Wednesday, 1 July 2026
Hard News Team

'ดร.ไตรรงค์' ชี้!! ระบอบที่เหมาะสุดสำหรับประเทศไทย ไม่ใช่ทั้งระบอบประชาธิปไตยและเผด็จการ

ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กในหัวข้อ 'ระบอบใดเหมาะที่สุดสำหรับประเทศไทย' ว่า...

#ระบอบใดเหมาะที่สุดสำหรับประเทศไทย (มันไม่ใช่ทั้งระบอบเผด็จการและระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์)

ในประวัติศาสตร์ของโลกนั้น มีหลายประเทศที่ต้องประสบปัญหาความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศจนไม่สามารถพัฒนาประเทศให้เจริญขึ้นได้อย่างที่น่าจะเป็น

ตัวอย่างที่ดีก็คือประเทศฝรั่งเศส เพราะก่อนปี ค.ศ. 1958 (พ.ศ. 2501) ประเทศฝรั่งเศสมีรัฐธรรมนูญที่ให้สภานิติบัญญัติที่สมาชิกได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนเป็นผู้เลือกประธานาธิบดีแล้วให้ประธานาธิบดีเป็นคนแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เนื่องจากประเทศนี้ได้มีการจัดตั้งสมัชชาประชาชนเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในปี ค.ศ. 1870 โดยสมัชชามีมติให้ยกเลิกสถาบันกษัตริย์อันเป็นการยกเลิกแบบถอนรากถอนโคนอีกครั้งหนึ่งและเป็นครั้งสุดท้าย (ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1789 ที่ประชาชนเข้ายึดอำนาจการปกครองจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และทำการปลงพระชนม์พระองค์ด้วย)

แต่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ให้สภานิติบัญญัติเป็นผู้เลือกประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศนั้น ได้ก่อให้เกิดการต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันระหว่างนักการเมืองและพรรคการเมือง เพราะทุกคนต่างก็ต้องการเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ จึงต้องมีการแก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่นเพื่อให้ได้อำนาจรัฐอยู่ในมือของพวกตน ใครที่ได้เป็นรัฐบาลก็จะไม่มีเวลามาวางแผนเพื่อความเจริญของประเทศในระยะยาวได้ เพราะจะถูกฝ่ายที่ไม่ได้เป็นรัฐบาลจ้องตีรวน สร้างความปั่นป่วนให้รัฐบาลไม่สามารถจะบริหารประเทศได้ด้วยความสะดวกทุกคน #ล้วนเห็นแก่ประโยชน์ของตนและพรรคของตนมากกว่าประโยชน์ของชาติ มีการเปลี่ยนขั้วการเมืองเพื่อให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้ต้องลาออกไป เพื่อกลุ่มใหม่จะได้ขึ้นเป็นรัฐบาลใหม่ รัฐบาลใหม่นี้ก็จะเจอปัญหาการถูกก่อกวน บ่อนทำลายเสถียรภาพในทุกวิถีทางอีกเหมือนเดิม จนกลายเป็น #วงจรอุบาทว์ ที่ไม่มีรัฐบาลใดสามารถจะมีเสถียรภาพบริหารชาติอยู่นานได้

จากข้อมูลพบว่าเพียงระยะเวลา 12 ปี นับย้อนหลังไปจาก ค.ศ. 1957 ประเทศฝรั่งเศสมีรัฐบาลถึง 20 ชุด หรือเฉลี่ยแล้วแต่ละชุดอยู่ในตำแหน่งได้ประมาณ 6 เดือนเท่านั้น (จากหนังสือ การเมืองในฝรั่งเศส เขียนโดย ศาสตราจารย์ พงศ์เพ็ญ ศกุนตาภัย) จนทุกคนทุกพรรคได้มองเห็นความหายนะของชาติจึงได้ร่วมกันไปเชิญ วีรบุรุษฝรั่งเศสในสงครามโลกครั้งที่ 2 คือท่านจอมพล ชาร์ล เดอ โกล มาเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งภายในไม่ถึงปี นายกฯ คนใหม่ก็เสนอให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แล้วเสนอให้ประชาชนลงมติเห็นด้วยประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญใหม่ของประเทศซึ่งได้มีการประกาศใช้ในปี ค.ศ. 1958 และยังใช้มาจนถึงปัจจุบัน

ด้วยรัฐธรรมนูญใหม่ที่ให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงจากประชาชนและมีอำนาจในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี แต่ประธานาธิบดีจะเป็นผู้มีอำนาจเหนือรัฐบาลในการกำหนดนโยบายต่างประเทศและนโยบายด้านกลาโหม มีวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมและมีสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนเหล่านี้ทำให้เกิดความลงตัวรัฐบาลมีเสถียรภาพจนสามารถมีเวลาวางยุทธศาสตร์และนโยบายระยะยาวทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคม จนเจริญมั่งคั่งอย่างที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้ (รายละเอียดจะได้เล่าให้ฟังในโอกาสต่อไปเพราะมีหลายประเทศที่น่าพูดถึง เช่น นอร์เวย์ ฟินแลนด์ และออสเตรีย เป็นต้น)

#ดูเขาแล้วลองย้อนดูตัวเราเองบ้างจะดีไหม?

ตั้งแต่ พ.ศ. 2475 จนถึง พ.ศ. 2516 เรามีรัฐบาลเผด็จการโดยพวกคณะราษฎร์และผู้สืบทอดมรดก มากกว่ารัฐบาลประชาธิปไตย แต่ทุกรัฐบาลล้วนวุ่นวายอยู่กับการรักษาอำนาจของตน จึงไม่มีเวลาคิดเรื่องการพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการคิดเรื่องอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศ ได้มาเริ่มทำกันค่อนข้างจะจริงจังก็สมัยของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในปีพ.ศ. 2502 ซึ่งได้ปรับปรุงสำนักงานที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามให้มาเป็นสภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ มีหน้าที่วางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ประเทศไทยจึงได้มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรกคือแผนสำหรับ พ.ศ.2504-2509 (ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในปี พ.ศ.2515)

ทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็เป็นการกระทำตามคำแนะนำของที่ปรึกษาจากสหรัฐอเมริกา เพราะสหรัฐฯ ต้องการใช้ประเทศไทยเป็นด่านหน้าในการต่อสู้กับการขยายอิทธิพลของฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่กำลังโตวันโตคืนบนโลกอยู่ในขณะนั้น และเพื่อเป็นการตอบแทนกัน  จอมพล ป. และ จอมพล สฤษดิ์ ก็ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากสหรัฐอเมริกา ทั้งๆ ที่เป็นรัฐบาลเผด็จการ (อยากทราบความกระจ่างของรายละเอียดในเรื่องนี้ สามารถหาอ่านได้จากหนังสืออันทรงคุณค่าชื่อ “50ปีเศรษฐกิจไทย” ของคุณบรรยง พงษ์พานิช 2022, บริษัทภาพพิมพ์ จำกัด เป็นผู้พิมพ์จำหน่าย)

หลังจากมีการปฏิวัติใหญ่โดยประชาชนและนักศึกษาในปีพ.ศ.2516 จึงเริ่มมีการยกร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นในสมัย ท่านสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่หลังจากนั้นก็มีการสลับกันไปมาระหว่างรัฐบาลจากการเลือกตั้งและรัฐบาลจากการรัฐประหาร แต่ทั้งสองฝ่ายไม่มีใครคิดเรื่องยุทธศาสตร์ของประเทศกันเลย เพราะมัวยุ่งอยู่กับการประณามด่ามึงด่ากูกันว่า ใครเป็นรัฐบาลที่โกงบ้านกินเมืองมากกว่ากัน

ประเทศต้องรอจนถึง พ.ศ. 2523 จึงได้มีรัฐบาลที่เริ่มมีการวางยุทธศาสตร์และนโยบายระยะยาวเพื่อให้ชาติมีความรุ่งเรืองและมั่นคงในทางเศรษฐกิจกันอย่างจริงจัง

ในสมัยที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยการจัดให้มีท่าเรือน้ำลึกและเขตอุตสาหกรรมมาบตาพุดและท่าเรือแหลมฉบังและเป็นนายกรัฐมนตรี คนแรกที่มีคำสั่งให้มีแบบแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมสำหรับ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ต่อมาจนถึงปี พ.ศ.2561 ในสมัยของรัฐบาลที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีจึงได้มีการประกาศจัดตั้งเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และยุทธศาสตร์ 20 ปี (พ.ศ. 2561 - 2580) พร้อมกับการมีการปรับปรุงพัฒนาระบบคมนาคมทุกชนิดให้เอื้อต่อความเจริญของประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้นตามแผนในยุทธศาสตร์ พูดได้เต็มปากว่าไม่เคยมีรัฐบาลใดๆ ในอดีตที่ได้สร้างความมั่นคงเช่นนี้ให้กับอนาคตของประเทศในทางเศรษฐกิจเหมือนรัฐบาลของ พล.อ.เปรม และรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์

ที่พูดมาทั้งหมดก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า ไม่ใช่ท่องแต่คาถาว่าประเทศต้องมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ต้องมีเสรีภาพที่สมบูรณ์ ต้องมีความเสมอภาคที่สมบูรณ์ ทุกอย่างต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน แล้วจะทำให้ประเทศเจริญและมีเสถียรภาพ

'กรุงเทพโพลล์' สำรวจ!! คนส่วนใหญ่พอใจมาก การแก้ปัญหาน้ำท่วมกทม. เชื่อมั่นปีหน้าเอาอยู่

(24 ก.ย.65) กรุงเทพโพลล์โดยมหาวิทยาลัยกรุงเทพสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง 'ความพึงพอใจคนกรุงต่อการแก้ปัญหาน้ำท่วม กทม.' โดยเก็บข้อมูลจากประชาชน จำนวน 1,203 คน พบว่า คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ร้อยละ 52.8 มีปัญหาที่อยู่อาศัยเกิดน้ำท่วม โดยในจำนวนนี้ร้อยละ 48.5 เกิดน้ำท่วมทุกครั้งที่ฝนตก ส่วนร้อยละ 4.3 เกิดน้ำท่วมครั้งแรกตั้งแต่พักอาศัยมา ขณะที่ร้อยละ 47.2 ไม่เกิดน้ำท่วม

ผลกระทบที่ได้รับจากปัญหาน้ำท่วมมากที่สุดคือ การจราจรติดขัด ไม่สามารถเดินทางไปไหนได้คิดเป็นร้อยละ 47.5 รองลงมาคือ เกิดขยะ น้ำเน่าเหม็นคิดเป็นร้อยละ 36.8 เกิดผลกระทบต่ออาชีพ การงาน การเรียน คิดเป็นร้อยละ 24.4เกดโรคที่มาจากน้ำ เช่น น้ำกัดเท้า เชื้อรา คิดเป็นร้อยละ 15.0 และรถเสีย รถพัง คิดเป็นร้อยละ 11.3

ด้านความพึงพอใจต่อการแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ กทม. พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 58.5 พึงพอใจค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 41.5 พึงพอใจค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด

ทั้งนี้เมื่อถามว่าอยากให้ กทม. พัฒนา แก้ไข ปรับปรุงในเรื่องใด กับปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ กทม. ส่วนใหญ่ร้อยละ 80.3 อยากให้เตรียมความพร้อมในการรับมือ มีการวางแผนป้องกันน้ำท่วม เช่น ขุดลอกคูคลอง กำจัดขยะ รองลงมาคือ อยากให้ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่อย่างทันท่วงที คิดเป็นร้อยละ 48.0 และอยากให้มีความฉับไวในการแก้ปัญหาน้ำท่วม คิดเป็นร้อยละ 46.8

อัปเดตราคา 'หมู-เนื้อ-ไก่'

อัปเดตราคาอาหารสดวันนี้ มาดูกันว่าตามท้องตลาด ราคาอาหารสด ประจำวันที่ 24 กันยายน 2565 จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็น ราคาหมู ราคาไก่ ราคาไข่ไก่ รวมไปถึงราคาผักสด เช็กกันเลย...

'หญิงหน่อย' ชู 'ธนธัช' ขุนพลกาฬสินธุ์ คิกออฟแคมเปญบำนาญเดือน 3 พันบาท

“คุณหญิงหน่อย” สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ชู “ธนธัช” ขุนพลกาฬสินธุ์ คิกออฟแคมเปญ บำนาญประชาชนเดือนละ 3,000 บาท พร้อมเชิญชวนชาวกาฬสินธุ์รวมพลังกันสร้างประเทศไทย ปลดปล่อยพลัง สร้างโอกาส สร้างรายได้ และปลดปล่อยความยากจน

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 23 กันยายน  2565 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย เดินทางไปพบประชาชน ที่บ้านเลขที่ 135  หมู่ 1 ถนนกมลาพิพัฒน์ ตำบลกมลาไสย อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์  โดยมีประชาชนจาก อ.กมาลาไสย อ.กุฉินารายณ์ ร่วมต้อนมากกว่า 200 คน 
คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวถึงจังหวัดกาฬสินธุ์ว่า เป็นจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยว น่าสนใจมากมาย เป็นแหล่งอารยธรรม แหล่งประวัติศาสตร์ เช่นพระธาตุยาคู แหล่งโบราณคดีที่สำคัญ มีพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์สิรินธร มีพระเกจิอาจารย์ชื่อดังหลายรูป  อาหารอร่อย เป็นแหล่งผลิตข้าวอร่อยที่สุดในโลก เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูง 

“พรรคไทยสร้างไทยจึงให้ความสำคัญกับจังหวัดกาฬสินธุ์อย่างมาก ดังจะเห็นได้ว่าพรรคไทยสร้างไทย แต่งตั้งผู้คนกาฬสินธุ์ เป็นผู้บริหารสำคัญของพรรค คือนายธนธัช ตัณฑสิทธิ์ เป็นรองหัวหน้าพรรค และนางวันเพ็ญ เศรษฐรักษา รองเลขาธิการพรรคฯ และเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยสร้างไทย“

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า พื้นที่ภาคอีสานเป็นแหล่งอาหารของโลก พื้นที่กว้างที่สุด คนเยอะที่สุด คนขยันที่สุด ซื่อสัตย์อดทนที่สุด แต่กลับเป็นภูมิภาคที่คนจนที่สุด โดยเฉพาะจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นกลุ่มจังหวัดที่ประชาชนมีรายได้ต่ำที่สุด เพราะขาดโอกาส พรรคไทยสร้างไทยอยากยกระดับรายได้ของชาวอีสาน ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีรายได้สูงขึ้น มีสวัสดิการที่ดี แต่ 16 ปีที่ผ่านมา นับแต่มีการรัฐประหาร แบ่งแยกฝ่าย ประเทศไทยสูญเสียโอกาสอย่างมาก พรรคไทยสร้างไทยอยากให้ชาวกาฬสินธุ์ปลดปล่อยพลัง สร้างโอกาส สร้างรายได้ เลิกเสียทีกับความขัดแย้ง รวมพลังกันสร้างประเทศไทย ปลดปล่อยความยากจน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คุณหญิงสุดารัตน์ ได้ชูมือนายธนธัช รองหัวหน้าพรรค ยกเป็นขุนพลใหญ่จังหวัดกาฬสินธุ์   

ด้านนายธนธัช ตัณฑสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า เป็นชาวกมลาไสย เกิดและโตที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ตั้งใจทำประโยชน์ พัฒนาบ้านเกิดให้เจริญ และมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้นทัดเทียมจังหวัดอื่น 

“การมาของคุณหญิงหน่อยหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยครั้งนี้ เป็นโอกาสที่ดี ที่ได้มารับฟัง รับรู้ปัญหาในพื้นที่ด้วยตัวเอง มีอะไรให้บอกหน่อย รักใคร ให้รักหน่อย เชื่อใคร ให้เชื่อหน่อย” รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย กล่าว 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ คุณหญิงสุดารัตน์ นำทีมไทยสร้างไทย ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน ที่ ตำบลโนนสูง ตำบลหัวนาคำ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ท่ามกลางพี่น้องประชาชนที่มาร่วมต้อนรับอย่างล้นหลามกว่าพันคน บรรยากาศตลอดการปราศรัย พี่น้องประชาชน ได้ส่งเสียงเชียร์ให้คุณหญิงสุดารัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีของคนอีสาน และฝากความหวังให้กำลังใจ เข้ารุมล้อมนำเงินมามอบให้เป็นแบงก์ 20 50 และ100 เป็นจำนวนมาก เพื่อช่วยสร้างพรรคไทยสร้างไทย ในการปลดล็อก เปลี่ยนประเทศ
คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่าหลังจากที่พรรคไทยสร้างไทย ได้ยื่นร่าง พ.ร.บ. บํานาญผู้สูงอายุแห่งชาติ พ.ศ. … ซึ่งสภาฯ ได้บรรจุร่าง พ.ร.บ. บํานาญผู้สูงอายุ 3,000 บาท ที่พรรคไทยสร้างไทยเสนอลงเว็บไซต์รัฐสภาแล้ว

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า ในวันนี้ พรรคไทยสร้างไทย จึงเริ่มคิกออฟแคมเปญ #บำนาญประชาชนเดือนละ3,000บาท ที่จ.กาฬสินธุ์ เพื่อให้พี่น้องประชาชนร่วมลงชื่อสนับสนุนกฎหมาย เพื่อผลักดันสวัสดิการดูแลผู้สูงอายุ รองรับสังคมผู้สูงวัย โดยนโยบายบำนาญประชาชนเดือนละ 3,000 บาท จะเป็นประโยชน์ คือ...

1.ผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพสามารถดำรงชีพได้อย่างมีศักดิ์ศรี

2.เป็นการลดภาระคนหนุ่มคนสาวที่ต้องทำงานเลี้ยงดูพ่อแม่ ให้คนวัยทำงานสามารถดูแลครอบครัวได้อย่างเต็มที่

3.ผู้สูงอายุที่ไม่ใช่ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้พิการ ต้องไปเข้าโปรแกรมสร้างสุขภาพให้แข็งแรงที่ศูนย์สุขภาพที่รัฐจัดหาให้ใกล้บ้าน โดยตั้งเป้าลด 3 โรคสำคัญ ประกอบไปด้วยโรคความดันสูง โรคไขมันอุดตัน และโรคเบาหวาน

นิพนธ์ฯ ติวเข้ม ผู้สมัคร 5 จังหวัดใต้ หลังกระแสตอบรับหนาแน่น พอใจในผลงานของประชาธิปัตย์

(23 ก.ย.65) นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการกลยุทธ์การสร้างความนิยมทางการเมือง โดยมีว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคปชป.ในเขตเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้ เข้าร่วมประชุม โดยมีอาจารย์วิทยาธร  ท่อแก้ว และอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิเป็นวิทยากร ที่มาให้ความรู้ในเรื่องของ หลักการ และกรอบกฏหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และวิธีการสร้างเครือข่าย การทำประชาสัมพันธ์เพื่อให้เข้าถึงประชาชนในพื้นที่ ณ ห้องประชุมโรงแรมบีพี สมิหลา อ.เมือง จ.สงขลา

รองหน.ปชป.กล่าวว่า วันนี้การจัดการเตรียมการ เลือกตั้งทางพรรรคได้เตรียมความพร้อมในระดับหนึ่งแล้วนั่นคือ การตั้งคณะกรรมการเตรียมการเลือกตั้งของพรรค ทำในเรื่องของนโยบายทางยุทธศาสตร์ ซึ่งมีความก้าวหน้าไปพอสมควร ดังนั้นในเรื่องของการเตรียมการ จึงทำในเรื่องของยุทธศาสตร์  นโยบาย เรื่องของบุคคล จึงถือว่าพรรคมีความพร้อมในระดับหนึ่งพอสมควร  รวมถึงการเตรียมการทำในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ และสิ่งหนึ่งที่เราจำเป็นอย่างมากคือในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ เพราะถือเป็นหัวใจของการสื่อสาร ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญในการเลือกตั้ง การเข้าหาคะแนนในพื้นที่ การสร้างความคุ้นเคยกับประชาชน ฉะนั้นการสื่อสารกับผู้ลงคะแนนจึงเป็นสิ่งจำเป็น กลไกเหล่านี้ล้วนแต่มีความสำคัญทั้งสิ้นต่อการที่จะให้เราได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง ซึ่งปัจจัยหลายปัจจัยทั้งตัวผู้สมัคร  ตัวพรรค เสียงของพรรค ปัจจัยเชิงนโยบาย ปัจจัยการสร้างเครือข่ายที่มีอยู่ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนแต่หวังผลต่อการเลือกตั้งทั้งสิ้น ดังนั้นวันนี้จึงเป็นโอกาสดีที่พวกเราจะได้เร่งทำความเข้าใจ สร้างความคุ้นเคยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ต้องรู้ว่าประชาชนคาดหวังอะไรจากเรา และต้องนำเสนอที่เป็นประโยชน์ให้แก่ประชาชน ดังนั้นจึงหวังว่าพวกเราจะได้มีการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งอย่างเป็นระบบต่อไป 

สำนักงานอัยการสูงสุด สมาคมภริยาอัยการ สภากาชาดไทย และ กต.ตร.กทม.ด้านสังคม ร่วมกับสภากาชาดไทย จัดโครงการขอรับบริจาคโลหิตด้วยหัวใจหนึ่งคนให้สามคนรับ

ด้วยสำนักงานอัยการสูงสุด จัดโครงการบริจาคโลหิตด้วยหัวใจหนึ่งคนให้สามคนรับครั้งที่ 10 ครั้งที่ 11 ในวันจันทร์ที่ 26 กันยายน 2565 ระหว่างเวลา 8:30- 15:30 น. ณ อาคารสมาคมภริยาอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารถนนรัชดาภิเษก โดยมีวัตถุประสงค์ในการมีส่วนร่วมบริจาคโลหิตเพื่อสภากาชาดไทย

ผู้บริจาคโลหิตจะได้รับใบประกาศเกียรติคุณ รวมทั้งอาหารและเครื่องดื่ม

สำนักงานอัยการสูงสุด โดยท่านพรชัย ชลวาณิชกุล อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ  ท่านปรียานุช ทนินซ้อน นายกสมาคมภริยาอัยการ คนที่ 17 ท่านศศนันท์ เจตน์เจริญรักษ์ ว่าที่นายกสมาคมภริยาอัยการ ท่านที่ 18 และ ดร.พรทิพย์ วงษ์นครินทร์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสังคม กต.ตร.กทม. พร้อมด้วยคณะอัยการ จึงขอเรียนเชิญหน่วยงานของท่านและบุคลากรในหน่วยงานเข้าร่วมการบริจาคโลหิตตามวัน เวลา และสถานที่ดังกล่าว โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความอนุเคราะห์จากท่าน และขอขอบคุณท่านเป็นอย่างสูง ณ โอกาสนี้

กรรมาธิการการแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ วุฒิสภา ลงพื้นที่ ต.เขาดิน อ.บางปะกง

ฉะเชิงเทรา-กรรมาธิการการแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ วุฒิสภา ลงพื้นที่ ต.เขาดิน อ.บางปะกง ชื่นชมภาครัฐและเอกชน ร่วมผลักดัน เขาดิน-บลูเทค ซิตี้โมเดล แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำยกระดับคุณภาพชีวิต

(23 ก.ย.65) ณ องค์การบริหารส่วนตำบลเขาดิน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา คณะกรรมาธิการ การแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ วุฒิสภา นำโดยนายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีบ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง / นายประสาร มฤคพิทักษ์ อนุกรรมาธิการพร้อมคณะประมาณ 40 คน ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน แนวทางการเฝ้าระวังและป้องกันผลกระทบทางสังคม สิ่งแวดล้อมและสุขภาพในระดับชุมชนท้องถิ่น กรณี EEC และการแก้ไขปัญหาความยากจนโดยใช้ทฤษฎีใหม่ ณ ตำบลเขาดิน อ. บางปะกง จ. ฉะเชิงเทรา พร้อมทั้งร่วมหารือกับหน่วยงานภาครัฐ ผู้บริหารองค์กรปกครองท้องถิ่น ผู้แทนนิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้ เกี่ยวกับการบริหารจัดการพื้นที่ และแนวทางการเฝ้าระวังและป้องกันผลกระทบด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพในระดับชุมชนท้องถิ่น 

ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ ได้ชื่นชมแนวทางการดำเนินงานของภาครัฐและผู้ประกอบการโดยเฉพาะการจัดสรรที่ดินบริเวณตำบลเขาดิน ให้ประชาชนที่มีความจำเป็นต้องย้ายออกจากพื้นที่โครงการ เพื่อสร้างเป็นที่อยู่อาศัย โดยผู้ประสงค์อยู่อาศัยสามารถเลือกเช่าในราคาไม่แพง หรือขายในราคาต้นทุนสามารถผ่อนในราคาคงที่และปลอดดอกเบี้ย รวมถึงรับเข้าทำงานช่วงระหว่างพัฒนานิคมอุตสาหกรรม และนิคมอุตสาหกรรมเปิดดำเนินการ 

'เพื่อไทย' แซะ เงินค้างชาวนา 3 ปี ยังไม่จ่าย เงินกลาโหม 1.3 พันล้าน จ่ายทันที

(23 ก.ย. 65) นายปิยวัฒน์ พันธ์สายเชื้อ ส.ส. ยโสธร พรรคเพื่อไทย เปิดเผยถึงงบลับกลาโหมว่า ล่าสุดเพิ่งอนุมัติงบลับให้กระทรวงกลาโหมอีก 1,300 ล้านบาท แต่เกษตรกรชาวนารอมา 3 ปีกลับไร้วี่แวว จึงมีข้อสงสัยว่ารัฐบาลนี้เป็นของกองทัพ มากกว่ารัฐบาลของประชาชน 

นายปิยวัฒน์ กล่าวอีกว่า จากกรณีพายุโพดุลที่ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมเมื่อปี 2562 ในจังหวัดยโสธร ทำให้น้ำท่วมนาข้าวหลายพันไร่ ปศุสัตว์ล้มตาย ปลาในกระชังเสียหายทั้งหมด จนเกษตรกรหลายสิบครอบครัวต้องสิ้นเนื้อประดาตัว แต่ผ่านไป 3 ปีแล้ว ชาวนายังไม่ได้รับเงินเยียวยาจากเหตุการณ์ครั้งนั้น

ภายหลังเกิดพายุโพดุล ปี 2562 หน่วยงานภาครัฐได้วางแนวทางชดเชยความเสียหายให้เกษตรกร โดยในส่วนปศุสัตว์ได้หาพันธุ์สัตว์มาชดเชย อาชีพประมงได้พันธุ์ปลามาเลี้ยง แต่ชาวนาจำนวน 20,000 ครัวเรือน ที่รอมาตรการเยียวยาจากภาครัฐ วันนี้กลับไม่มีความคืบหน้า ทั้งที่มีมติคณะรัฐมนตรีให้ชดเชยความเสียหายให้เกษตรกร แต่เมื่อสอบถามไปที่กรมการข้าว กลับได้รับคำตอบว่ายังไม่มีความช่วยเหลือและยังไม่มีพันธุ์ข้าวใด ๆ มาแจกเยียวยา ทั้งที่มูลค่าความเสียหายรวมกันแค่ประมาณ 400 ล้านบาทเท่านั้น

‘รองโฆษกรัฐฯ’ เตือนอย่าเชื่อสาวหลอกซื้อ ‘กระท่อม’ อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ส่งต่อให้ ‘อนุทิน-ศักดิ์สยาม’

อย่าหลงเชื่อ แอบอ้าง อนุทิน-ศักดิ์สยาม กว้านซื้อพืชกระท่อม เตือนภัย หลอกปลูกพืชกระท่อมระบาด แนะเกษตรกรศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนลงทุน

วันที่ (23 ก.ย. 65) น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีสื่อมวลชนนำเสนอข่าวประชาชนหลายรายแจ้งความดำเนินคดีกับหญิงรายหนึ่งอายุประมาณ 40 ปี อ้างตนเป็นเจ้าหน้ารัฐ สังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หลอกลวงรับซื้อต้นกระท่อม เพื่อส่งให้รัฐมนตรีในรัฐบาล ทั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว คมนาคม  ขอเรียนว่า พฤติกรรมดังกล่าวเป็นการหลอกลวงประชาชน ขออย่าหลงเชื่อ โดยยืนยันว่าทั้ง 2 รัฐมนตรีไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับการกระทำดังกล่าว ขอให้ประชาชนระมัดระวัง อย่าตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ที่อาจส่งผลให้สูญเสียทรัพย์สินได้

'น้าหงา' ส่งซิกสังคายนา นายกฯ สมาคมฟุตบอลไทย หลังพ่ายมาเลย์คาบ้าน ด้านชาวเน็ตร่วมสบทบ

(23 ก.ย. 65) ภายหลังจากการแข่งขันฟุตบอล ชิงถ้วยพระราชทานคิงส์ คัพ ครั้งที่ 48 รอบรองชนะเลิศ ณ สนามกีฬาสมโภช เชียงใหม่ 700 ปี ที่ทีมชาติไทย แพ้ให้กับทีมชาติมาเลเซียนั้น

มีความเคลื่อนไหวของชาวเน็ต ได้เรียกร้องให้มีการผ่าตัดครั้งใหญ่วงการฟุตบอลไทย โดยหนึ่งในนั้น คือ 'น้าหงา' สุรชัย จันทิมาธร ศิลปินแห่งชาติ แฟนบอลตัวยง ได้แสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า "แพ้ชนะก็คือเกม ไม่ว่ากัน แต่สังคายนาเถอะครับ นายกสมาคมฟุตบอลไทย"


ที่มา :  https://www.thaipost.net/x-cite-news/227760/


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top