Monday, 8 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

ปากท้องต้องมาก่อน!! เปิดเหตุผลคนไทยไม่อยากแก้รัฐธรรมนูญ ชี้ ไม่ได้กลัวประชาธิปไตย แต่ไม่เชื่อใจนักการเมือง หวั่นต้นทุนเศรษฐกิจพัง-การท่องเที่ยวสะดุด หากการเมืองไทยลากกลับเข้าโหมดเดือด

ทำไมคนไทย “บางส่วน” ถึงไม่อยากให้แก้รัฐธรรมนูญ เพราะเขาไม่ได้กลัว “ประชาธิปไตย” — แต่กลัว “เกมการเมือง” ที่ใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือ

ทุกครั้งที่คำว่า “แก้รัฐธรรมนูญ” ถูกหยิบขึ้นมา สังคมไทยจะเดือดทันที ไม่ใช่เพราะคนไทยไม่อยากให้ประเทศดีขึ้น แต่เพราะคนไทยจำนวนหนึ่ง “เคยเจ็บมาแล้ว” กับการเมืองแบบแก้กติกาเพื่อชนะเกม มากกว่าแก้เพื่ออนาคตประเทศ

คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “แก้แล้วดีไหม” แต่คือ “แก้โดยใคร แก้เพื่ออะไร และประเทศต้องจ่ายค่าเสียหายเท่าไหร่” นี่คือเหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้คนไทยบางส่วนเลือกยืนฝั่ง ‘อย่าเพิ่งแตะ’ หรือ ‘แก้ได้ แต่อย่าเปิดศึก’

1) เขาไม่ไว้ใจ “คนแก้” มากกว่าไม่ชอบ “สิ่งที่จะถูกแก้”
สารตั้งต้นของความไม่อยากแก้ คือ “ความไม่เชื่อใจผู้เล่น” คนกลุ่มนี้มองการเมืองไทยแบบตรง ๆ ว่า รัฐธรรมนูญไม่ใช่ตำราเรียน แต่เป็นอาวุธ — ใครคุมเกมก็อยากปรับกติกาให้ตัวเองได้เปรียบ

ดังนั้นคำถามแรกของเขาไม่ใช่ “แก้อะไร” แต่คือ “แก้เพื่อใคร?” เพราะในประสบการณ์การเมืองไทย หลายครั้ง ‘การแก้’ ถูกแปลว่า ‘การเปิดทาง’ ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกลับมามีแต้มต่อ
2) เขาเชื่อว่า “แก้แล้วไม่จบ” มีแต่เปิดรอบขัดแย้งใหม่
รัฐธรรมนูญไทยถูกผลักให้เป็น ‘สนามชี้ขาด’ จนเกินพอดี พอจะเปลี่ยนอะไร ก็ลากไปจบที่ ‘แก้กติกา’ พออีกฝ่ายไม่ยอมรับ ก็ลากไปจบที่ ‘ปะทะ-ชุมนุม-ยื้อ’

คนที่ไม่อยากแก้จึงไม่ได้บอกว่ากติกาเดิมดีเลิศ แต่เขามองว่าสภาพการเมืองไทยยังไม่พร้อมจะคุยกันแบบ แพ้-ชนะแล้วเคารพกัน แก้ตอนนี้อาจไม่ใช่ ‘ทางออก’ แต่อาจเป็น ‘ชนวน’
3) กลัว “ต้นทุนประเทศ” มากกว่าอยากชนะทางความคิด
ความคิดของคนกลุ่มนี้เรียบง่ายมาก: ปากท้องมาก่อน หากแก้แล้วเกิดความไม่แน่นอนทางการเมือง เศรษฐกิจสะดุด นักลงทุนชะลอ การท่องเที่ยว-การใช้จ่ายหด ใครรับผิดชอบ?

เมื่อการแก้กลายเป็นเรื่องยาว กระบวนการซับซ้อน และมีแนวโน้มลากไปสู่การระดมมวลชน ความเสี่ยงที่ประเทศต้องจ่ายจึงสูงเกินกว่าที่หลายคนอยากเสี่ยง
4) มองว่า “แก้ยาก” จนการแก้กลายเป็นสงครามยื้อเวลา
ต่อให้ตั้งใจดี การแก้ในทางปฏิบัติก็ไม่ง่าย กลไกการแก้ไขที่มีเงื่อนไขสูงทำให้เรื่องเดินช้า และเปิดช่องให้ เกมการเมืองลากยาว

เมื่อ ‘แก้ยาก’ คนจำนวนหนึ่งจึงเลือก ‘อย่าเปิดประเด็น’ เพราะกลัวว่าจะกลายเป็นมหากาพย์ไม่จบ และพาประเทศไปคาราคาซัง
5) บางคนยอมรับว่า “ต้องมีเบรกนักการเมือง” และกลัวการปลดล็อกแบบสุดโต่ง
เหตุผลที่พูดกันน้อยแต่มีอยู่จริงคือ คนไทยจำนวนหนึ่งไม่ไว้ใจนักการเมืองมากพอ ๆ กับที่ไม่ไว้ใจระบบอื่น ๆ เขาจึงมองว่า ต่อให้กติกาบางส่วนไม่สมบูรณ์ แต่มันคือ ‘เบรก’ ที่ทำให้ผู้มีอำนาจ — โดยเฉพาะฝ่ายการเมือง — ไม่สามารถเร่งเครื่องแบบไร้ราวกั้นได้ง่าย

คนกลุ่มนี้จึงกลัวว่า ‘แก้’ จะถูกใช้เป็นคำสวย ๆ เพื่อ ลดการตรวจสอบ ลดกลไกคานอำนาจ หรือทำให้ผู้ชนะเลือกตั้ง ‘กินรวบ’ ได้สะดวกขึ้น
6) ไม่อยากให้ “การแก้” กลายเป็นเวทีชนกันเรื่องอ่อนไหวระดับประเทศ
ในสังคมที่ความเชื่อและอัตลักษณ์ทางการเมืองต่างกันสุดขั้ว การเปิดดีล ‘แก้ทั้งฉบับ’ อาจทำให้ประเด็นลุกลาม จากเรื่องโครงสร้างทางการเมือง ไปเป็นเรื่องอ่อนไหวที่แตกหักได้ง่าย

คนจำนวนหนึ่งจึงเลือกความปลอดภัยไว้ก่อน เพราะกลัวว่าการเปิดประตูแก้ จะลากประเทศกลับเข้าโหมดเดือดอีกครั้ง

 “ไม่อยากแก้” ไม่ได้เท่ากับ “อยากติดล็อก”
คนไทยบางส่วนไม่ได้รักรัฐธรรมนูญฉบับไหนเป็นพิเศษ แต่เขา ‘ไม่เชื่อ’ ว่าการแก้ในมือของนักการเมือง จะไม่กลายเป็นการแก้เพื่อชนะเกม และเขา ‘กลัว’ ว่าการเปิดประตูแก้จะลากประเทศเข้าโหมดเดือดอีกครั้ง

ถ้าฝ่ายที่อยากแก้ต้องการชนะใจคนกลุ่มนี้ สิ่งที่ต้องตอบให้ชัดไม่ใช่แค่ “แก้แล้วดี” แต่คือ
1) กันการแก้เพื่อเอื้อฝ่ายเดียวอย่างไร
2) ทำให้กระบวนการร่างโปร่งใสและยอมรับร่วมกันได้อย่างไร
3) ทำให้ประเทศไม่ต้องจ่ายค่าความแตกแยกซ้ำ ๆ อย่างไร

เพราะรัฐธรรมนูญที่ดี ไม่ใช่ฉบับที่ฝ่ายเราได้หมด แต่คือฉบับที่ฝ่ายไหนแพ้ก็ยังอยู่ร่วมประเทศได้

ปักธง 'ชิปเมดอินไทยแลนด์' หลังบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ เคาะโรดแมปชิปขั้นสูง หวังดึงทุน 2.5 ล้านล้านบาท ใน 25 ปี มุ่งผลิต Power-Sensor Jอนสมรภูมิ AI และ EV ท้าชนสิงคโปร์-มาเลเซีย ยกระดับไทยสู่ฮับชิปโลก

บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์เห็นชอบร่างยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมชิป มุ่งสู่ "ชิปเมดอินไทยแลนด์"

คณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์) ได้พิจารณาให้ความเห็นต่อร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ ซึ่งจะเป็นโรดแมปสำคัญในการยกระดับไทยสู่ผู้นำอุตสาหกรรมในภูมิภาค

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยหลังการประชุมเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน

ร่างยุทธศาสตร์จัดทำโดยผู้เชี่ยวชาญระดับโลก
ร่างยุทธศาสตร์เริ่มจัดทำตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 โดยว่าจ้างบริษัท Roland Berger ที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก ภายใต้การกำกับของคณะอนุกรรมการที่ประกอบด้วยหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ บีโอไอ สภาพัฒน์ฯ กระทรวงอุตสาหกรรม ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และภาคเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศ

กระบวนการจัดทำประกอบด้วยการศึกษาข้อมูลเชิงลึก การประชุมหารือกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ การประเมินสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน การเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่ง และได้ผ่านการประชาพิจารณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2568
.
ไทยมีโอกาสแข่งขันได้ในภูมิภาค
จากการศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาค ทั้งผู้นำอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย รวมถึงคู่แข่งอย่างเวียดนามและฟิลิปปินส์ พบว่าแม้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทยอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพบุคลากร สภาพแวดล้อมธุรกิจ มาตรการสนับสนุน และศักยภาพอุตสาหกรรมปลายน้ำ ไทยยังมีโอกาสพัฒนาต่อยอดและแข่งขันได้

ยุทธศาสตร์กำหนดให้เน้น 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีศักยภาพสูง ได้แก่ ชิปประเภท Power, Sensor, Photonics, Analog และ Discrete ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมสำคัญของไทย เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม ดาต้าเซ็นเตอร์ เทคโนโลยี AI ระบบออโตเมชั่น และการแพทย์

เป้าหมายดึงเงินลงทุน 2.5 ล้านล้านบาท
ร่างยุทธศาสตร์มุ่งต่อยอดจุดแข็งเดิมของไทย ควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถใหม่ เชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผลักดันให้เกิด "ชิปเมดอินไทยแลนด์" โดยตั้งเป้าหมาย:
• ดึงดูดเงินลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาทในช่วง 25 ปีข้างหน้า (ค.ศ. 2026-2050)
• พัฒนาบุคลากรมากกว่า 230,000 คน
• สร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ครบวงจร
ในระยะ 5 ปีแรก จะมุ่งเน้นต่อยอดกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีจุดแข็ง เช่น การประกอบและทดสอบชิป (OSAT) การออกแบบชิป (IC Design) และผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง รวมถึงการผลักดันการลงทุนในการผลิตชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) และสร้างผู้ประกอบการไทยให้เติบโตเป็น Local Champion

5 กลไกขับเคลื่อนสำคัญ
เพื่อบรรลุเป้าหมาย ร่างยุทธศาสตร์เสนอกลไกขับเคลื่อน 5 ด้าน:
1. สิทธิประโยชน์ - เงินสนับสนุนและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำระยะยาว
2. บุคลากรทักษะสูง - พัฒนาหลักสูตรและความร่วมมือภาคอุตสาหกรรม-การศึกษา
3. เทคโนโลยี - ยกระดับ TMEC และศูนย์วิจัยสถาบันการศึกษา
4. โครงสร้างพื้นฐาน - พัฒนาคลัสเตอร์ ระบบน้ำ-ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และจัดการภัยพิบัติ
5. สภาพแวดล้อมธุรกิจ - อำนวยความสะดวกการอนุญาต เจรจา FTA และสนับสนุนผู้ประกอบการไทย

นอกจากนี้ ที่ประชุมเน้นย้ำความสำคัญของการกำหนดกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เป้าหมายให้ชัดเจน โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับศักยภาพและสามารถต่อยอดอุตสาหกรรมหลักที่ไทยมีความเข้มแข็ง

การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศควรดำเนินการควบคู่กับการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยมีบทบาทในห่วงโซ่อุตสาหกรรม เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนา Local Champion

นอกจากนี้ ต้องเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และพัฒนาทักษะแรงงานรูปแบบใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม

ตลาดโลกคาดถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2030
นายนฤตม์กล่าวว่า อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ระดับโลกที่เติบโตรวดเร็ว คาดว่าจะมีขนาดตลาด 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2030 และจะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยระยะยาว

ในช่วงปี 2561-พฤศจิกายน 2568 การขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มี 1,748 โครงการ มูลค่า 1.17 ล้านล้านบาท คิดเป็น 19% ของเงินลงทุนทั้งหมด นับเป็นอุตสาหกรรมที่มีคำขอรับการส่งเสริมมากที่สุด

ปัจจุบันมีบริษัทชั้นนำหลายรายตั้งฐานการผลิตในไทยแล้ว เช่น Infineon, Analog Devices, Microchip Technology, NXP Semiconductor, Sony, Toshiba, Rohm และ Fiti ในเครือ Foxconn

เกือบไม่รอด!! “อั๋น ภูวนาถ” เล่านาทีชีวิต พลัดตกเขานิเซโกะ ไถลทะลุตาข่ายติดต้นสน เสี่ยงจมหิมะลึกจนขยับไม่ได้

(8 ม.ค. 69) ‘อั๋น ภูวนาถ คุนผลิน’ พิธีกรชื่อดัง เล่าประสบการณ์หวุดหวิดตายขณะเล่นสกีที่นิเซโกะ ฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ในทริปครอบครัวเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เขาไถลหลุดออกนอกเส้นทางจนทะลุแนวกั้นความปลอดภัยไปติดบนยอดต้นสนกลางหิมะหนาทึบ โดยเจ้าตัวอธิบายว่า "เอาจริงน่ากลัวมาก" เพราะมีโอกาสที่จะตกจมหายใต้กองหิมะได้ทุกเมื่อ

‘อั๋น’ เล่าว่าเขาค้างอยู่บนยอดต้นสน ซึ่งไม่มีพื้นมั่นคงให้เหยียบ ทำให้ขยับตัวไม่ได้อย่างปลอดภัย ขณะที่ครูสอนสกีที่อยู่ด้วยยังแปลกใจว่าเขาไถลไปอยู่จุดนั้นได้อย่างไร เหตุการณ์เข้าขั้นอันตรายจนเกือบต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ช่วยเหลือ แต่สุดท้าย ‘อั๋น’ รอดปลอดภัยกลับมาได้

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความเสี่ยงของการเล่นหิมะลึกใกล้ต้นไม้ หรือที่เรียกว่า Tree well หรือ Deep snow immersion ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหิมะลึกบริเวณนี้สามารถสร้างโพรงลึกจนทำให้ถูกตรึงและหายใจลำบากได้ จึงแนะนำว่าอย่าเล่นคนเดียวและควรมองเห็นกันตลอดเวลา

ที่นิเซโกะมีระเบียบชัดเจนให้ใช้ประตู (gates) เข้า-ออกเส้นทางหิมะห้ามฝ่าหรือมุดเชือก ผู้เล่นควรเล่นในโซนที่เปิดใช้งานและหลีกเลี่ยงโซนต้นไม้หากไม่ชำนาญ ‘อั๋น’ เตือนทุกคน "เสี้ยววินาที" อาจเปลี่ยนทริปท่องเที่ยวหิมะให้กลายเป็นอันตรายอย่างไม่คาดคิด

ที่มา : https://entertain.teenee.com/thaistar/316936.html

ฟื้นศรัทธา 'ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว' พีระพันธุ์' ประกาศปราบโกง พิทักษ์คนดี!! ชูสัญลักษณ์ 'เครื่องประหารหัวพยัคฆ์' ย้ำนโยบาย 'พิฆาตคนชั่ว' ขจัดคอร์รัปชัน ทุนเทา สแกมเมอร์

‘พีระพันธุ์’ ประกาศปราบโกง พิทักษ์คนดี!! ชูสัญลักษณ์ ‘เครื่องประหารหัวพยัคฆ์’ ย้ำนโยบาย ‘พิฆาตคนชั่ว’ ขจัดคอร์รัปชัน ทุนเทา สแกมเมอร์ ฟื้นศรัทธา ‘ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว’

วันที่ 8 มกราคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย นายนราพัฒน์ แก้วทอง, พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา รองหัวหน้าพรรค, นายปรากรมศักดิ์ ชุณหะวัณ เหรัญญิกพรรค และนายสยาม บางกุลธรรม นายทะเบียนสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมขับเคลื่อนนโยบาย "พิฆาตคนชั่ว" เพื่อตอกย้ำจุดยืนในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน โดยได้นำ "เครื่องประหารหัวพยัคฆ์" จำลอง มาเป็นสื่อสัญลักษณ์ในการประกาศสงครามกับกลุ่มอิทธิพลและข้าราชการที่ทุจริตเงินแผ่นดิน

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า สัญลักษณ์ "เครื่องประหารหัวพยัคฆ์" ไม่ใช่เป็นเพียงการข่มขวัญ แต่เป็นคำมั่นสัญญาในการจัดการกับกลุ่มคนที่ใช้อำนาจรังแกประชาชน โดยเฉพาะพวกโกงชาติ โกงแผ่นดิน กลุ่มทุนสีเทา และแก๊งสแกมเมอร์ที่ปล้นเงินของประชาชน ซึ่งปัจจุบันสังคมไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตศรัทธาจากค่านิยมผิด ๆ ที่ว่า "ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป" เนื่องจากมีข้าราชการและนักการเมืองบางกลุ่มร่วมมือกับทุนเทา ปล่อยปละละเลยให้เกิดการฉ้อโกงประชาชน

พรรครวมไทยสร้างชาติจึงขอประกาศจุดยืน "ไม่ร่วมสังฆกรรมกับคนโกง" และจะไม่ยอมให้กลุ่มทุนเทาเข้ามาครอบงำพรรคหรือการเมืองไทยอย่างเด็ดขาด

"เรามาเพื่อบอกว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะยืนเคียงข้างคนดี ไม่ใช่แค่พิฆาตคนชั่ว แต่ต้องพิทักษ์คนดีให้มีที่ยืนในสังคม ดังสุภาษิตที่ว่า "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" ต้องกลับมาเป็นความจริงในแผ่นดินนี้" นายพีระพันธุ์ กล่าว

ความหมายของ "เครื่องประหารหัวพยัคฆ์" เป็นเครื่องมือลงโทษขุนนางที่ทุจริตคอร์รัปชันในยุคของ "เปาปุ้นจิ้น" บุคคลต้นแบบแห่งความเที่ยงธรรมในประวัติศาสตร์จีน เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความเด็ดขาด ไม่ยอมรับการประนีประนอมกับคนโกงชาติ โกงแผ่นดิน

ทั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรม นายพีระพันธุ์ พร้อมด้วยผู้บริหาร ได้ร่วมกันแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการเปิดใบมีดเครื่องประหารหัวพยัคฆ์ เพื่อสื่อถึงการพิฆาตคนชั่วคนโกง ให้หมดไปจากแผ่นดินไทย

เก็บไว้ฝุ่นเกาะ!! 'ไรอัน ล็อกต์' โละเหรียญ ตำนานว่ายน้ำสหรัฐฯ ขายเหรียญทองโอลิมปิก เปลี่ยนตำนานเป็นเงิน 13 ล้าน

(8 ม.ค. 69) 'ไรอัน ล็อกต์' อดีตนักว่ายน้ำทีมสหรัฐฯ โละเหรียญทองโอลิมปิก 3 เหรียญ ออกประมูลออนไลน์ที่ Goldin ทำเงินรวมกว่า 385,520 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 12-13 ล้านบาท

เหรียญที่ขายประกอบด้วยเหรียญทองประเภททีมผลัด 4x200 เมตร ฟรีสไตล์ 3 เหรียญจากโอลิมปิก 3 สมัย คือ ปักกิ่ง 2008, เอเธนส์ 2004 และริโอ 2016 ราคาปิดสูงสุดที่ 183,000 ดอลลาร์ และต่ำสุดที่ 80,520 ดอลลาร์

'ล็อกต์' ชี้ผ่านโซเชียลมีเดียว่า "ไม่เคยว่ายเพื่อเหรียญทอง" แต่เหรียญคือ "ส่วนเติมเต็ม" ของการเดินทางในอาชีพ ขณะที่เหรียญเหล่านี้ถูกเก็บมานานจนฝุ่นเกาะก่อนจะนำมาขายเป็นครั้งที่สองตั้งแต่ปี 2022

ครั้งนี้เป็นช่วงที่ 'ล็อกต์' กำลังเผชิญเปลี่ยนผ่านชีวิตทั้งเรื่องครอบครัวและการบำบัด โดยเขาระบุว่าต้องการเดินหน้าต่อและโฟกัสพัฒนาตัวเอง พร้อมขอพื้นที่เพื่อปกป้องลูก ๆ

'ล็อกต์' ถือเป็นตำนานว่ายน้ำที่คว้าเหรียญรวม 12 เหรียญจากโอลิมปิก โดยเหรียญของเขามีมูลค่าสูงเพราะชื่อเสียงและประวัติความสำเร็จที่สร้างความต้องการของนักสะสมที่พร้อมสู้ราคา

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10088881

เกมทะเลเดือด!! มอสโกจับตาเรือ Marinera หลังทหารสหรัฐฯ ขึ้นเรือกลางน่านน้ำสากล ย้ำ “ลูกเรือรัสเซียต้องปลอดภัย” เน้นความเหมาะสมและศักดิ์ศรี

(8 ม.ค. 69) กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเปิดเผยว่า กำลังติดตามอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่กองทัพสหรัฐฯ เข้ายึดเรือบรรทุกน้ำมัน "มาริเนรา" ซึ่งเดินเรือภายใต้ธงรัสเซียในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ โดยมีพลเมืองรัสเซียอยู่ในหมู่ลูกเรือ

กระทรวงได้เรียกร้องให้กองทัพสหรัฐฯ ปฏิบัติต่อพลเมืองรัสเซียบนเรือดังกล่าวด้วยความเหมาะสมและเคารพศักดิ์ศรีของบุคคลเหล่านั้น โดยชี้ว่าการปฏิบัติที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญในสถานการณ์นี้

การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ ในบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ โดยกรณีการยึดเรือและปฏิบัติต่อพลเมืองถือเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนและอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ที่มา : Sputnik

ปล่อยปลาไหลแก้เคล็ด!! 'ดร.เจษฏ์' แคนดิเดตนายกฯ พรรครักชาติ ปล่อยปลาไหล พร้อมแผ่เมตตาอุทิศส่วนบุญ ให้เจ้ากรรมนายเวรที่จองเวรจองกรรม หลังโดน 'เรืองไกร' ร้อง กกต.สอบเต้นเกาหลัง

‘ดร.เจษฎ์’ ปล่อยปลาไหล แผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวร หลังโดน ‘เรืองไกร’ ร้อง กกต.สอบปม "เต้นเกาหลัง" 

เมื่อเวลา 06.30 น.วันที่ 8 มกราคม 2569 รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ พร้อมด้วย นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรค เดินทางไปกราบ พระวิสุทธิวัชราภรณ์ พระราชาคณะชั้นสามัญ , รองเจ้าคณะอำเภอแม่ริม , เจ้าอาวาสวัดลัฏฐิวัน (วัดพระนอนขอนตาล) ที่ อ.แม่ริมจังหวัด จ.เชียงใหม่ ซึ่งวัดดังกล่าวเป็นวัดเก่าแก่ของ จ.เชียงใหม่ มีอายุ 400 ปี โดย พระวิสุทธิวัชราภรณ์ ได้กล่าวให้พร ดร.เจษฏ์, นายชัยวุฒิ และคณะ ให้ชนะข้าศึกศัตรู

จากนั้น ดร.เจษฏ์ ได้ปล่อยปลาไหล จำนวน 8 ตัว พร้อมตั้งจิตอธิฐานแผ่เมตตาให้กับบรรดาเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ที่คอยจองเวรอยู่ในขณะนี้ โดยกล่าวบทแผ่เมตตาว่า

"สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น 
อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย 
อัพพะยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย 
อะนีฆา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย 
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด
ขอให้กรรมเวร ที่บรรดาปวงลูกทั้งหลาย มีต่อใครก็ตาม จงสิ้นไป ลูกทั้งหลายขออโหสิเวร อโหสิกรรม ให้บรรดาคนทั้งหลายที่จองเวรจองกรรมกับปวงลูกด้วย... สาธุ"

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 7 มกราคม ที่ผ่านมา นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ตรวจสอบดร.เจษฎ์ และนายชัยวุฒิ ที่นำทีมผู้สมัคร ส.ส. ไปเต้นหาเสียงบริเวณสยามสแควร์ เมื่อวันที่ 3 ม.ค.ที่ผ่านมา ว่าเป็นการเข้าข่ายทำการโฆษณาหาเสียงด้วยการจัดให้มีมหรสพหรือการรื่นเริงต่างๆ ที่อาจเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 73 (3) หรือไม่ พร้อมขอให้ตรวจสอบขยายผลเพิ่มเติมว่ามีทีมผู้สมัคร ส.ส.รายใดร่วมเต้นด้วยหรือไม่

จีนลุยขนส่ง NEV รถไฟสินค้าออกจากฉงชิ่ง ขนยานยนต์พลังงานใหม่ไปกว่างโจว ต่อเรือส่งตะวันออกกลาง เส้นทางเสถียรผ่านหลายมณฑล

(8 ม.ค. 69) รถไฟสินค้าจากเทศบาลนครฉงชิ่ง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เริ่มออกเดินทางจากสถานีอวี๋จุ่ยของท่าเรือกั่วหยวนเมื่อวันที่ 7 ม.ค. เพื่อขนส่งยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ไปยังท่าเรือหนานซา เมืองกว่างโจว มณฑลกว่างตงทางตอนใต้ของจีน ตามแผนภายใน 48 ชั่วโมง ก่อนต่อยอดลำเลียงออกทะเลสู่ตลาดตะวันออกกลาง

ในฐานะฐานการผลิตยานยนต์สำคัญ 'ฉงชิ่ง' ได้พัฒนาระบบขนส่งสินค้าผ่านทางรางและทางทะเลที่เสถียรและต่อเนื่อง รองรับการจัดส่งทั้งทางฝั่งตะวันออกและตะวันตกเฉียงใต้ของจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ “การขนส่งผ่านเส้นทางนี้ช่วยกระตุ้นการเชื่อมโยงและขยายตลาดในภูมิภาค” ระบุในข่าว

เส้นทางสินค้านี้ผ่านเมืองหนิงโปในมณฑลเจ้อเจียงทางตะวันออก และเมืองชินโจว เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน ส่งผลให้การขนส่งสินค้าระหว่างภูมิภาคและสู่ตลาดต่างประเทศมีความคล่องตัวมากขึ้น นับเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามขยายโครงข่ายขนส่งและตลาดยานยนต์พลังงานใหม่ของจีนในเวทีโลก

ที่มา : Xinhua

‘ชูวิทย์’ ซัด ‘ธนาธร’ พลิกลิ้นทิ้งอุดมการณ์ “ไม่เอาเทา” แฉแผนส้มผสมน้ำเงินหวังอำนาจรัฐบาล ชี้ กำลังเดินย่ำรอยเดิมการเมืองเก่า เตือน “สนิมเนื้อใน” กำลังกัดกร่อนศาสดาพรรค

'ชูวิทย์' ชี้ท่าที 'ธนาธร' เปลี่ยนไป อย่าแปลกใจพรรคส้มต้องละทิ้งจุดยืน 'ไม่เอาเทา'

(8 ม.ค. 2569) - นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เมื่อส้มผสมกับน้ำเงิน นี่คือช็อตเด็ดที่วัดระหว่าง อุดมการณ์ กับ โลกความเป็นจริง หลังการเลือกตั้งจะได้เห็นผลคะแนน ประชาชนที่เคยได้ยินอุดมการณ์ "ไม่เอาเทา" ของพรรคส้ม หรือที่ "ไหม" เคยบอกว่า "ไม่มีทางโหวตชื่ออนุทินเป็นนายกฯ ครั้งที่สอง"

แต่ล่าสุด ธนาธรมีท่าทีเปลี่ยนไปจากการโพสต์บนเฟซบุ๊กของตัวเองว่า "ไม่เคยพูด ว่าจะไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับน้ำเงินและแดง" หมายความว่า เราอาจจะได้เห็นพรรคส้มจับมือกับพรรคน้ำเงินเป็นรัฐบาลครั้งหน้าก็ได้

โปรดอย่าได้แปลกใจ เมื่อพรรคส้มต้องเลือก ระหว่างละทิ้งอุดมการณ์ และเริ่มคุ้นชินจนถูกกลืนเข้าไปในโลกของการเมืองเก่า แต่ได้เป็นรัฐบาลบริหารประเทศ กับการยึดมั่นอุดมการณ์ของตัวเอง แต่เป็นฝ่ายค้านครั้งแล้วครั้งเล่า

ธนาธรเริ่มเข้าใจแล้วว่า "เปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับการเมือง เข้าสู่วงจรอำนาจ ง่ายมากกว่าเปลี่ยนการเมืองให้เป็นแบบที่ตัวเองต้องการ"

เท่าที่เช็คข่าวล่าสุด หัวหน้าเท้งแห่งพรรคส้มยังยืนยันว่า "จะไม่มี ส.ส. พรรคประชาชนคนไหน ยกมือโหวตอนุทินเป็นนายกฯ อีกต่อไป"

นั่นหมายความว่า หากพรรคน้ำเงินได้จำนวน ส.ส. เป็นอันดับ 1 เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคส้มจะไม่ร่วมรัฐบาล และไม่โหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ แต่ถ้าพรรคส้มได้ ส.ส. เป็นอันดับ 1 แต่ไม่เกิน 250 ที่นั่งล่ะ? จะยอมให้พรรคน้ำเงินมาร่วมรัฐบาลไหม?

หัวหน้าเท้งช่วยตอบให้ชัดๆ อย่างที่เคยพูดไว้ว่า "พรรคไหนที่ไม่ประกาศชัดล่วงหน้าว่าไม่ร่วมกับใคร นั่นคือเทา" ในเมื่อพรรคส้มบอกว่าตัวเองไม่เทา งั้นช่วยพูดให้ชัดๆ มาล่วงหน้าเลยครับ ประชาชนจะได้ไม่สับสน เพราะหลังๆ การพูดของธนาธรศาสดาพรรคส้ม เสียงเริ่มแปร่งๆ ไปทุกที เมื่อใกล้วันเลือกตั้ง

กลืนน้ำลายมันเป็นเรื่องปกติ แต่กลืนเสลดมันหนักมากกว่าหลายเท่า

ก่อนหน้านี้ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์เฟซบุ๊ก มีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า วลีของธนาธรที่ชี้ว่า “พรรคอื่นได้เป็นรัฐบาลหมดแล้ว เหลือพรรคส้มที่ยังไม่เคยได้เป็นรัฐบาลอยู่พรรคเดียว จึงสมควรจะให้โอกาสพรรคส้ม”

กลายเป็นว่าบัดนี้ ธนาธรต้องใช้ “อุดมการณ์ทางลัด” แทนอุดมการณ์ที่แท้จริงในยุคเริ่มต้น สะท้อนออกมาอย่างแจ่มชัดในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้

อุดมการณ์ของพรรคส้มโบยบินไปพร้อมกับกาลเวลาที่ผ่านไป การตกขบวนแล้วขบวนเล่า พรรคส้มไม่ได้เป็นรัฐบาลเสียที ไม่ได้เกิดจากประชาชนไม่ให้โอกาสพรรคส้ม

คะแนนมากถึง 14 ล้านเสียง ได้จำนวน ส.ส. มากสุดเป็นอันดับหนึ่ง มันเป็นการไม่ให้โอกาสพรรคส้มของธนาธรตรงไหน? ทั้งที่ประชาชนมีหน้าที่แค่ไปกาบัตรในวันเลือกตั้งเท่านั้น

ที่เหลือเป็นหน้าที่ของพรรคส้ม หรือธนาธร ในการแย่งชิงอำนาจรัฐตามระบอบประชาธิปไตยหลังผลคะแนนออก เพียงแต่ธนาธร และพรรคส้มทำไม่ได้เอง

ยิ่งในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ พรรคส้มกลับบีบเส้นทางของตัวเองให้แคบลงไปอีก ด้วยบทที่ตั้งตัวเองเป็น “พระเอก” คนเดียว และพรรคอื่นเป็นผู้ร้ายเสียหมด

เมื่อกาลเวลาผ่านมา ทำให้เรามองเห็นแล้วว่า บรรดาหนุ่มสาวก้าวออกมาเผชิญโลกกว้าง ต้องการเปลี่ยนแปลงโลกไปในสิ่งที่ตัวเองฝัน เวลาผ่านไป หนุ่มสาวเหล่านั้นได้พบกับความจริงที่ว่า พวกเขาต่างหากที่ถูกโลกเปลี่ยน

โดยกลับไปเดินย่ำรอยเท้าบนเส้นทางเดิม ที่คนเคยเป็นหนุ่มสาวในอดีตล้วนเคยเดินผ่านมาแล้วทั้งสิ้น

แท้จริงแล้ว "สนิม" ไม่ได้เกิดจากใครอื่นเลย

แต่เกิดจาก "สนิมเนื้อใน" ของธนาธร เจ้าของลัทธิพรรคส้มนั่นเอง

ที่มา : https://www.facebook.com/photo?fbid=1435927097898766&set=a.496460395178779

8 มกราคม วันคล้ายวันประสูติ ‘สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา’

วันนี้ถือเป็นวันสำคัญของปวงชนชาวไทยอีกวันหนึ่ง โดยเป็นวันคล้ายวันประสูติของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งประสูติเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2530 และทรงเจริญพระชนมายุครบ 37 พรรษา

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นพระราชธิดาพระองค์ที่ 2 ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ทรงเป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระเชษฐภคินีและพระอนุชา 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร

เมื่อแรกประสูติทรงดำรงพระอิสริยยศ ‘หม่อมเจ้า’ มีพระนามว่า ‘หม่อมเจ้าบุษย์น้ำเพชร มหิดล’ ต่อมาได้รับพระราชทานพระนามใหม่ว่า ‘หม่อมเจ้าจักรกฤษณ์ยาภา มหิดล’ จากนั้นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระราชทานพระนามใหม่ว่า ‘หม่อมเจ้าสิริวัณวรี มหิดล’ ภายหลังพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น ‘พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์’ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2548

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นทั้งนักกีฬาขี่ม้าและอดีตนักแบดมินตันทีมชาติไทย ในวันที่ 21 กรกฎาคม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระยศ ‘พันเอกหญิง’ ในฐานะพระอาจารย์หัวหน้าแผนก โรงเรียนทหารม้า ศูนย์การทหารม้า (อัตราพันเอก)

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านการออกแบบแฟชันและเครื่องประดับ โดดเด่นเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ โดยทรงออกแบบเสื้อผ้าภายใต้แบรนด์ ‘SIRIVANNAVARI’ และ S’Home เสื้อผ้าของสตรีและบุรุษ ได้รับเสียงชื่นชมอย่างเนืองแน่นในวงการแฟชั่นโลก กับการออกแบบเสื้อผ้าชั้นสูงที่มีความประณีต ที่เหล่าผู้มีชื่อเสียงนิยม ทั้งยังมีแบรนด์ต่างๆ อย่าง Sirivannavari maison แบรนด์ของแต่งบ้าน รวมไปถึงแบรนด์ชุดแต่งงาน

นอกจากทรงออกแบบเสื้อผ้าคอลเลกชันต่างๆ แล้ว พระองค์ยังทรงสนับสนุนผ้าไทย ด้วยการนำผ้าไหมมาตัดเย็บเป็นชุดต่างๆ ทั้งนี้ยังทรงออกแบบชุดให้กับ เดมี ลีห์ เนล ปีเตอร์ มิสยูนิเวิร์ส 2017 และโศภิดา กาญจนรินทร์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2018 ได้สวมใส่ในการประกวดรอบไทยไนท์ของเวทีนางงามจักรวาลที่จัดประกวดที่ประเทศไทยอีกด้วย ทำให้กระทรวงวัฒนธรรมถวายรางวัลศิลปาธร ประจำปี 2561 ในสาขาศิลปะการออกแบบ (แฟชันและเครื่องประดับ) ด้วยความสนพระทัยด้านแฟชัน พระองค์จึงเสด็จไปทอดพระเนตรงานปารีสแฟชันวีกอยู่เสมอ และได้รับเสียงชื่นชมจากสื่อต่างชาติ อาทิ นิตยสาร Grazia ประเทศอังกฤษ จัดอันดับให้พระองค์ทรงอยู่ในลำดับที่ 1 ของเจ้าหญิงที่มีสไตล์ที่สุดในโลก จนได้รับการขนานนามว่าทรงเป็น ‘เจ้าหญิงแฟชัน’

ทั้งนี้ พระองค์ยังทรงเป็นพระอาจารย์สอนนักเรียนปริญญาเอก ศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ อีกด้วย

ที่มา : https://www.matichon.co.th/court-news/news_1481254


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top