Tuesday, 30 June 2026
Hard News Team

‘เสี่ยหนู’ แจงพบ ‘บิ๊กตู่-บิ๊กป๊อก’ นัดหมายล่วงหน้า ชี้!! ไม่มีคุยการเมือง แค่ส่องพระ ไม่กลัวถูกโยงเลือกข้าง

อนุทิน​ แจง​ ภาพดอดพบ​ พลเอกประยุทธ์​-พลเอกอนุ​พงษ์​ ที่กระทรวงกลาโหมนัดหมายล่วงหน้า​ นำแพทย์ผิวหนังรีเช็กอาการสะเก็ดแผลภูมิแพ้หลังมือ​ พร้อมทานมื้อเที่ยงกะเพราไก่ไข่ดาว ไม่มีคุยการเมือง แค่ส่องพระ ​ไม่กลัวถูกโยงเลือกข้าง​ เข้าป่ารอยต่อหลายครั้ง​แล้ว

นายอนุทิน​ ชาญวีรกุล​ รอง​นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข​ กล่าวถึงการพบพล.อ ประยุทธ์ ​จันทร์โอชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม​ และพลเอกอนุพงษ์​ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย​ ที่กระทรวงกลาโหม​ ว่า​ เป็นการนัดหมายล่วงหน้า เพื่อนำแพทย์จากสถาบันโรคผิวหนัง ติดตามอาการ หลังจากที่ พล.อ ประยุทธ์ เข้ารับการรักษา 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่บริเวณหลังมือ เป็นสะเก็ดแผลจากอาการภูมิแพ้​ผิวหนังเก่า​ และคัน​ ซึ่งอาการหายแล้ว เพียงแต่ต้องใช้ยาทาหลังจากนี้​ โดยไม่ได้มีการพูดคุยถึงสถานการณ์บ้านเมืองแต่อย่างใด ซึ่งตนได้เดินทางไปช่วงเวลาใกล้เที่ยง พล.อ ประยุทธ์ จึงชวนรับประทานอาหารด้วยกันเป็นข้าวกะเพราไก่ไข่ดาว

โดยพลเอกประยุทธ์​ ได้บอกว่าเมื่อวานการประชุมคณะรัฐมนตรี ท่านก็อยู่ร่วม ตอนที่ตนพูดเรื่องอสม. ซึ่งท่านก็ชมว่าดี​ ชี้แจงดี​ พร้อมฝากให้ช่วยประคับประคอง ดูแลร้ฐบาล ช่วยพลเอกประวิตร​ วงษ์สุวรรณ​ รองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี ทำงานในช่วงที่ พลเอกประยุทธ์ ยังปฏิบัติงานไม่ได้

เมื่อถามว่าในวงสนทนา พลเอกอนุพงษ์ ได้พูดคุยอะไรหรือไม่​ นายอนุทินกล่าวว่า ส่วนใหญ่ ตนเป็นคนชวนคุยคนเดียว ตนก็ขี้คุยของตนไปเรื่อย

เมื่อถามถึงสุขภาพจิตใจของพลเอกประยุทธ์ เป็นอย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า ดี​ ไม่มีอะไร ท่านก็ทำงานตามหน้าที่ของท่าน ซึ่งใช้เวลาร่วมกันในการรับประทานอาหารไม่นาน 30 -​ 40 นาที 

นายอนุทิน​ ยังกล่าวด้วยว่า การเข้าไปพบ พลเอกประยุทธ์ ในครั้งนี้ไม่ได้มีการนัดหมายกับพลเอกอนุพงษ์​ ล่วงหน้าแต่อย่างใด ตนก็ไปตามการนัดหมายล่วงหน้า เพื่อนำแพทย์ที่เชี่ยวชาญเข้าไปตรวจเช็กอาการ

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าการเข้าไปพบพลเอกประยุทธ์​ และพลเอกอนุพงษ์ จะทำให้ถูกโยงเลือกข้างทางการเมืองหรือไม่​ นายอนุทินกล่าวว่า​ โอ๊ย​ จะไปผูกอะไร​ ก็เหมือนขณะนี้ถ้าใครมาหาตนตอนใกล้เที่ยง ก็ชวนทานข้าว เท่านั้นเอง

‘พิจารณ์ ก้าวไกล’ ชวนเที่ยวงานโรดโชว์อาวุธ แนะ กองทัพจัดซื้ออาวุธภายในปท. ช่วยหนุนผู้ผลิตไทย

‘พิจารณ์ ก้าวไกล’ ชวนเที่ยวงานโรดโชว์อาวุธ แนะกองทัพ จัดซื้ออาวุธจากผู้ผลิตไทย สร้างโอกาสพัฒนาอุตสาหกรรมอาวุธภายในประเทศ 

คนมักคุ้นชินกับบทบาทของพิจารณ์ในการติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของกองทัพ เพื่อให้การใช้งบเป็นไปอย่างโปร่งใส คุ้มค่า และนำไปสู่การพัฒนากองทัพที่เข้มแข็ง ทันสมัย และมีประสิทธิภาพ ภายใต้คงามเชื่อว่า “กองทัพที่เข้มแข็งต้องลงทุนในยุทโธปกรณ์ที่มีคุณภาพ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตยุทโธปกรณ์ของไทย สร้างงาน สร้างรายได้ให้ประเทศ”

ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีการจัดนิทรรศการ “Defense and Security 2022” จัดที่ IMPACT CHALLENGER เมืองทองธานี พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ - Phicharn Chaowapatanawong หรือ "พี่จ้อน" ของเราจึงไม่รอช้าไปเข้าชมบรรยากาศในนิทรรศการนี้ว่าเทคโนโลยีอาวุธและการป้องกันประเทศก้าวหน้าไปถึงไหนแล้วบ้าง

บรรยากาศภายในงานมีการแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมถึงเทคโนโลยีด้านความมั่งคงของทั้งไทยและต่างประเทศ ประเด็นที่น่าสนใจก็คือว่าในปัจจุบัน และอนาคต กองทัพไทยจะมีแผนในการจัดซื้ออุปกรณ์ชนิดใดบ้าง รวมถึงทิศทางในการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่มีอยู่ในต่างประเทศมาใช้เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันประเทศ

การใช้จ่ายของกองทัพ ยังเต็มไปด้วยข้อสงสัย

ภายในงาน พิจารณ์ได้มีโอกาสพูดคุยกับ บริษัท Lockheed Martin (บริษัทค้าอาวุธที่ใหญ่ที่สุดในโลก) ที่กองทัพไทยมีแผนจัดซื้อ F-35 (5th Generation Fighter) ไปแล้ว 2 ลำในงบฯ ปี 66 มูลค่ารวมทั้งโครงการกว่า 7,300 ล้านบาท โดยอาจต้องรอถึง 7 ปี กว่าจะได้ส่งมอบ

ในขณะที่ ปัจจุบัน Lockheed Martin ยังมีการผลิต F-16 (4th Generation Fighter รุ่นก่อน F-35 และราคาถูกกว่า) และในหลายประเทศก็ยังมีการจัดซื้ออยู่ แต่เรากลับไม่เห็นว่ากองทัพมีการเปรียบเทียบความคุ้มค่าทางงบประมาณ ระหว่าง F-16 กับ F-35 เราไม่เคยได้รับเหตุผลว่าทำไมถึงเลือกซื้อ F-35 เท่านั้น ในด้านราคา F-35 แพงกว่า F-16 เกือบ 1,000 ล้านบาทต่อลำ ยังไม่รวมถึงค่าบำรุงรักษา ที่ F-35 สูงกว่ามาก

บางท่านอาจจะบอกว่า ซื้อใหม่ทั้งที ทำไมไม่เลือกซื้อ F-35 ที่มีขีดความสามารถในการรบสูงกว่าไปเลยล่ะ ก็ต้องเรียนว่า การจัดซื้อยุทโธปกรณ์ต้องคำนึงถึงความคุ้มค่า ความจำเป็น และภาระทางงบประมาณ ถามว่าเวลาซื้อรถยนต์ จำเป็นต้องซื้อรถที่มีสมรรถนะสูง หรูหราหมาเห่าอย่าง Ferrari หรือเปล่า ก็ไม่ใช่

สิ่งที่กองทัพอากาศควรทำ คือการเปรียบเทียบทางเลือกอื่นๆ จากเครื่องบินขับไล่ 4th Gen ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Gripen, F/A-18, KF-50 และอื่น ๆ รวมทั้งเจรจาจัดซื้อด้วยนโยบายชดเชย หรือ offset policy เพราะจากการพูดคุยกับ Lockheed Martin ทำให้รู้ว่า ทางบริษัท ก็มีการทำ offset policy หรือ นโยบายจัดซื้อแบบชดเชย ซึ่งเราอาจเจรจาเพื่อขอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีอื่นๆที่ไม่ใช่ F-35 ก็ได้ (เพราะเค้าคงไม่ให้เทคโนโลยี F-35) เช่น เทคโนโลยีในการอัพเกรด เครื่องบิน C-130H ที่ไทยใช้ประจำการอยู่ เป็นต้น

จากที่เล่ามาจึงเป็นเหตุให้อนุมานได้ว่า กองทัพอากาศตั้งธงมาก่อนแล้วว่าจะต้องการจัดซื้อเครื่องบิน F-35 เท่านั้น โดยไม่มีความสมเหตุสมผลในการพิจารณาการลงทุนใช้จ่ายงบประมาณ

การสนับสนุนของกองทัพในการส่งเสริมอุตสาหกรรมอาวุธภายในประเทศ สร้างงาน เพิ่มขีดความสามารถในการผลิตของประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีบูธของบริษัทที่เป็นการร่วมลงทุนระหว่าง สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) ก.กลาโหม กับบริษัทเอกชนในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมอาวุธภายในประเทศ ได้แก่

บริษัท ไทยดีเฟนส์อินดัสตรี จำกัด ผู้ผลิตและขายยานเกราะล้อยางไปต่างประเทศ
บริษัทผลิตปืน Weapons Manufacture Industries (WMI) โดย สทป.ร่วมทุนกับ บริษัท สหพิพัฒนกิจ จำกัด และ บริษัท เอ็มตั้น คาร์เมียล จำกัด จากประเทศอิสราเอล

'สุรนันทน์' พบปะพ่อค้าแม่ค้าตลาดวังหลัง เน้นนโยบายพลิกฟื้นเศรษฐกิจให้กับทุกคน

วันนี้ วันที่ 31 สิงหาคม 2565 นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ รองหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย และหัวหน้าทีมกรุงเทพ พร้อมด้วยนายพัลลภ ปิยะตระกูล ผู้ประสานงานพื้นทีเขตบางกอกน้อย ได้ลงพื้นที่ตลาดวังหลัง เพื่อสำรวจภาวะเศรษฐกิจและนับฟังปัญหาของพ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบการต่างๆ

จำนวนนักท่องเทียวที่ยังไม่กระเตื้อง และภาวะเศรษฐกิจที่ฟืดเคือง ยังมีผลกระทบที่รุนแรงต่อการค้าขาย และปัญหาปากท้องของประชาชน

‘ภูมิใจไทย’ ชูนโยบาย ไม่คิดดอกเบี้ย กยศ. ลั่น เด็กไทยต้องมีโอกาสเข้าถึงการศึกษา

เมื่อวันที่ (31 ส.ค. 65) เวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พร้อมด้วยส.ส.พรรค ภท. ร่วมแถลงถึงจุดยืนต่อการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่…) พ.ศ. … ในวันนี้ ซึ่งพรรคภูมิใจไทย เสนอร่างกฎหมายประกบไปพร้อมกับร่างของรัฐบาลด้วย โดยที่ประชุม พรรค ภท. ที่มีมติไม่ให้เก็บดอกเบี้ยหนี้ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ว่า เรื่องนี้ถือเป็นนโยบายที่สำคัญของพรรค ภท. ตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้งปี 2562 เรามีความเชื่อว่ารัฐบาลควรมีหน้าที่สนับสนุนการศึกษาให้กับประชาชนโดยเฉพาะเยาวชน กยศ. เป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างมากที่จะสนับสนุนให้คนไทยทุกคนเข้าถึงการศึกษาได้ตามความต้องการของผู้ใฝ่เรียน และเป็นการเพิ่มโอกาสให้ทุกคนที่มีปัญหาเรื่องทุนได้เข้าถึงการศึกษาได้อย่างเท่าเทียม ทั้งนี้ เมื่อไม่คิดดอกเบี้ย ผู้กู้ยืม จะกลายเป็นเพียงแค่ผู้ยืม ไม่ใช่ผู้กู้ยืมอีกต่อไป 

นายอนุทิน กล่าวว่า โดยในชั้นกรรมาธิการ (กมธ.)ฯ สมาชิกเสียงข้างมากยังเสนอให้คงดอกเบี้ยไว้ที่ 0.25% แต่นายวิรัช พันธุมะผล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทยในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อย ได้ขอแปรญัตติเอาไว้ในชั้น กมธ.ฯ คือเสนอ ไม่คิดดอกเบี้ย กยศ. เพราะพรรคภูมิใจไทย แสดงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ว่าไม่ควรเก็บดอกเบี้ย และให้ใช้คืนแค่เงินต้น เพราะอย่างไรเสียรัฐก็ได้ประโยชน์ หากเยาวชนได้ศึกษาเล่าเรียน ก็สามารถสร้างเสริมรายได้ในอนาคตได้ เมื่อมีรายได้ก็จะชำระและเสียภาษี และไม่มีใครได้รับเงินเดือนเท่าเดิมตั้งแต่เริ่มทำงาน เราต้องมั่นใจว่าเยาวชนของชาติมีความเก่ง มีความเข้มแข็ง และมีหัวคิดก้าวหน้าต่อยอดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างรายได้ให้มากขึ้น ยิ่งรายได้มากเท่าไหร่ก็จะเสียภาษีให้รัฐมากขึ้น

'ตำรวจ PCT' ออกหมายจับอีก 3 ราย เครือข่าย Eddy เจ้าของเว็บ 888Point บิ๊กข้าราชการ ศอบต. หนึ่งในผู้ต้องหาย่องเข้ามอบตัว

วันนี้ (31 ส.ค. 65) เวลา 12.00 น. ที่ สน.ทุ่งมหาเมฆ พล.ต.ต.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง ผบช.น. หัวหน้าชุดปฏิบัติการ ศปอส.ตร. ที่ 4  เปิดเผยว่า จากกรณีจับกุมเว็บพนันออนไลน์ 888Point เมื่อวันที่ 13 ส.ค.65 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเครือข่ายของนาย Eddy สามารถจับกุมผู้ต้องหา 6 ราย ยึดเงินสดกว่า 35 ล้านบาท และทรัพย์สินอีกกว่า 10 ล้านบาท รวมทั้งสิ้นมูลค่ากว่า 45 ล้านบาท ส่ง พนักงานสอบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ

จากการสอบสวนขยายผลทำให้ทราบว่ากลุ่มขบวนการดังกล่าวเกี่ยวพันกับบุคคลต่างๆ อีก จำนวนหนึ่ง จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม และต่อมาศาลอาญากรุงเทพใต้ได้อนุมัติหมายจับให้จับกุมบุคคลต่าง ๆ อีก 3 ราย ในความผิดฐาน “ร่วมกันจัดให้มีการเล่นหรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่น ซึ่งมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน, ร่วมกันฟอกเงิน, สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน เพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน” ซึ่งปรากฏว่าในกลุ่มดังกล่าวปรากฏว่าเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่รายหนึ่ง ที่เราได้ออกหมายจับ และเข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้วเมื่อค่ำวานนี้ ได้ประกันตัวหรือปล่อยตัวไป ด้วยวงเงินประกันสองแสนบาทถ้วน 

โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเวปพนัน 888Point เป็นเว็บการพนันที่มีขนาดใหญ่ติดอันดับต้นๆ ที่มีคนไทยเข้าเล่น โดยพบว่าเจ้าของเว็บหรือ Eddy ได้เปิดโรงแรมและคาสิโนอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ต่อมาได้ลักลอบแอบเปิดเว็บพนันออนไลน์ให้บริการกับผีพนันในประเทศ แล้วนำเงินที่ได้ดังกล่าวมาฟอกเงินผ่านทางธุรกิจโรงแรมและการรับเหมาก่อสร้างจำนวนหลายราย มีข้าราชการเข้ามาเกี่ยวพันจำนวนหนึ่ง ซึ่งจากการบุกทลายเครือข่ายของเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อ 13 ส.ค.65 นั้น ปรากฏว่าพบหลักฐานจากหนึ่งในผู้ต้องหาซึ่งเป็นคนสนิทของ น.ส.กัลยวีร์ สงวนนามสกุล ซึ่งเป็นภริยาของ Eddy และเป็นผู้ควบคุมเครือข่ายเวปพนันดังกล่าว ดูแลธุรกิจในประเทศไทย ตลอดจนเป็นกรรมการบริษัทหลายบริษัทฯ ในเครือ 

พล.ต.ต.ไตรงรงค์ กล่าวอีกว่า ในส่วน น.ส.กัลยวีร์ฯ ปรากฏข้อมูลการสั่งการให้ทำธุรกรรมทางการเงิน และนำเงินมาส่งมอบให้กับตน และภายหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าจับกุมกลุ่มเครือข่ายปรากฏว่าเช้ารุ่งของวันที่ 14 ส.ค.65 ผู้ต้องหากับพวกรวมสองรายได้ไหวตัวบินหลบหนีออกไปนอกประเทศทันที ทั้งนี้ นอกจากออกหมายจับข้างต้นแล้วเจ้าหน้าที่ยังได้อายัดบัญชีผู้เกี่ยวข้องอีกกว่า 11 บัญชี ยอดเงินกว่า 25 ล้านบาท รวมตลอดปฏิบัติการยึดเงินสดและทรัพย์สินแล้วกว่า 70 ล้านบาท ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการอยู่ระหว่างการสืบสวนติดตามจับกุม รวมถึงดำเนินการสืบสวนขยายผลเพื่อหาบุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีคืบหน้า บิ๊กข้าราชการแดนใต้เข้ามอบตัวกรณีพัวพันเวปออนไลน์ และถูกศาลออกหมายจับในความผิดเกี่ยวกับการพนันออนไลน์ และฟอกเงิน 

วันนี้ 31 ส.ค. 65 เวลา 12.00 น. ที่ สน.ทุ่งมหาเมฆ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามข้อเท็จจริงจาก พ.ต.อ.ฤทธิชัย ช่างคำ ผกก.กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.ภ.7 ปฏิบัติหน้าที่ ศป.อส.ตร ฝ่ายสอบสวน (PCTชุด4) เกี่ยวกับกรณีดังกล่าวทราบว่าสืบเนื่องจากกรณี การจับกุมเวปพนันออนไลน์ 888Point เมื่อวันที่ 13 ส.ค.65 ซึ่งมีการจับกุมผู้ต้องหา จำนวน 6 ราย และยึดเงินสดกว่า 35 ล้านบาท และมีการยึดทรัพย์สินตรวจสอบอีก กว่า 10 ล้านบาท รวมทั้งสิ้นมูลค่ากว่า 45 ล้านบาท พื้นที่ สน.ทุ่งมหาเมฆ

จากการสอบสวนขยายผลทำให้ทราบว่ากลุ่มขบวนการดังกล่าวเกี่ยวพันกับบุคคลต่างๆ อีก จำนวนหนึ่ง จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม และต่อมาศาลอาญากรุงเทพใต้ได้อนุมัติหมายจับให้จับกุมบุคคลต่าง ๆ อีก 3 ราย ในความผิดฐาน “ร่วมกันจัดให้มีการเล่นหรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่น ซึ่งมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน, ร่วมกันฟอกเงิน, สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน เพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน” ซึ่งปรากฏว่าในกลุ่มดังกล่าวปรากฏว่าเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่รายหนึ่ง ที่เราได้ออกหมายจับ และเข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้วเมื่อค่ำวานนี้ ได้ประกันตัวหรือปล่อยตัวไป ด้วยวงเงินประกันสองแสนบาทถ้วน

รอง ผบ.ตร. สั่งกำชับตำรวจจราจร เร่งกวดขันรถนักเรียน ย้ำต้องมีมาตรฐานความปลอดภัย

วันนี้ (31 ส.ค. 65) เวลา 13.00 น. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร.ผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศบจร.ตร.) เปิดเผยว่า จากกรณี ครูโรงเรียนแห่งหนึ่ง ใน อ.พานทอง จ.ชลบุรี ลืม ด.ญ.เขมนิจ ทองอยู่ หรือน้องจีฮุน อายุ 7 ขวบ นักเรียนชั้น ป.2/2 ไว้ในรถตู้โรงเรียน จนเป็นเหตุให้น้องเสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อวันที่ 30 ส.ค.65 เวลาประมาณ 17.00 น. ที่ผ่านมานั้น  

เรื่องนี้ได้สั่งการไปยัง ผบก.ภ.จว.ชลบุรี และ ผกก.สภ.พานทอง ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด เพราะเป็นคดีที่กระทบต่อความรู้สึกของผู้ปกครองทั่วประเทศ โดยเฉพาะพ่อแม่และญาติของผู้เสียชีวิต หากพบว่าเป็นการประมาทเลินเล่อของครู ก็จะต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งในข้อเท็จจริงพบว่า ในวันดังกล่าวช่วงเช้ารถโรงเรียนได้ไปรับนักเรียนตามปกติ ซึ่งจะมีเด็กประถม 5 คน และชั้นอนุบาล อีก 2 คนรวมเป็น 7 คน มีครู 1 คนทำหน้าที่เป็นพลขับ และมีครูดูแลเด็กอีก 1 คน ในส่วนของน้องจีฮุน นั่งอยู่เบาะแถว 3 ส่วนครูที่ดูแลนั่งอยู่แถวหลังสุด เมื่อรถตู้มาถึงโรงเรียน คุณครูที่ดูแลเด็กให้การว่าเดินลงจากรถก่อน จากนั้นได้ชะโงกเข้าไปดูเด็ก ไม่เห็นว่ามีใคร จึงได้ตะโกนบอกครูที่เป็นพลขับ เพื่อให้เลื่อนรถไปจอดในโรงรถ ต่อมาเวลา 16.30 น. หลังจากที่มานำรถเพื่อไปรับนักเรียนตามปกติ จึงได้พบว่า น้องจีนฮัน ได้เสียชีวิตแล้ว

'อนุทิน' บอก ทักษิณด่า ถือว่าผู้ใหญ่สั่งสอน ชี้!! โลกนี้คือละคร ผลเลือกตั้งคือคำตอบ

เมื่อวันที่ (31 ส.ค. 65) เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กล่าวถึงนายอนุทิน ในคลับเฮาส์ว่าเป็นคนไว้ใจไม่ได้ นายอนุทิน กล่าวว่า ท่านชมต่างหาก รุ่นใหญ่อย่างนี้เอ่ยชื่อตนดีใจตายเลย และตนพูดมาตลอดว่าได้เป็นรัฐมนตรีก็เพราะท่าน ฉะนั้นไม่ต้องมาถาม 

“ผู้ใหญ่ว่า ผู้ใหญ่ติ ผู้ใหญ่พูดถึง ก็ถือเป็นคำสั่งสอน เราต้องมาดูตัวเราเองว่าเป็นไปตามที่เขาพูดหรือไม่ และมาดัดแปลงวิถีชีวิตให้ดีขึ้น ผมคิดถึงวันดี ๆ เสมอ คิดถึงความเมตตา ความเอ็นดูที่ท่านให้ไว้กับผม ผมเชื่อว่าถ้าไม่มีการเมืองอย่างนี้ เขาก็คงเป็นลุงผมเหมือนเดิม ทุกอย่างโลกนี้คือละคร และผลของการเลือกตั้งจะเป็นคำตอบทุกอย่าง ดังนั้นต้องรอผลการเลือกตั้ง” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า มีการวิเคราะห์กันว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเหลือพรรคการเมืองอยู่ 5 พรรค ที่จะสามารถเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ได้ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนสนใจอย่างเดียวขอให้พรรคภูมิใจไทยเหลืออยู่ และเป็นหนึ่งในเท่าไหร่ก็แล้วแต่ ส่วนกรณีหากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเรื่องนายกฯ 8 ปี และหานายกฯ คนในบัญชีไม่ได้ จนต้องหานายกฯ นอกบัญชีนั้น ตนขอเอาไว้ให้ถึงจุดนั้นก่อน ตอนนี้ยังไม่มีอะไรที่เราสามารถทราบได้ว่า ผลคำวินิจฉัยจะออกมาเป็นอย่างไร เราก็ทำหน้าที่ของเราที่มีอยู่ 

'นักร้องดัง' แปลกใจ นักข่าวสัมภาษณ์ผู้ใหญ่ของบ้านเมือง แต่พูดจาไม่มีหางเสียง แบบที่ควรประพฤติปฏิบัติ

(31 ส.ค. 65) 'บิลลี่​ โอแกน'​ นักร้อง นักแสดง นักแต่งเพลง ชาวไทยชื่อดัง​ ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก​ ว่า... 

ดูข่าวในทีวี นักข่าวสัมภาษณ์ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองท่านหนึ่ง แปลกใจว่า นักข่าวทำไมพูดสัมภาษณ์แต่พูดจากับท่านแบบไม่มีหางเสียง ไม่มีคำลงท้าย  ประโยค แบบที่สมควรจะพูดกับผู้ใหญ่

ไม่มีเลย!!

เราไม่ควรเห็นท่านเป็นเพื่อนเล่น ที่จะพูดจาแบบขาดมารยาท ถึงแม้ท่านจะเมตตาไม่ถือสา

'วัชระ' เตรียมส่งภาพป้ายบริจาคบูรณะศาลาวัดใน จ.ราชบุรี ที่มีชื่อสว.กับ 'เธอคนนั้น' เป็นหลักฐานให้พรเพชรใช้เป็นเบาะแสสอบเรื่องสว.ฉาวซุกเมียน้อย หากยังเฉยเตรียมถวายฎีกาเอาเรื่องให้ถึงที่สุด

(31 ส.ค 65) นายวัชระ เพชรทอง อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ได้ไปร่วมงานศพของอาจารย์ท่านหนึ่งที่ศาลาดำรงค์สกุล วัดบางลี่เจริญธรรม ต.โคกหม้อ อ.เมือง จ.ราชบุรี ปรากฎว่าได้พบป้ายสีเหลืองทอง มีการระบุชื่อผู้บริจาคว่า คุณธานี อ่อนละเอียด  บรรทัดต่อมาคือชื่อคุณกรกศิร์ บัวแย้ม พร้อมจำนวนเงิน 120,000บาท ซึ่งทั้ง 2 คนนี้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอย่างไร จะเกี่ยวโยงกับกรณีข่าวอื้อฉาวสว.ซุกเมียน้อยหรือไม่ ก็จะต้องให้ทางวุฒิสภาเป็นผู้สอบสวน ขณะนี้ได้เก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน เพื่อเตรียมนำเสนอต่อนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ใช้เป็นข้อมูลเบาะแสว่า มีความเกี่ยวโยงกับกรณีที่ตกเป็นข่าวอยู่หรือไม่ 

นายวัชระ กล่าวว่า หากมีผู้ใดพบหลักฐานหรือข้อมูลต่าง ๆ ที่เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการทำให้เรื่องนี้เป็นที่กระจ่างต่อสาธารณชนก็สามารถส่งมาที่ตนได้ เพื่อจะได้รวบรวมนำเสนอต่อประธานวุฒิสภาให้ดำเนินการต่อไป แต่หากวุฒิสภายังเพิกเฉย ไม่ยอมดำเนินการใดๆก็ต้องถามว่า เรื่องเล็ก ๆ แค่นี้ยังทำให้ประชาชนไม่ได้ แล้วเรื่องใหญ่ ๆ ของชาติ ประชาชนจะพึ่งพาวุฒิสภาได้หรือไม่ ขณะเดียวกันตนก็กำลังเตรียมร่างเพื่อถวายฎีกาต่อประธานองคมนตรีด้วย เพราะเรื่องนี้ได้สร้างผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง สร้างความเสื่อมเสียต่อองค์กรต่าง ๆ เกี่ยวพันกับจริยธรรม การฝากฝังบุคคลของตนเองเข้ารับราชการตำรวจ-ทหาร การทำร้ายทารุณกรรม การค้ามนุษย์ รวมถึงเรื่องการขอเครื่องราชย์อิสริยาภรณ์ เป็นต้น ซึ่งจะยอมให้เรื่องเงียบหายไปเฉย ๆไม่ได้อย่างเด็ดขาด

ตร.เตือน หลอกขายของออนไลน์ ภัยออนไลน์อันดับ 1 ของคนไทย เพียงเดือนกว่า ความเสียหายรวมเกือบ 120 ล้านบาท

วันที่ 31 ส.ค. 2565 พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ตามที่ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ได้มีนโยบายให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แจ้งเตือนและประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนรู้เท่าทันถึงอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสืบสวนจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดนั้น

จากสถิติการรับแจ้งความออนไลน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผ่านเว็บไซต์ https://www.thaipoliceonline.com พบว่า ประเภทคดีที่สร้างความเสียหายให้กับพี่น้องประชาชนมากที่สุดคือ หลอกขายของออนไลน์ โดยสถิติตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 จนถึงวันที่ 23 สิงหาคม 2565 มีจำนวนการรับแจ้งถึง 9,841 เรื่อง รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 118,874,403.38 บาท
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอประชาสัมพันธ์พี่น้องประชาชน ให้ระมัดระวังในการเลือกซื้อของออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การซื้อของผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ เพราะผู้ไม่หวังดีมักจะสร้างบัญชีสื่อสังคมออนไลน์โดยใช้ข้อมูลปลอม หรือข้อมูลส่วนตัวของผู้อื่น เพื่อใช้หลอกขายสินค้าโดยเฉพาะ ดังนั้นก่อนที่พี่น้องประชาชนจะเลือกซื่อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ขอให้ใช้ความระมัดระวังก่อนที่จะโอนเงินค่าสินค้าให้กับผู้ขาย เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองตกเป็นเหยื่อของการหลอกขายของออนไลน์ ดังนี้
1. เลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางหรือเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ
2.  ระมัดระวังในการเลือกซื้อสินค้าที่มีราคาถูกเกินจริง หรือสินค้าหายากในท้องตลาด (Limited Edition)
3.  อ่านรีวิวจากผู้อื่นที่ซื้อสินค้าเดียวกัน ว่าเป็นอย่างไร น่าเชื่อถือหรือไม่
4.  ค้นหาข้อมูลของผู้ขายและบัญชีธนาคารรับโอนเงิน ในเว็บไซต์ Search Engine เช่น google หรือตรวจสอบจากเว็บไซต์ที่ให้บริการตรวจสอบข้อมูล ว่าผู้ขายหรือบัญชีที่รับโอนเงินเคยมีประวัติฉ้อโกง หรือไม่ส่งสินค้าหรือไม่
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top