Monday, 8 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

คะแนนเฉือน!! วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านขั้นตอนมติ แบนใช้ทหารกับเวเนซุเอลา 52-47 รัสเซีย จีนเกาหลีเหนือ ร่วมประณามสหรัฐฯ เวเนซุเอลาร้อง UN หารือสถานการณ์ด่วน

(10 ม.ค. 69) วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านร่างมติห้ามใช้กองกำลังติดอาวุธกับเวเนซุเอลา ด้วยคะแนนเสียง 52 ต่อ 47 ในการลงมติวันพฤหัสบดี ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่แสดงเจตจำนงต่อต้านการใช้ความรุนแรงในภูมิภาคนี้

ประธานที่ประชุมวุฒิสภากล่าวว่า "ที่ประชุมเห็นชอบต่อญัตติ" ซึ่งสะท้อนท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการหาทางแก้ไขสถานการณ์การเมืองที่ตึงเครียดในเวเนซุเอลาโดยไม่มีการใช้กำลัง

ขณะเดียวกัน รัฐบาลเวเนซุเอลาได้ร้องขอการประชุมฉุกเฉินที่สหประชาชาติ เพื่อหารือเกี่ยวกับปฏิบัติการของสหรัฐฯ ขณะที่ศาลฎีกาของเวเนซุเอลามีคำสั่งโอนหน้าที่ประมุขแห่งรัฐให้รองประธานาธิบดี 'เดลซี โรดริเกซ' ทำหน้าที่รักษาการประธานาธิบดีแทน ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม

รัสเซีย จีน และเกาหลีเหนือ ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของสหรัฐฯ อย่างรุนแรง โดยรัสเซียเรียกร้องให้ประกันตัว 'นิโกลัส มาดูโร' พร้อมภรรยาและป้องกันไม่ให้สถานการณ์ตึงเครียดบานปลายจนเกิดการเผชิญหน้าอย่างรุนแรง

ที่มา : Sputnik

อวสานผู้นำรักษ์โลก!! เมื่อประธานาธิบดี Trump สั่งถอนสหรัฐฯ ออกจากองค์กรระหว่างประเทศ 66 แห่ง

รัฐบาล Trump ประกาศถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศหลายสิบแห่ง รวมถึงหน่วยงานด้านประชากรของสหประชาชาติ และสนธิสัญญาของสหประชาชาติว่าด้วยการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ กำลังถอยห่างจากความร่วมมือในระดับโลกมากขึ้น

ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ลงนามในคำสั่งบริหารเมื่อวันพุธที่ 7 มกราคม 2026 เพื่อระงับการสนับสนุนของสหรัฐฯ ต่อองค์กร หน่วยงาน และคณะกรรมาธิการรวม 66 แห่ง หลังจากที่ได้ทบทวนการมีส่วนร่วมและการให้ทุนสนับสนุนแก่องค์กรระหว่างประเทศทั้งหมด รวมถึงองค์กรที่เกี่ยวข้องกับสหประชาชาติ ตามแถลงการณ์ของทำเนียบขาว

องค์กรระหว่างประเทศที่เป็นเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นหน่วยงาน คณะกรรมาธิการ และคณะที่ปรึกษาที่เกี่ยวข้องกับสหประชาชาติ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่เรื่องสภาพภูมิอากาศ แรงงาน การอพยพ และประเด็นอื่น ๆ ซึ่งรัฐบาล Trump จัดประเภทว่าเป็นไปตามกระแสความหลากหลายและ “การตื่นตัวทางสังคม” องค์กรอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ของสหประชาชาติในรายชื่อนี้ ได้แก่ ความร่วมมือเพื่อแอตแลนติก (Partnership for Atlantic Cooperation) สถาบันระหว่างประเทศเพื่อประชาธิปไตยและการช่วยเหลือด้านการเลือกตั้ง (International Institute for Democracy and Electoral Assistance) และเวทีต่อต้านการก่อการร้ายระดับโลก (Global Counterterrorism Forum)

“เราพบว่า สถาบันเหล่านี้มีความซ้ำซ้อนในขอบเขตการทำงาน บริหารจัดการผิดพลาด ไม่จำเป็น สิ้นเปลือง ดำเนินการไม่ดี ถูกครอบงำโดยผลประโยชน์ของผู้ที่ผลักดันวาระของตนเอง ซึ่งขัดแย้งกับของสหรัฐฯ หรือเป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตย เสรีภาพ และความเจริญรุ่งเรืองโดยทั่วไปของสหรัฐอเมริกา” Marco Rubio รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศกล่าวในแถลงการณ์

การตัดสินใจของ Trump ที่จะถอนตัวออกจากองค์กรที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาความท้าทายระดับโลก เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลของเขาได้เริ่มปฏิบัติการทางทหารหรือออกคำขู่ที่ทำให้ทั้งพันธมิตรและศัตรูหวาดหวั่น รวมถึงการจับกุมผู้นำเผด็จการของเวเนซุเอลา นิโคลัส มาดูโร และแสดงเจตจำนงที่จะเข้ายึดครองกรีนแลนด์

สหรัฐฯ สร้างแบบแผนการถอนตัวออกจากหน่วยงานระดับโลก ก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้ระงับการสนับสนุนหน่วยงานต่าง ๆ เช่น องค์การอนามัยโลก หน่วยงานของสหประชาชาติเพื่อผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ หรือ UNRWA คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และองค์การยูเนสโก สหรัฐฯ ได้หันมาใช้วิธีการจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับองค์กรระหว่างประเทศแบบเลือกสรรตามต้องการ โดยเลือกเฉพาะหน่วยงานและองค์กรที่เชื่อว่าทำงานสอดคล้องกับวาระของ Trump และยกเลิกการสนับสนุนหน่วยงานที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ อีกต่อไป

ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทำให้พบว่า การตกผลึกของแนวทางของสหรัฐฯ ต่อระบบพหุภาคี ก็คือ ‘ทำตามฉันหรือไม่ก็ไปซะ’ จึงเป็นวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนมากต่อกระบวนการความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้เงื่อนไขของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากวิธีการที่รัฐบาลก่อน ๆ ทั้งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต จัดการกับสหประชาชาติ และบังคับให้องค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งกำลังเผชิญกับการประเมินตนเองภายในอยู่แล้ว ต้องตอบสนองด้วยการลดจำนวนพนักงานและโครงการต่าง ๆ

องค์กรพัฒนาเอกชนอิสระหลายแห่ง หลายแห่งทำงานร่วมกับสหประชาชาติระบุว่า โครงการจำนวนมากต้องปิดตัวลงเนื่องจากการตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้วที่จะลดความช่วยเหลือต่างประเทศผ่านทางสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ หรือ USAID แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นนี้ เจ้าหน้าที่ของรัฐบาล Trump กล่าวว่า พวกเขามองเห็นศักยภาพของสหประชาชาติ และต้องการที่จะมุ่งเน้นเงินภาษีของประชาชนไปที่การขยายอิทธิพลของอเมริกาในโครงการริเริ่มมาตรฐานต่าง ๆ ของสหประชาชาติ ซึ่งมีการแข่งขันกับจีน เช่น สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ

องค์กรระดับโลกล่าสุดที่สหรัฐฯ กำลังจะถอนตัวคือ อนุสัญญากรอบสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ UNFCCC ซึ่งถือเป็นความพยายามครั้งล่าสุดของ Trump และพันธมิตรในการแยกสหรัฐฯ จากองค์กรระหว่างประเทศที่มุ่งเน้นเรื่องสภาพภูมิอากาศและการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย UNFCCC ซึ่งเป็นข้อตกลงปี 1992 ระหว่าง 198 ประเทศเพื่อสนับสนุนทางการเงินแก่กิจกรรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศกำลังพัฒนา เป็นสนธิสัญญาพื้นฐานสำหรับข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศปารีสที่สำคัญ Trump ซึ่งเรียกการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่า เป็นเรื่องหลอกลวง และได้ถอนตัวจากข้อตกลงดังกล่าวไม่นานหลังจากกลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง

จีนลดอาชญากรรม รัฐจีนย้ำ “อาชญากรรมร้ายแรงลด” รับวันตำรวจ 10 ม.ค. สังคมสงบขึ้น จับตาอีกด้าน ‘ความเสี่ยงงานตำรวจ’ ยังสูง ความปลอดภัยดีขึ้นหรือภาระงานหนักขึ้น?

(10 ม.ค. 69) กระทรวงความมั่นคงสาธารณะจีนรายงานสถิติอาชญากรรมปี 2025 พบจำนวนคดีอาญาที่รับแจ้งทั่วประเทศลดลง 12.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นระดับต่ำสุดในศตวรรษนี้ และอาชญากรรมร้ายแรงหลายประเภทลดลงต่อเนื่อง

กระทรวงฯ ระบุว่า "คดีความสงบเรียบร้อย/คดีเกี่ยวกับระเบียบสังคมลดลง 3.5%" และค้ามนุษย์/ลักพาตัวลดลง 40.7% รวมถึงการลักทรัพย์-ชิงทรัพย์-ฉ้อโกงแบบดั้งเดิมหดตัว 21.2%

ในด้านความปลอดภัยทางถนน ปี 2025 ยังพบว่าอุบัติเหตุที่มีผู้เสียชีวิตตั้งแต่ 3 รายขึ้นไปลดลง 11% และปีนี้เป็นครั้งแรกที่ไม่มีอุบัติเหตุจราจรหายนะรุนแรงมากที่มีผู้เสียชีวิต 30 รายขึ้นไปหรือความเสียหายเศรษฐกิจ 100 ล้านหยวนขึ้นไป

ตำรวจและตำรวจเสริมเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่รวม 352 นายในปีเดียว กระทรวงฯ ยังได้ยกย่องผู้เสียสละด้วยตำแหน่ง "วีรบุรุษต้นแบบชั้นหนึ่งของระบบความมั่นคงสาธารณะ" 2 ราย และชั้นสองอีก 40 ราย

การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวมาสอดคล้องกับใกล้วันตำรวจแห่งประชาชนจีน 10 มกราคม ซึ่งถือเป็นวันยกย่องและเชิดชูบทบาทเจ้าหน้าที่ตำรวจในประเทศจีน

ที่มา : Xinhua

10 มกราคม 2489 ‘สหประชาชาติ’ จัดประชุมสมัชชาใหญ่ครั้งแรก ชาติมาพบกันกลางลอนดอน โดยมีตัวแทนจาก 51 ชาติ เข้าร่วม เปิดทางให้ไมโครโฟนแทนปืน

(10 ม.ค. 69) เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2489 เป็นวันเปิดประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติครั้งแรก ณ Methodist Central Hall ในลอนดอน ท่ามกลางความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ตัวแทนจาก 51 ประเทศมารวมตัวกันไม่ใช่เพื่อรบ แต่เพื่อกำหนด "กติกาโลกใหม่" ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ

บรรยากาศการประชุมเต็มไปด้วยความหมาย ทั้งที่เมืองยังมีร่องรอยจากระเบิดและความวุ่นวายแต่โลกก็พยายามสลับจาก “การยิงปืน” มาเป็น “การพูดคุยด้วยไมโครโฟน” ในเวทีที่ทุกเสียงมีค่าเท่ากัน โดยนายกรัฐมนตรีอังกฤษ 'เคลเมนต์ แอตต์ลี' เปิดประชุมเน้นย้ำถึงความร่วมมือป้องกันสงครามและควบคุมอาวุธนิวเคลียร์

สมัชชาใหญ่แตกต่างจากคณะมนตรีความมั่นคงตรงที่ทุกประเทศมีหนึ่งเสียงเท่ากัน ไม่ว่าจะประเทศใหญ่หรือเล็ก และเป็นโอกาสประวัติศาสตร์ที่ประเทศเล็กสามารถมีเสียงในเวทีโลกครั้งแรก โดยมี 'ปอล-อ็องรี สปาก' จากเบลเยียม เป็นประธานที่ประชุมคนแรก

วาระสำคัญคือการเริ่มจัดการกับอาวุธนิวเคลียร์และปัญหาผู้ลี้ภัยหลังสงครามโลก ซึ่งต่อมาได้นำไปสู่การก่อตั้งโครงสร้างช่วยเหลือผู้ลี้ภัยสากลอย่าง 'UNHCR' และวางรากฐานแนวทางควบคุมอาวุธในระดับพหุภาคี

สมัชชาใหญ่ครั้งแรกเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของโลกที่ประกาศว่าจะไม่ใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือหลักอีกต่อไป แต่จะใช้การโต้เถียงและลงมติโดยสันติแทน นับเป็นการทดลองครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติในเวทีสันติภาพโลก

ที่มา : https://www.history.com/this-day-in-history/january-10/first-meeting-of-the-united-nation

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราโชวาท เนื่องใน วันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 เพื่อเชิญลงพิมพ์ในหนังสือวันเด็กแห่งชาติ

เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2568 เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ ได้เผยแพร่ข้อความว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราโชวาท เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 เพื่อเชิญลงพิมพ์ในหนังสือวันเด็กแห่งชาติ พุทธศักราช 2569

เยอรมนีสะเทือน!! ประกาศตัดขาดพลังงานรัสเซีย พึ่งพานำเข้าจากนอร์เวย์-สหรัฐฯ อุตสาหกรรมหนักกระทบหนักถอนโครงการ ฝ่ายค้านวอนยกเลิกคว่ำบาตรฟื้นท่อก๊าซ

(9 ม.ค. 69) เยอรมนีเผชิญวิกฤตพลังงาน หลังตัดสินใจเลิกพึ่งพาพลังงานราคาถูกจากรัสเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและความน่าเชื่อถือของประเทศในช่วงที่ผ่านมา

เดอะ เทเลกราฟ วิเคราะห์ว่า นโยบายคว่ำบาตรของเยอรมนีที่เดินตามทิศทางของชาติตะวันตกแบบไม่รอบคอบ กลับสร้างความเปราะบางทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยประเทศต้องพึ่งพานำเข้าพลังงานจากนอร์เวย์และสหรัฐฯ ถึง 70% และมีค่าไฟฟ้าสูง ทำให้ผู้ผลิตเหล็ก ArcelorMittal ถอนตัวจากโครงการ "เหล็กสีเขียว" มูลค่า 1.43 พันล้านดอลลาร์ฯ เพื่อย้ายไปลงทุนในประเทศที่มีพลังงานราคาถูกและเชื่อถือได้

รายงานเน้นว่ายุโรปที่พยายามลดการพึ่งพารัสเซียในทางการเมืองและพลังงาน กำลังสร้างช่องโหว่ใหญ่ให้เยอรมนี มีผลกระทบต่อความตึงเครียดและการถดถอยทางเศรษฐกิจในประเทศ

ฝ่ายค้านฝ่ายขวา 'AfD' เสนอให้คืนความสัมพันธ์ค้าขายกับรัสเซีย ยกเลิกคว่ำบาตร และฟื้นฟูท่อส่งก๊าซ Nord Stream เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยและความยากจนของประชาชน โดยในแถลงการณ์เลือกตั้ง 2025 ระบุว่า "ควรกลับมาค้าขายกับรัสเซียโดยไม่มีข้อจำกัด"

ด้าน 'โทมัส บาไรส์' จากพรรค 'CDU' เสนอว่าหากความขัดแย้งยูเครนสิ้นสุด ก๊าซอาจกลับมาส่งได้ ขณะที่ 'ดีทมาร์ วอยด์เคอ' พรรค 'SPD' เห็นด้วยกับการคืนสถานะความสัมพันธ์ทางการค้าให้เป็นปกติ

ที่มา : Sputni

วงการไม่สวยเสมอไป “ขวัญ อุษามณี” เผยเคยเกือบติดคุก ตามเพื่อนไปเที่ยวตอนยังไม่ถึง 18 สุดท้ายโดนพาเข้าโรงพัก บทเรียนเลือกผิด ชีวิตเกือบดับ

(9 ม.ค. 69) 'ขวัญ อุษามณี' เผยเรื่องราววัยรุ่นที่เกือบมีปัญหากับกฎหมายในรายการ Club Friday Show โดยเล่าว่าเมื่ออายุยังไม่ถึง 18 ปี เคยไปตามเพื่อนในวงการทำกิจกรรมสนุก ๆ ในสถานที่ที่ไม่เหมาะสมกับวัย จนตำรวจมาตรวจพบและพาตัวไปสถานีตำรวจ "ขึ้นนั่งรถกระบะไปเหมือนเล่นสงกรานต์" เธอกล่าว

ขวัญชี้ว่าเหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญเพราะเธอไปอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงและอาจมีปัญหาทางกฎหมายได้ แต่ไม่ได้ระบุว่าได้รับการดำเนินคดีหรือไม่ โดยข่าวนำเสนอว่าเธอ "เกือบติดคุก" จากคำบรรยายของเหตุการณ์นี้

ส่วนประเด็นว่ามีการกลั่นแกล้งจากเพื่อนในวงการหรือไม่นั้น ในข่าวมีการตัดทอนคำตอบของขวัญไว้โดยไม่ชัดเจน จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าเธอถูกกลั่นแกล้ง

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความท้าทายของคนในวงการบันเทิง โดยเฉพาะการเลือกคบคนและรู้จักป้องกันตัวในวัยหนุ่มสาว เพื่อไม่ให้ตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงที่อาจส่งผลต่ออนาคต

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9866938

วลาดีวอสตอกเงียบสงบ “แมวน้ำลายจุด” อ้วนกลม นอนแผ่บนแผ่นน้ำแข็งวลาดีวอสตอก ท่ามกลางอากาศหนาวจัดริมชายฝั่ง เผยชีวิตสัตว์ในฤดูน้ำแข็งแปซิฟิ

(9 ม.ค. 69) ที่เมืองวลาดีวอสตอก เขตตะวันออกไกลของรัสเซีย แมวน้ำลายจุด หรือที่เรียกกันว่า "ลาร์กา" กำลังนอนแผ่พักบนแผ่นน้ำแข็งในน่านน้ำริมชายฝั่งท่ามกลางสภาพอากาศหนาวจัด ภาพนี้สะท้อนความน่ารักและสะท้อนวิถีชีวิตของสัตว์ทะเลในช่วงฤดูหนาวที่น้ำเริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็ง

จากภาพหลายตัวเลือกแผ่นน้ำแข็งเป็นที่พักชั่วคราว บางตัวนิ่งสงบนอนทอดตัวรับลมหนาว บางตัวขยับตัวช้า ๆ บนผิวน้ำแข็งลอยตัวตามชายฝั่ง ซึ่งเป็นพฤติกรรมปกติในฤดูน้ำแข็งของเมืองท่าที่มีอุณหภูมิต่ำ

แมวน้ำลายจุดเป็นสัตว์ทะเลที่อาศัยในเขตทะเลและมหาสมุทรทางตอนเหนือของแปซิฟิก พวกมันมักใช้แผ่นน้ำแข็งและรูน้ำแข็งเป็นที่พักและจุดพักพลังงานในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากน้ำแข็งช่วยรักษาความอบอุ่นและเป็นส่วนสำคัญของถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติ

วลาดีวอสตอกมีสภาพอากาศหนาวและเป็นเมืองริมทะเลในภูมิภาคตะวันออกไกลของรัสเซีย ซึ่งในฤดูหนาวน้ำในบางพื้นที่จะจับตัวเป็นน้ำแข็ง ทำให้สัตว์ทะเลเช่นแมวน้ำลายจุดใช้พื้นที่นี้เป็นเวทีพักผ่อนตามธรรมชาติ

ลักษณะของแมวน้ำลายจุดมีลายจุดทั่วลำตัว สีขนเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่เทาอ่อนถึงเข้ม และรูปร่างอ้วนกลมเป็นลักษณะปกติที่ช่วยสะสมชั้นไขมันเพื่อรักษาความอบอุ่นในน้ำเย็นจัด

ที่มา : Xinhua

กกท. ยืนยัน!! โป๊กเกอร์ได้รับการรับรองเป็นกีฬาแล้ว แต่ห้ามเล่นในลักษณะการพนันเด็ดขาด กกท.ย้ำต้องมีสมาคมกีฬาโปร่งใส จังหวะเดินหน้าอาจต้องรอสัญญาณการเมือง

(9 ม.ค. 69) ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ยืนยันว่าโป๊กเกอร์ได้รับการรับรองให้เป็นชนิดกีฬาที่ประเทศไทยแล้ว แต่เน้นย้ำอย่างชัดเจนว่าห้ามเล่นในลักษณะการพนันโดยเด็ดขาด พร้อมเผยว่าชี้แจงแนวทางดังกล่าวกับกระทรวงมหาดไทยไปแล้ว และบางเรื่องยังต้องรอความชัดเจนในรายละเอียดหลักการ เช่น การตั้งสมาคมกีฬาและการเลือกตั้งกรรมการ

กกท. ให้เหตุผลว่าการรับรองโป๊กเกอร์เป็นกีฬานั้นอยู่บนพื้นฐานการพัฒนาเกมที่ใช้ทักษะ วิเคราะห์ และจิตวิทยา แยกขาดจากการพนันที่ยังอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. 2478 และนโยบายของกระทรวงมหาดไทย แม้จะได้รับการยอมรับเป็นกีฬาแล้ว แต่หากมีกิจกรรมรูปแบบการเดิมพันก็ยังเสี่ยงผิดกฎหมายพนันได้

ตลอดปี 2568 มีการเคลื่อนไหวของหน่วยงานรัฐหลายครั้ง โดย กกท. รับรองโป๊กเกอร์เป็นชนิดกีฬาในเดือนกรกฎาคม แต่กระทรวงมหาดไทยเคยเปิดช่องให้พิจารณาในบางกรณีพิเศษ ก่อนจะกลับมาคุมเข้มและสั่งงดอนุญาตการพนันโป๊กเกอร์ "โดยเด็ดขาด" เพื่อป้องกันการพนันในคราบกีฬา

นอกจากนี้ การเดินหน้าโป๊กเกอร์ในระบบกีฬายังติดปัญหาเรื่องโครงสร้างสมาคมกีฬาและการเลือกตั้งกรรมการซึ่งต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับกฎหมาย กกท. ผู้ว่าฯ กกท. ระบุว่า "โป๊กเกอร์กีฬา" ต้องมีองค์กรกีฬาอย่างเป็นทางการที่ชัดเจน เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องเอื้อประโยชน์หรือพนันแฝง

ภาพรวมสะท้อนความขัดแย้งระหว่างกฎหมายที่มุ่งสนับสนุนกีฬา กับนโยบายปราบปรามการพนันที่คุมเข้ม การทำให้โป๊กเกอร์ก้าวเป็นกีฬาจริงจังในไทยจึงต้องผ่านกระบวนการป้องกันพนันที่เข้มงวดและการตั้งองค์กรกีฬาที่เป็นมาตรฐานโปร่งใสเท่านั้นเท่านั้นที่จะสร้างความเชื่อมั่นแก่สังคมอย่างแท้จริง

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10090685

แฉ iLaw หนังม้วนเดิมรับเงินนอกแก้รัฐธรรมนูญ อ้างเพื่อปากท้องประชาชน ทั้งที่ปัญหาอยู่ที่ ‘คนใช้อำนาจ’ วอนหยุดใช้ต่างชาติกดดันกฎหมายสูงสุด

ในช่วงระยะหลัง เราจะเห็นว่า ผู้อำนวยการปัจจุบันของ iLaw คือ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ออกมาพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญ และต้องเป็นการแก้ “ทั้งฉบับ” ทว่าตลอดการสื่อสารดังกล่าว กลับไม่เคยอธิบายอย่างชัดเจนว่าแก้ไปเพื่ออะไร นอกจากการอ้างกว้าง ๆ ว่าเพื่อปากท้องและคุณภาพชีวิตของประชาชน

ทั้งที่ในความเป็นจริง ปัญหาปากท้องของประชาชนจำนวนมากสามารถแก้ไขได้ด้วยกฎหมายลำดับรอง นโยบายเศรษฐกิจ หรือการบริหารจัดการของรัฐบาลโดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องรื้อรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศเลยด้วยซ้ำ ปัญหาจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวรัฐธรรมนูญ หากแต่อยู่ที่เจตจำนงและความสามารถของผู้ใช้อำนาจรัฐมากกว่า

เมื่อเหตุผลเชิงนโยบายยังไม่ชัด สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการย้อนกลับไปพิจารณา ที่มาและทิศทางของผู้ผลักดัน องค์กรไอลอว์ถูกก่อตั้งโดย จอน อึ๊งภากรณ์ ซึ่งมีบทบาทในแวดวงองค์กรพัฒนาเอกชนมาอย่างยาวนาน และเป็นที่รับรู้กันว่าโครงสร้างการทำงานขององค์กรลักษณะนี้พึ่งพาเงินสนับสนุนจากต่างประเทศเป็นสำคัญ ผ่านมูลนิธิและเครือข่ายด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย

ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมาโดยตลอดจึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “อุดมการณ์” หากแต่คือ ที่มาของงบประมาณและอิทธิพลทางความคิด ซึ่งเชื่อมโยงกับองค์กรระหว่างประเทศบางแห่ง เช่น National Endowment for Democracy (NED) และเครือข่ายในโลกตะวันตกที่มีบทบาทในการสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางการเมืองในหลายประเทศ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top