Sunday, 7 June 2026
Hard News Team

“กองเรือยุทธการ” แจ้งงดการเข้าเยี่ยมชม “เรือหลวงจักรีนฤเบศร” เป็นการชั่วคราว  เพื่อความปลอดภัย จากความไม่สงบชายแดน และรักษาความลับทางราชการ

(17 พ.ย. 68) เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน  มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น เพื่อความปลอดภัยและเป็นการรักษาความลับของทางราชการ 

จึงขอปิดการเยี่ยมชมเรือ เป็นการชั่วคราว และ ขออภัยพี่น้องประชาชนที่เตรียมการมาเยี่ยมชมเรือ เมื่อสถานการณ์ชายแดนดีขึ้น จะกลับมาเปิดให้ทุกท่านได้เยี่ยมชมอีกครั้ง 

 

เป็นห่วงความปลอดภัย แนะงดเที่ยวญี่ปุ่น หลัง “นายกฯ ทาคาอิจิ” พูดปมไต้หวัน ส่งผลให้นักท่องเที่ยวแดนมังกรลดฮวบ ตลาดหุ้น–ร้านค้าปลีกดิ่งรับแรงสั่นสะเทือน

(17 พ.ย. 68) กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีนออกคำแนะนำอย่างเป็นทางการเมื่อวันอาทิตย์ (16 พ.ย.) ขอให้ชาวจีนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงนี้ โดยอ้างถึง “สถานการณ์ด้านความมั่นคงที่เลวร้ายลง” ต่อพลเมืองจีนในญี่ปุ่น และกระแสตึงเครียดทางการเมือง หลังจากนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่นให้ความเห็นเกี่ยวกับไต้หวันในเชิงเผชิญหน้า จนถูกมองว่าเป็นถ้อยแถลงที่ “ยั่วยุ” ปักกิ่ง 

แถลงการณ์ระบุให้ชาวจีนที่ยังอยู่ในญี่ปุ่นติดตามสถานการณ์ความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด เพิ่มความระมัดระวัง ดูแลความปลอดภัยตนเอง และหากเกิดเหตุฉุกเฉินให้รีบติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่น หรือสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลจีนในญี่ปุ่นทันที ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศจีนได้ออกคำเตือนด้านการเดินทางล่วงหน้าไว้แล้ว ก่อนที่กระทรวงวัฒนธรรมฯ จะซ้ำย้ำอีกครั้ง

คำเตือนดังกล่าวกระทบทันทีต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น โดยเช้าวันจันทร์ หุ้นบริษัทที่พึ่งพานักท่องเที่ยวจีนร่วงหนัก เช่น ชิเซโด้ ผู้ผลิตเครื่องสำอาง รายงานว่าหุ้นดิ่งราว 9% ขณะที่ห้างสรรพสินค้าทาคา‌ชิมายะลดลงกว่า 5% และฟาสต์รีเทลลิ่ง เจ้าของแบรนด์ยูนิโคล่ ร่วงมากกว่า 4% ทั้งที่จีนถือเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น

ทั้งนี้ ชนวนเริ่มจากคำพูดของทาคาอิจิในสภาญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน เธอกล่าวว่า หากจีนใช้กำลังทหารกับไต้หวัน อาจถือเป็น “สถานการณ์ที่คุกคามการอยู่รอดของญี่ปุ่น” และอาจเปิดทางให้ญี่ปุ่นใช้กำลังตอบโต้ได้ตามกติกาของตัวเอง

แม้รัฐบาลญี่ปุ่นจะออกมาย้ำทีหลังว่า นโยบายต่อไต้หวัน “ยังเหมือนเดิม” ไม่ได้เปลี่ยนไป แต่เพราะทาคาอิจิมีภาพลักษณ์เป็นคนวิจารณ์จีนอย่างหนัก และเคยแสดงท่าทีหนุนไต้หวันหลายครั้ง จีนจึงยิ่งจับตามองเธอและท่าทีของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด

เริ่มแล้ว!! เทศกาลดอกบัวตองบาน ณ ดอยแม่อูคอ แม่ฮ่องสอน ประจำปี 2568 ดอกไม้เหลืองอร่ามท่ามกลางอากาศหนาวเย็นบริสุทธิ์ จุดหมายท่องเที่ยวหน้าหนาวที่นักเดินทางไม่ควรพลาด

จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดแห่งการท่องเที่ยว ทางธรรมชาติ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าไม้และภูเขาที่สูงชันสลับซับซ้อน สภาพแวดล้อม ทางธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ สัญลักษณ์หนึ่งที่มีชื่อเสียง และถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดแม่ฮ่องสอน คือ ทุ่งบัวตองดอยแม่อูคอ

ดอยแม่อูคอ มีเนื้อที่ประมาณ 515 ไร่ ตั้งอยู่บนดอยแม่อูคอ ตำบลแม่อูคอ อำเภอขุนยวม ซึ่งอยู่ในพื้นพื้นที่รับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนตำบลแม่อูคอ ที่ระดับความสูง 1,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล นักท่องเที่ยวนิยมชื่นชมความสวยงามของดอกบัวตองและธรรมชาติ อากาศที่หนาวเย็นและบริสุทธิ์

เพื่อเป็นการส่งเสริมและเพิ่มประสิทธิภาพการท่องเที่ยวทุ่งบัวตอง ดอยแม่อูคอ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแม่ฮ่องสอน จึงได้ร่วมกับ เทศบาลตำบลขุนยวม และองค์การบริหารส่วนตำบลแม่อูคอ จึงจัดทำโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ดนตรี และศิลปะ จังหวัดแม่ฮ่องสอน กิจกรรมหลัก ส่งเสริมการท่องเที่ยวเทศกาลดอกบัวตองบานอำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน กิจกรรมย่อยที่ 2 กิจกรรมส่งเสริมเทศกาล ดอกบัวตองบานบนดอยแม่อูคอ

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ดนตรี และศิลปะ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้มีมาตรฐานรองรับการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

และเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ณ วนอุทยานทุ่งบัวตอง บริเวณศาลาแปดเหลี่ยม ดอยแม่อูคอ หมู่ที่ 6 ตำบลแม่อูคอ อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็ได้เป็นประธานในพิธีเปิดเทศกาลท่องเที่ยวดอกบัวตองบาน บนดอยแม่อูคอ ประจำปี 2568 โดยปลัดอาวุโส รักษาราชการแทนนายอำเภอขุนยวม กล่าวต้อนรับ และนางสาวริชญา ชะอุ่ม ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวรายงาน

นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า “เทศกาลนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้นักท่องเที่ยว ได้เห็นถึงความสวยงามของธรรมชาติ ที่ยิ่งใหญ่ แต่ยังช่วยส่งเสริมรายได้ให้แก่ชุมชนในพื้นที่ ช่วยกระจายรายได้สู่คนในท้องถิ่นและเทศกาลนี้เป็นโอกาสอันดีในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างนักท่องเที่ยวและชุมชน รวมถึงทำให้จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น”

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://www.facebook.com/TATHGN/?locale=th_TH 

 

“พระราชินีสุทิดา” ไอคอนแห่งความสง่างาม บนเวทีการทูตปักกิ่ง ยกฉลองพระองค์ ชุดไหมไทยสีดำประดับเส้นทอง ส่งให้ภาพลักษณ์สง่างามสมพระเกียรติ

(17 พ.ย. 68) สื่อจีนจำนวนมาก รวมถึงสื่อในฮ่องกงและไต้หวัน ต่างนำเสนอข่าวเกี่ยวกับกระแสชื่นชมฉลองพระองค์ของสมเด็จพระราชินีสุทิดา หลังจากที่สื่อสังคมออนไลน์ของจีนเกิดกระแสกล่าวถึงพระอิริยาบถและการแต่งกายของพระองค์อย่างกว้างขวาง

สื่อระบุว่า ในงานเลี้ยงรัฐพิธีที่กรุงปักกิ่ง สมเด็จพระราชินีสุทิดาทรงฉลองพระองค์ไทยโบราณสีดำ ทำจากไหมไทยลายเข้มประดับเส้นทอง พร้อมกระเป๋าทรงเครื่องหอมสีดำ ส่งให้ภาพลักษณ์โดยรวมดูสง่างาม สุภาพ สำรวม และมีความหมายลึกซึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ การเลือกฉลองพระองค์สีดำจึงยิ่งได้รับความสนใจและความชื่นชมจากชาวจีน

ในอีกบทความหนึ่ง สื่อจีนรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ระหว่างการเสด็จเยือนจีน พระมหากษัตริย์และสมเด็จพระราชินีสุทิดาทรงวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนประชาชนจีน ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน โดยสมเด็จพระราชินีสุทิดากลายเป็นจุดสนใจ เพราะฉลองพระองค์ที่ทรงเลือกสวมใส่ทุกวันล้วนได้รับเสียงชื่นชม

วันที่สามของการเยือน พระราชินีทรงสวมโค้ทสีน้ำเงินเข้มแบบเข้ารูป ประกอบกับรองเท้าส้นสูง 10 เซนติเมตร ดูสง่างาม สุภาพ และเหมาะสมกับพิธีการ ตลอดการเยือน พระองค์ทรงเปลี่ยนชุดหลายแบบ โดยเฉพาะโค้ทที่ทรงสวมในวันแรกได้รับคำชมเป็นอย่างมาก

พระราชินีสุทิดายังทรงฉลองพระองค์ไทยประเพณี 2 ชุด ในพิธีต้อนรับและงานเลี้ยงรัฐพิธี ซึ่งได้รับคำชื่นชมว่าสง่างาม “สมตำแหน่งพระราชินี” ชาวจีนจำนวนมากยังกล่าวว่า แม้พระองค์มีพระชนมายุ 46 พรรษา แต่ยังทรงดูอ่อนเยาว์ เปี่ยมด้วยความสำรวม อ่อนโยน และมีราศี

การเยือนครั้งนี้ทำให้ประชาชนจีนจำนวนมากประทับใจ จนเกิดกระแสผู้ติดตามและแฟนคลับของสมเด็จพระราชินีสุทิดาเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

ไทย-เขมร รอบใหม่ หลัง ‘อนุทิน’ ฉีกสัญญาสงบศึก โดยไม่แคร์ ‘สหรัฐอเมริกา’ จากกลศึกของอดีตเสนาธิการไทย

(17 พ.ย. 68) หลังจากท่านอนุทินฉีกสัญญาสงบศึกกับฝั่งเขมรโดยไม่ได้แคร์ถึงอเมริกา ต้องยอมรับว่าเป็นการกระทำที่กล้าหาญโดยทีเดียว ดังนั้นวันนี้ ณ วันที่เราจะเปิดศึกกับกัมพูชาอยู่เต็มที่ เรามาวิเคราะห์กันถึงจุดยุทธศาสตร์ กลศึกจากอดีตเสนาธิการไทยที่เอย่าได้พบเจอกัน

 

คิดว่าเขมรจะเริ่มยิงก่อนไหม...?

แน่นอน..เพราะกัมพูชาทุกวันก็ทำแบบนี้ตลอด เพื่อต้องการให้ไทยตอบโต้แล้วคนเองก็แสดงว่าเป็นเหยื่อสูตรเดิมที่ทางกัมพูชาใช้มา

 

อ้าวแล้วรอบนี้กัมพูชาจะเปิดศึกจุดไหน...?

มีความเป็นไปได้ว่าเป็นสระแก้วหรือแถวจันทบุรี​ เพราะจากการขยับเสริมทัพของฝ่ายกัมพูชาที่มีการนำทหารเข้ามาตรงบริเวณสระแก้วหลายพันคน เป็นไปได้ว่าจุดต่อไปอาจจะเป็นบริเวณนี้

 

ทำไมถึงเป็นบริเวณนี้ละคะ...?

บริเวณนี้เป็นจุดที่ใกล้กรุงเทพมากที่สุดและอยู่ในความดูแลของกองทัพภาคที่ 1 ซึ่ง ณ ตอนนี้ ทางกองทัพภาคที่ 1 ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ ในการตั้งรับหากทางกองทัพกัมพูชาบุกเลยต่างกับฝั่งกองทัพภาคที่ 2 ที่เตรียมพร้อมประจำการในพื้นที่แล้ว

แล้วแบบนี้ทางไทยเราควรทำอย่างไรคะ..?

ฝั่งกองทัพไทยก็คงยึดแนวทางสากลคือตอบโต้เมื่อถูกคุกคาม แต่ถามว่าพอไหมนั่นคงไม่เพียงพอแล้ว หากจำเป็นต้องเปิดศึกรอบสอง

 

ในความคิดอดีตเสนาธิการอย่างท่าน...ท่านมีไอเดียในการจัดการกัมพูชาอย่างไรคะ?

อันนี้ในความคิดผมนะ ผมจะแยกเป็น 2 องค์ประกอบ อันแรกคือฮุนเซน อันที่ 2 คือประชาชนชาวกัมพูชา ซึ่งต้องยอมรับนะว่าฮุนเซนเก่ง สามารถล้างสมองคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ให้คิดตามเขาได้ ซึ่งเอาตรงๆนะแบบนี้น่ากลัวมากเพราะไม่ได้เกิดแค่ในเขมรแต่ในไทยก็กำลังเกิด อย่างที่ผ่านมาในยุคของ นายกตู่นั่นไง เราจะเห็นว่ามันมีกลุ่มนักวิชาการ ผนวกกับกลุ่มการเมืองและกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งหากหาข้อมูลดี ๆ ทั้งหมดนี้จะเชื่อมโยงมาจากกลุ่มทุนเดียวกัน ถามว่ากองทัพรู้ไหม กองทัพไทยรู้มานานแล้ว แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก แต่ในเขมรนี่ผลมันออกมาแล้ว ถามว่า ณ วันนี้ วัดกันตัวต่อตัวประชาชนเขมรพร้อมให้เกิดสงครามนะ ในขณะที่ฝั่งไทยไม่อยากให้เกิด อยากประนีประนอม​กันอยู่เลย

 

ถามผมนะถ้าเอาเรื่องสงคราม ผมจัดการแหล่งทุนของฮุนเซนก่อน เคลื่อนพลยึดปอยเปต จากนั้นหากประชาชนเขายังขัดขืน เราต้องมาจัดการกับคนที่เป็นอินฟลูปลุกใจฝั่งเขา เช่นเดียวกัน พวกคนไทยที่พยายามจะเป็นกระบอกเสียงให้ฝั่งกัมพูชาเราก็ต้องจัดการเช่นเดียวกัน พวกนี้แหละตัวดีเลย ลองสืบเส้นทางการเงินคนพวกนี้สิ เผลอเส้นทางการเงินอาจจะมาจากแหล่งเดียวกับผู้สนับสนุนกัมพูชาก็ได้

 

สุดท้ายคะ..หากต้องเกิดสงครามจริง จะได้คุ้มเสียไหมคะ

ก่อนอื่น....ต้องเข้าใจก่อนว่าสงครามรอบนี้มันมีสงครามซ้อนสงครามนะ อันแรกคือสงครามไทย-กัมพูชา อีกเรื่องคือสงครามระหว่างมหาอำนาจ ถามว่าอเมริกาไม่เคยสนใจใยดีกัมพูชาเลย แถมรู้ทั้งรู้ว่ากัมพูชาเป็นดินแดนสแกมเมอร์ไม่ต่างจากเมียนมาแต่ทำไมอเมริกาเข้าข้างกัมพูชาละ คำตอบคือผู้นำเมียนมาไม่รับผลประโยชน์ที่อเมริกาเสนอไง ไม่เหมือนกับฮุนเซนที่ยอมรับข้อเสนอเพราะเขายอมขายประเทศเพื่อความมั่งคั่งตัวเอง ก็ไม่แปลกที่อเมริกาไม่พูดอะไรถึงปอยเปต หรือสีหนุวิลล์ อีกเลยทั้ง ๆ ที่มันเป็นดินแดนสแกมเมอร์ไม่ต่างกัน ถามว่าได้คุ้มเสียไหมก็ต้องถามว่าจะต้องถามฝั่งกองทัพไทยนี่แหละว่าจะจัดการเอาแบบทีเดียวจบเหมือนสงครามรัสเซียยูเครน หรือจะปล่อยให้เขมรมาตอดไทยเรื่อย ๆ แบบนี้ อันนี้กองทัพไทยควรเป็นผู้ตอบมากกว่า

 

สุดท้ายไทยเราจะต้องทำไ​งคะ..?

ในความคิดผม ผมมองว่าไทยเราก็คงทำแค่ยึดปกป้องอธิปไตยและผืนแผ่นดินเท่านั้น คงไม่ได้แก้ปัญหามากกว่านี้เพราะกลัวจะกระทบกับความสัมพันธ์มหาอำนาจ ซึ่งถามว่าการที่มหาอำนาจทำกับไทยแบบนี้ผมก็ไม่รู้ต้องไปให้เกียรติอะไรพวกมันนักหนา อย่างว่าแหละเราย้อนเวลาไปเป็นเหมือนในสมัยอยุธยาไม่ได้ ไม่งั้นคงได้มีเด็ดหัวผู้นำเขมรเอาเลือดมาล้างเท้าเหมือนที่เคยระบุในพงศาวดารของไทยในอดีตแล้ว

 

 

 

“นายนริศ นิรามัยวงศ์” ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ผู้นำที่ “รู้พื้นที่ รู้ปัญหา ลงมือทำจริง” ขับเคลื่อนเมืองชลสู่เมืองน่าอยู่ คู่ความปลอดภัย

ชลบุรีเป็นจังหวัดชายทะเลที่ “ครบเครื่อง” แห่งหนึ่งของประเทศไทย อยู่ใกล้กรุงเทพฯ เดินทางสะดวก เป็นทั้งศูนย์กลางอุตสาหกรรมในเขต EEC เมืองท่องเที่ยวชื่อดังอย่างพัทยา ศรีราชา เกาะสีชัง รวมถึงชุมชนชายฝั่งและชุมชนดั้งเดิมที่ยังมีเสน่ห์เฉพาะตัว รายได้จังหวัดมาจากทั้งอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การประมง การค้า-บริการ ทำให้ชลบุรีเป็นจังหวัดที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศอย่างสำคัญ ในขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญโจทย์ใหญ่เรื่องการจราจร ความปลอดภัย ยาเสพติด สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของคนเมือง-คนชายฝั่งไปพร้อมกัน

ในบริบทที่ “ชลบุรีโตเร็วและท้าทายมากขึ้นทุกปี” การได้ผู้นำที่ทั้งรู้พื้นที่ รู้ปัญหา และมีประสบการณ์ทำงานภาคสนามจริงจังจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง การที่จังหวัดชลบุรีได้ นายนริศ นิรามัยวงศ์ ซึ่งเป็นทั้งลูกหลานชลบุรี และข้าราชการสายปกครองมืออาชีพ มาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด จึงถือเป็นโอกาสที่ดีของจังหวัด เขาไม่เพียงเข้าใจชลบุรีจากแผนบนกระดาษ แต่เคยลงพื้นที่ทำงานในหลายอำเภอของจังหวัดมาก่อน และเมื่อเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ท่ามกลางการต้อนรับจากทุกภาคส่วน บทบาทของเขาจึงไม่ใช่แค่ดูแลงานราชการประจำวัน แต่คือการวางทิศทางให้ชลบุรีเป็นเมืองน่าอยู่ เมืองปลอดภัย และเมืองแห่งโอกาสของคนทุกกลุ่ม

ด้านประวัติการศึกษา นายนริศเป็น “ลูกหลานชลบุรีแท้ ๆ” เติบโตและเรียนหนังสือในจังหวัดชลบุรีตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ที่โรงเรียนวัดอุทยานนที มัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนชลราษฎรอำรุง และมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนชลกัลยานุกูล ก่อนจะต่อยอดความรู้ด้านการบริหารบ้านเมืองอย่างจริงจัง ด้วยปริญญาตรีรัฐศาสตร์บัณฑิต (พ.ศ. 2533) และนิติศาสตร์บัณฑิต (พ.ศ. 2547) จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยบูรพา (พ.ศ. 2548) พื้นฐานทั้งด้านรัฐศาสตร์ กฎหมาย และรัฐประศาสนศาสตร์ ทำให้เขามองภาพการบริหารราชการได้รอบด้าน

เส้นทางรับราชการของนายนริศเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2537 จากตำแหน่งปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครอง 3) อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว จากนั้นหมุนเวียนไปปฏิบัติงานทั้งที่จังหวัดชลบุรีและสระแก้วอย่างต่อเนื่อง อาทิ เจ้าพนักงานปกครองที่ทำการปกครองจังหวัดชลบุรี ปลัดอำเภอพนัสนิคม และในปี 2543 ได้ช่วยราชการที่ทำการปกครองจังหวัดชลบุรี ปฏิบัติงานประจำศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดจังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นประสบการณ์สำคัญที่ทำให้เขาเข้าใจปัญหายาเสพติดและความปลอดภัยในพื้นที่อย่างลึกซึ้ง เมื่อสั่งสมประสบการณ์ภาคสนามเต็มเปี่ยม เขาจึงก้าวสู่ตำแหน่งระดับบริหาร ได้แก่ ป้องกันจังหวัดชลบุรี นายอำเภอคลองหาด–วังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว และนายอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ก่อนเลื่อนเป็นผู้ตรวจราชการกรมการปกครองในปี 2561 และกลับมาดำรงตำแหน่งปลัดจังหวัด–รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีในปี 2563

ต่อมาในปี 2566 เขาได้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง และผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครในปี 2567 ก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะมีมติแต่งตั้งให้กลับคืนถิ่นบ้านเกิดในปี 2568 ในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีอย่างสมศักดิ์ศรีเส้นทางข้าราชการสายปกครองมืออาชีพ นับเป็นการกลับบ้านของ “พ่อเมือง” ที่รู้จักทั้งโจทย์ชายแดน เมืองท่องเที่ยว และจังหวัดอุตสาหกรรมมาแล้วครบถ้วน
.
สำหรับ “ผลงานเด่นในปี 2568” นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง นายนริศเดินหน้าขับเคลื่อนงานอย่างรวดเร็ว โดยจัดประชุมชี้แจงแนวทางการปฏิบัติราชการเพื่อขับเคลื่อนจังหวัดชลบุรีให้เป็น “เมืองน่าอยู่ คู่ความปลอดภัย” ต่อหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และกำนันผู้ใหญ่บ้าน เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 วางกรอบการทำงาน 5 ด้าน ได้แก่ 

(1) ชลบุรีปลอดภัย ไร้ยาเสพติดและอบายมุข เน้นปราบปรามบ่อน การพนัน สถานบริการผิดกฎหมาย และกลุ่มต่างชาติที่ก่อปัญหา 

(2) สร้างรายได้ ลดรายจ่าย ยกระดับคุณภาพชีวิต ผ่านการหนุนเศรษฐกิจฐานราก ตลาดสินค้าราคาประหยัด “ธงฟ้า” และโครงการน้ำประปาดื่มได้ 

(3) ชลบุรีเมืองแห่งความปลอดภัย (Smart Safety) ปรับปรุงสัญญาณไฟ ป้ายจราจร และเส้นทางคมนาคมให้ปลอดภัย 

(4) เมืองสะอาดและเป็นระเบียบ แก้ปัญหาน้ำท่วมและพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ 

(5) งานบริการประชาชนที่รวดเร็ว โปร่งใส โดยใช้ศูนย์ดำรงธรรมและสายด่วน 1567 เป็นกลไกรับเรื่องร้องทุกข์ ควบคู่ไปกับการผลักดันโครงการก่อสร้างศาลหลักเมืองชลบุรี เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งจังหวัด 

นอกจากนี้ ปลายเดือนตุลาคม 2568 เขายังมอบนโยบายการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ภายใต้นโยบายรัฐบาล “Quick Big Win : ขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วสู่ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่” กำหนดแนวทางทั้งการค้นหา-คัดกรองผู้เสพและผู้ค้า การปราบปรามผู้ค้ารายใหญ่ การบำบัด-ฟื้นฟู และการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างจริงจัง

จากประวัติการศึกษาอันแข็งแรง เส้นทางรับราชการที่ผ่านทั้งพื้นที่ชายแดน พื้นที่ท่องเที่ยว และจังหวัดอุตสาหกรรม ตลอดจนผลงานการวางยุทธศาสตร์ “ชลบุรีเมืองน่าอยู่ คู่ความปลอดภัย” และการเร่งแก้ปัญหายาเสพติดในปี 2568 นายนริศ นิรามัยวงศ์ จึงเป็นภาพแทนของผู้นำจังหวัดที่ทั้ง “รู้พื้นที่ รู้ปัญหา และกล้าตัดสินใจลงมือทำ” เขาไม่ใช่เพียงข้าราชการผู้บริหารจากส่วนกลาง แต่เป็น “ลูกหลานชลบุรี” ที่ประชาชนรู้สึกเข้าถึงได้และไว้วางใจได้ว่า จะนำพาจังหวัดชลบุรีก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ปลอดภัย และน่าอยู่ยิ่งขึ้นในทุกมิติของการพัฒนา

กระชับความร่วมมือ ด้านภาษาจีน–อาชีวศึกษา ดันทุนครูไทย เพิ่มห้องเรียนขงจื่อ พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ได้เข้าพบหารือกับ Mr. Yu Yunfeng ผู้อำนวยการศูนย์แลกเปลี่ยนและส่งเสริมความร่วมมือด้านภาษาจีนระหว่างประเทศ (Center for Language Education and Cooperation: CLEC) ณ กรุงปักกิ่ง ระหว่างการประชุมภาษาจีนโลก ประจำปี 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติจีน สาธารณรัฐประชาชนจีน 

โดยได้นำเสนอนโยบายและทิศทางการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทย พร้อมเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทย–จีน และความสำคัญของการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ภาษาจีนให้ทันสมัยและตอบโจทย์อนาคต โดยเฉพาะการผลิตกำลังคนด้านอาชีวศึกษาที่มีทักษะภาษาจีนรองรับตลาดแรงงานยุคใหม่ พร้อมเสนอให้ฝ่ายจีนสนับสนุนทุนการศึกษาแก่ครูไทยเพื่อไปศึกษาต่อที่ประเทศจีน ตลอดจนส่งผู้เชี่ยวชาญมาฝึกอบรมให้แก่ครูไทยเพื่อยกระดับทักษะการสอนภาษาจีนอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ไทยยังขอรับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีนในห้องเรียนของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ รวมถึงการร่วมกันพัฒนาแพลตฟอร์มการสอนภาษาจีน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้ง่าย หลากหลาย และทันสมัยยิ่งขึ้น ขณะที่ฝ่ายจีนได้เสนอแนวทางขยายความร่วมมือ เช่น การยกระดับหลักสูตรภาษาจีนให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยเฉพาะในระดับอาชีวศึกษา การพัฒนาสื่อการเรียนรู้ ระบบการสอบ HSK การแลกเปลี่ยนครูและผู้เชี่ยวชาญชาวจีน รวมถึงการร่วมพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์แบบครบวงจรสำหรับผู้เรียนทุกช่วงวัย

ศ.ดร.นฤมล ยังกล่าวถึงความจำเป็นในการพัฒนาทักษะภาษาจีนเพื่อตอบโจทย์การจ้างงานในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งมีนักลงทุนชาวจีนจำนวนมาก พร้อมเสนอให้เพิ่มครูอาสาสมัครจีนในศูนย์การเรียนรู้ทั่วประเทศเพื่อเสริมศักยภาพแรงงานไทย ขณะเดียวกัน ไทยยังขอรับการสนับสนุนการจัดตั้ง “ห้องเรียนขงจื่อ” เพิ่มเติม รวมถึงส่งเสริมรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบ 3+1 ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และทักษะภาษาดิจิทัล (AI)

ทั้งนี้ การหารือครั้งนี้สะท้อนเจตนารมณ์ร่วมของไทยและจีนในการพัฒนาความร่วมมือด้านการศึกษาให้ก้าวหน้าและยั่งยืน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้คุณภาพสูงให้คนไทยทุกช่วงวัย และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่อย่างแท้จริง

แอร์บัส มองอุตสาหกรรมการบินเอเชีย–แปซิฟิก คาดต้องการเครื่องบินใหม่ 19,560 ลำใน 20 ปี คิดเป็น 46% ของความต้องการทั่วโลก ชี้ เครื่องบินลำตัวกว้าง–ทางเดินเดียว ยอดพุ่ง

(16 พ.ย. 68) นายอานันท์ สแตนลีย์ ประธานแอร์บัส ประจำภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก ได้นำเสนอการคาดการณ์ล่าสุดในงานประชุมใหญ่ประจำปีของสมาคมสายการบินแห่งภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก (Association of Asia-Pacific Airlines: AAPA) ณ กรุงเทพมหานคร โดยเน้นย้ำถึงการเติบโตต่อเนื่องและความสำคัญของภูมิภาคในตลาดการบินโลก

การคาดการณ์สำหรับภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก รวมถึงจีนและอินเดีย สะท้อนให้เห็นการขยายฝูงบินอย่างต่อเนื่องของภูมิภาคนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น คาดว่าภูมิภาคจะเติบโตเฉลี่ย 4.4 %ต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 3.6 %

ภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนความต้องการเครื่องบินลำตัวกว้าง (Widebody) เช่น เครื่องบินเอ330นีโอ (A330neo) และเครื่องบินตระกูลเอ350 (A350 Family) โดยคาดว่าจะต้องการเครื่องบินประมาณ 3,500 ลำ โดยคิดเป็น 43 %ของความต้องการกลุ่มเครื่องบินที่มีขนาดใหญ่ทั่วโลก ขณะเดียวกัน คาดว่าภูมิภาคนี้จะต้องการเครื่องบินทางเดินเดียว (Single-aisle) ประมาณ 16,100 ลำ เช่น เครื่องบินเอ220 (A220) และเครื่องบินตระกูลเอ320นีโอ (A320neo Family) เพื่อรองรับเส้นทางบินระยะสั้นถึงกลาง

แอร์บัสประเมินว่าเกือบ 68 %ของการส่งมอบเครื่องบินใหม่จะเป็นการขยายฝูงบิน ส่วนอีก 32 %จะเป็นการทดแทนเครื่องบินรุ่นเก่า ซึ่งช่วยสนับสนุนความพยายามที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศ โดยเครื่องบินลำตัวกว้างรุ่นใหม่ของแอร์บัสสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงได้ทันทีถึง 25 % พร้อมทั้งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามไปด้วย

ในส่วนของการขนส่งสินค้าทางอากาศ คาดว่าภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกจะมีฝูงเครื่องบินขนส่งสินค้าประมาณ 850 ลำ คิดเป็นราวหนึ่งในสามของฝูงบินขนส่งสินค้าทั่วโลก โดยประมาณ 250 ลำจะเป็นเครื่องบินผลิตขึ้นใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครื่องบินลำตัวกว้าง สะท้อนถึงความต้องการขนส่งทางอากาศที่แข็งแกร่งและเพิ่มขึ้นในภูมิภาค

เครื่องบินเอ350เอฟ (A350F) รุ่นใหม่ ซึ่งมีพื้นฐานมาจากโครงสร้างเครื่องบินเอ350 (A350) ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว จะสามารถตอบสนองความต้องการนี้ได้ด้วยประสิทธิภาพการบินที่สูง ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และประสิทธิภาพด้านต้นทุนที่ดีที่สุดในประเภทเดียวกัน นอกจากนี้ A350F ยังเป็นไปตามมาตรฐานการปล่อยก๊าซล่าสุดขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ทำให้เป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ในตลาดเครื่องบินขนส่งสินค้าขนาดใหญ่

ในตลาดขนส่งผู้โดยสาร เครื่องบิน A350 ได้กลายเป็นผู้นำด้านการบินระยะไกลจากภูมิภาค โดยมีเครื่องบิน A350 ประมาณ 315 ลำให้บริการในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เครื่องบินเหล่านี้ให้บริการในเส้นทางบินที่ยาวที่สุดในโลก รวมถึงการบินตรงจากสิงคโปร์ไปยังนิวยอร์ก

ในขณะเดียวกัน กระบวนการทดแทนเครื่องบินเอ330ซีโอ (A330ceo) กำลังดำเนินอยู่ โดยมีเครื่องบินเอ330ซีโอ ประมาณ 550 ลำให้บริการในภูมิภาค เครื่องบิน A330neo ถูกวางตำแหน่งเป็นตัวเลือกทดแทนโดยธรรมชาติ ซึ่งช่วยให้สายการบินเปลี่ยนผ่านได้อย่างราบรื่น พร้อมทั้งมีความเหมือนกันทั้งในการฝึกอบรมนักบินและการดำเนินงานทางเทคนิคระหว่างสองรุ่น

นายอานันท์ สแตนลีย์ ประธานแอร์บัส ประจำภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก กล่าวว่า “ภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นของการเติบโต ขับเคลื่อนด้วยความต้องการเดินทางทางอากาศและโลจิสติกส์ที่แข็งแกร่ง แอร์บัสมุ่งมั่นที่จะเป็นพันธมิตรกับสายการบินในภูมิภาคนี้ เพื่อนำเสนอฝูงบินที่ทันสมัยและยั่งยืน”

Apple เร่งแผนยุคหลัง “ทิม คุก” ทำไม “จอห์น เทอร์นัส” ถึงถูกจับตา จากวิศวกรออกแบบสู่ตัวเต็งซีอีโอ จะพาแอปเปิลไล่ก้าวทันสมรภูมิ AI ได้หรือไม่?

(16 พ.ย. 68) สำนักข่าว ไฟแนนเชียลไทมส์ (Financial Times) รายงานว่า ทิม คุก (Tim Cook) ซีอีโอ Apple อาจตัดสินใจลงจากตำแหน่งเร็วสุดภายในปีหน้า ขณะที่บอร์ดบริหารของบริษัทเริ่มเร่งเดินหน้าแผนส่งมอบตำแหน่งผู้นำอย่างจริงจัง โดยชื่อที่ถูกมองว่าเป็นตัวเต็งมากที่สุดในตอนนี้ คือ จอห์น เทอร์นัส (John Ternus) รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ของแอปเปิล ซึ่งกำลังถูกดันให้ขึ้นมารับไม้ต่อในจังหวะเหมาะสม

ทิม คุก วัย 65 ปี นั่งเก้าอี้ซีอีโอมาแล้ว 14 ปี นับตั้งแต่รับช่วงต่อจากสตีฟ จ็อบส์ (Steve jobs) ในปี 2011 ระหว่างทางเขาพาแอปเปิลจากบริษัทมูลค่า 3.5 แสนล้านดอลลาร์ กลายเป็นบริษัทยักษ์ที่มีมูลค่าตลาดแตะ 4 ล้านล้านดอลลาร์เป็นรายแรกของโลก โดยรายงานระบุด้วยว่า การเร่งแผนหาผู้สืบตำแหน่งครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับผลประกอบการระยะสั้น ซึ่งมีการคาดว่าช่วงไตรมาสปลายปีนี้จะทำยอดขายได้ดี และไม่น่าจะมีการประกาศชื่อซีอีโอคนใหม่ก่อนรายงานงบการเงินช่วงปลายเดือนมกราคมปีหน้า 

กระแสข่าวเรื่องคุกเริ่มคิดถึงการลงจากตำแหน่งยิ่งแรงขึ้น หลังจาก เจฟฟ์ วิลเลียมส์ (Jeff Williams) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นตัวเลือกสืบทอดสำคัญ ประกาศเกษียณและทำงานวันสุดท้ายไปแล้ว ส่งผลให้มีการจัดระเบียบทีมผู้บริหารใหม่ ทั้งการขยายบทบาทของเอ็ดดี คิว หัวหน้าฝ่ายบริการ และเครก เฟเดอริกี (Craig Federighi) หัวหน้าฝ่ายซอฟต์แวร์ รวมถึงการดันบทบาทของเทอร์นัสให้เด่นชัดขึ้นในสายตานักลงทุนและสาธารณชน ทั้งนี้ คุกเคยพูดชัดว่าต้องการเห็นผู้สืบทอดมาจาก “คนใน” และแอปเปิลมีแผนสืบทอดตำแหน่งที่ละเอียดอยู่แล้ว

สำหรับจอห์น เทอร์นัส ปัจจุบันอายุ 50 ปี เข้าร่วมงานกับแอปเปิลตั้งแต่ปี 2001 ในทีมออกแบบผลิตภัณฑ์ ก่อนไต่ระดับขึ้นมาคุมงานวิศวกรรมฮาร์ดแวร์แทบทุกไลน์สินค้า ทั้ง iPhone, iPad, Mac ไปจนถึง AirPods และ Apple Watch เขาปรากฏตัวบนเวทีงานเปิดตัวสำคัญของแอปเปิลบ่อยครั้ง ทำให้แฟนแอปเปิลเริ่มคุ้นหน้าคุ้นตา และถูกสื่อหลายสำนักระบุว่าเป็น “ตัวเต็งอันดับหนึ่ง” หากถึงเวลาต้องเปลี่ยนซีอีโอจริง ๆ

อย่างไรก็ตาม การส่งไม้ต่อของแอปเปิลเกิดขึ้นท่ามกลางโจทย์ใหญ่เรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้บริษัทจะยังขาย iPhone และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้แข็งแกร่ง แต่กลับถูกวิจารณ์ว่าตามหลังคู่แข่งในสมรภูมิ AI ทั้งด้านการลงทุนและภาพยุทธศาสตร์ที่ยังไม่ชัดเจน มีรายงานว่าแอปเปิลอนุมัติงบมหาศาลเพื่อรันโมเดล AI บนคลาวด์ในปี 2026 พร้อมพิจารณาใช้โมเดลจาก OpenAI และ Anthropic มาช่วยขับเคลื่อน Siri เวอร์ชันใหม่ หลังจากต้องเลื่อนการเปิดตัวฟีเจอร์ Siri ที่ใช้ AI จากปี 2025 ออกไป รวมถึงการสูญเสียผู้บริหารสาย AI ระดับหัวกะทิหลายคนให้กับคู่แข่งอย่างเมตาในช่วงปีที่ผ่านมา

จนถึงตอนนี้ แอปเปิลยังไม่ได้ออกมาคอมเมนต์ต่อรายงานของไฟแนนเชียลไทมส์หรือข่าวลือเรื่องการวางมือของคุกอย่างเป็นทางการ แต่การเร่งวางแผนสืบทอดตำแหน่ง และการที่ชื่อของเทอร์นัสโผล่ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนและแฟนแอปเปิลทั่วโลกจับตาว่า ปีหน้าจะเป็นจุดเริ่มต้น “ยุคหลังทิม คุก” หรือไม่ พร้อมลุ้นไปพร้อมกันว่า ซีอีโอคนต่อไปจะตอบโจทย์ใหญ่เรื่อง AI และรักษาความยิ่งใหญ่ของแอปเปิลต่อจากยุคสตีฟ จ็อบส์และทิม คุกได้อย่างไร??

หนุนไทยเก็บกู้ทุ่นระเบิดชายแดน ย้ำ “สหรัฐฯ ไม่เอาภาษีมาผูกปมกัมพูชา” ฝาก 2 ผู้นำ แจ้งทางเขมร ให้ปฏิบัติตามข้อตกลง

(16 พ.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์เฟซบุ๊กเล่าบทสนทนากับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน ซึ่งโทรศัพท์มาพูดคุยกับเขาอีกครั้งเมื่อคืนวันที่ 15 พฤศจิกายน ต่อเนื่องจากการหารือรอบแรกที่ทั้งสองฝ่ายได้คุยกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เรื่องสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา

นายอนุทินระบุว่า นายกฯ อันวาร์แจ้งว่าได้คุยกับประธานาธิบดีทรัมป์อีกรอบ โดยทรัมป์เห็นตรงกับจุดยืนของไทยว่า การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม (Humanitarian demining) เป็นหัวใจสำคัญของปฏิญญาที่ไทยและกัมพูชาลงนามร่วมกัน และได้ขอให้รัฐบาลไทยเร่งเดินหน้ากู้ทุ่นระเบิดโดยเร็ว เพราะเป็นอันตรายต่อชีวิตประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยิ่ง

ที่สำคัญ นายอนุทินเผยว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ยืนยันผ่านนายกฯ อันวาร์มาบอกไทยชัดเจนว่า สหรัฐอเมริกาจะไม่เอาประเด็นการระงับปฏิญญาของไทย ไปผูกกับการเจรจาภาษีการค้าระหว่างไทย–สหรัฐที่กำลังเดินอยู่ในขณะนี้ พร้อมกันนี้ นายอนุทินยังได้ถามนายกฯ อันวาร์ว่าตนสามารถโพสต์เนื้อหานี้ได้หรือไม่ ซึ่งอีกฝ่ายตอบว่า “โพสต์เลยอนุทิน” และจะโพสต์ยืนยันจากช่องทางของตนเองด้วย เพื่อให้ประชาชนไทยคลายกังวล

นายอนุทินยังอ้างถึงกรณีจดหมายจากผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ที่แจ้งเรื่องการหยุดเจรจากับไทยไว้ก่อนหน้า โดยระบุว่าจดหมายฉบับดังกล่าวถูกจัดทำขึ้นก่อนที่เขาจะได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีทรัมป์ในคืนวันที่ 14 พฤศจิกายน จึงย้ำว่าข้อมูลที่ตนได้รับและนำมาแจ้งต่อประชาชนในวันนี้ เป็นข้อมูลล่าสุดจากการพูดคุยโดยตรงผ่านผู้นำทั้งสองฝ่าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top