Tuesday, 30 June 2026
Hard News Team

'แก๊งบิ๊กไบก์' จูงรถไปสตาร์ตไกลๆ เหตุเกรงใจเพื่อนบ้าน มีเด็กอ่อน

เพื่อนบ้านที่ดีต้องรู้จักเกรงใจกัน ชาวเน็ตแห่ชื่นชมหลังแก๊งบิ๊กไบค์รวมตัวกันจะกลับบ้านในช่วงดึก แต่ต้องจูงรถไปติดเครื่องไกล ๆ เหตุจากเพื่อนบ้านมีเด็กอ่อน หวั่นเสียงดังรบกวน

เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ผู้ใช้แอปพลิเคชัน TikTok ชื่อว่า meenaxsr900 ได้โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 48 วินาที เผยให้เห็นความน่ารักของกลุ่มบิ๊กไบค์ ที่จูงรถกันออกไปเพื่อที่จะไปสตาร์ตรถในที่ห่างไกลเพื่อนบ้าน เนื่องจากเพื่อนบ้านมีเด็กเล็ก ประกอบกับช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงกลางคืน หวั่นว่าจะไปสร้างความรำคาญให้กับเพื่อนบ้านและรบกวนเวลานอนของเด็กน้อย เพราะบิ๊กไบค์เวลาติดเครื่องเสียงท่อจะดังมาก ๆ

'รองโฆษกภท.' ซัด!! 'วัชระ' ดีแต่เสี้ยมให้ภท.-ปชป. ตีกัน ย้ำ หาเสียงสงขลาเป็นการเพิ่มทางเลือกให้ปชช.

เมื่อวันที่ 30 ส.ค. นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ หยิบยกคำปราศรัยหาเสียงของนายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข ในฐานะ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยประกาศตอกเสาเข็มที่จังหวัดสงขลา โดยกล่าวหาเป็นพฤติกรรมที่ไม่เกรงใจพรรคประชาธิปัตย์ว่า หากเป็นนักการเมืองมืออาชีพจะมองออกว่า การปราศรัยในทางการเมืองถือเป็นเรื่องปกติ ที่แต่ละพรรคจะงัดกลยุทธ์ออกมาเรียกคะแนนนิยมให้กับตัวเอง ที่สำคัญสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยนำมาปราศรัย ทั้งนโยบายและผลงานในโครงการที่ทำสำเร็จ ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่ประชาชนในพื้นที่จับต้องได้ อาทิ โครงการสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาเชื่อมจังหวัดพัทลุง และการวางแผนพัฒนาการขนส่งทุกระบบของสงขลา ทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ เหล่านี้ทำให้พรรคกล้าที่จะประกาศอาสาตัวเข้ามาทำงานพัฒนาพื้นที่ เพราะพรรคภูมิใจไทย 'พูดแล้วทำ' ไม่ใช่เพียงวาทกรรมที่สวยหรูดังที่นายวัชระกล่าวหา 

นายณัฏฐ์ชนน กล่าวต่อว่า สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยปราศรัย ไม่ใช่พฤติกรรมอหังกา แต่เพียงแค่อยากมีพื้นที่เข้าไปทำงานให้กับชาวปักษ์ใต้ จึงอาสาตัวเป็นทางเลือกให้กับประชาชน เพื่อให้การพัฒนาภาคใต้เกิดความต่อเนื่อง ซึ่งการแข่งขันกันทำประโยชน์ให้กับประชาชนถือเป็นเรื่องดี เพราะชาวสงขลาพร้อมเปิดรับทุกพรรคการเมืองที่จะเข้ามาทำการเมืองอย่างสร้างสรร สู้ตามเกม กติกา และเป็นสิ่งที่นายวัชระควรนำไปดำเนินการในพื้นที่ของตัวเอง เพื่อเป็นทางเลือกให้กับชาวบ้าน พร้อมขอให้นายวัชระเอาตัวเองให้รอดในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยไม่ต้องกังวลกับพื้นที่อื่นจนเกินไป เพราะท้ายที่สุดประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน

"ผมขอร้องนายวัชระอย่าทำตัว 'ชังกั้ง' หรือทำตัวไม่เข้าท่า ไม่ได้เรื่องได้ราว เสี้ยมให้คนสงขลาทะเลาะกัน วัน ๆ ไม่ทำงาน เอาแต่หาเรื่องให้พรรคต้นสังกัด และขอนายวัชระอย่าได้กังวลใจกับความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล เพราะที่ผ่านมาระดับแกนนำพรรคและ ส.ส. สงขลา ได้พูดคุยกันมาตลอด ซึ่งทุกคนเข้าใจดีถึงบทบาททางการเมือง มีเพียงนายวัชระที่อาจจะยังไม่เข้าใจ และยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่าตัวเองออกมาพูดในสถานะอะไร อีกทั้งผมเชื่อว่าคนในพรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่นานวัชระพูด ในฐานะคนสงขลา ขอให้นายวัชระถอนคำพูดที่กล่าวหาหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย" นายณัฏฐ์ชนน กล่าว

สวนนงนุชพัทยา ขยายโปรโมชั่นสำหรับบัตรผ่านประตู ซื้อ1ฟรี 1 ตลอดเดือนกันยายน 2565 เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวแบบไทยเที่ยวไทย

 

นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ขยายเวลาโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวแบบไทยเที่ยวไทย ซื้อบัตรผ่านประตู 1ใบฟรี 1ใบ ออกไปอีก ตลอดเดือนกันยายน 2565  พร้อมชมการแแสดงนงนุชโชว์และช้างแสนรู้ วันละ 2 รอบในราคาพิเศษเพียงจ่ายเพิ่มอีก 100 บาท

สวนนงนุชพัทยาคืองานพืชสวนโลก 365 วันเป็นแห่งต้นๆของโลกที่สามารถเข้าชมเนิร์สเซอรี่ที่เก็บรวบรวมพันธุ์ไม้ต่างๆมากกว่า 18,000 ชนิด ที่มีครบทั้งสวนสวยและแหล่งเรียนรู้โดยเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 น. -18.00 น. ส่วนเด็กที่มากับครอบครัวความสูงไม่เกิน140 ซม.เข้าฟรี สำหรับผู้สูงอายุเข้าชมสวนฟรีทุกวันศุกร์  สำหรับรอบการแสดงเวลา 10.30 น.และ 13.30 น.   

สวนนงนุชพัทยา ยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องปัจจุบันมีสวนสวยมากกว่า 50 จนติดอันดับ 1ใน10สวนสวยที่สุดในโลก ซึ่งสามารถนั่งรถชมสวนสวยบนพื้นที่1,700 ไร่ ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ชื่นชอบในการใช้บริการ เพราะประหยัดเวลา สะดวกสบายไม่เหนื่อย ผู้สูงอายุและคนพิการก็สามารถขึ้นรถชมสวนได้ เพราะเรามีรถชมวิวที่ออกแบบมาไว้สำหรับรับรอง ทั้งผู้พิการและผู้สูงอายุ

รัฐบาล ปลื้ม เอเปค สธ.บรรลุ12 ข้อมติ ผสานมือสร้างความมั่นคงทางสุขภาพ

เมื่อวันที่ 30 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การประชุมระดับสูงเอเปกว่าด้วยสาธารณสุขและเศรษฐกิจ (The 12th APEC High-Level Meeting on Health and Economy : HLM12) ครั้งที่ 12 ที่กรุงเทพฯ หัวข้อ“เปิดกว้างสร้างสัมพันธ์กับภาคี เชื่อมโยงกันกับโลก สู่สมดุลระหว่างสาธารณสุขและเศรษฐกิจ”  ได้เสร็จสิ้นลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมทั้งมีผลลัพธ์ที่สำคัญจากการประชุมครั้งนี้คือ ข้อมติ 12 ข้อ โดยไทยยังได้รับเสียงชื่นชมจากนานาประเทศถึงการบริหารจัดการสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 อย่างดีเยี่ยม โดยข้อมติ 12 ข้อ ถือเป็นผลลัพธ์ที่สำคัญจากการประชุม ที่มุ่งสร้างสมดุลทางด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ สอดคล้องกับแนวคิดหลักของการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปกของไทยในโมเดลเศรษฐกิจ Bio-Circular-Green (BCG) 

นายอนุชา กล่าวว่า โดยสาระสำคัญของ 12 ข้อมติ ครอบคลุมถึงการส่งเสริมความร่วมมือระดับนานาชาติ และระดับภูมิภาค และความเป็นหุ้นส่วนเพื่อพัฒนาสุขภาพและความมั่งคั่งของผู้คนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก การเปิดพรมแดนเพื่อการเดินทางที่ปลอดภัย การแบ่งปันและถ่ายทอดเทคโนโลยีวัคซีนโควิด-19 โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านสุขภาพดิจิทัล การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับบุคลากรด้านสาธารณสุข การสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การเข้าถึงวัคซีน การส่งมอบวัคซีนป้องกันโควิด-19 และการสนับสนุนการเข้าถึงวัคซีน การรักษา และการวินิจฉัยโควิด-19 ที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ และราคาไม่แพง ความเท่าเทียมด้านสุขภาพและจัดการกับอุปสรรคด้านสุขภาพโดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงในภาคแรงงาน ธุรกิจ และผู้ประกอบการ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวมจากโควิด-19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเริ่มต้นของกิจกรรมทางสังคม การเรียน และธุรกิจในเขตเศรษฐกิจเอเปกการสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการระบาดใหญ่ครั้งต่อไปผ่านการลงทุนเรื่องระบบสุขภาพ การร่วมมือกับภาคเอกชนให้มากยิ่งขึ้น และการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลที่เปิดกว้าง เป็นธรรม และครอบคลุม

'วราวุธ' เชื่อมั่น ไทยจะเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน ผ่านการดูแลรักษาป่า

วันนี้ (29 สิงหาคม 2565) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ "ความสำคัญของทรัพยากรป่าไม้ต่อยุทธศาสตร์ชาติด้านการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสืบสานพระราชดำริพระพันปี" และร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ระหว่าง กรมป่าไม้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงฯ โดยมี หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวถึงความสำคัญของการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ และมีคณะผู้บริหารฯ ผู้แทนภาคเอกชน ตลอดจนเครือข่ายป่าชุมชน เข้าร่วมงาน ณ ห้องอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม

นายวราวุธ กล่าวว่า การสืบสานโครงการพระราชดำริต่างๆ เป็นภารกิจสำคัญอันดับหนึ่งของกระทรวงฯ และถือเป็นโชคดีของพสกนิกรชาวไทย ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงตระหนักถึงความสำคัญของป่าไม้และทรงอุทิศพระวรกายบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในการพัฒนาทรัพยากรป่าไม้ โดยทรงยึดถือแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในการพัฒนาด้วยแนวทางผสมผสาน ให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างเกื้อกูลและยั่งยืน ทั้งนี้ ภาคป่าไม้ มีบทบาทสำคัญต่อการมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี ค.ศ. 2050 และการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. 2065 เนื่องจากเป็นแหล่งสะสมคาร์บอนขนาดใหญ่ของโลก การอนุรักษ์และปลูกป่าจึงเป็นกลไกสำคัญในการช่วยกักเก็บคาร์บอน บรรเทาความรุนแรงของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อีกทั้งสามารถสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนได้ในทุกปีจากการซื้อขายคาร์บอนเครดิต

'อ.กิตติธัช' ทวนความจำบทเรียนครั้งสำคัญของคนไทย เมื่อดราม่าโควิด ถูก 'สื่อ-คนดัง-นักการเมือง' หลอกลวง

กิตติธัช ชัยประสิทธิ์ นักวิชาการอิสระและอาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก 'Kittitouch Chaiprasith' ระบุว่า...

บทเรียนครั้งสำคัญของคนไทย
ที่ถูกสื่อ คนดัง นักการเมืองหลอกลวง
กับดราม่าเรื่องวัคซีนโควิด-19 เมื่อปีที่แล้ว

วันนี้ผมจะกลับมาทบทวนความจำให้สังคมไทยกันอีกครั้ง เพื่อให้ตกผลึกและทบทวนความจำกันนะครับ

1. วัคซีนโควิด-19 (ในเวลานั้น) เป็นวัคซีน 'ใช้กรณีฉุกเฉิน' (Emergency Usage Authorization) บริษัทผู้ผลิตจะไม่ขายให้เอกชนรายใดทั้งสิ้น เขาจะขายให้แต่กับรัฐบาลโดยตรงเท่านั้น เพราะมันต้องใช้ข้อกฎหมายยกเว้น เพราะหากมีผลข้างเคียง ก็จะได้ฟ้องร้องไม่ได้

2. วัคซีนทุกชนิดมี 'ตัวแทนจำหน่าย' วัคซีนของไฟเซอร์ ก็มีบริษัทไฟเซอร์ประเทศไทย, โมเดอน่าก็มีบริษัท ซิลลิค ฟาร์มา, ซิโฟาร์ม ก็มีไบโอจีนีเทค เป็นผู้ได้รับลิขสิทธิ์ในการจำหน่ายหรือดีลกับรัฐ

ดังนั้นที่คุณเห็นนักการเมืองฝ่ายค้าน Influencer สื่อ สถาปนิกชื่อดัง และเครือข่ายทั้งหลาย ออกมาโพนทะนานว่า "เพื่อนคนนั้นคนนี้มีเส้นสายบริษัท ติดต่อเอาเข้าวัคซีนมาได้" "ผมมีติดต่อรุ่นพี่ในบริษัทวัคซีนให้ช่วย" บลาๆๆ

ทั้งหมดคือ 'การโกหก' ในรูปแบบ 18 มงกุฎที่ตั้งใจหลอกลวงประชาชน เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจหรือประโยชน์ทางการเมืองทั้งสิ้น

หมายเหตุ : ตอนนั้นบริษัท ไฟเซอร์ ประเทศไทย ออกหนังสือแถลงการณ์มา 3 รอบ (แบบเดียวกับที่ผมพูดข้างบน) แต่สื่อ นักการเมือง และ Influencer ดังสายการเมืองก็ยังคงหน้าด้าน ไม่สนใจ และโกหกประชาชนอยู่ต่อไป

https://www.reuters.com/world/asia-pacific/thai-hospital-tycoon-sticks-guns-vaccine-claims-2021-07-16/

ขอให้สังคมไทยจำชื่อของคนเหล่านั้นไว้ให้ดี ทั้ง สื่อและ Influencer ทุกคนที่พยายามปั่นกระแสเรื่องวัคซีน ให้คนเข้าใจว่า 'รัฐบาลกีดกันไม่ยอมให้นำเข้าวัคซีน' และปั่นเพื่อเชิดชูคนที่โกหกหลอกลวงประชาชนให้เป็นฮีโร่

ขอให้ทุกคนรู้ไว้ว่าทั้งหมดที่คนเหล่านั้นทำ เขาทำไปเพราะเขามองพวกคุณเป็นแค่ 'หมากทางการเมือง' ที่จะปั่นหัว จะเอากะลา (สื่อ) มาครอบอย่างไรก็ได้ จะหลอกจะชี้นำอะไรก็ได้ โดยไม่สนใจข้อเท็จจริง

ขอเพียงแค่ให้ได้โจมตีรัฐบาลที่ไม่ใช่ฝั่งพวกเขา และมาเชิดชูนักการเมืองที่พวกเขาหนุนเท่านั้นเอง

วันนี้ผมคิดว่าคนไทยจำนวนมาก น่าจะเริ่มตาสว่างกันมากขึ้นแล้ว ว่าคุณเผชิญอยู่ในยุคที่คนทำสื่อและ Influencer ดัง พร้อมจะหลอกปั่นหัวพวกคุณ ด้วยเรื่องโกหก บิดเบือนได้ทุกอย่าง

ทั้งที่ปากพวกเขาอ้างว่า "เขารักเทิดทูน เป็นฝ่ายประชาธิปไตย" แต่คุณจะเห็นได้ว่าการกระทำของพวกเขาล้วนตรงข้ามกับคำว่าประชาธิปไตยทั้งสิ้น 

ประชาธิปไตยที่ดีตามหลักการปกครอง คือการให้ข้อมูลข่าวสารที่ครบถ้วนเป็นจริง เพื่อประชาชนจะได้ตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง

แต่สิ่งที่คนเหล่านั้นทำ ล้วนแต่เป็นการโกหกหลอกลวง บิดเบือนข้อมูลหรือเลือกนำเสนอครึ่งหนึ่งเสี้ยวเดียว เพื่อให้คุณเข้าใจผิดๆ ดังนั้นการกระทำของพวกเขา จึงตรงข้ามกับหลักการประชาธิปไตย (ที่ดี) อย่างสิ้นเชิง

ก็หวังว่าบทเรียนครั้งนี้ จะสอนสังคมไทยให้ได้โตขึ้นไปอีกขั้นและมีภูมิคุ้มกันที่ดีกับเรื่องโกหก บิดเบือนเหล่านี้มากขึ้นไม่มากก็น้อยนะครับ

เพราะหากไม่เป็นเช่นนั้น เราคงได้แต่รอวันที่สังคมไทยพังพินาศ เพราะถูกนักสร้างภาพหลอกลวงพวกนี้ กลับขาวเป็นดำ ดำเป็นขาว ดังเช่นกรณีที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับเรื่องวัคซีนโควิด-19

'ผศ.ดร.ธรณ์' แจง!! เมฆดำทะมึน เปลี่ยนเช้าให้เหมือนกลางคืน ผลพวงลมฟ้าอากาศสุดโต่งจากมนุษย์ ที่จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

จากเฟซบุ๊ก 'Thon Thamrongnawasawat' โดย ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม ได้ไขข้อกระจ่างเมฆดำทะมึนบนท้องฟ้ากรุงเทพฯ เมื่อช่วงเช้าของวันที่ (29 ส.ค. 65) ไว้ว่า...

ภาพเมฆดำทะมึน เปลี่ยนกรุงเทพตอนเช้าให้เป็นเหมือนตอนกลางคืน คงเป็นสิ่งที่ทำให้เพื่อนธรณ์ตกใจ

นั่นคือเมฆโลกร้อน เกิดจากทะเลร้อน น้ำระเหยเยอะ อากาศร้อน จุไอน้ำได้มากขึ้น กลายเป็นเมฆจุน้ำมหาศาล พร้อมจะเททะลักลงมากลายเป็นฝนห่าใหญ่

เคราะห์ดีที่หนนี้ลมพัดผ่านไป ฝนตกไม่มาก แต่ยังมีหนหน้าและหนต่อไป เพราะนี่คือการเริ่มต้นของยุค Extreme Weather (ลมฟ้าอากาศสุดโต่ง)

สภาพภูมิอากาศสุดขั้วเกิดจากความแปรปรวนของโลก หลังจากที่มนุษย์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปสะสมกันมานาน และยังคงปล่อยต่อไป

กลายเป็นภัยพิบัติที่จะสร้างผลกระทบสาหัส โดยเฉพาะประเทศที่กำลังเปราะบางทางเศรษฐกิจ

ตัวอย่างเห็นชัด ปากีสถาน เจอมหาอุทกภัย จากสภาพอากาศเช่นนี้

ไม่ใช่เพียงฝนตกหนัก 8 สัปดาห์รวด ปริมาณน้ำจากฟ้ามากกว่าค่าเฉลี่ยเป็นเท่าๆ ยังรวมถึงธารน้ำแข็งบนหิมาลัยที่ละลายแบบไม่เคยเกิดมาก่อน

ปากีสถานเป็นประเทศที่มีธารน้ำแข็งมากที่สุดในโลก (ไม่นับแถบขั้วโลก) น้ำจากยอดเขาไหลทะลักมารวมน้ำฝน เกิดเป็นอุทกภัยทำให้ผู้เสียชีวิตนับพัน คน 33 ล้านคนเดือดร้อน แหล่งเกษตรเสียหายยับเยิน 

ความเสียหายที่เกิดขึ้นนับว่าเกินความสามารถประเทศที่กำลังอยู่ในสถานการณ์ทางการเงินไม่ดี จะรับมือได้ 

เมืองไทยเองก็กำลังเกิดน้ำท่วมใหญ่หลายแห่ง น้ำทางเหนือกำลังมา

ในขณะที่ลำธารและน้ำตกใกล้ภูเขา บางแห่งเจอน้ำป่าฉับพลัน ต้องปิดการท่องเที่ยวบางจุด

รวมไปถึงเมฆสีดำทะมึน ฝนตกรุนแรงในพื้นที่เล็กๆ เกิดน้ำท่วมรวดเร็ว 

คนเมืองเหนื่อยเหลือเกินกับการไปทำงาน/กลับบ้าน รถติด/น้ำเข้าบ้าน

นั่นคือบางตัวอย่างของ Extreme Weather ที่เราเจอและจะเจอต่อไป

ครั้งแรกในรอบ 94 ปี เวทีประกวดมิสผู้ดี เมื่อสาวอังกฤษใช้หน้าสดร่วมชิงมงกุฎ

ผู้เข้ารอบสุดท้ายเวทีมิสอังกฤษ กลายเป็นสาวสายคนแรกที่เข้าประกวดโดยไม่แต่งหน้า ในประวัติศาสตร์เวทีประชันความงามที่มีนานเกือบ 1 ศตวรรษ

เมลิสซา ราอูฟ สาวงามวัย 20 จากกรุงลอนดอน นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ผ่านรอบรอบรองชนะเลิศเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากเลือกเข้าชิงชัยด้วยหน้าสด และเวลานี้เธอจะเข้าประกวดรอบสุดท้าย ลุ้นชิงมงกุฎมาครอบครองในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้

ราอูฟ กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์อินดิเพนเดนท์ของสหราชอาณาจักร หลังจากสร้างประวัติศาสตร์ครั้งแรกในรอบ 94 ปี เป็นสาวงามคนแรกที่เข้าประกวดโดยไม่แต่งหน้า ใช้หน้าสดร่วมชิงมงกุฎกับสาวงามผู้ร่วมประกวดคนอื่น ๆ อีก 40 คนที่ล้วนแต่งหน้าตามปกติ

“เรื่องนี้สำคัญต่อฉันมาก ฉันรู้สึกว่ามีผู้หญิงมากมายทุกช่วงวัยแต่งหน้าเพราะรู้สึกถูกกดดันให้ต้องทำ" เธอกล่าว “ถ้าใครสักคนรู้สึกดีกับผิวพรรณของตัวเอง เราก็ไม่ควรต้องปกปิดใบหน้าของเราด้วยเครื่องสำอาง ข้อบกพร่องต่าง ๆ ทำให้เราเป็นสิ่งที่เราเป็น และนั่นคือสิ่งที่ทำให้คนเราทุกคนมีเอกลักษณ์"

เธอบอกต่อว่า แม้เธอเริ่มแต่งหน้าตั้งแต่เป็นสาวรุ่น แต่เธอตัดสินใจใช้หน้าสดสำหรับเข้าประกวด "ฉันไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีหน้าตาตรงตามมาตรฐานความสวยงาม ฉันเพิ่งยอมรับว่าฉันสวยตามแบบของฉันเมื่อไม่นานนี้ และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมฉันถึงเข้าประกวดโดยไม่แต่งหน้า"

ชาวเน็ตชม!! หนุ่มทำของขวัญรับปริญญาให้แฟน ค่อย ๆ บรรจงเรียงแบงก์ร้อยบนร่มอย่างตั้งใจ

(29 ส.ค. 65) สร้างความฮือฮาในโลกโซเชียลอย่างมาก เมื่อผู้ใช้ TikTok รายหนึ่งได้เผยแพร่คลิปตัวเองกำลังทำของขวัญวันรับปริญญาให้แฟนสาว โดยการนำแบงก์ร้อยใส่ซองจำนวน 119 ใบ มาวางทับบนร่ม สร้างความประทับใจจากชาวเน็ตเป็นอย่างมาก

โดยหนุ่มรายนี้โพสต์ข้อความ ระบุว่า “เมื่อแฟนผมจะรับปริญญา กลัวแฟนจะร้อนเลยทำร่มให้กางวันรับปริญญาซักหน่อย ไม่สวยเท่าไหร่แต่ไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อนเลยนะ #รักแฟน #รับปริญญา”

หลังจากโพสต์ไป ขณะนี้มีคนเข้าชมกว่า 4.4 ล้านครั้ง และมีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็น เช่น 

“ไม่ได้โฟกัสที่เงิน โฟกัสความตั้งใจทำ น่ารักกกก” 

‘ศิริกัญญา’ ร้อง กสทช. หยุดปัดความรับผิดชอบ ปล่อยให้เกิดการควบรวมค่ายมือถือ ‘ทรู-ดีแทค’

ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล เรียกร้องให้ กสทช. หยุดปัดความรับผิดชอบสั่งหยุดการควบรวมค่ายมือถือ ซึ่งการกระทำที่ผ่านมาของ กสทช. ทั้งการพยายาม ‘ยื่นตีความกฎหมายว่าตัวเองมีอำนาจหรือไม่’ ทั้งที่ศาลปกครองเคยมีคำสั่งแล้วว่าอำนาจการระงับควบรวมอยู่ในอำนาจ กสทช. และการที่ประธานบอร์ด กสทช. สั่งลบ Infographic ‘5 Facts กรณีการควบรวมทรู-ดีแทค’ ภายหลังค่ายมือถือใหญ่ออกจดหมายคัดค้าน ทำให้เราสงสัย ว่ากสทช. จะปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาไม่เอื้อนายทุนหรือไม่

โดยระบุว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการกระทำที่น่าเคลือบแคลงอย่างยิ่งของ กสทช. คือบอร์ด กสทช. เพิ่งมีมติ 3:2 ยื่นคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ตีความอำนาจตัวเองเป็นรอบที่ 2 ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ศาลปกครองได้มีคำสั่งออกมาแล้วว่า กสทช. มีหน้าที่และอำนาจต้องดำเนินพิจารณากรณีการควบรวมค่ายมือถือ ทรู-ดีแทค

ไม่ชอบมาพากลในกรณีนี้ว่าการที่ กสทช. มีเจตนาส่งเรื่องให้องค์กรตีความกฎหมายหลายองค์กรวินิจฉัยอำนาจของตัว กสทช. เองนั้น เพื่อให้ปัดความรับผิดชอบตามอำนาจหน้าที่ของตนในการระงับการควบรวมค่ายมือถือซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจสัญญาณค่ายมือถือในประเทศไทยถูกผูกขาดโดยรายใหญ่เพียง 2 เจ้า

นี่ไม่ใช่การยื่นคณะกรรมการกฤษฎีกาครั้งแรก เนื่องจากบอร์ด กสทช. ก็เคยตีความไปแล้วว่าไม่รับคำร้องวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ของ กสทช. แต่กสทช. ยังดึงดันส่งเรื่องให้พิจารณาอีกรอบ พร้อมทั้งยื่นหนังสือถึงรักษาการนายกฯ ให้ออกคำสั่งให้กฤษฎีกาตีความอำนาจหน้าที่ของ กสทช. (รักษาการนายกฯ ก็คือ พล.อ.ประวิทย์ วงษ์สุวรรณ ที่มีข่าวว่าสนิทกับประธาน กสทช.)

ที่ต้องตีความกันใหม่เพราะบอร์ดอยากจะเห็นต่างจากศาลปกครองหรือไม่ เพราะศาลเห็นว่า ประกาศ กสทช.ว่าด้วยมาตรการควบรวมฯ ปี 2561 ประกอบประกาศ กสทช.ว่าด้วยมาตรการป้องกันการผูกขาดปี 2549 นั้น ได้ให้อำนาจกสทช.ที่จะพิจารณา ‘อนุมัติ’ หรือไม่อนุมัติการขอควบรวมธุรกิจได้อยู่แล้ว

สรุปคือ ศาลปกครองเห็นว่าบอร์ดกสทช.มีอำนาจอนุมัติ ไม่ใช่แค่รับทราบ ซึ่งตรงกับความเห็นตามที่รายงานอนุกรรมการของ กสทช. อยากให้เป็น

เท่านั้นยังไม่พอ กสทช. ยังตั้งอนุกรรมการพิเศษด้านกฎหมายขึ้นมาอีก 1 ชุด ประกอบไปด้วย ‘เนติบริกร’ ชั้นนำของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, สมคิด เลิศไพฑูรย์, สุรพล นิติไกรพจน์, จรัญ ภักดีธนากุล ซึ่งข้อเสนอแนะให้ กสทช. ยื่นตีความอำนาจตัวเองต่อกฤษฎีกาในครั้งนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top