ปี 2569 กำลังจะกลายเป็นอีกหนึ่งปีแห่งความท้าทายของภาคการผลิตไทย เมื่อ ส.อ.ท. พบสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า เศรษฐกิจไทยยังคงมีความเปราะบางสูง ท่ามกลางปัจจัยลบทั้งในและต่างประเทศ
ท่ามกลางกระแสความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงพัดกระหน่ำ การก้าวเข้าสู่ปี 2569 ของภาคอุตสาหกรรมไทยดูเหมือนจะไม่ใช่ก้าวย่างที่ราบรื่นนัก เมื่อผลสำรวจล่าสุดสะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า ว่าปีหน้านี้อาจเป็นปีที่ผู้ประกอบการต้อง "รัดเข็มขัด" และ "เร่งปรับตัว" ครั้งใหญ่ที่สุดอีกปีหนึ่ง
ล่าสุด ส.อ.ท. ได้เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นและแนวโน้มอุตสาหกรรมปี 2569 ซึ่งรวบรวมจากแม่ทัพนายกองของ 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และตัวแทนภาคเอกชนจาก 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ ภาพรวมที่ออกมาฉายชัดถึงสถานการณ์ที่ "ทรงตัว" ไปจนถึง "น่าเป็นห่วง"
จากข้อมูลพบว่า มีเพียง 15 กลุ่มอุตสาหกรรมเท่านั้นที่คาดว่าจะขยายตัวได้ดีขึ้น ในขณะที่ส่วนใหญ่ (23 กลุ่ม) มองว่าจะทำได้เพียงแค่ทรงตัว และมีถึง 10 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ส่อแววหดตัวลง ยิ่งเมื่อเจาะลึกลงไปในระดับภูมิภาค สัญญาณเตือนยิ่งชัดเจนขึ้น เมื่อภาคเหนือเป็นเพียงภาคเดียวที่คาดว่าจะประคองตัวได้ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ ต่างถูกคาดการณ์ว่าจะประสบภาวะหดตัว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากำลังซื้อในระดับรากหญ้าและโครงสร้างเศรษฐกิจฐานรากกำลังอ่อนแรง
มรสุมลูกใหญ่: สินค้าราคาถูกและการเติบโตที่ชะลอตัว
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. และคณะผู้บริหาร ได้ชี้ให้เห็นถึง "หลุมดำ" ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ นั่นคือปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน โดยเฉพาะในปี 2569 ที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทย (GDP) จะขยายตัวได้เพียง 1.6–2.0% ซึ่งถือว่าชะลอตัวลงจากปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้สวนทางกับความคาดหวังในการฟื้นตัว และยังตอกย้ำด้วยปัญหา "สินค้าทุ่มตลาด"
การไหลบ่าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ และปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าสวมสิทธิ (Transshipment) กำลังกัดกินความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตไทยอย่างรุนแรง ส่งผลให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ไม่เติบโตเท่าที่ควร แม้ตัวเลขการส่งออกอาจดูเหมือนขยับตัวได้บ้าง แต่ไส้ในกลับกลวงเปล่าเพราะไม่ใช่สินค้าที่ผลิตในไทยอย่างแท้จริง
SMEs โจทย์หินที่ยังแก้ไม่ตก
กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดในสมรภูมินี้หนีไม่พ้น ผู้ประกอบการ SMEs ที่เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย ปี 2569 จะเป็นปีที่ SMEs ต้องเผชิญศึกรอบด้าน ทั้งต้นทุนพลังงาน ค่าแรง และดอกเบี้ยที่ยังสูงลิ่ว ประกอบกับมาตรการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดของสถาบันการเงิน ทำให้สภาพคล่องตึงตัว นอกจากนี้ การแข่งขันด้านราคาและเทคโนโลยีกับรายใหญ่และสินค้าต่างชาติ ยิ่งทำให้โอกาสในการทำกำไรของ SMEs ตีบตันลง รายได้จึงคาดว่าจะฟื้นตัวได้ช้ากว่าธุรกิจขนาดใหญ่
ทางรอด: พลิกวิกฤตด้วย AI และความยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม ในวิกฤตย่อมมีโอกาส ส.อ.ท. ชี้ว่ายังมีปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การเร่งเบิกจ่ายงบภาครัฐ และกระแสการย้ายฐานการผลิต (Relocation) ที่ยังคงไหลเข้าไทย แต่การจะคว้าโอกาสเหล่านี้ได้ ภาคอุตสาหกรรมต้อง "เลิกทำแบบเดิม"
แนวทางรอดที่ ส.อ.ท. เสนอแนะคือการเร่งเครื่องเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ การนำ AI และหุ่นยนต์ (Robotics) มาใช้ในไลน์การผลิตไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องความอยู่รอดเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการยกระดับทักษะแรงงาน (Upskill/Reskill) ให้เท่าทันเทคโนโลยี
นอกจากนี้ เทรนด์โลกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ESG และ BCG Model การดำเนินธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition) และการเตรียมพร้อมรับมือมาตรการ EPR (การจัดการขยะบรรจุภัณฑ์) จะเป็น "ใบเบิกทาง" สำคัญที่ทำให้สินค้าไทยยังคงเป็นที่ยอมรับในเวทีการค้าโลก และลดความเสี่ยงจากกำแพงภาษีด้านสิ่งแวดล้อม
ดังนั้น ปี 2569 จึงไม่ใช่ปีแห่งการวิ่งทำรอบเพื่อสร้างสถิติใหม่ แต่เป็นปีแห่งการ "ซ่อมสร้างและวางรากฐาน" ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ ระหว่างการถูกดิสรัปต์จากโครงสร้างเก่าและคู่แข่งใหม่ หรือการกัดฟันปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อก้าวกระโดดไปสู่ห่วงโซ่อุปทานแห่งอนาคต ความสำเร็จในปีหน้าจึงไม่ได้วัดกันที่ใคร "ใหญ่" กว่ากัน แต่วัดกันที่ใคร "ปรับตัว" ได้เร็วกว่ากัน










