Monday, 8 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

8 มกราคม วันคล้ายวันประสูติ ‘สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา’

วันนี้ถือเป็นวันสำคัญของปวงชนชาวไทยอีกวันหนึ่ง โดยเป็นวันคล้ายวันประสูติของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งประสูติเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2530 และทรงเจริญพระชนมายุครบ 37 พรรษา

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นพระราชธิดาพระองค์ที่ 2 ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ทรงเป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระเชษฐภคินีและพระอนุชา 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร

เมื่อแรกประสูติทรงดำรงพระอิสริยยศ ‘หม่อมเจ้า’ มีพระนามว่า ‘หม่อมเจ้าบุษย์น้ำเพชร มหิดล’ ต่อมาได้รับพระราชทานพระนามใหม่ว่า ‘หม่อมเจ้าจักรกฤษณ์ยาภา มหิดล’ จากนั้นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระราชทานพระนามใหม่ว่า ‘หม่อมเจ้าสิริวัณวรี มหิดล’ ภายหลังพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น ‘พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์’ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2548

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นทั้งนักกีฬาขี่ม้าและอดีตนักแบดมินตันทีมชาติไทย ในวันที่ 21 กรกฎาคม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระยศ ‘พันเอกหญิง’ ในฐานะพระอาจารย์หัวหน้าแผนก โรงเรียนทหารม้า ศูนย์การทหารม้า (อัตราพันเอก)

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านการออกแบบแฟชันและเครื่องประดับ โดดเด่นเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ โดยทรงออกแบบเสื้อผ้าภายใต้แบรนด์ ‘SIRIVANNAVARI’ และ S’Home เสื้อผ้าของสตรีและบุรุษ ได้รับเสียงชื่นชมอย่างเนืองแน่นในวงการแฟชั่นโลก กับการออกแบบเสื้อผ้าชั้นสูงที่มีความประณีต ที่เหล่าผู้มีชื่อเสียงนิยม ทั้งยังมีแบรนด์ต่างๆ อย่าง Sirivannavari maison แบรนด์ของแต่งบ้าน รวมไปถึงแบรนด์ชุดแต่งงาน

นอกจากทรงออกแบบเสื้อผ้าคอลเลกชันต่างๆ แล้ว พระองค์ยังทรงสนับสนุนผ้าไทย ด้วยการนำผ้าไหมมาตัดเย็บเป็นชุดต่างๆ ทั้งนี้ยังทรงออกแบบชุดให้กับ เดมี ลีห์ เนล ปีเตอร์ มิสยูนิเวิร์ส 2017 และโศภิดา กาญจนรินทร์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2018 ได้สวมใส่ในการประกวดรอบไทยไนท์ของเวทีนางงามจักรวาลที่จัดประกวดที่ประเทศไทยอีกด้วย ทำให้กระทรวงวัฒนธรรมถวายรางวัลศิลปาธร ประจำปี 2561 ในสาขาศิลปะการออกแบบ (แฟชันและเครื่องประดับ) ด้วยความสนพระทัยด้านแฟชัน พระองค์จึงเสด็จไปทอดพระเนตรงานปารีสแฟชันวีกอยู่เสมอ และได้รับเสียงชื่นชมจากสื่อต่างชาติ อาทิ นิตยสาร Grazia ประเทศอังกฤษ จัดอันดับให้พระองค์ทรงอยู่ในลำดับที่ 1 ของเจ้าหญิงที่มีสไตล์ที่สุดในโลก จนได้รับการขนานนามว่าทรงเป็น ‘เจ้าหญิงแฟชัน’

ทั้งนี้ พระองค์ยังทรงเป็นพระอาจารย์สอนนักเรียนปริญญาเอก ศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ อีกด้วย

ที่มา : https://www.matichon.co.th/court-news/news_1481254

เป็นสิริมงคลยิ่ง!! ในหลวงพระราชทานชื่อรถไฟฟ้าสายสีชมพู "วิวัฒน์นคร" สื่อความหมาย "ความเจริญของเมือง" มุ่งสืบสานพระราชปณิธานเพื่อพสกนิกร สะท้อนความรุ่งเรืองของเมืองไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานชื่อเส้นทางรถไฟฟ้ามหานคร สายสีชมพูฯ “วิวัฒน์นคร”

ตามที่ กระทรวงคมนาคม โดย การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้ดำเนินงานโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย - มีนบุรี และส่วนต่อขยาย ช่วงสถานีศรีรัช - เมืองทองธานี เป็นระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Monorail) ที่ทำหน้าที่เป็นขนส่งมวลชนระบบรอง (Feeder) เพื่อเชื่อมต่อและขยายโครงข่ายระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยรถไฟฟ้ามหานคร สายสีชมพู ช่วงแคราย - มีนบุรี เริ่มเปิดให้บริการแก่ประชาชนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2566 และต่อมา รถไฟฟ้ามหานคร สายสีชมพู ส่วนต่อขยาย ช่วงสถานีศรีรัช - เมืองทองธานี ได้เปิดให้บริการแก่ประชาชนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 นั้น

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานชื่อเส้นทางรถไฟฟ้ามหานคร สายสีชมพูฯ ว่า “วิวัฒน์นคร” (อ่านว่า วิ-วัด-นะ-คอน) Wiwat Nakhon ซึ่งมีความหมายว่า ความเจริญของเมือง นำมาซึ่งความปีติยินดีและสิริมงคลแก่กระทรวงคมนาคม รฟม. และประชาชนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าเป็นอย่างยิ่ง โดย กระทรวงคมนาคม และ รฟม. จะมุ่งมั่นพัฒนาการคมนาคมขนส่งทางรางให้มีความสมบูรณ์ อำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน เพื่อให้เป็นไปตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอด เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนด้านการคมนาคมและการบริการขนส่งสาธารณะต่อไป

สำหรับรถไฟฟ้ามหานคร สายวิวัฒน์นคร (MRT สายสีชมพู) มีระยะทางรวม 37.5 กิโลเมตร เป็นโครงสร้างทางวิ่งยกระดับตลอดสาย มีสถานีให้บริการทั้งสิ้น 32 สถานี เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00 – 24.00 น. โดยตลอดเส้นทางมีจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายหลักอีก 4 สาย ได้แก่ สถานีศูนย์ราชการนนทบุรี เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (MRT สายสีม่วง) สถานีหลักสี่ เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าชานเมือง สายธานีรัถยา (สายสีแดง) สถานีวัดพระศรีมหาธาตุ เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเขียว (สายสุขุมวิท) และสถานีมีนบุรี เชื่อมต่อกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) พร้อมกันนี้ ผู้ใช้รถยนต์สามารถนำรถมาจอดได้ที่อาคารจอดแล้วจรสถานีมีนบุรี เพื่อเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน โดยอาคารจอดแล้วจรเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 05.00 – 02.00 น.

อย่าพูดบิดเบือนช่วงหาเสียง!! ‘ชวน’ สวนกลับ ‘พิพัฒน์’ ปมแขวะนายกฯ 2 สมัย แต่ไม่พัฒนาตรัง ตอกกลับพฤติกรรม “เลือกปฏิบัติ” เดินตามรอยทักษิณ ระวังผิดรัฐธรรมนูญ ม.27

‘ชวน’ ตั้งโต๊ะซัด ‘พิพัฒน์’ ปมแขวะนายกฯ 2 สมัย แต่ไม่พัฒนาตรัง เตือนอย่าคิดแบบธุรกิจการเมือง หวังผลกำไร 

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงตอบโต้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลวานนี้ (6 ม.ค.69) โดยมีการพาดพิงพื้นที่จังหวัดภาคใต้ที่มีนายกรัฐมนตรี 2 สมัย แต่ไม่ได้รับการพัฒนา ว่า ตนคือหนึ่งในผู้สมัครรับเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรในระบบบัญชีรายชื่อ หมายเลข 27 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมด้วย เนื่องจากข้อความบางตอนเป็นการโจมตีให้ร้ายกัน และจากการให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล เป็นสถานที่ที่ไม่ควร โจมตีให้ร้ายใคร แต่ควรจะเป็นการแถลงนโยบายหรือผลงานมากกว่า ตนจึงอยากเตือนด้วยความเคารพ

นายชวน กล่าวว่า ที่มีกล่าวว่าหากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ช่วยกันเลือกพรรคภูมิใจไทย เราจะเอาสิ่งต่างๆ เข้าไปทำงบประมาณ เพื่อพัฒนาโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมกับยกเป็นการเปรียบเทียบการบริหาร จ.สุพรรณบุรี ในสมัย นายบรรหาร ศิลปอาชา ที่เป็นนายกรัฐมนตรีเพียงปีเดียว แต่พัฒนาจังหวัดไปได้มาก และผู้เปรียบเทียบได้ให้สัมภาษณ์ในตอนท้าย ว่าพื้นที่จังหวัดหนึ่งในภาคใต้มีนายกรัฐมนตรี 2 ครั้งติดต่อกัน ขอให้กลับไปดูว่า วันนี้มีการพัฒนาอย่างไรบ้าง ถึงแม้ไปดูแล้วไม่มีการเอ่ยชื่อ ก็รู้ว่าเป็นตนและจังหวัดตรัง แต่ก็ไม่แน่จริง ควรเอ่ยชื่อให้หมดเรื่องหมดราว ไม่ต้องมานั่งตีความกัน ซึ่งท่านก็คงหมายถึงตน ที่เป็นนายกฯ 2 ครั้ง ท่านบอกว่าไม่ได้โจมตีใคร

นายชวน กล่าวต่อว่า หากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดได้ช่วยกันเลือกพรรคภูมิใจไทย ก็จะนำเอาสิ่งต่างๆ เข้าไปทำงบประมาณเพื่อพัฒนาโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน หากสื่อมวลชนนึกออกการเลือกปฏิบัติ โดยพัฒนาเฉพาะจังหวัดที่เลือก ผู้แทนของเขา เคยเกิดขึ้นในสมัยที่ นายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ใช้คำว่าพัฒนาเฉพาะจังหวัดที่เลือกไทยรักไทยก่อน จังหวัดอื่นไว้ทีหลัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ชัดเจนว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ ซึ่งตนเป็นหนึ่งในคนที่ต่อต้านการเลือกปฏิบัติ จึงมีผลทำให้พรรครักไทยไม่ได้รับเลือกจากภาคใต้แม้แต่คนเดียว เพราะเชื่อว่าการเลือกปฏิบัติไม่ยุติธรรม 

เพราะฉะนั้นสิ่งที่นายพิพัฒน์ พูดก็เป็นแนวคล้ายคลึงกัน หากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ช่วยกันเรื่องพรรคภูมิใจไทย ก็จะนำสิ่งต่างๆ เข้าไปทำงบประมาณนั้น หมายความว่า ถ้าไม่เลือกเขา เขาก็อาจจะไม่เอาสิ่งต่างๆ เข้าไปเพื่อพัฒนา ปัญหาคือเมื่อพรรคภูมิใจไทยเขาพูดแล้วทำ เมื่อพูดอย่างนี้ก็คือพูดแล้ว เขาก็ควรจะทำ คือถ้าไม่เลือก เขาก็จะไม่จัดงบประมาณไปให้ เป็นการเลือกปฏิบัติโดยตรงซึ่งโดยหลักแล้วขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 27 ได้ย้ำไว้ ว่าจะเลือกปฏิบัติ เพราะความคิดความเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน เพราะการเลือกหรือไม่ ถือว่าเป็นการเห็นทางการเมือง และถ้านักการเมืองใช้วิธีการนี้ ความขัดแย้งแตกแยกในบ้านเมืองก็จะเกิดขึ้น อย่างในสมัยนายทักษิณ และจะเกิดความไม่เป็นธรรมต่อกระบวนการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยก็จะผิดเพี้ยนไป กลายเป็นการพัฒนาเฉพาะพื้นที่ที่เลือก พื้นที่ที่ไม่เลือกก็ไม่มีการพัฒนา แต่เก็บภาษีเขา ตนจำได้ว่าเคยเรียกร้องเรื่องนี้ เมื่อเขาได้เสียภาษีเช่นเดียวกันก็ต้องพัฒนาเหมือนกัน

นายชวน กล่าวอีกว่า การนำไปเปรียบเทียบจังหวัดตรัง ในส่วนของตนนั้น เมื่อเป็นนายกรัฐมนตรี 2 สมัย ตนโชคดีเป็น 6 ปีกว่า เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งนานที่สุด จึงได้ทำโครงการพัฒนาประเทศ ไม่ได้เจาะจงทำเฉพาะ จ.ตรัง โครงสร้างพื้นฐานไม่ได้ตัดถนนเข้าเฉพาะจังหวัดตรัง แต่ทำทั่วประเทศ พร้อมยกตัวอย่าง โครงการพัฒนาถนน 4 เลน ภาคเหนือสิ้นสุดที่ จ.เชียงราย ภาคอีสานสิ้นสุดที่ จ.หนองคาย ภาคใต้สิ้นส่วนที่จังหวัดชายแดนเชื่อมมาเลเซีย นี่คือการบริหารงานในสมัยที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เลือกปฏิบัติ ว่าจะเลือกตนหรือไม่

นอกจากนี้ นายชวน ยังระบุว่า โครงการเบี้ยผู้สูงอายุ ได้ริเริ่มในสมัยตน จนมาถึงในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายทักษิณกลับไม่มีการเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ แต่กลับมาเพิ่มในสมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จาก 200 บาท เป็น 500 บาท และเป็นต้นแบบจนถึงปัจจุบันนี้ ที่ได้เดือนละ 600 - 800 บาท และนายอภิสิทธิ์ ประกาศว่าจะเพิ่มเป็น 1,000 บาท ต้องพูดในสิ่งที่เป็นไปได้ ไม่พูดอะไรในผลคะแนนเสียงแล้วทำไม่ได้ ขณะเดียวกันตนยังเป็นผู้ผลักดัน จ.ตรัง ให้มีมหาวิทยาลัย และล่าสุดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ก็มาจากนักกีฬาในมหาวิทยาลัยจังหวัดตรัง รวมถึงริเริ่มให้เด็กดื่มนม จนเด็กสูงได้มาตรฐานโลก

นายชวน ยังกล่าวว่า นายพิพัฒน์นั่งเครื่องบินไป จ.ตรัง แล้วพบกับตน เพื่อไปหา สส.ได้มา 2 คน ตนก็ไม่ได้พูดอะไร ไม่เกรงใจ ไม่ให้เกียรติชาวตรัง ตนก็ไม่เคยวิจารณ์ แต่การพาดพิงอย่างนี้ส่งผลกระทบต่อการหาเสียง จ.ตรัง คนจะเข้าใจผิดว่าตนไม่เคยทำอะไรให้ จ.ตรัง ซึ่งตนก็พัฒนา จ.ตรัง เหมือนจังหวัดอื่น ไม่อยากให้คนไปเที่ยวตรัง แล้วด่าว่า เอางบประมาณไปทำบ้านมันคนเดียว

นายชวน กล่าวอีกว่า จ.ตรัง ยังมีรถไฟ มีสนามบินที่สวยที่สุด ซึ่งตนของบประมาณจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สมัยที่ตนเป็นประธานรัฐสภา และตรังเป็นจังหวัดเดียวที่จตุรัสเมือง ซึ่งเป็นความพยายามมากว่า 20 ปี สมัยที่ตนเป็นประธานรัฐสภา พร้อมชวนผู้สื่อข่าวไปเที่ยวเมืองตรังเพื่อเที่ยวจตุรัสเมือง

"ในการทำงานในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้ถือหลักว่าเราเป็นนายกรัฐมนตรีของคนทั้งประเทศ ดังนั้น การจะทำนโยบายอะไรก็ตาม ต้องไม่เจตนาที่จะทำเพื่อประโยชน์ในบ้านตัวเองเท่านั้น ต้องทำเพื่อประโยชน์ของคนทั้งประเทศ ทุกจังหวัด นี่เป็นแนวที่ตนและพรรคประชาธิปัตย์ได้ยึดปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบัน" นายชวน กล่าว

นายชวน ยังกล่าวว่า การที่นายพิพัฒน์ ใช้ทำเนียบรัฐบาล เป็นที่กล่าวโจมตีให้ร้าย กระทบในทางกฎหมาย ในหลักแล้วไม่ถูกต้อง พูดให้ร้ายไม่ตรงกับความเป็นจริง ไปเปรียบเทียบกับสุพรรณบุรีแต่ก็ไม่มีสนามบิน การเป็นนักการเมืองจะต้องให้ความสำคัญกับประชาชนทุกจังหวัด ประชาธิปไตยจะไปได้ เมื่อมีความยุติธรรม ไม่ใช่ว่าถ้าไม่เลือกคนนั้น แล้วบ้านเมืองเราจะล้าหลัง ถ้าไม่เลือกคนนี้แล้วจะไม่ได้รับการพัฒนา แต่ต้องมองว่าใครเป็นรัฐบาลก็ต้องมีหน้าที่พัฒนาทุกจังหวัดทั่วประเทศ ตนภูมิใจที่เป็นนายกรัฐมนตรี 2 สมัย ได้ทำหน้าที่และกระจายความเจริญ ซึ่งกฎหมายกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคเกิดในสมัยตน ประเทศเราเรื่องของคนมีความสำคัญ

นายชวน ยังกล่าวอีกว่า ตนเป็นผู้ตั้งกระทู้ถามสดในเรื่องวิกฤตศาสนา คนไม่ไปทำบุญจนวัดไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำค่าไฟ และถูกตัด จนที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ใช้งบกลางจ่ายค่าน้ำค่าไฟและไม่ให้ตัดไฟ นี่คือสิ่งที่สังคมยังไม่รู้

"ใครมาเป็นรัฐบาลในเที่ยวหน้า ไม่ว่าใครก็ตาม อย่าใช้วิธีที่นายพิพัฒน์พูด พี่น้องภาคใต้ขอให้รับรู้ถ้าทำอย่างที่นายทักษิณเคยทำ ควรจะเลือกพรรคการเมืองประเภทนี้หรือไม่ สำหรับพี่น้องชาวตรัง ขอให้รับทราบว่าสิ่งที่นายพิพัฒน์พูด ตนได้พัฒนาจังหวัดตรัง เหมือนที่พัฒนาจังหวัดอื่น ไม่มีข้อยกเว้น ไม่เอาเปรียบจังหวัดอื่น ให้ความเป็นธรรมกับทุกจังหวัด ในฐานะที่เป็นตัวแทนชาวตรัง ไม่อยากให้ไกลมาจังหวัดตรังแล้ว ด่าว่าจังหวัดนี้เอาเปรียบจังหวัดอื่น เอางบประมาณมากองอยู่ที่นี่ ฝนไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น" นายชวน กล่าว

นายชวน ยังกล่าวอีกว่า ที่จริงไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากระบบยึดอำนาจ หรือเลือกตั้ง มีแค่รัฐบาลนายทักษิณ เป็นรัฐบาลแรกที่ประกาศชัดเจนว่าจะพัฒนาจังหวัดที่เลือกเพื่อไทยก่อน จังหวัดอื่นไว้ทีหลัง ซึ่งตนเพิ่งเห็นนายพิพัฒน์เพิ่งมาพูด นอกนั้นก็ได้บทเรียน ส่วนใหญ่จะพูดในทำนองว่า ยินดีอย่างยิ่งที่จะพัฒนา ไม่ได้เจาะจงจังหวัดใด

เมื่อถามว่า ถ้านายพิพัฒน์มาขอพูดคุยทำความเข้าใจจะว่าอย่างไร นายชวน กล่าวว่า ส่วนตัวรู้จักกัน นายพิพัฒน์ก็ลงไปหา สส.เจอในเครื่องบินอยู่ ที่นายพิพัฒน์ มาพูดเช่นนี้ ตนคิดว่านายพิพัฒน์เป็นนักธุรกิจที่ทำงานการเมือง ถ้าทัศนคติอาจจะมองไปแบบนักธุรกิจการเมืองที่เราเคยเห็น มองเรื่องจะต้องมีกำไรขาดทุน เมื่อลงทุนแล้ว ต้องได้ ดังนั้นเลือกถึงจะให้ ซึ่งความจริงได้นักการเมืองระบอบประชาธิปไตย จริงๆ ทำเช่นนั้นไม่ได้ แต่นักธุรกิจที่มาทำงานการเมือง แต่ความจริงนักธุรกิจที่ทำงานการเมืองที่ดีก็มี ความสำนึก ความเข้าใจธุรกิจ และทำงานการเมืองก็ต้องเอากำไร ซึ่งความจริงเป็นงบหลวงไม่ใช่งบส่วนตัว การเลือกปฏิบัติ ซึ่งไม่ควรจะมี เพราะเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเข้า 90 กว่าปี สิ่งเหล่านี้พรรคไทยรักไทยได้บทเรียนมาแล้ว ไม่มี สส.ใต้แม้แต่คนเดียว ซึ่งเป็นผลมาจากที่เรารณรงค์พรรคการเมืองจะได้เรียนรู้และไม่ใช่วิธีนี้ปฏิบัติ

เมื่อถามว่า การที่นายพิพัฒน์ออกมาพูดเช่นนี้เหมือนกับนายทักษิณ แสดงว่าพรรคภูมิใจไทยจะไม่ได้ที่นั่งใช่หรือไม่ นายชวน กล่าวว่า ถ้าข้อมูลนี้ไปถึงชาวบ้านตนว่าเขาจะคิด เพราะเขาบอกว่าพูดแล้วทำ แต่ตนว่าเรื่องนี้ จะมีปัญหาอยู่เหมือนกัน ความจริงตนก็ไม่มีอะไร ฉะนั้นท่านจะมาพาดพิงเรื่องอะไร ถ้าท่านไปหาต้นตอที่ตรังผมยังไม่ได้พูดอะไรเลย แต่ว่าท่านทำเหมือนกับไม่ให้เกียรติคนตรัง แต่ท่านก็ไปพูดอย่างนี้ ไม่ไปว่าอะไร เจอก็ทักทายกัน

เมื่อถามย้ำว่า เป็นเพราะพรรคประชาธิปัตย์ได้รับการตอบรับที่ดีในภาคใต้ใช่หรือไม่ นายชวน กล่าวว่า ไม่ทราบว่าดีหรือไม่ดี แต่แนวปฏิบัติเรามีมามากแล้ว ท่านอาจจะไม่สามารถปรับเป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยได้ 100% ท่านอาจมองเป็นเรื่องธุรกิจที่ต้องได้ประโยชน์ และต้องได้กำไรการเมืองจะคิดอย่างนั้นไม่ได้

แม่ชมพู่จัดแฟชั่น!! ทริปหิมะฝรั่งเศสสุดอบอุ่น แม่ชมเปลี่ยนลุคทุกวัน น้องเกลฉายแววสไตล์จัดเต็ม รวมครอบครัวอบอุ่นที่ Courchevel

(7 ม.ค. 69) ครอบครัว "รังษีสิงห์พิพัฒน์" โดย "ชมพู่ อารยา" พาแฟนคลับลุ้นทริปหิมะฝรั่งเศสที่รีสอร์ตสกีชื่อดัง Courchevel พร้อมแคปชั่นว่า "แต่งตัวจัดไปวันๆ" สร้างความฮือฮาในโซเชียล เมื่อแม่เปลี่ยนลุคไม่ซ้ำวัน และลูกสาวคนเล็ก "น้องเกล" ไม่ธรรมดาในเรื่องแฟชั่น

ในโพสต์ที่แชร์ในโซเชียลมีการยกให้ "แม่ชม" เป็นแฟชั่นไอคอนตัวจริง แต่ความน่าสนใจอยู่ที่ "น้องเกล" ลูกสาวที่ถูกชื่นชมว่าแฟชั่นจัดเต็มไม่แพ้แม่ "แต่ละวันแต่ละชุดก็ไม่เบาเหมือนกัน" เรียกความเอ็นดูจากแฟนคลับอย่างมาก

ทริปนี้ไม่ใช่แค่ท่องเที่ยวธรรมดา แต่ยังเป็นรันเวย์แฟชั่นกลางหิมะ โดยครอบครัวนี้ได้รวมตัวกันอย่างอบอุ่น นอกจากนั้นยังได้เห็นการร่วมทริปของ "แพทริเซีย กู๊ด" และสามี "โน้ต วิเศษ" สร้างภาพความอบอุ่นของครอบครัวใหญ่

โครงการ Courchevel ถือเป็นรีสอร์ตระดับโลกที่ตั้งอยู่ในแคว้น Rhone-Alpes ประเทศฝรั่งเศส และเป็นหนึ่งในสกีโซนใหญ่ "Three Valleys" ที่นักท่องเที่ยวสายสโนว์คุ้นเคยกันดี ทริปนี้จึงได้ทั้งวิวธรรมชาติและแฟชั่นโชว์จากครอบครัวนี้พร้อมกัน

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9866538/

กกร. ห่วงเศรษฐกิจปี 69!! คาดโตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี แนะรัฐบาลใหม่เร่งแก้หนี้ครัวเรือน สกัดเงินเทา - คุมบาทแข็งตามราคาทองคำ หวั่นกระทบขีดความสามารถโลกใหม่

กกร.ห่วง GDP ปี 69 โตต่ำกว่า 2% ในรอบ 30 ปี รั้งท้ายอาเซียน-บาทแข็งฉุดส่งออก แนะรัฐบาลใหม่เร่งแก้หนี้ครัวเรือนสกัดเงินเทา - คุมบาทแข็งตามราคาทองคำ

(7 ม.ค. 2569) ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แถลงสรุปผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่า กกร.คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มโตต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี หากไม่รวมช่วงวิกฤติ ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน และคาดว่าไทยจะโตต่ำสุดในภูมิภาค จากทั้งความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิมด้วยขนาดเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่และหนี้ครัวเรือนสูง ขาดความสามารถทางการแข่งขันในโลกใหม่ ข้อจำกัดทางงบประมาณทางการคลัง และความท้าทายของภาครัฐที่มีกฎระเบียบจำนวนมากและข้อมูลขาดความเชื่อมโยง กอปรกับผลกระทบจากภัยพิบัติในปีก่อนหน้า ค่าเงินบาทแข็งค่า อาชญากรรมทางไซเบอร์ การเคลื่อนย้ายเงินทุนเทา และความเสี่ยงจากกระบวนการจัดทำงบประมาณที่ล่าช้า

กกร. มีความกังวลต่อค่าเงินบาทที่แข็งค่า  8.2% ในปีที่ผ่านมา เป็นอันดับที่สองของภูมิภาค ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันการส่งออกเสมือนการที่ภาคธุรกิจโดนเรียกเก็บภาษี (tariff) เพิ่มเติม เป็นการเซาะกร่อนภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ส่งออก จึงอยากให้หน่วยงานการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่มีการแข็งค่าตามราคาทองคำ และบทบาทของการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยต่อค่าเงินบาท โดย กกร. สนับสนุนให้ภาครัฐเร่งดำเนินการ connect the dots เพิ่มการรับรู้แหล่งที่มาของเงิน ข้อมูลเชิงลึกของเงินบาทของบุคคลที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในประเทศไทย โดยไม่ยึดติดกับกรอบการกำกับเดิม ๆ และป้องกันไม่ให้ธุรกรรมดังกล่าวบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศ

ดร.พจน์ กล่าวว่า ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนผ่านเหตุการณ์สหรัฐฯเข้าแทรกแซงเวเนซูเอลา เป็นการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจการเมืองโลกชัดเจนขึ้น (New World Order) ซึ่งกระทบกับระบบเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงจากปีก่อน อีกทั้งผลจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะเริ่มเห็นผลมากขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อนที่สินค้าส่งออกไทย ที่ไม่รวมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เริ่มหดตัว สะท้อนความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจไทยที่สูงขึ้น ดังนั้นไทยต้องเท่าทันการเปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ กกร. มุ่งหวังให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งสานต่อแนวทางในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ผ่านการผันเศรษฐกิจเข้าสู่ในระบบและแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อ พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคทางธุรกิจที่จะหนุนการลงทุนใหม่และสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งยกระดับการต่อต้านคอร์รัปชัน สิ่งผิดกฎหมาย เพื่อสร้าง Trust & Confidence และลดต้นทุนแฝงในการประกอบธุรกิจ ตลอดจนอาศัยการร่วมมือกันตามแนวทาง “Reinvent Thailand” เพื่อปิดจุดอ่อนในการลดความท้าทายภายในประเทศ และเสริมจุดแข็งเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของไทย ซึ่ง กกร. ติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม New S-Curve อย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดย BOI (กองทุนเพิ่มขีดฯ) ที่ต้องเร่งให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมและพิจารณาขยายระยะเวลาการสมัครเข้าโครงการที่จะสิ้นสุดปลายเดือน ม.ค. นี้ ตลอดจนโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’ มาตรการ  Soft Loan และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อโดย บสย. บนหลักการของการลดความซับซ้อนของกระบวนการ เชื่อมโยงทั้ง Supply chain ยกระดับทักษะ ก่อให้เกิดการจ้างงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

ดร.พจน์ กล่าวว่า กกร. เล็งเห็นโอกาสครั้งสำคัญของไทย ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก ประกอบด้วย การประชุม  IMF-World Bank Group Annual Meeting 2026 “Thailand’s New Horizons: Empowering People , Building Resilience” ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจการเงินระดับโลก และแนวทางการรับมือกับความท้าทายต่างๆจากผู้บริหารเบอร์ 1 ของโลกจากทุกอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย และนักวิชาการทั่วโลก ซึ่งเป็นโอกาสที่มีค่ายิ่งในการส่งเสริมภาพลักษณ์ (Re-Branding) ทำให้ประเทศไทยอยู่ใน Supply Chain ของโลก ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพิ่มผลิตภาพและในสิ่งที่ประเทศไทยต้องการ ซึ่งจะมีการจัดประชุมต่อเนื่องตลอดทั้งปีไปจนถึงงานประชุมใหญ่ในเดือนตุลาคมนี้ จึงต้องเร่งเตรียมความพร้อมโดยเร็วที่สุด กกร. จะจัดตั้งคณะทำงานย่อยของ กกร. เพื่อประสานงานและร่วมเตรียมการกับภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้เป็นเจ้าภาพการประชุม “Gastech 2026””ซึ่งเป็นสุดยอดงานประชุมและจัดแสดงเทคโนโลยีด้านก๊าซธรรมชาติ LNG พลังงานไฮโดรเจน เทคโนโลยีภูมิอากาศ และ AI เป็นการรวมตัวผู้นำจากทุกภูมิภาคเพื่อผลักดันความร่วมมือเสนอแนะนโยบายด้านพลังงานในระดับโลก รวมถึงงานเทศกาลดนตรีระดับโลก Tomorrowland ที่จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ดังนั้น ไทยควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างความเชื่อมั่นในเวทีนานาชาติ เชื่อมโยงแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยเข้ากับพลวัตของโลก ซึ่งหลายแนวทางสอดคล้องกับการดำเนินงานของ Reinvent Thailand ภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน อย่างเต็มศักยภาพ

แค่ขอโทษ..ยากตรงไหน? 'ดร.เจษฏ์' สอนมวย 'พิธา-ค่ายส้ม' เลิกแถปม "ทหารมีไว้ทำไม" ชี้ทางออกง่ายๆ แค่ยอมรับความจริง แล้วกล่าวคำ "ขอโทษ" อย่าเลี่ยงบาลี

‘ดร.เจษฎ์’ สอนมวย ‘พิธา’ - ส้ม เลิกแซะ "ทหารมีไว้ทำไม"  แนะทางออกง่ายนิดเดียวแค่บอก "ขอโทษ พูดผิดไปแล้ว"

(7 ม.ค. 2569) รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ กล่าวถึงประเด็นวาทกรรมทางการเมืองที่ยังคงเป็นข้อถกเถียงในสังคม โดยเฉพาะคำถามที่ว่า “ทหารมีไว้ทำไม” ซึ่งมักถูกหยิบยกขึ้นมาโจมตีโดยกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคประชาชนหรือ “ค่ายส้ม”

รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุว่า ที่ผ่านมามีการตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์กองทัพในทำนองว่ารบกับใครก็แพ้ หรือมีปัญหาเรื่องการจัดซื้ออาวุธ ซึ่งเมื่อถูกท้วงติง ฝ่ายที่ตั้งคำถามกลับพยายามอธิบายเลี่ยงไปมาในลักษณะที่เรียกว่า "แถ" แทนที่จะยอมรับความผิดพลาด

รศ.ดร.เจษฎ์ ย้ำว่า เรื่องนี้แก้ได้ไม่ยากเลย แค่ขอโทษอย่างจริงใจก็จบแล้ว แค่บอกว่า "ผมพูดผิดไปแล้วครับ ผมขอโทษครับ ผมจะไม่ทำอีกแล้วครับ ผมรู้แล้วครับว่าทหารมีไว้ทำไม ผมสำนึกรู้คุณคนทหารแล้วครับ" พร้อมย้ำว่า เรื่องง่ายๆ ง่ายที่สุดแต่กลับไม่ทำ 

แคนดิเดตนายกฯ พรรครักชาติ ทิ้งท้ายว่า หากพรรคการเมืองคู่ขัดแย้งไม่ยอมลดทิฐิและไม่ยอมกล่าวคำขอโทษในสิ่งที่เคยพูดผิดพลาด การที่จะบอกให้สังคมอภัยให้กันแล้วหันมาร่วมมือพัฒนาบ้านเมืองนั้น คงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

เดนมาร์กไม่รอแล้ว!! เร่งเพิ่มกำลังทหารกรีนแลนด์ เน้นฝึกซ้อมร่วมกับนาโต รับแรงกดดันสหรัฐฯ เสริมทหารรับเกมมหาอำนาจ

(7 ม.ค. 69) เดนมาร์กประกาศแผนเสริมความแข็งแกร่งของการประจำการทางทหารในกรีนแลนด์ พร้อมเพิ่มการฝึกซ้อมภายใต้นาโต เพื่อรับมือสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคอาร์กติก โดยทรอยล์ส ลุนด์ เปาล์เซน รัฐมนตรีกลาโหมเดนมาร์กยืนยันเมื่อวันที่ 7 มกราคม ว่า "เราจะเสริมการปรากฏตัวของกองกำลังทหารของเราในกรีนแลนด์ แต่เน้นย้ำมากขึ้นในการจัดการฝึกซ้อมและการเพิ่มการปรากฏตัวของนาโต"

ก่อนหน้านี้ กระทรวงการต่างประเทศเดนมาร์กเปิดเผยว่าคณะกรรมาธิการนโยบายต่างประเทศของรัฐสภาจะหารือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเดนมาร์กและสหรัฐฯ โดยมีลาร์ส ล็อกเก รัสมุสเซนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและเปาล์เซนเข้าร่วม

ขณะเดียวกัน ภาพโพสต์ในแพลตฟอร์ม X ของเคที มิลเลอร์ ภรรยาของรองหัวหน้าคณะทำงานทำเนียบขาว แสดงแผนที่กรีนแลนด์ระบายสีเป็นธงชาติสหรัฐฯ พร้อมคำบรรยายว่า "SOON" ทำให้โคเปนเฮเกนเรียกร้องความเคารพบูรณภาพแห่งดินแดนและมองภาพดังกล่าวว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เคยเสนอให้กรีนแลนด์กลายเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ โดยอ้างถึงความสำคัญทางยุทธศาสตร์และความมั่นคงของนาโตในภูมิภาคนี้ กรีนแลนด์ซึ่งเป็นเขตปกครองตนเองของเดนมาร์ก มีบทบาทสำคัญในภูมิภาคและยังคงสถานะเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรเดนมาร์กอย่างเป็นทางการ

ที่มา : Sputnik

กีฬาคือความหวัง!! 'ยศชนัน' นำทีมเพื่อไทยบุกโอลิมปิก เล็งปัดฝุ่น 1 รัฐวิสาหกิจ 1 สมาคมกีฬา พร้อมเสนอแผนบรรจุ 1,500 นักกีฬาทีมชาติ ให้เป็นพนักงานราชการสางปัญหาฮีโร่ตกอับ

‘ยศชนัน’ นำทัพเพื่อไทย ถก "บอร์ดโอลิมปิคฯ" ดันวาระเร่งด่วนปรับเงินนักกีฬาให้ทันค่าครองชีพ พร้อมฟื้นโมเดล "1 รัฐวิสาหกิจ 1 สมาคมกีฬา"

เมื่อวันที่  6 มกราคม 2569 ที่ ห้องประชุมคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย เขตดุสิต ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย นำคณะทำงานด้านกีฬาเข้าหารือ ร่วมกับคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

นายพิมล ศรีวิกรม์ ประธานคณะกรรมการฯ ได้กล่าวเน้นย้ำจุดยืนขององค์กรที่มีความเป็นกลางทางการเมือง แต่ก็ยินดีเปิดรับและให้ข้อมูลแก่ทุกพรรคการเมืองอย่างเท่าเทียมเพื่อนำไปใช้วางนโยบายพัฒนากีฬาของชาติ ไม่ได้ผูกขาดกับพรรคใดพรรคหนึ่ง ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะเป็นพรรคแรกที่ติดต่อเข้ามาหารือ และในวันนี้มีคณะผู้บริหารและตัวแทนจากสมาคมกีฬาต่างๆ เข้าร่วมประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ได้แก่ สมาคมกีฬาเคอร์ลิงแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬาเทเบิลเทนนิสแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬาปันจักสีลัตแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬาสควอชแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย รวมถึงคณะผู้ทรงคุณวุฒิประจำคณะกรรมการโอลิมปิคฯ

โดยในวงหารือ ได้แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และรับฟังข้อเสนอแนะในการยกระดับมาตรฐานกีฬาไทยทั้งระบบ โดยบรรยากาศหารือเน้นหนักไปที่การแก้ไขปัญหาเชิงระบบ ทั้งในส่วนของนักกีฬา ผู้ฝึกสอน และผู้ตัดสิน รวมถึงเรื่องงบประมาณที่มีขีดจำกัด เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ความเป็นเลิศในระดับสากล รวมถึงคุณภาพชีวิตของนักกีฬา เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของชีวิตสำหรับอาชีพนักกีฬา และการจูงใจในการสร้างนักกีฬาใหม่ๆ

จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยถึงแนวนโยบายของพรรคเพื่อไทยในการยกเครื่องวงการกีฬาไทยทั้งระบบ โดยระบุว่าพรรคเตรียมผลักดันการสังคายนาระบบเงินสนับสนุนนักกีฬาใหม่ทั้งหมด เนื่องจากอัตราค่าตอบแทนเดิมอยู่ในเกณฑ์ต่ำและไม่ได้ปรับปรุงมานาน ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องทบทวนเพื่อสร้างขวัญกำลังใจและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับตัวนักกีฬา ควบคู่ไปกับการเดินหน้านโยบาย “หนึ่งรัฐวิสาหกิจ ต่อหนึ่งสมาคมกีฬา” เพื่อเป็นหลักประกันว่างบประมาณจากภาครัฐจะไหลเวียนสู่การพัฒนากีฬาอย่างสม่ำเสมอ

สำหรับยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อน พรรคเพื่อไทยได้วางโครงสร้างไว้ 4 ด้านหลัก เริ่มจากการปั้น “สปอร์ตอคาเดมี่” เพื่อดูแลนักกีฬาแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นจนจบ เน้นสร้างอาชีพที่มั่นคงรองรับหลังเกษียณจากการแข่งขัน โดยจะนำวิทยาศาสตร์การกีฬา โภชนาการ และเทคโนโลยีระดับ Genome มาใช้พัฒนาศักยภาพนักกีฬาให้แม่นยำที่สุด พร้อมกันนี้จะมีการปฏิรูประบบงบประมาณสู่รูปแบบ “Block Grant” หรือการจัดสรรงบระยะยาวหลายปี แทนการขอแบบปีต่อปี เพื่อให้สมาคมกีฬาสามารถวางแผนฝึกซ้อมและบริหารจัดการได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการใช้กีฬาขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการทูต หรือ Sports Diplomacy โดยจะพัฒนาสนามกีฬาในระดับจังหวัดร่วมกับภาคเอกชนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และใช้กีฬาเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้นักกีฬาไทยได้ไปแลกเปลี่ยนหรือศึกษาต่อในต่างประเทศได้ง่ายขึ้น โดยทั้งหมดนี้จะยึดหลักการให้เกียรติและรับฟังความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในวงการ เพื่อให้เกิดการยอมรับและเคารพในศักดิ์ศรีซึ่งกันและกันระหว่างฝ่ายนโยบายและฝ่ายปฏิบัติ

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวเสริมว่า ในระยะยาวพรรคมีแผนปูพรมพัฒนากีฬาตั้งแต่ระดับท้องถิ่นผ่านการรื้อฟื้น (Revisit) ระบบการเรียนการสอนพลศึกษาในโรงเรียน ให้เน้นกีฬาที่เป็นจุดเด่นของไทยและสร้างค่านิยมรักกีฬา รวมถึงการผลิตครูพลศึกษาให้สอดรับกับทิศทางกีฬาของชาติ เพื่อสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ของกีฬาอาชีพให้แข็งแกร่งและมีมาตรฐานเทียบเท่าระดับโลก

“กีฬาคือการสร้างความหวัง และเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าด้านเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะยกเครื่องระบบกีฬาไทยให้ทันสมัยและมั่นคง เพื่อให้กีฬาเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยในอนาคตอย่างแท้จริง” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวทิ้งท้าย

ด้านนายสรวงศ์ กล่าวว่า ปัญหาหลักของกีฬาไทยคือการ "มีเงินแต่ใช้ผิดที่" โดยเฉพาะงบกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติที่หมดไปกับอีเวนต์มากกว่าการพัฒนาวิทยาศาสตร์การกีฬา โภชนาการ และการจ้างโค้ชเก่งๆ จึงเสนอโมเดล "1 อำเภอ 1 Academy" เน้นปั้นนักกีฬาไทยเอง (Youth Development) ตามความเหมาะสมของพื้นที่แทนการซื้อตัวโอนสัญชาติ พร้อมเสนอแก้ปัญหา "ฮีโร่ตกอับ" ด้วยการบรรจุนักกีฬาทีมชาติ 1,500 คน เป็นพนักงานราชการสัญญาจ้าง 4 ปี เพื่อสร้างสวัสดิการที่มั่นคงและสร้าง Personal Branding ให้เป็นที่รู้จักตั้งแต่ก่อนคว้าชัยชนะ

นอกจากนี้ ยังเตรียมผลักดันมาตรการจูงใจให้เอกชนร่วมสนับสนุนกีฬาผ่านการลดหย่อนภาษี 2 เท่า เพื่อลดภาระภาครัฐ พร้อมเร่งแก้ไขอุปสรรคเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการคืนอำนาจอนุมัติงบกองทุนฯ ให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเพื่อความรวดเร็ว และแก้ไขปัญหาการเบิกจ่ายรายไตรมาสที่ทำให้สมาคมกีฬาวางแผนระยะยาวไม่ได้ รวมถึงต้องปรับความเข้าใจกับสำนักงบประมาณเพื่อไม่ให้ตัดงบปกติของกระทรวงฯ จนเกิดสภาวะสุญญากาศในการทำงาน

สำหรับคณะผู้เข้าหารือในครั้งนี้ ฝั่งพรรคเพื่อไทย นำโดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์, นายสรวงศ์ เทียนทอง รองหัวหน้าพรรค, นายพายุ เนื่องจํานงค์ รองโฆษกพรรค, นายณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช นายทะเบียนพรรค, นางญาณิกา เทียนทอง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และ นายฐิติพงศ์ เขียวไพศาล ที่ปรึกษารองหัวหน้าพรรค ทางด้านคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ ให้การต้อนรับนำโดย นายพิมล ศรีวิกรม์ ประธานคณะกรรมการฯ, ศาสตราจารย์พิเศษ เจริญ วรรธนะสิน รองประธานฯ, นายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ รองประธานฯ และนายกสมาคมฮอกกี้แห่งประเทศไทย ร่วมด้วย ดร.สุวรรณา ศิลปอาชา และคณะกรรมการรายอื่นๆ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

เปิดพิมพ์เขียวปัญหา!! ทำไมนักการเมืองถึงชอบแก้รัฐธรรมนูญ? เจาะลึก 5 ข้อถกเถียงรัฐธรรมนูญไทย จากปม ส.ว. ถึงกลไกล็อกหลายชั้น ที่ทำให้การเมืองไทยวนเวียนอยู่ที่เดิม

รัฐธรรมนูญไทย “ผิดตรงไหน” — ทำไมนักการเมืองถึงชอบแก้กันไม่หยุด

รัฐธรรมนูญไม่ใช่ “ข้อสอบที่มีคำตอบเดียว” ว่าถูกหรือผิด แต่คือ “กติกาเกมการเมือง” ถ้าคนจำนวนมากรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม ไม่สะท้อนเสียงประชาชน หรือออกแบบให้บางฝ่ายได้เปรียบถาวร กติกานั้นก็จะถูกท้าทาย และถูกผลักดันให้แก้ไขซ้ำ ๆ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “ผิดตรงไหน” แต่คือ “ตรงไหนที่ทำให้ความขัดแย้งไม่จบ” และ “ตรงไหนที่ทำให้รัฐบาล-ฝ่ายค้าน-กลุ่มผลประโยชน์เห็นต่างกันจนอยากเปลี่ยนกติกา”

1) แก้ยากแบบล็อกหลายชั้น: เสนอได้ แต่ผ่านยาก
หนึ่งในข้อวิจารณ์หลักของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคือเงื่อนไขการแก้ไขที่เข้มมาก โดยเฉพาะการต้องใช้เสียงสนับสนุนจากหลายกลุ่มในรัฐสภาพร้อมกัน ทำให้ต่อให้ ส.ส. มีเสียงมาก ก็ยังอาจติด “ด่านสำคัญ” และเกิดภาพวนซ้ำแบบ “เสนอ-ตก-เสนอใหม่”
• ผลที่ตามมา: การแก้ไขกลายเป็น “สงครามยืดเยื้อ” มากกว่าจะเป็น “การซ่อมกติกา”
• ยิ่งแก้ยาก ยิ่งเพิ่มแรงจูงใจให้บางฝ่ายผลักดัน “ร่างใหม่ทั้งฉบับ” แทนการแก้รายมาตรา

2) ส.ว. กับคำถามเรื่องความยึดโยงประชาชน
โครงสร้างของวุฒิสภาและบทบาทในกระบวนการทางการเมือง เคยเป็นจุดแตกหักทางความรู้สึกของสังคม โดยเฉพาะในช่วงที่สังคมมองว่าอำนาจบางส่วนของ ส.ว. ไม่ได้สะท้อนเจตจำนงจากการเลือกตั้งโดยตรง เมื่อเกิดผลลัพธ์ทางการเมืองที่ไม่ตรงกับความคาดหวังของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แรงกดดันให้แก้ไข โครงสร้าง ส.ว. จึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
• ข้อถกเถียงหลัก: ความชอบธรรมของอำนาจทางการเมืองควรยึดโยงกับประชาชนมากน้อยแค่ไหน
• ผลทางการเมือง: ประเด็น ส.ว. ถูกยกเป็น “โจทย์ใหญ่” ของการแก้รัฐธรรมนูญแทบทุกยุค

3) บทเฉพาะกาลและการ “พกอดีตมาด้วย”: ข้อขัดแย้งที่ปิดไม่ลง
บทเฉพาะกาลบางส่วนถูกวิจารณ์ว่าเป็นการวาง “ทางด่วน” ให้กติกาช่วงเปลี่ยนผ่านมีผลยาว รวมถึงการรับรองการใช้อำนาจและคำสั่งในช่วงก่อนหน้า เมื่อสังคมบางส่วนมองว่านี่คือการนำอดีต เข้ามาล็อกอนาคต ความพยายามแก้ไขจึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคกฎหมาย แต่เป็นเรื่องความชอบธรรมทางการเมือง

4) องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ: ดุลอำนาจที่คนเห็นต่าง
รัฐธรรมนูญออกแบบให้องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญมีบทบาทสูงในการกำกับเกมการเมือง ทั้งการตีความอำนาจหน้าที่ ตรวจสอบคุณสมบัติ หรือกรณีที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ฝ่ายหนึ่งมองว่าเป็นกลไกคุ้มครองระบบและสกัดการใช้อำนาจเกินขอบเขต อีกฝ่ายมองว่าอาจทำให้การเมือง “ย้ายสนาม” จากสภาไปอยู่ที่การวินิจฉัยมากเกินไป
• ข้อถกเถียงหลัก: ระดับอำนาจตรวจสอบควรเข้มแค่ไหนจึงจะ “คุมได้โดยไม่ครอบงำ”
• ผลทางสังคม: เมื่อมีคดีการเมืองใหญ่ ความไว้วางใจต่อดุลอำนาจจะถูกทดสอบทุกครั้ง

5) กรอบยุทธศาสตร์ระยะยาว: รัฐบาลเลือกตั้งถูกมัดมือหรือสร้างความต่อเนื่อง?
อีกประเด็นที่ถูกหยิบมาถกเถียงคือการวางกรอบนโยบายระยะยาวของรัฐ ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อกังวล ฝ่ายสนับสนุนมองว่าเป็นการสร้างความต่อเนื่อง ลดการเปลี่ยนนโยบายตามรอบเลือกตั้ง แต่ฝ่ายคัดค้านมองว่าอาจทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งปรับทิศทางประเทศได้ไม่คล่อง และไม่ตอบโจทย์วิกฤตเฉพาะหน้าได้ทัน

ทำไมนักการเมืองถึง “ชอบแก้” กันจัง?
ถ้าสรุปแบบตรงไปตรงมา เหตุผลหลัก ๆ มักหนีไม่พ้น 4 ข้อนี้:
• กติกาคือเดิมพันอำนาจ: ระบบเลือกตั้ง การตั้งรัฐบาล บทบาท ส.ว. และกลไกตรวจสอบ ล้วนกำหนดผู้ได้เปรียบ-เสียเปรียบ
• แก้ยากจึงยื่นซ้ำ: เมื่อด่านสูง การเสนอแก้จึงกลายเป็นการสะสมแรงกดดันทางการเมืองไปในตัว
• ความชอบธรรมยังเป็นข้อถกเถียง: เมื่อสังคมยังไม่ “ยอมรับร่วมกัน” การเมืองก็จะวนกลับมาที่การเขียนกติกาใหม่เสมอ
• เปลี่ยนกติกาง่ายกว่าชนะในกติกาเดิม: บางช่วง นักการเมืองเลือกสู้ในสนาม “แก้กติกา” เพราะคุ้มกว่าในระยะยาว

ถ้ากติกาเป็นที่ยอมรับร่วมกัน การเมืองจะกลับไปแข่งที่ “นโยบาย”
ประเทศจะเดินหน้าได้เร็วขึ้นเมื่อกติกาพื้นฐานเป็นที่ยอมรับร่วมกัน เพราะฝ่ายการเมืองจะใช้พลังไปกับ การแข่งขันเชิงนโยบายและผลงาน มากกว่าการต่อสู้เรื่องโครงสร้างอำนาจ
แต่ถ้ากติกายังถูกมองว่า “ล็อกเกม” หรือ “ไม่แฟร์” หรือ “แก้ยากจนเหมือนมีผู้ถือกุญแจบางกลุ่ม” ประเด็นแก้รัฐธรรมนูญก็จะเป็นวาระการเมืองที่กลับมาอีกครั้ง ไม่ว่ารัฐบาลจะเป็นสีไหนก็ตาม

บทความนี้อิงประเด็นถกเถียงเชิงโครงสร้างจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 (โดยเฉพาะหมวดการแก้ไขเพิ่มเติมและบทเฉพาะกาล) และข้อถกเถียงทางวิชาการ/การเมืองร่วมสมัย

นับถอยหลังสู่โคราช!! บอคเซียทีมชาติไทยลับคมเต็มสูบ ก่อนลุยอาเซียนพาราเกมส์ 13 “เจ้าภาพโคราช” 20–26 ม.ค. 69 ตั้งเป้าคว้าผลงานต่อหน้าแฟนกีฬาไทยในโคราช

(7 ม.ค. 69) ทัพนักกีฬาบอคเซียทีมชาติไทย เดินหน้าเก็บตัวฝึกซ้อมอย่างเข้มข้นที่ Boccia Training Center ภายในราชมังคลากีฬาสถาน เตรียมพร้อมสำหรับมหกรรมกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้น ณ จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ 20–26 มกราคม 2569 โดยตั้งเป้าสร้างผลงานระดับสูงต่อหน้าแฟนกีฬาชาวไทย

การซ้อมครั้งนี้เน้นความละเอียดทุกจังหวะ ทั้งการคุมทิศทางน้ำหนักลูก การวางตำแหน่ง และการตัดสินใจในจังหวะสำคัญ เช่น ลูกเปิดเอนด์ และการแก้เกมในสถานการณ์กดดัน โดยผู้ฝึกสอนจัดโปรแกรมให้เหมือนกับการแข่งขันจริงมากที่สุด เพื่อเพิ่มความมั่นใจและสมาธิของนักกีฬา

ทีมได้จำลองสถานการณ์แข่งขันอย่างใกล้เคียงทัวร์นาเมนต์จริง เพื่อช่วยลดความตื่นสนาม และฝึกตัดสินใจในแต้มต่อแต้ม รวมถึงการประเมินความพร้อมของนักกีฬาเป็นรายบุคคลเพื่อกำหนดภาระฝึกที่เหมาะสม ราชมังคลากีฬาสถานเป็นฐานซ้อมหลักที่เอื้อต่อการพัฒนามาตรฐานและรายละเอียดการเล่น

การเป็นเจ้าภาพที่นครราชสีมาเพิ่มแรงผลักดันให้นักกีฬาไทยออกแรงเต็มที่ พร้อมกับมุ่งหวังสร้างแรงบันดาลใจและยกระดับกีฬาคนพิการในประเทศ โดยเน้นการเตรียมพร้อมเชิงแท็กติกและจิตใจจนถึงวันแข่งขัน

ที่มา : https://www.siamsport.co.th/other-sports/sports-world/97688/?tbref=hp


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top