Tuesday, 30 June 2026
Hard News Team

‘สุริยะ’ ชี้!! บอร์ด สมอ. ดีเดย์ 1 ม.ค.67 คุมมลพิษยานยนต์ ตามมาตรฐานยูโร 5

บอร์ด สมอ. เห็นชอบให้บังคับใช้มาตรฐานยูโร 5 คุมมลพิษรถบรรทุก, รถบัส, รถกระบะ และรถยนต์เล็ก ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลและเบนซิน มีผล 1 มกราคม 2567 มุ่งแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และรักษาสิ่งแวดล้อม ตามนโยบายรัฐบาล

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) หรือบอร์ด สมอ. ประจำเดือนสิงหาคม 2565 ว่า บอร์ด สมอ. ได้มีมติเห็นชอบให้ สมอ. ควบคุมรถบรรทุก, รถบัส, รถกระบะ และรถยนต์เล็ก ทุกรุ่นทุกคัน ต้องได้มาตรฐานยูโร 5 โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เพื่อควบคุมปริมาณสารมลพิษที่ปล่อยออกมา ไม่ให้เกินเกณฑ์ที่เป็นอันตรายต่อประชาชน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายกระทรวงอุตสาหกรรมที่ได้ขานรับนโยบายรัฐบาลในการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ ได้กำชับให้ สมอ. เร่งรัดกำหนดมาตรฐานเพื่อควบคุมปริมาณสารมลพิษจากยานยนต์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันได้กำหนดมาตรฐานแล้วจำนวน 34 มาตรฐาน อาทิ รถยนต์ขนาดใหญ่และขนาดเล็กที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลและเบนซิน รถมอเตอร์ไซค์ การทดสอบสารมลพิษจากเครื่องยนต์ และมลพิษทางเสียงที่เกิดจากรถยนต์ตั้งแต่ 4 ล้อขึ้นไปเป็นต้น

นายบรรจง สุกรีฑา เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรฐานยูโร 5 นี้จะควบคุมปริมาณสารมลพิษที่ปล่อยออกมา ได้แก่ คาร์บอนมอนอกไซด์ ไฮโดรคาร์บอน ออกไซด์ของไนโตรเจน และปริมาณสารมลพิษอนุภาคหรือฝุ่นจากเครื่องยนต์ โดยมีระบบวินิจฉัยอุปกรณ์ควบคุมสารมลพิษ ซึ่งเป็นระบบที่จะแจ้งผู้ขับขี่ในกรณีที่อุปกรณ์ควบคุมสารมลพิษทำงานผิดปกติ รวมทั้งมีข้อกำหนดเรื่องความทนทานของอุปกรณ์ควบคุมมลพิษ เพื่อให้มั่นใจได้ว่ารถยนต์ที่ผ่านการใช้งานไประยะเวลาหนึ่งแล้ว ยังคงสามารถควบคุมมลพิษตามเกณฑ์ที่กำหนดในมาตรฐานได้

สหรัฐฯ แอบหวั่น!! ‘คลังแสง’ เริ่มร่อยหรอ ไม่อยู่ในระดับที่ไว้ใจได้ หากต้องทำสงคราม

วอลล์สตรีทเจอร์นัล เผย รัฐบาลสหรัฐฯ ส่งอาวุธป้อนกองทัพยูเครนมากจน ‘คลังแสง’ ของเพนตากอนเริ่มที่จะ ‘ขาดแคลน’ อาวุธบางประเภทเข้าให้แล้ว

วอลล์สตรีทอ้างแหล่งข่าวในกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ โดยระบุว่า กระสุนขนาด 155 มม. ซึ่งใช้กับปืนใหญ่อัตตาจร M777 ฮาววิตเซอร์ เหลืออยู่ในคลังแสงน้อยมาก จนทำให้เจ้าหน้าที่บางคนรู้สึกกังวล

เจ้าหน้าที่เพนตากอน (กลมโหม) ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ยืนยันกับวอลล์สตรีทว่า จำนวนกระสุน 155 มม. ในคลัง “ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต” แต่ก็ “น้อยจนน่ากังวล” และ “ไม่อยู่ในระดับที่ไว้วางใจได้ หากต้องทำสงคราม”

สำหรับปืนใหญ่ฮาววิตเซอร์ ถือเป็นปืนใหญ่ลากจูงที่สามารถยิงโจมตีเป้าหมายซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปหลายไมล์ และตามข้อมูลของเพนตากอน ณ วันที่ 24 ส.ค. สหรัฐฯ รับปากจะส่งปืนใหญ่ M777 ฮาววิตเซอร์ ให้ยูเครนแล้วทั้งหมด 126 กระบอก รวมถึงกระสุนขนาด 155 มม. อีกราวๆ 806,000 นัด

ขณะที่สัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลสหรัฐฯ ได้รวมกระสุนขนาด 155 มม. อีก 245,000 นัดเข้าไว้ในแพ็กเกจช่วยเหลือยูเครนมูลค่า 2,980 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นความช่วยเหลือทางทหารล็อตใหญ่ที่สุดที่วอชิงตันเคยมอบให้เคียฟ นับตั้งแต่รัสเซียเปิดศึกรุกรานยูเครนเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 65

ครม. เห็นชอบแก้คำสั่งให้ ‘บิ๊กป้อม’ มีอำนาจเต็ม โยกย้าย - อนุมัติงบได้ ย้ำรัฐบาลไม่เกิดสุญญากาศ

วันนี้ (30 ส.ค. 65) เมื่อเวลา 12.30 น. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุม ครม. วันนี้ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งในส่วนนายกรัฐมนตรี ยังไม่มีการส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญคาดว่าจัดน่าจะส่งได้ภายในสัปดาห์นี้ ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดข้อมูลได้

ขณะนี้ทีมกฎหมายของนายกรัฐมนตรีกำลังดูเอกสาร ซึ่งคาดว่าน่าจะส่งเอกสารได้ภายในวันถึงสองวันนี้ ขั้นตอนหลังจากนี้หากส่งไปก็ถือว่าเสร็จสิ้นเพราะปกติศาลจะไม่เรียกไต่สวน

ซึ่งวันนี้พลเอกประยุทธ์ไม่ได้พูดอะไรเป็นพิเศษแต่มีการประชุมออนไลน์เข้ามา ส่วนสาเหตุที่ประชุมออนไลน์เข้ามาก็ถือเป็นธรรมดาที่มีทุกครั้งที่รัฐมนตรีจะใช้การประชุมออนไลน์เข้ามา ในทุกวันอังคาร

เมื่อถามว่าระยะเวลาช่วงนี้ถือเป็นสุญญากาศหรือไม่นายวิษณุระบุว่าไม่มีอะไรที่เป็นสุญญากาศเพราะวันนี้ได้ชี้แจงกับที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพราะคณะรัฐมนตรียังคงมีอำนาจเต็มไม่ใช่ครม.รักษาการ คนรักษาการ มีคนเดียวคือพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี

รู้จัก ‘โกตัม อดานิ’ เจ้าสัวคนแรกจากเอเชีย รวยติด Top 3 ของโลก แซงหน้า ‘บิล เกตส์’

แม้ว่าชื่อ ‘โกตัม อดานิ’ (Gautam Adani) อาจไม่ค่อยคุ้นหูเท่ากับเจ้าสัวอินเดียชื่อดังคนอื่น ๆ อย่าง ‘มูเกซ อัมบานี’ ผู้ครอบครองธุรกิจน้ำมันและพลังงานในอินเดีย หรือ ‘ไซรัส พูนาวัลลา’ เจ้าของบริษัทผลิตวัคซีน Serum Institute of India 

แต่ชาวอินเดียรู้จัก โกตัม อดานิ เป็นอย่างดี ในฐานะเจ้าสัวคนเก่งด้านการพาณิชย์ ที่เริ่มต้นจากการทำงานเป็นคนคัดเกรดเพชร ก่อนจะขยายตัวไปยังธุรกิจส่งออก, สินค้าเกษตร, ถ่านหิน, เหมืองแร่, ท่าเรือ และกำลังขยับเข้าสู่ธุรกิจคลื่นความถี่ดิจิทัล ด้วยการลงสู้ศึกการประมูลคลื่นความถี่ 5G ในอินเดีย ที่ต้องฟาดฟันในสนามเดียวกับ มูเกซ อัมบานี แบบที่กล้าประกาศว่า ไม่ได้ลงมาชิงแบบเล่น ๆ เช่นกัน 

ความสนใจของ โกตัม อดานิ ในวันนี้ คือ เขามีทรัพย์สินเพิ่มมากถึง 1.37 แสนล้านเหรียญ ถึงขั้นที่ทำให้ Bloomberg Billionaires Index ตัองขยับอันดับบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกให้เขาขึ้นมาติดอยู่ในอันดับ 3 ของโลก เป็นรองเพียงแค่ ‘อีลอน มัสก์’ และ ‘เจฟฟ์ เบโซส’ เท่านั้น และแถมยังเป็นอันดับสูงที่สุดที่อภิมหาเศรษฐีเชื้อสายเอเชียเคยก้าวมาถึง ซึ่งแม้แต่ ‘มูเกซ อัมบานี’ หรือ ‘แจ็ก หม่า’ ก็ยังไม่เคยมาได้ไกลเท่านี้มาก่อน

โกตัม อดานิ เกิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ. 1962 ที่เมืองอะห์มดาบาด ในรัฐคุชราต มีพี่น้องถึง 7 คน ครอบครัวมีฐานะปานกลาง พ่อของเขามีธุรกิจค้าผ้าเล็ก ๆ และสอนให้ลูก ๆ รู้จักการทำธุรกิจค้าขายตั้งแต่ยังเด็ก เพราะตั้งใจให้ลูก ๆ รับช่วงธุรกิจค้าผ้าต่อจากผู้เป็นบิดา 

ในบรรดาลูก ๆ ทั้ง 7 คน มี โกตัม อดานิ ที่มีแวว และสนใจเรื่องการทำการค้ามากที่สุด เขาเลือกเรียนต่อระดับปริญญาตรีด้านพาณิชยกรรมศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยคุชราต แต่เรียนได้แค่ปีเดียว โกตัม ตัดสินใจลาออกมาลุยสนามการค้าของจริงในโลกภายนอก

โดยเริ่มจากการเป็นพนักงานคัดเกรดเพชรฝึกหัด ต่อมาเขามาช่วยพี่ชายทำงานที่บริษัทนำเข้าเม็ดพลาสติก และ สารพอลิไวนิล ที่เป็นจุดเริ่มต้นให้พี่น้องตระกูล อดานิ ได้เรียนรู้ขั้นตอนการนำเข้า-ส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ 

พวกเขาจึงออกมาตั้งบริษัทเองชื่อว่า Adani Enterprises ทำธุรกิจส่งออก, สินค้าเกษตร, โภคภัณฑ์, โลหะ, สิ่งทอ ต่อมาขยายกิจการสู่การพัฒนาท่าเรือส่งสินค้าเป็นของตัวเอง ซึ่งปัจจุบัน ครอบครัว อดานิ เป็นเจ้าของท่าเรือสินค้าในอินเดียกว่า 10 แห่ง และยังเป็นท่าเรือเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย 

หลังจากนั้นก็ขยายเข้าสู่ธุรกิจด้านพลังงานอย่างเต็มตัว โดยตอนนี้ โกตัม อดานิ เป็นเจ้าของโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังความร้อนที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย และยังชนะประมูลโครงการก่อสร้าง โรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ ของรัฐบาลอินเดีย ที่มีมูลค่าถึง 6 พันล้านดอลลาร์อีกด้วย

'ครูธัญ' มองความต่าง สมรสเท่าเทียม 'ไทย-ไต้หวัน' ชี้!! ไทยยัง 'อนุรักษ์นิยม-ไม่เข้าใจความหลากหลายทางเพศ'

ธัญวัจน์ กมลวงวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ร่วมเสวนา เสวนามองสมรสเท่าเทียมผ่านบทเรียนไต้หวัน โดยมี Joyce Teng – Deputy Executive Director of Taiwan Equality Campaign

ภายในงานพูดถึงการต่อสู้ของสมรสเท่าเทียมในไต้หวันและประเทศไทย และก้าวต่อไปของสมรสเท่าเทียมในอนาคต

ธัญวัจน์ กล่าวช่วงหนึ่งว่า "การเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศเริ่มมีเสียงที่ดังขึ้นเพราะการเติบโตของสื่อโซเชียลมีเดียที่แพร่หลายและส่งผลต่อการรับรู้ในสังคมจึงทำให้การพูดเรื่องสมรสเท่าเทียมกลับมาอีกครั้งในช่วงหลังการเลือกตั้ง 2562

"ความแตกต่างระหว่างประเทศไต้หวันและประเทศไทย คือ คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ในประเทศไทยสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์กับสังคมในวงกว้าง และสิ่งนี้ตนมีความเห็นว่าการศึกษาไทยยังเป็นความคิดอนุรักษ์นิยมและยังไม่มีความเข้าใจในความหลากหลายทางเพศ และตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่มาของศาลรัฐธรรมนูญก็แต่งตั้งจากสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการแต่งตั้งของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

'โรงเรียนสิริรัตนาธร' ออกหนังสือแจ้งผู้ปกครอง อย่าตัดสิน-ทำลายความมั่นใจเด็กจากคะแนนสอบ

โรงเรียนสิริรัตนาธร เขตบางนา กทม. ได้มีการออกหนังสือถึงผู้ปกครอง แจ้งเรื่องการสอบปลายภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 

ซึ่งในหนังสือ กล่าวถึงการให้ผู้ปกครองมีทัศนคติกับคะแนนสอบในอีกแง่มุมหนึ่ง ซึ่งมีการระบุข้อความบางช่วงบางตอนว่า 

“ … โรงเรียนทราบว่าการสอบในครั้งนี้ อาจจะทำให้ท่านวิตกกังวลว่า นักเรียนของท่านจะทำข้อสอบได้หรือไม่ แต่โปรดเข้าใจไว้ว่าในกลุ่มนักเรียนที่นั่งสอบอยู่นี้ มีนักธุรกิจที่ไม่สนใจเรื่องประวัติศาสตร์หรือการประพันธ์ภาษาอังกฤษ มีนักคอมพิวเตอร์ที่ไม่สนใจเรื่องคะแนนสอบวิชาเคมี มีศิลปินที่ไม่มีความจำเป็นที่จะรู้เรื่องคณิตศาสตร์ มีนักกีฬาที่สนใจความสามารถทางร่างกายมากกว่าวิชาฟิสิกส์ มีนักการเมืองที่สนใจเรื่องข่าวสารบ้านเมืองมากกว่าวิชาศิลปะ

ถ้านักเรียนในปกครองของท่านทำคะแนนได้สูงสุดนั้น หมายถึงเป็นหนึ่งหรือยืนหนึ่ง แต่ถ้าลูกทำไม่ได้โปรดอย่าทำลายความเชื่อมั่นและความนับถือของพวกเขา บอกลูกว่ามันดีมากแล้ว มันแค่การสอบ มันยังมีอะไรอีกมากในชีวิต บอกลูกท่านว่าไม่ว่าคะแนนสอบออกมาแบบไหน คุณก็รักเขาและจะไม่ตัดสินเขา

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จับมือ คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ปั้นโครงการ Special LawLAB “การสืบสวนสอบสวนยุค 5G” เปิดโลกตำรวจ ดึงนิสิตฯ เยาวชนเจอเนเรชันใหม่ อบรม เรียนรู้งานสืบสวน สอบสวน หวังแลกเปลี่ยนมุมความคิด สร้างความเข้าใจ

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2565 ห้องประชุมสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ชั้น 4 อาคารเทพทวาราวดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เปิดโครงการ Special LawLAB  "การสืบสวนสอบสวนยุค 5G"  โครงการนำร่องศึกษาเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง  หรือ Young Lawyers - Police Engagement Pilot Project จัดโดยกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.)  และกองบัญชาการศึกษา (บช.ศ.) ที่คัดเลือกนิสิตชั้นปีที่ 2 - 4 คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 25 คน จากผู้สมัครกว่า 90 คน  เข้าฝึกอบรมภาควิชาการ และภาคปฏิบัติ กับตำรวจใน 6 หน่วยงาน ประกอบด้วย กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล, สน.พญาไท, สน.ห้วยขวาง, สน.บางเขน, สน.บางนา และ สน.พระโขนง โดยมี พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปารีณา ศรีวนิชย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมงาน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปารีณาฯ กล่าวเปิดงานว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอโครงการ Special LawLAB ซึ่งสอดคล้องกับโครงการ จุฬา LawLAB ให้นิสิตคณะฯ เรียนรู้จากประสบการณ์จริง โครงการนี้เป็นเรื่องที่ดี เปิดโอกาสให้นิสิตฝึกงาน ปฏิบัติงานสืบสวนสอบสวนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจากประสบการณ์จริง ช่วยให้นิสิตที่จะจบไปเป็นนักกฎหมายยุคใหม่ เข้าใจชีวิตการทำงานจริง นำประสบการณ์มาต่อยอดพัฒนากฎหมายในอนาคต ซึ่งโครงการนี้เป็นมิติใหม่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติปฏิบัติตามแนวทางของสหประชาชาติ  โดยการทำงานกับภาคสังคมโดยเฉพาะเยาวชน ขณะเดียวกันยังทำให้ตำรวจเข้าใจประชาชน ผ่านนิสิตซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างที่มีความหลากหลาย แตกต่างช่วงวัย และสภาพสังคม 

พล.ต.อ.สุวัฒน์ฯ กล่าวในการปฐมนิเทศนิสิตที่เข้าร่วมโครงการ โดยบรรยายพิเศษ เรื่อง “หลักการสืบสวนสอบสวนในยุค 5G”  กล่าวว่า โครงการนี้เป็นความตั้งใจเปิดโลกการทำงานของตำรวจให้สังคมผ่านกลุ่มเยาวชน ที่เป็นนิสิตนักศึกษา เป็นไพลอตโปรเจ็กทดลองกับนิวเจเนอเรชัน

“เป็นการเปิดโลกการทำงานของตำรวจ ให้น้อง ๆ เยาวชนได้เข้าใจ ขณะเดียวกันเราก็เรียนรู้ความคิดของน้อง ๆ เยาวชนคนรุ่นใหม่ด้วย โดยเฉพาะน้อง ๆ เป็นนิสิตที่เรียนรู้ด้านกฎหมายอยู่แล้ว หวังว่านอกจากเรียนรู้ซึ่งกันและกันแล้ว นิสิตที่ผ่านการอบรมจะสามารถแอปพลายกฎหมายกับการทำงานจริง โดยคณะนิติศาสตร์มีโครงการ LawLAB อยู่แล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็เข้ามามีส่วนร่วม จะได้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน หากทำแล้วมีประโยชน์จะขยายโครงการไปในภาคประชาชนด้วย โดยนิสิตที่เข้าร่วมโครงการ จะเข้าไปเรียนรู้การทำงานจริงของตำรวจทุกด้าน ทั้งงานจราจร การตั้งด่าน ออกตรวจ งานสอบสวน การทำงานของพนักงานสอบสวน รวมไปถึงการสืบสวน เขาจะได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง เขาเรียนกฎหมายเรียนด้านทฤษฎีมา แต่ในหลักสูตรนี้จะได้เรียนรู้ว่าจะนำกฎหมายที่เรียนมา ไปประยุกต์ใช้เมื่อปฏิบัติจริงได้อย่างไร” ผบ.ตร.กล่าว

'อนุสรณ์' เหน็บ 'บิ๊กตู่' เห็นเล็งปืนแล้วนึกถึงงานวัด แนะนำให้ลาออก เพราะตอนนี้หมดสภาพผู้นำประเทศ

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2565 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หยุดปฏิบัติหน้าที่ ว่า ไม่รู้ว่าพล.อ.ประยุทธ์ จะทนอยู่ให้ตัวเองลำบากใจไปเพื่ออะไร ถึงเวลาต้องทำใจ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ เมื่อวานนี้ (29 สิงหาคม) ไปเล็งปืน ดูนิทรรศการอาวุธได้ แต่วันถัดมากลับเข้าประชุมครม. ที่ทำเนียบไม่ได้ ต้องประชุมผ่านระบบคอนเฟอเรนซ์ เดือดร้อนไปถึงพล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมครม. แต่ไม่กล้านั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ต้องปล่อยเว้นว่างไว้ ใครจะการันตีความสัมพันธ์ของ 3 ป.อย่างไร

“นาทีนี้น่าจะไม่เหมือนเดิม พล.อ.ประยุทธ์ เหมือนจะพยายามทำตัวให้ดูดี มีสปิริต ทำหน้าที่แข็งขันไม่ว่าจะตำแหน่งไหน แต่คำถามคือ ตอนพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการรกระทรวงกลาโหม ไม่เห็นจะใส่ใจการงานในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมขนาดนี้ เห็นพล.อ.ประยุทธ์เล็งปืน นึกถึงบรรยากาศงานวัด หมดสภาพผู้นำจากการรัฐประหารยึดอำนาจ จับคนไปปรับทัศนคติ มีมาตรา 44 ตอนเล็งปืนพล.อ.ประยุทธ์ เล็งเห็นอนาคตตัวเองหรือไม่ ได้เล็งเห็นอนาคตประเทศในวันที่ไม่มีพล.อ.ประยุทธ์ อย่างไร” นายอนุสรณ์ กล่าว

'บิ๊กป้อม' ยิ้มแย้มถกครม.เรียบร้อยดี ยันไม่ปรับครม. สงบศึกพรรคร่วมรัฐบาล

(30 ส.ค. 2565) ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงบรรยากาศการประชุมครม.ในวันเดียวกันนี้ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ว่า ไม่มีอะไรเรียบร้อยดี เมื่อถามถึงกระแสข่าวการเมืองที่วุ่นวายในขณะนี้ พล.อ.ประวิตร กล่าวย้ำว่า ไม่มีอะไร

เมื่อถามว่าจะมีการปรับครม. ในช่วงเป็นที่เป็นรักษาการนายกฯ หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวยืนยัน ไม่มีการปรับครม.

เมื่อถามถึงกรณีส.ส.ประชาธิปัตย์ขู่ถอนตัว จากกระแสข่าวส.ส.ภาคใต้พรรคพลังประชารัฐ เสนอให้ปรับครม. โดยให้ริบโควตากระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์ พล.อ.ประวิตร กล่าวย้อนว่า "ไปถาม ส.ส.ใต้ดู เพราะผมไม่ได้พูด"

เมื่อถามย้ำว่าจะปรับครม.หรือไม่ในช่วงนี้ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ปรับทำไม ยังทำงานได้

กองบังคับการตำรวจทางหลวง ครบรอบ 62 ปี เดินหน้าปรับแนวทางปฏิบัติงาน ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน “เพื่อความเชื่อถือและศรัทธาของประชาชน บนภารกิจพิทักษ์สันติราษฎร์”

วันที่ (30 สิงหาคม 2565) เวลา 07.00 น. พล.ต.ต.เอกราช ลิ้มสังกาศ ผบก.ทล., พร้อมด้วย พ.ต.อ.พฤทธิพงศ์ นุชนารถ รอง ผบก.ทล., พ.ต.อ.ชาคริต มงคลศรี รอง ผบก.ทล., พ.ต.อ.สุขสวัสดิ์ คูสิทธิผล รอง ผบก.ทล., พ.ต.อ.จตุพล เร่งถนอมทรัพย์ รอง ผบก.ทล., พ.ต.อ.สุมรภูมิ ไทยเขียว รอง ผบก.ทล., พ.ต.อ.ธนนท์ โตงิ้ว รอง ผบก.ทล., แม่บ้านตำรวจทางหลวง พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจทางหลวงร่วมพิธีบวงสรวงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำ กองบังคับการตำรวจทางหลวง เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากองบังคับการตำรวจทางหลวง ครบรอบปีที่ 62 พร้อมมอบทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดาข้าราชการตำรวจทางหลวง จำนวน 426 ทุน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,500,000 บาท และทุนการศึกษาให้แก่เด็กพิเศษ ที่เป็นบุตรข้าราชการตำรวจทางหลวง จำนวน 50,000 บาท 

โดย ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง กล่าวว่า บก.ทล. ได้ถือกำเนิดขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างกรมทางหลวงและกรมตำรวจในขณะนั้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลและให้บริการพี่น้องประชาชน ผู้ใช้ทางหลวง รวมถึงการปราบปรามอาชญากรรมในหน้าที่ตำรวจ ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและเทคโนโลยี เป็นเหตุให้เราต้องกำหนดเป้าหมาย บทบาท และแนวทางการปฏิบัติงาน ให้เกิดความสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน เพื่อให้ประชาชนเกิดความไว้วางใจ เชื่อถือ ศรัทธา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top