีย ราเซลา ผู้อำนวยการหลักสูตรการตลาด วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ข้อสังเกตว่า “จากประสบการณ์ตรงของดิฉัน “กรณีศึกษาที่ใช้ในการเรียนการสอนไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างเต็มศักยภาพเสมอไป อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการจัดการเรียนการสอนกรณีศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ และเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงความคิดเห็นของตนเอง บรรยากาศในชั้นเรียนจะมีชีวิตชีวา เข้มข้น และสร้างสรรค์”

ดร. พร้อม อุดมเดช ผอ.สำนักบริหารหลักสูตรสถาปัตยกรรมสหวิทยาการนานาชาติ คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า “ปัจจุบัน การศึกษาด้านธุรกิจในประเทศไทยยังขาดแคลนความรู้ด้านการบริหารจัดการโครงการก่อสร้างและการออกแบบอยู่มาก เรายังขาดกรณีศึกษาเฉพาะของไทยในภาคส่วนเหล่านี้ ซึ่งหมายความว่าองค์ความรู้ที่สำคัญนี้มักขาดหายไปจากหลักสูตรการศึกษาด้านธุรกิจ”

อิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของเอเชียกำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการศึกษาด้านธุรกิจ

นักการศึกษาชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเรียนรู้ที่เน้นเอเชียเป็นหลักสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มทางเศรษฐกิจในวงกว้าง เนื่องจากภูมิภาคนี้มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

SMU ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาชั้นนำระดับโลกด้านการสอนโดยใช้กรณีศึกษา จากการจัดอันดับของ Financial Times Research Insights Ranking 2025 และ The Case Centre Impact Index 2025 ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับการประสานงานระดับภูมิภาคในการพัฒนากรณีศึกษา

การสร้างสมดุลระหว่างเทคโนโลยีและการเล่าเรื่อง

ในขณะที่ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้ถูกนำมาใช้ในกระบวนการค้นหาข้อมูลและตรวจแก้เนื้อหามากยิ่งขึ้น นักการศึกษาได้เตือนว่าความเข้าใจที่ลึกซึ้งของมนุษย์ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการเขียนกรณีศึกษาที่มีประสิทธิภาพ

ดร. ฮาโววี โจชิ ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านการเรียนรู้กรณีศึกษาของ SMU ได้กล่าวว่า “กรณีศึกษาที่ดีนั้นขึ้นอยู่กับการเล่าเรื่องและบริบท ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถสนับสนุนกระบวนการนี้ได้ แต่ยังไม่สามารถทดแทนมุมมองของมนุษย์ที่จำเป็นต่อการทำให้เรื่องราวเหล่านี้มีชีวิตชีวาได้”

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การพัฒนาตัวอย่างกรณีศึกษาที่เน้นประเทศไทยและเอเชียเป็นหลักอาจมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพความเป็นผู้นำและความพร้อมของกำลังแรงงาน ด้วยการบูรณาการความเป็นจริงทางธุรกิจในท้องถิ่นเข้ากับการศึกษา ประเทศไทยจะอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบสำหรับการเตรียมความพร้อมให้กับผู้นำในอนาคตที่มีทักษะการตัดสินใจที่จำเป็นในระบบเศรษฐกิจระดับภูมิภาคที่มีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

การพัฒนาอาชีพผ่านหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาของ SMU

หลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาของ SMU มุ่งพัฒนาความเชี่ยวชาญที่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาในสถานการณ์จริงให้แก่ผู้เชี่ยวชาญรุ่นใหม่ โดยใช้แนวทางกาเรียนรู้แบบมีปฏิสัมพันธ์และการเรียนผ่านกรณีศึกษา

นักวิชาการในประเทศไทยร่วมถ่ายภาพกับ ดร. ฮาโววี โจชิ หลังเสร็จสิ้นการประชุมเชิงปฏิบัติการ "การพัฒนากรณีศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทเอเชีย" เพื่อเสริมสร้างทักษะการเขียนกรณีศึกษาและพัฒนากรณีศึกษาธุรกิจเอเชียจากสถานการณ์จริงสำหรับการเรียนการสอน

“รัดเกล้า” หนุนกฎหมายลดดุลพินิจรัฐ ชู Super License–Auto Approve ชี้กฎหมายอำนวยความสะดวกฯ คือกุญแจปฏิรูปราชการ ลดช้า ลดซ้ำ ลดคอร์รัปชัน ดันไทยเทียบมาตรฐานสิงคโปร์–เอสโตเนีย

นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมอภิปรายสนับสนุนหลักการร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน โดยระบุว่า กฎหมายฉบับนี้มีความจำเป็นต่อการปฏิรูประบบราชการไทย เพื่อลดการพึ่งพาดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็น “พื้นที่สีเทาของการคอร์รัปชัน”

รัดเกล้าระบุว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยจำนวนมากยังเผชิญปัญหาการขออนุญาตที่ล่าช้า โดยข้อมูลจาก TDRI ปี 2566 พบว่าประมาณ 70% ของผู้ประกอบการมองว่ากระบวนการอนุญาตของรัฐใช้เวลานานเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ขณะที่การขออนุญาตก่อสร้างในไทยใช้เวลาเฉลี่ยถึง 101 วัน เทียบกับเพียง 22 วันในสิงคโปร์

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวมี 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ Super License, Auto-Approve และ Fast Track ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอน ลดภาระประชาชน และเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม รัดเกล้าเสนอว่า การใช้ระบบ Auto-Approve ต้องดำเนินควบคู่กับเทคโนโลยีที่มีมาตรฐาน เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย โดยเสนอให้นำ “AI Triage System” ของเกาหลีใต้มาใช้คัดกรองคำขออนุญาตตามระดับความเสี่ยง และนำระบบ “X-Road” ของเอสโตเนียมาเชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐแบบเรียลไทม์ เพื่อลดภาระการยื่นเอกสารซ้ำซ้อนของประชาชน

นอกจากนี้ ยังเสนอให้นำโมเดล “Happiness Meter” ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) มาใช้ประเมินความพึงพอใจของประชาชนหลังรับบริการแบบเรียลไทม์ พร้อมย้ำแนวคิด “Satisfaction Mirror” ของ OECD ที่ชี้ว่าความพึงพอใจของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐมีความเชื่อมโยงกัน และควรถูกใช้เป็นฐานในการออกแบบการปฏิรูประบบราชการ

“กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่แค่การปฏิรูประบบราชการ แต่คือการฟื้นศรัทธาของประชาชน และนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อรัฐไทย” รัดเกล้ากล่าว

ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ได้โพสต์แสดงความยินดี กับพี่หนุ่ย กาแฟโบราณ เนื่องในลูกสาวสำเร็จการศึกษา MBA จาก Oxford ประเทศอังกฤษ

(20 พ.ค. 69) ดร หิมาลัย ผิวพรรณ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ก ระบุว่า “ขอแสดงความยินดีกับ พี่หนุ่ย กาแฟโบราณ ที่ลูกสาวจบ MBA จาก Oxford ครับ

มจธ. ดันเรือไฟฟ้า!! สร้างโมเดลท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ จับมือชุมชนคลองบางมด พัฒนาสู่วงการ เปลี่ยนเรือหางยาวเป็น E-Boat ลดมลพิษ กทม. หนุนเป้าหมาย Net Zero ระยะยาว

มจธ. จับมือ ชุมชนคลองบางมด ดัน “โมเดลท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ” ด้วย “E-Boat” สู่ “กรุงเทพฯ Net Zero”

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

เสียงเรือหางยาวที่เคยดังสนั่น ผสมกลิ่นควันดีเซลที่ลอยฟุ้ง และแรงกระเพื่อมของน้ำที่ซัดเข้าริมตลิ่ง กำลังกลายเป็นอดีตของ “ชุมชนคลองบางมด” ในพื้นที่เขตทุ่งครุและบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เมื่อชาวบ้านในพื้นที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หรือ มจธ. ดัดแปลงเรือเครื่องยนต์สันดาปให้เป็น “เรือไฟฟ้า” หรือ E-Boat ขนาด 8-10 ที่นั่ง สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวและกิจกรรมล่องคลองเชิงอนุรักษ์ ช่วยลดทั้งเสียง ควัน มลพิษ และต้นทุนพลังงานได้กว่า 60 % พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนริมคลอง และต่อยอดสู่ต้นแบบการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำของกรุงเทพฯ

การเกิดขึ้นของเรือไฟฟ้าในคลองบางมด นับเป็นจุดเริ่มต้นของ “ต้นแบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” ที่เชื่อมเทคโนโลยีพลังงานสะอาดเข้ากับการท่องเที่ยวชุมชน การสร้างอาชีพใหม่ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนริมคลอง ให้สอดรับกับเป้าหมาย Net Zero ซึ่งกำลังเป็นวาระสำคัญของโลกและประเทศไทย
จุดเริ่มต้นของเรือไฟฟ้ามาจากความต้องการของคนในพื้นที่อย่าง คุณสนธยา เสมทัพพระ หรือ “น้าโบ๋” ชาวบ้านคลองบางมด ที่อยากคืนความเงียบสงบและอากาศบริสุทธิ์ให้กับชุมชน หลังจากเห็นปัญหาเสียงเครื่องยนต์ ควันน้ำมัน และผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนริมคลองมาเป็นเวลานาน

“จุดเริ่มต้นมาจากความต้องการนำความเงียบและอากาศบริสุทธิ์กลับมาสู่คลองบางมด เราคิดว่าหากเปลี่ยนเรือเก่าให้เป็นเรือไฟฟ้าได้ ก็น่าจะช่วยให้คลองน่าอยู่ขึ้น จึงเริ่มศึกษาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า และนำอะไหล่มือสองจากรถอีวีมาปรับใช้กับเรือหางยาวของชุมชน จนพัฒนาเป็นเรือหางยาวไฟฟ้าต้นแบบ ขนาดประมาณ 8-10 ที่นั่ง ซึ่งปัจจุบันใช้งานได้จริง สามารถให้บริการนักท่องเที่ยวล่องเรือชมวิถีชีวิตริมคลองบางมด โดยไม่มีเสียงดังและควันรบกวนเหมือนเดิม” น้าโบ๋กล่าว

น้าโบ๋ เล่าว่า ในช่วงแรกของการพัฒนา ชุมชนได้รับความร่วมมือจากศูนย์ Mobility and Vehicle Technology Research Center หรือ MOVE มจธ. เข้ามาช่วยออกแบบและพัฒนาระบบขับเคลื่อนเรือไฟฟ้า พร้อมให้คำแนะนำทางวิชาการและเทคนิคที่เหมาะสมกับการใช้งานจริง จนสามารถเปลี่ยนเรือเครื่องยนต์เก่าให้กลายเป็นเรือไฟฟ้าได้สำเร็จ ขณะเดียวกันโครงการยังได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA สถานทูตเนเธอร์แลนด์ และกรุงเทพมหานคร ในการพัฒนาเรือโดยสารไฟฟ้าต้นแบบสำหรับสัญจรในคลอง โดยดัดแปลงจากเรือขนขยะของ กทม. นี่คือแนวคิดการนำเรือเก่ากลับมาสร้างมูลค่าใหม่แทนการขายทิ้ง โดย กทม. ยังให้ความสนใจผลักดันให้เขตต่าง ๆ ที่มีเรือเก่า นำแนวคิดนี้ไปต่อยอดเป็นเรือท่องเที่ยวไฟฟ้า เพื่อสร้างเสน่ห์ใหม่ให้การท่องเที่ยวทางน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ ของกรุงเทพฯ ในอนาคต

รองศาสตราจารย์ ดร.ชวิน จันทรเสนาวงศ์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาความเป็นสากล มจธ. กล่าวว่า “การเปลี่ยนมาใช้เรือไฟฟ้า ส่งผลดีทั้งในด้านการลดต้นทุนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถลดต้นทุนด้านพลังงานได้ถึง 60-70% แม้จะมีต้นทุนเริ่มต้นในส่วนของแบตเตอรี่และมอเตอร์ แต่ประเมินว่าจะสามารถคืนทุนได้ภายในประมาณ 3 ปี ขณะเดียวกันยังช่วยลดมลพิษทางเสียง ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน และลดมลพิษทางอากาศภายในชุมชนได้”

อีกก้าวสำคัญของโครงการ คือการจัดตั้ง “ศูนย์เรียนรู้เรือไฟฟ้าเพื่อชุมชน” ที่บ้านเขียนวาดและภาพพิมพ์ แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการดัดแปลงเรือเครื่องยนต์สันดาปให้เป็นเรือไฟฟ้า รวมถึงการดูแลและซ่อมบำรุงระบบมอเตอร์ไฟฟ้าให้กับชาวบ้าน ช่างเครื่องยนต์ และผู้สนใจทั่วไป รศ. ดร.ชวิน ระบุว่า ศูนย์แห่งนี้จะช่วยให้โครงการไม่หยุดอยู่เพียงเรือไฟฟ้าต้นแบบ 1 ลำ แต่กลายเป็นพื้นที่สร้างทักษะใหม่ให้ชุมชน และอาจต่อยอดสู่ “วิสาหกิจชุมชนด้านเรือไฟฟ้า” ทั้งการปรับปรุงเรือเก่า การดูแลระบบขับเคลื่อน และการให้บริการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดย มจธ. จะช่วยสนับสนุนด้านวิชาการ ในการที่ชุมชนจัดการอบรมการแปลงเรือเครื่องยนต์เป็นไฟฟ้า และหวังว่าจะเป็นต้นแบบซึ่งจะช่วยสร้างอาชีพใหม่ เพิ่มรายได้ให้คนในพื้นที่ และขยายโมเดลนี้ไปยังชุมชนริมคลองอื่น ๆ ของกรุงเทพฯ ในอนาคต

อีกมิติสำคัญของโครงการ คือการเชื่อมเรือไฟฟ้าเข้ากับ “เส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ” ภายใต้โครงการ “การร่วมสร้างต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำ เพื่อกรุงเทพเมืองยืดหยุ่นยั่งยืน” ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มจธ. ที่ต้องการยกระดับชุมชนเกษตรเมืองริมน้ำให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม ควบคู่กับการลดคาร์บอนของกรุงเทพฯ โดย ดร.กัญจนีย์ พุทธิเมธี รองคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ ระบุว่า การลดคาร์บอนในการท่องเที่ยวชุมชนต้องมองทั้งระบบ ตั้งแต่การเดินทาง ผู้ประกอบการ กิจกรรมท่องเที่ยว วัสดุ งานศิลปะ ไปจนถึงประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว และจากการทำงานในพื้นที่พบว่า “การเดินทาง” เป็นกิจกรรมที่ก่อคาร์บอนมากที่สุด การเปลี่ยนมาใช้เรือไฟฟ้าจึงทำให้แนวคิดการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำของคลองบางมดเป็นรูปธรรมมากขึ้น

“เมื่อปรับการเดินทางเป็นเรือไฟฟ้า เส้นทางการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำของเราก็ใกล้เคียงความจริงมากขึ้น ปัจจุบันโครงการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการในพื้นที่ ตัวอย่างเช่น วิสาหกิจชุมชนอารยะคลองบางมดสร้างสรรค์  เซฟติสท์ฟาร์ม เป็นต้น โดยออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำรวม 12 เส้นทาง แบ่งเป็นเขตทุ่งครุ 6 เส้นทาง และเขตบางขุนเทียน 6 เส้นทาง เพื่อให้การท่องเที่ยวไม่ใช่เพียงกิจกรรมสร้างรายได้ระยะสั้น แต่เป็นเครื่องมือสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนและการจัดการสิ่งแวดล้อมในระยะยาว” ดร.กัญจนีย์ กล่าว

และล่าสุด เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ร่วมกิจกรรมเปิดตัวเรือไฟฟ้าต้นแบบ E-Boat จากท่าน้ำวัดพุทธบูชาไปยังศูนย์การเรียนรู้บ้านเขียนวาดและภาพพิมพ์ คลองบางมด สะท้อนความสำคัญของโครงการในฐานะต้นแบบที่อาจต่อยอดสู่การพัฒนาการเดินทางทางน้ำและการท่องเที่ยวสีเขียวของกรุงเทพฯ ในระยะต่อไป

กรณีคลองบางมดจึงเป็นมากกว่าโครงการท่องเที่ยวชุมชน แต่เป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจฐานรากแบบเดิมไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่จริง ลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างทักษะแรงงานใหม่ และเพิ่มมูลค่าให้ทรัพยากรท้องถิ่น หากสามารถขยายผลไปยังคลองสายอื่นของกรุงเทพฯ ได้ในอนาคต เรือไฟฟ้าอาจไม่ใช่เพียงทางเลือกใหม่ของการเดินทางทางน้ำ แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้กรุงเทพมหานครเดินหน้าเข้าสู่เป้าหมาย Net Zero ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top