Wednesday, 1 July 2026
Hard News Team

จากกระแสลือสนั่นในโลกออนไลน์ เกี่ยวกับการรัฐประหารเงียบในจีน ที่มีเป้าหมายเพื่อโค่นล้ม 'สี จิ้นผิง' ผู้นำสูงสุดของจีน ก่อนการประชุมใหญ่ของสภาพรรคคอมมิวนิสต์แห่งชาติจีน ที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 16 ตุลาคม 65 ที่จะมีการลงมติรับรอง สี จิ้นผิง เป็นผู้นำจีนต่อ

แม้ตอนนี้จะยังไม่มีการยืนยันข่าวลือใดๆ ทั้งสิ้น แต่สิ่งที่ค่อนข้างชัดเจนในระบบการเมืองหลังม่านไม้ไผ่อันแน่นหนาของจีนก็คือ...

'คลื่นใต้น้ำ' ในพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั้น มีอยู่จริง!!

ในขณะที่สำนักข่าวต่างประเทศกำลังจับตามองสถานการณ์อันคลุมเครือในจีน และเฝ้ารอการปรากฏตัวออกสื่อของ สี จิ้นผิง ว่ายังปกติดีหรือไม่นั้น...ก็มีนักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยเชื่อมโยงข่าวลือดังกล่าวนี้กับ 2 คดีใหญ่ที่ศาลสูงจีนเพิ่งตัดสินไปเมื่อ 2 วันก่อนจะเกิดข่าวลือรัฐประหารในจีน

>> คดีนั้น ก็คือการตัดสินโทษประหารชีวิต 2 นักการเมืองที่เคยดำรงตำแหน่งสูงระดับรัฐมนตรี แถมเคยได้ชื่อว่าเป็น 'ดาวรุ่งของพรรคคอมมิวนิสต์' และมีแววพอที่จะขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของจีน

2 นักการเมืองปีกหักนั้นก็คือ 'ซุน ลี่จุน' และ 'ฝู เจิ้งหัว'

ซุน ลี่จุน เป็นอดีตรองรัฐมนตรีด้านความมั่นคงสาธารณะ และเป็นสมาชิกระดับสูงในพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่เคยสร้างผลงานไว้มากมาย อีกทั้งยังเคยนำทีมควบคุมโรคลงพื้นที่เมืองอู่ฮั่นตอนที่เกิดการระบาด Covid-19 ใหม่ๆ ด้วย 

แต่ไปๆ มาๆ เมื่อเดือนเมษายน 2020 ซุน ลี่จุน ถูกทางการจีนจับกุมตัวด้วยข้อหา คอร์รัปชัน รับสินบนกว่า 646 ล้านหยวน (ประมาณ 3.4 พันล้านบาท) ตลอดระยะเวลาที่เขาเล่นการเมืองตั้งแต่ 2001-2020 อีกทั้งยังถูกกล่าวหาว่า ใช้อำนาจทางการเมืองเข้าไปชักใยในตลาดหุ้นจีน เพื่อหาผลประโยชน์นับร้อยล้านหยวน และครอบครองปืนอย่างผิดกฏหมายอีก 2 กระบอก 

>> แต่ข้อหาที่ดูจะหนักสุดจริงๆ คือ มีหลักฐานว่า ซุน ลี่จุน สมคบคิดกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลทางการเมืองในการซ่องสุมอำนาจเพื่อเป็นใหญ่ในพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งกลุ่มการเมืองนี้มีชื่อว่า 'แก๊งเซี่ยงไฮ้'

รู้จัก ‘ครูแก้ว - ศุภชัย โพธิ์สุ’ นักการเมืองที่ประชาชน...พึ่งพาได้!!

หากนึกถึงนครพนม เชื่อว่าใครหลายคนคงนึกถึงพระธาตุพนม ที่ใครมาเยือนนครพนมแล้วต้องไปไหว้พระธาตุกันสักครั้งในชีวิต หรือแม้แต่นึกถึงประเพณีไหลเรือไฟ ประเพณีที่ชาวนครพนมภาคภูมิใจ ยึดถือกันมานานตั้งแต่โบราณ

แต่ถ้าถามคนนครพนมแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่พวกเขาจะนึกถึงและให้ความสำคัญอย่างมาก คือ ‘ครูแก้ว’ ศุภชัย โพธิ์สุ

นายศุภชัย โพธิ์สุ หรือ ‘ครูแก้ว ผู้นำนครพนม’ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ส.ส.นครพนม เขต 1 พรรคภูมิใจไทย นักการเมืองผู้เป็นที่รักของคนในพื้นที่ และถือเป็นที่พึ่งของชาวนครพนมมาตลอดหลาย 10 ปี

และนี่คือเรื่องราวจากเด็กกำพร้า ลูกชาวนา สู่ชายคาเสนาบดีแห่งประเทศไทย ภายใต้บทบาทของการเป็น ส.ส. และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ไม่เคยคิดว่าตำแหน่งเหล่านี้เป็นทรัพย์สินส่วนตัว และไม่ใช่ความภูมิใจส่วนบุคคล แต่เป็นของพี่น้องประชาชนชาวนครพนม ที่ตนอยากแบกรับหน้าที่ในการเป็นที่พึ่งแบบทุ่มสุดตัว 

Q: จังหวัดนครพนมเปลี่ยนไปแค่ไหน ในวันที่ ‘ครูแก้ว’ ก้าวเข้ามาเป็นผู้นำนครพนม?
ครูแก้ว: นครพนมในอดีต เป็นเมืองชายแดนเล็กๆ อยู่กันอย่างสงบ อยู่ไกลสุดเขตประเทศไทย ติดกับแขวงคำม่วน ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ไม่ค่อยอยู่ในความสนใจของผู้คนมากมายนัก จนกระทั่งผมได้เข้ามาเป็น ส.ส. แต่ต้องออกตัวก่อนว่า ไม่ได้หมายความถึงผลงานทั้งหมดมาจากผมคนเดียว แต่เป็นผลงานของเพื่อน ส.ส.นครพนมทั้งหมด ที่ช่วยกันผลักดันให้เกิดสะพานข้ามแม่น้ำโขง หรือ สะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งที่ 3 ที่ถือว่าเป็นสะพานสุดงดงาม มีพระธาตุประจำวันเกิด เกิดขึ้นเรียงรายอยู่ตามอำเภอต่างๆ ซึ่งเป็นพระธาตุบริวารขององค์พระธาตุพนม พร้อมทั้งมีพระธาตุประจำวันเกิดที่ใครมาก็เดินทางไปกราบไหว้สักการะบูชาตามวันเกิดของตนเอง นี่คือส่วนหนึ่ง 

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาเส้นทางปั่นจักรยานเลียบริมฝั่งโขงที่ยาว แล้วก็มีองค์พญาศรีสัตตนาคราชเกิดขึ้น มีพระหยกด้านหน้าวัดพระอินทร์แปลง แล้วก็มีส่วนประกอบใหม่ๆ ที่กลายเป็นแลนด์มาร์กเกิดขึ้นมากมาย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่พวกเราเป็น ส.ส. พูดง่ายๆ ว่าผมเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรมาเกือบ 4 ปี คนนครพนมสัมผัสได้ว่า จังหวัดนครพนมมีการเปลี่ยนแปลงอะไรไปเยอะแยะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เรื่องถนนหนทาง เรื่องการพัฒนาอาชีพ เรื่องการพัฒนาระบบชลประทาน รวมถึงประโยชน์จากโครงการของภาครัฐที่ส่งตรงถึงพี่น้องประชาชนชาวนครพนม 

ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา นครพนมได้รับงบประมาณโดยเฉพาะจากกระทรวงคมนาคมลงไปพัฒนาหลายพันล้านบาท เกิดถนนสี่เลนจากอำเภอเมืองถึงอำเภอบ้านแพง ซึ่งปีหน้าก็เสร็จเรียบร้อย เกิดถนนสี่เลนจากบ้านท่าดอกแก้ว อำเภอท่าอุเทนไปจนถึงอำเภอสีม่วงครามบ้านเพ ซึ่งเริ่มต้นไปแล้วหนึ่งปีและปีหน้าคิดว่าจะเสร็จ เกิดโครงการถนนเชื่อมระหว่างบายพาสของจังหวัดนครพนม จากสนามบิน-เมืองนครพนม

อีกทั้งเดิมรถใหญ่ๆ ที่มาจากสกลนคร หรือมาจากต่างจังหวัด ที่จะไปข้ามสะพานข้ามแม่น้ำโขง เพื่อไปยังฝั่งประเทศลาว-ไปเวียดนาม-ไปจีนนั้น ปกติก็จะวิ่งเข้าเมือง แต่ตอนนี้กระทรวงคมนาคมอนุมัติงบประมาณให้กรมทางหลวงชนบท 1,600 ล้านบาท สร้างถนนสี่ช่องจราจรเชื่อมตั้งแต่เลยสนามบินนครพนมไปจนถึงหัวสะพานข้ามแม่น้ำโขง และอีกไม่นานนี้รถไฟรางคู่จากอำเภอบ้านไผ่ ผ่านมหาสารคาม, ร้อยเอ็ด, ยโสธร, มุกดาหารและตรงดิ่งมาที่หัวสะพานข้ามแม่น้ำโขงจังหวัดนครพนม งบประมาณ 6 กว่าล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างที่การรถไฟจ่ายค่าเวนคืนสองข้างทาง ส่วนผู้รับเหมาก็คงจะมีการวางศิลาฤกษ์เพื่อปักหมุดในการสร้างสถานีรถไฟ ที่จะเชื่อมจากอำเภอบ้านไผ่มาถึงจังหวัดนครพนมภายในปลายปีนี้อย่างแน่นอน

แต่นอกจากนั้นผมเองในฐานะที่เป็น ส.ส. ก็ไปร่วมมือกับทางท่านนายก อบจ.นครพนม ร่วมมือกับนายกเทศมนตรีเทศบาลนครพนม ซึ่งเราก็มีแผนที่จะสร้างร่วมกับกรมโยธาธิการ กำลังเร่งออกแบบและสร้างหอชมโขงให้กับจังหวัดนครพนม ซึ่งจะเป็นสิ่งที่เพิ่มศักยภาพให้กับจังหวัดนครพนมอีกมากมาย ขณะเดียวกันก็ยังมีโครงการที่จะปรับปรุงบริเวณห้าแยกในเมืองนครพนมให้เป็นวงเวียนขนาดใหญ่ที่มีความสวยสดงดงามที่จะรองรับแขกต่างบ้านต่างเมืองมาเที่ยวชมจังหวัดนครพนมของเราอีกด้วย 

Q: ขอย้อนอดีต ‘ครูแก้ว’ เหตุผลใดที่ทำให้ก้าวเข้ามาอยู่บนเส้นทางการเมือง?
ครูแก้ว: ถ้าพูดถึงเหตุผลที่ต้องเดินเข้าสู่เส้นทางการเมือง ความจริงผมมีจิตวิญญาณของความเป็นนักสู้มาตั้งแต่เด็กฐานะครอบครัวเป็นคนยากจน เป็นเด็กกำพร้าลูกชาวนา แล้วก็ต่อสู้กับชีวิต ถูกดูถูกเหยียดหยาม เป็นสภาพที่ห่างไกลความเจริญมากๆ เป็นสิ่งที่กดดันเรา ส่วนหนึ่งทำให้เราต้องมาคิดว่า ทำไมตัวเราถึงยากลำบากขนาดนี้ พอมองออกมาข้างนอกเห็นคนที่เขารวย บางคนรวยล้นฟ้าแต่คนจนหาข้าวจะกรอกหม้อก็ไม่มี มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องแสวงหาคำตอบให้กับตัวเอง แล้วจะทำยังไงถึงจะช่วยเหลือแก้ปัญหา ทั้งเริ่มต้นจากการแก้ปัญหาตัวเอง เริ่มต้นจากการแก้ไขปัญหาให้กับชุมชนสังคม ในหมู่บ้านตัวเองซึ่งเป็นบ้านนอก นี่คือจุดเริ่มต้นจุดแรก ที่มาก็คือว่าผมต้องการหาแนวทางช่องทางในการที่จะช่วยเหลือญาติพี่น้องของผมที่มีฐานะยากจน ที่มีความเดือดร้อน หาแนวทางช่วยเหลือชนบท ทำยังไงจะเจริญทัดเทียมใกล้เคียงกับเมือง นี่คือจุดเริ่มต้นของความคิดทางการเมือง 

จนในที่สุดมีการเลือกตั้งเมื่อปี 2540 พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ท่านก็ยังมีบารมีในนครนครพนมอยู่ ท่านก็ให้คนมาติดต่อทาบทาม ท่านก็มองเห็นว่าถ้าเขตเล็ก อย่างไรก็สู้ครูแก้วไม่ได้ เพราะผมทำพื้นที่มายาวนาน ปี 2544 ผมก็ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ครั้งแรกในนามพรรคความหวังใหม่ รวมเวลาที่ผมรอคอยตั้งแต่ผมสมัคร ส.ส. ครั้งแรกปี 2535 ใช้เวลา 9 ปี ในการทำงานการเมืองจนกระทั่งประสบความสำเร็จได้เป็น ส.ส. 

เมื่อเป็น ส.ส. สมัยที่ 1 ปี 2544 เป็นสมัยที่ 2 แล้วก็เป็นสมัยที่ 3 พอเป็นสมัยที่ 3 ความหวังใหม่ยุบไปรวมกับพรรคไทยรักไทย หลังจากนั้นมาพรรคไทยรักไทยก็ถูกยุบมาตั้งเป็นพรรคพลังประชาชน ต่อมาสักระยะพรรคพลังประชาชนถูกยุบอีก กลุ่มท่านเนวินกับพวกผมที่เคยทำงานเคลื่อนไหวในพลังประชาชนด้วยกัน ทำงานกิจกรรมเสื้อแดงด้วยกัน เคลื่อนไหวทางการเมืองช่วยท่านทักษิณมาโดยตลอด ก็หารือกันว่าถ้าเรายังทำเสื้อแดงต่อมันก็คงจะสู้ไม่มีที่สิ้นสุด สู้ไม่มีวันจบสิ้น และสุดท้ายมันก็จะทำให้ประเทศชาติเรามีปัญหา ก็เลยตัดสินใจไม่ไปร่วมตั้งพรรคเพื่อไทยกับเพื่อน พวกผมก็ออกมาตั้งพรรคภูมิใจไทย

Q: ทำไมถึงบอกว่าการตั้งพรรคภูมิใจไทย เริ่มจากความน้อยเนื้อต่ำใจ?
ครูแก้ว: ภาคอีสานเป็นภาคที่กว้างใหญ่ไพศาล จำนวน ส.ส. ก็เยอะนะครับ เมื่อก่อนร้อยยี่สิบกว่าคน ตอนนี้รู้สึกจะประมาณร้อยสามสิบกว่าคน หลังจากที่เราเพิ่ม ส.ส.เขตขึ้นมาจาก 350 เป็น 400 แต่ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทั้งๆ ที่จำนวน ส.ส. มากกว่าเพื่อน แต่เราก็ไม่สามารถที่จะผลักดันให้คนอีสานขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยได้เลย อย่าว่าแต่จะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แม้แต่อยู่ในพรรคการเมืองบางพรรค ไม่ได้จะโจมตีกันนะครับ คือมี ส.ส.อีสานมากที่สุด แต่ว่าพอจะเอาตำแหน่งสำคัญๆ แม้แต่ในพรรค อย่าว่าแต่รัฐมนตรี พรรคนั้นได้ ส.ส. 126 คน ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย ซึ่งไม่สำคัญเลยแค่ 4 ตำแหน่ง แต่อีกพรรคนั้นได้ ส.ส.กรุงเทพมหานคร เพียงคนเดียวกลับได้ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการถึง 9 ตำแหน่ง นี่คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พวกเราน้อยเนื้อต่ำใจที่ตัดสินใจออกมาตั้งพรรคภูมิใจไทย เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่เรารับไม่ได้จากการไม่ให้เกียรติคนอีสาน แม้แต่ทุกวันนี้เพื่อนฝูงอยู่ในพรรคนั้นก็ยังคุยกับผมนะว่า ท่านควรจะเป็นหัวหน้าพรรคได้แล้วนะ แต่ถ้าเทียบกับคนที่เขาเอาขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค กับนักการเมืองของพรรคในภาคอีสาน มันต่างกันมาก แต่ว่าเจ้าของพรรคเขาไม่เอา ก็ไม่รู้เป็นยังไง ทั้งๆ ที่ ส.ส.อีสานเยอะ แล้วก็มีคนเก่งๆ เยอะแต่ก็เป็นได้แค่ประธานกรรมาธิการฯ จะเป็นรัฐมนตรีก็ไม่ได้ เป็นหัวหน้าพรรคก็ไม่ได้ อย่างมากก็เป็นรองหัวหน้าพรรค 

ฉะนั้น ถ้าคนอีสานเราคิดในเรื่องนี้กันหน่อย ให้พรรคการเมืองที่เป็นพรรคของคนอีสานจริงๆ ได้คะแนนได้เสียงมาเป็นกอบเป็นกำ หรือได้ ส.ส.เป็นคนอีสานจริงๆ ขึ้นมา ได้นายกรัฐมนตรีเป็นคนภาคอีสาน งบประมาณของประเทศก็จะลงไปดูแลพัฒนาภาคอีสานมาก เราไม่ต้องการมากกว่าภาคอื่นหรอก แต่เราต้องการตามสัดส่วนของจำนวนประชากร ตามสัดส่วนของพื้นที่ ไม่ใช่ว่าให้ภาคใต้ห้า ให้ภาคกลางก็ห้า ให้ภาคตะวันตกก็ห้า ให้ภาคเหนือก็ห้า ให้ภาคอีสานก็ห้า มันจะไปเทียบกันอย่างนั้นได้ยังไง ในเมื่ออีสานเป็นภาคที่กว้างใหญ่ไพศาล อีสานเป็นภาคที่มีจำนวนประชากรมากกว่าเพื่อน อีสานเป็นภาคที่มีความทุรกันดาร ความแห้งแล้ง ความเดือดร้อน ความยากลำบากมากกว่าเพื่อน การดูแลประเทศชาติ การบริหารมันต้องทุ่มเทลงมาใส่จุดที่มีปัญหา มันต้องเป็นอย่างนั้น

Q: ว่ากันว่าช่วงที่สอบตก ‘ครูแก้ว’ ก็ยังทำงานช่วยชาวบ้านต่อ ทำไปทำไม?
ครูแก้ว: ประชาชนมวลชนที่รักเราอยู่แล้วเขาไม่เข้าใจ พอไม่เข้าใจเขาก็ปฏิเสธเรา พอปฏิเสธเรามันก็ทำให้เราสอบตก ก็ต้องยอมรับความเป็นจริง และการตัดสินใจออกมาจากเพื่อนที่ไปตั้งพรรคเพื่อไทย การที่เรามาตั้งภูมิใจไทยทำให้ประชาชนไม่เข้าใจก็สอบตกกันระนาว แต่ว่าผมใช้เวลาทั้งหมด 7 ปีในการทำกิจกรรมทุกอย่างทำหนักกว่าการเป็น ส.ส.อีก ตอนที่ผมแพ้พรรคเพื่อไทยในพื้นที่ ผมสอบตก ผมแพ้ด้วยคะแนน 12,000 คะแนน แต่ 7 ปีต่อมาผมลงแข่งกับเพื่อไทยคนเดิมอีก ผมชนะผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย 38,900 กว่าคะแนน คือชาวบ้านกลับมาเข้าใจ กลับมาเห็นใจเรา แล้วก็มาเลือกเรา ถึงแม้ตอนนั้นอาจจะไม่ค่อยชอบพรรคภูมิใจไทย แต่ว่าเขาก็ถือว่ามันจำเป็นต้องเลือกครูแก้วเพราะสงสารครูแก้ว แล้วครูแก้วก็สู้จริงทำจริงดูแลพี่น้องประชาชนจริง ดังนั้นจึงได้กลับมาเป็น ส.ส. อีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ได้รับการเสนอจากพรรคร่วมรัฐบาลให้ลงสมัครแข่งเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ผมก็ได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนในสภาให้ทำหน้าที่เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สองตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ 

Q: คิดอย่างไรกับคำว่านักการเมืองน้ำดี?
ครูแก้ว: ถ้าพูดถึงนักการเมืองน้ำดี นิยามคำนี้ผมรู้สึกว่า ต้องเป็นนักการเมืองที่เอาใจใส่ในผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน คือต้องเป็นนักการเมืองที่เสียสละผลประโยชน์ส่วนตัวมาทำงานเพื่อส่วนรวม มาทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน เอาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก หมายว่าตลอดเวลาที่เป็นนักการเมืองอยู่ เขาจะต้องทุ่มเทดูแลพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะทั้งส่วนตัว ส่วนรวม ทั้งในภาพรวมอะไรต่างๆ การพัฒนาในพื้นที่ก็ตาม การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนต่างๆ หมายความว่าหายใจเข้าออกเป็นเรื่องของประชาชน เป็นเรื่องของประเทศชาติ ไม่เอาผลประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง ผมคิดว่านักการเมืองน้ำดีมันก็ควรจะเป็นอย่างนั้น ผมก็ไม่อยากจะเรียกตัวเองว่าเป็นนักการเมืองน้ำดีนะครับ แต่ว่าพี่น้องประชาชนก็ให้ความไว้วางใจ 

พี่น้องนครพนม เงินซื้อไม่ได้ ต้องยอมรับว่าพี่น้องชนบทเขายังเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นการจัดกิจกรรมอะไรก็ตามของชาวบ้านของชุมชนของสังคม เขาคิดอะไรไม่ออกก็ต้องคิดถึง ส.ส. ที่บ้านผม ถ้ามีโอกาสได้ไปดูจะเห็นว่าผมมีโต๊ะเป็นกลุ่มเป็นชุดเอาไว้ พี่น้องประชาชนมาก็จะนั่งรอคิวเหมือนกับคนมาคลินิกหาหมอ สัก 7.00-7.30 น. ผมอาบน้ำแต่งตัวเสร็จพร้อมกับทีมงานที่เป็นข้าราชการ เป็นอดีตข้าราชการที่เกษียณแล้ว ชุดทนายความ ชุด สจ. ชุดนายก อบต. ก็จะมารอรับแขกร่วมกับผม พี่น้องประชาชนมีปัญหาอะไร ผมก็รับรู้รับทราบเสร็จ เรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับอะไร เกี่ยวข้องกับส่วนราชการซึ่งจะต้องประสานให้อำเภอประสานผู้กำกับประสานผู้ว่าฯ เราก็ให้ฝ่ายประสานของเราประสานไป หรือบางทีเราก็ประสานเอง แต่ถ้าพี่น้องมีปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย อย่างเช่น เรื่องโอนที่ดิน เรื่องถูกจับกุมคุมขัง เรื่องความเดือดร้อนต่างๆ เราก็ต้องมีทนายความคอยให้คำแนะนำอีกทีหนึ่งว่าควรจะทำยังไง ควรจะเดินไปยังไง 

ฉะนั้นแต่ละวันพี่น้องประชาชนจะมานั่งเรียงคิวเป็นกลุ่มไว้ บางวันมีถึงขนาดว่าสิบกว่ากลุ่มหรือยี่สิบกลุ่มก็ยังมี จาก 7.00 น. ถึง 9.00 น. ผมจะให้เวลากับพี่น้องที่มาร้องทุกข์มาปรึกษาหารือ หรือบางคนก็มาขอบคุณหลังจากที่เราช่วยเหลือประสบความสำเร็จแล้ว ก็เข้ามาหา เราก็ดูแลกัน ถ้ามาในเวลากินข้าว เรานั่งกินข้าวอยู่ เราก็เรียกมากินข้าวด้วยกันนั่งคุยกัน กว่าจะกินข้าวเสร็จเราก็จะได้แก้ปัญหาพี่น้อง 1-2 เรื่องแล้ว หรือพี่น้องไม่กินก็มานั่งดื่มน้ำมานั่งคุยกับเรา มันเกิดความเป็นกันเองสนิทสนม พี่น้องประชาชนก็จะมีความรู้สึกว่าครูแก้วพึ่งได้อาศัยได้จริงๆ ถ้าอะไรช่วยได้ช่วยทันที แก้ไขได้แก้ไขทันที ผมถือหลักอย่างนี้ ไม่ได้เก็บไว้ ไม่ได้บอกว่า เออเดี๋ยวจะดูให้ ไม่มีนะ ต้องบอกว่าทำทันทีเลย ซึ่งจะไม่ใช่ผมคนเดียว แต่เป็นทีมงานของเราทั้งกระบวนการ เราจะมีวิธีการทำงานแบบนี้กับพี่น้องประชาชน 

Q: ครูแก้วคาดหวังจำนวน ส.ส.ภูมิใจไทย ในนครพนมกับการเลือกตั้งหนหน้าแค่ไหน?
ครูแก้ว: ในการเลือกตั้งเที่ยวหน้านี้ก็หวังอย่างนั้นนะครับ คือพูดง่ายๆ ว่า วันนี้ ผมกับพี่น้องนครพนมเป็นหนี้พรรคภูมิใจไทยค่อนข้างมาก ที่บอกว่าเป็นหนี้ก็เพราะว่าคราวก่อนมี ส.ส.ภูมิใจไทยคนเดียวตอนที่แยกมาตั้งพรรคภูมิใจไทย นครพนมก็ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ไป คราวนี้เลือกตั้งนครพนมก็ได้ ส.ส.ภูมิใจไทยแค่คนเดียวคือผม ซึ่งผมก็ดูแลสกลนครด้วย มุกดาหารด้วย ทางพรรคก็ยังเมตตา ทั้งท่านหัวหน้า ท่านเลขา ผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรคส่งเข้าไปแข่งขันเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร พอเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรในสภา พวกเขาคงเห็นบทบาทที่ผมทำงาน ฉะนั้นเมื่อมีสถานะตรงนี้ ทางท่านนายกรัฐมนตรี รองนายกฯ รัฐมนตรีต่างๆ ท่านก็มีความเกรงอกเกรงใจกันอยู่พอสมควร ฉะนั้นเวลาเราเอาปัญหา เอาความเดือดร้อน เอาความทุกข์ยาก ความต้องการของพี่น้องนครพนมเสนอไปหาท่านต่างๆ เหล่านั้น ก็จะได้รับความเมตตาในการเอาใจใส่ อะไรที่ท่านผลักดันให้ได้ ท่านก็ผลักดันไป โดยเฉพาะรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย สามกระทรวงหลัก ไม่ว่าจะเป็นสาธารณสุขโดยท่านหัวหน้าอนุทิน ชาญวีรกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการอยู่ กระทรวงคมนาคมโดยมีท่านเลขาธิการพรรคคือท่านศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการอยู่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามีท่านพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นรัฐมนตรีว่าการอยู่ นอกจากนั้นเรายังมี มท.2 ช่วยมหาดไทย ช่วยศึกษา ช่วยเกษตร ช่วยคมนาคม หมายความว่าตำแหน่งรัฐมนตรี 7 คนของพรรค ก็ได้ดูแลและตอบสนองปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวจังหวัดนครพนมเป็นอย่างดี 

Q: มาที่ผลงาน ช่วงที่ผ่านมาดูเหมือนงานด้านสาธารณสุขของนครพนมจะเป็นพระเอกพอสมควร?
ครูแก้ว: ผมสามารถช่วยดูแลพี่น้องนครพนมได้ในหลายๆ เรื่อง ฟอกไตฟรีทั่วประเทศก็เกิดมาจากแนวความคิดของผม เอาจากข้อมูลข้อเท็จจริงจากนครพนม ไปเรียนท่านหัวหน้าพรรคฯ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข เอาไปประชุมกระทรวงสาธารณสุข แล้วจากนั้นก็มีมติออกมาว่าให้ฟอกไตฟรีทั่วทั้งประเทศ ใครก็ตามที่เป็นโรคไต จะฟอกด้วยประเภทไหน ด้วยวิธีไหนก็ตามก็ให้ฟอกฟรี ผมสงสารพี่น้องคนที่ป่วยเป็นโรคไต คนหนึ่งป่วยเป็นโรคไตต้องฟอกไต สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เฉพาะค่าฟอกไตที่จ่ายให้โรงพยาบาล ครั้งละ 1,500 บาท ถ้าสามครั้งเป็นเงิน 4,500 บาท ยังไม่รวมค่าเหมารถ ยังไม่รวมค่าญาติพี่น้องเข้าไปดูแลกัน อาหารการกิน ค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมจิปาถะเดือนหนึ่งสรุปแล้วรวมแล้วก็เกือบ 20,000 ต่อเดือน

ลองคิดดูสิว่าพี่น้องคนยากคนจนส่วนใหญ่เขาจะอยู่ได้ยังไง คนป่วยโรคไตไม่ตายทันทีนะ การฟอกไตก็ยืดอายุไป สุดท้ายถ้าหมดเงินเมื่อไรไม่สามารถฟอกไตได้ก็จะเสียชีวิต พอคนหนึ่งเสียชีวิต คนที่เหลือก็เหมือนกับตายทั้งเป็นเพราะไม่เหลืออะไรแล้ว เพราะต้องขายสมบัติเพื่อไปดูแลกัน จะไปทิ้งกันเฉยๆ ก็ไม่ได้ เกิดมาร่วมกันแล้ว ผมเองสงสารมาก

เมื่อก่อนผมทำผ้าป่าได้เงิน 500,000 ร่วมกับโรงพยาบาล แล้วก็ขอเงินจากท่านหัวหน้าอนุทิน 500,000 ไปซื้อเครื่องฟอกไตให้กับโรงพยาบาลศรีสงครามเป็นครั้งแรก ต่อจากนั้นมาโรงพยาบาลก็ได้งบประมาณบ้าง หาเงินมาซื้อเพิ่มเติม แต่ตอนหลังมันก็ไม่เพียงพอ เพราะ 6 อำเภอโซนเหนือ มีศูนย์ฟอกไตอยู่ที่อำเภอศรีสงครามที่เดียว 

ผมเห็นในอินเทอร์เน็ตว่าทางคุณคีรี กาญจนพาสน์ เจ้าของ BTS ท่านเคยป่วยโรคไตและได้เปลี่ยนไตแล้ว ท่านรู้ว่าเป็นโรคไตมันทรมานขนาดไหน ท่านบริจาคเงินสร้างศูนย์ฟอกไตแล้วก็ให้คนได้ฟอกฟรีอยู่หลายศูนย์ ผมก็ไปหาท่านเลย ไปกราบขอความเมตตา ท่านก็เมตตาให้ลูกน้องลงไปดูแล้วอนุมัติเงินไปสร้าง ปรับปรุงอาคารเก่าให้เป็นศูนย์ฟอกไตของมูลนิธิฟ้าสั่งทั้งหมด 15 เครื่อง เพื่อการฟอกไต ซึ่งจะสามารถฟอกไตพี่น้องประชาชนได้เครื่องละประมาณ 3 คน มาวันนึงก็ประมาณสี่สิบกว่าคน แต่ถ้าหากว่าฟอกทั้งเดือนก็จะได้รวมกันประมาณร้อยกว่าคน ก็สามารถช่วยพี่น้องร้อยกว่าคนที่ยากจน คัดเอาที่ยากจนจริงๆ เดือดร้อนจริงๆ ไม่มีเงินจริงๆ ให้เขาได้ฟอกไตฟรี 

แต่ว่าฟอกไตฟรีได้แค่ปีเดียว มูลนิธิบอกว่าขาดสภาพคล่อง เกิดโควิดระบาดหนัก ก็มอบอุปกรณ์ทั้งหมดมูลค่า 25 ล้านบาทให้กับโรงพยาบาลศรีสงคราม แล้วโรงพยาบาลก็จำเป็นต้องเก็บเงินจากผู้ที่มาฟอกไต แต่ไม่ได้เก็บ 1,500 บาท เก็บแค่คนละ 1,000 บาท แต่คนละ 1,000 บาทก็เดือดร้อน โชคดีที่ท่านอนุทิน ชาญวีรกุลไปเยี่ยมเรื่องปลูกกัญชาทางการแพทย์ที่บ้านผม ผมก็เล่าเรื่องนี้ให้ท่านฟัง ท่านก็งงนะว่ามันมีจริงหรือ เพราะท่านเข้าใจว่าฟอกไตฟรี เถียงกันอยู่กับผม ในที่สุดท่านก็โทรถามปลัดกระทรวง ทางปลัดกระทรวงบอกว่า ฟอกฟรีเฉพาะคนที่ฟอกทางหน้าท้อง ซึ่งก็ไม่มีใครฟอก เพราะทำได้ 1-2 ครั้งก็อักเสบแล้ว แต่ถ้าฟอกผ่านทางเส้นเลือด จ่าย 1,500 บาท ท่านอนุทินก็ว่า โห ตายแล้วแบบนี้ ท่านก็เอาเข้าที่ประชุมกระทรวงสาธารณสุขไม่ถึงเดือน กระทรวงสาธารณสุขก็ประกาศออกมาเลยว่า ต่อไปนี้ สปสช. จะรับเป็นเจ้าภาพในการจ่ายเงินแทนพี่น้องประชาชน จากวันที่ 1 กุมภาพันธ์เป็นต้นมา ไม่ว่าฟอกไตด้วยวิธีไหน ก็ฟอกฟรีทั้งประเทศ นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้นจากที่ผมพยายามต่อสู้ให้กับพี่น้องประชาชนมาตลอด 

อัปเดตราคา 'หมู-เนื้อ-ไก่'

อัปเดตราคาอาหารสดวันนี้ มาดูกันว่าตามท้องตลาด ราคาอาหารสด ประจำวันที่ 25 กันยายน 2565 จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็น ราคาหมู ราคาไก่ ราคาไข่ไก่ รวมไปถึงราคาผักสด เช็กกันเลย..

'ศักดิ์สยาม' ลงพื้นที่เช็กงานคมนาคม 'ขอนแก่น' บก-น้ำ-ราง-อากาศ เพิ่มประสิทธิภาพการคมนาคมขนส่งภาคอีสาน เชื่อมภูมิภาคอื่นๆ

“ศักดิ์สยาม” ลงพื้นที่เช็กงานคมนาคม “ขอนแก่น” บก-น้ำ-ราง-อากาศ เพิ่มประสิทธิภาพการคมนาคมขนส่งภาคอีสาน เชื่อมภูมิภาคอื่นๆ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน เตรียมของบปี 67 ลุยรถไฟสายใหม่ “นครสวรรค์-บ้านไผ่” กำชับก่อสร้างทุกโครงการต้องปลอดภัย... 

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งที่สำคัญในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคมนาคมขนส่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมี นายวิรัช พิมพะนิตย์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นางสุขสมรวย วันทนียกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง นายอภิรัฐ  ไชยวงศ์น้อย อธิบดีกรมทางหลวงชนบท นายปริญญา แสงสุวรรณ อธิบดีกรมท่าอากาศยาน และนายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง นายสัญลักข์ ปัญวัฒนลิขิต กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด ดร.ณพศิษฏ์ จักรพิทักษ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประทศไทย จำกัด นายเสกสม อัครพันธุ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ร่วมลงพื้นที่โดยมี นางสาวธนียา นัยพินิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ให้การต้อนรับ ในวันที่ 23 กันยายน 2565 ณ ท่าอากาศยานขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น

โรงพยาบาลดอนเจดีย์ เปิดอาคารผู้ป่วยนอก ภายใต้แนวคิด 'ทันสมัย ได้มาตรฐาน บริการด้วยใจ'

วันเสาร์ที่ 24 กันยายน 2565 โรงพยาบาลดอนเจดีย์ ตำบลดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี จัดพิธีเปิดอาคารผู้ป่วยนอก โดยมี นายกิติพงษ์ แย้มมี นายอำเภอดอนเจดีย์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นพ.เล็ก น้าประเสริฐ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลดอนเจดีย์ คณะผู้บริหารและบุคลากรโรงพยาบาล คณะทอดผ้าขยายอาคารผู้ป่วยนอก และ แขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงาน

​โรงพยาบาลดอนเจดีย์ เป็นโรงพยาบาลชุมชน สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดทำการรักษามาตั้งแต่ปี พ.ศ.2519 ถึงปัจจุบัน มีผู้มารับบริการเฉลี่ยวันละประมาณ 400 ราย พื้นที่รองรับประชาชนที่มารับบริการแออัดไม่เพียงพอ

หลวงพ่อพระธรรมพุทธิมงคล ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี เจ้าอาวาสวัดป่าเลไลยก์ และพระครูวิบูลเจติยานุรักษ์ รองเจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี เจ้าอาวาสวัดดอนเจดีย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์ สุพรรณบุรีฯ ได้เห็นปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนผู้มารับบริการและบุคลากรของโรงพยาบาลที่ต้องให้การดูแล จึงได้มีการประชุมร่วมกันกับนายกิติพงษ์ แย้มมี นายอำเภอดอนเจดีย์, พ.ต.ท.ทรงพล ศรีชมภู รอง ผกก.ปราบปราม สถานีตำรวจภูธรดอนเจดีย์, คุณชำนาญ คุณวิไล อัครไพศาลกุล เจ้าของกิจการโรงสีบ้านสระข้าวดี, กลุ่ม “รวมเพื่อนพอดี” และคหบดีในอำเภอดอนเจดีย์ โดยมี นพ.เล็ก น้าประเสริฐ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลดอนเจดีย์ ให้ขอรับบริจาคโดยการทอดผ้าป่าสามัคคีจึงเป็นที่มาของทุนทรัพย์ในการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาล

“ผมรู้สึกซาบซึ้งใจ ที่เราได้ทำงานหนักกันมากว่า 2 ปี ร่วมกับทีมงานผ้าป่าอีกกว่า 30 ท่าน พร้อมทั้งประชาชนชาวดอนเจดีย์ ที่ร่วมด้วยช่วยกันที่จะพัฒนาโรงพยาบาลดอนเจดีย์แห่งนี้ โดยตั้งโจทย์ไว้ว่าส่วนขยายจะต้องกว้างขวางพอ ต้องมีความสะอาด ทันสมัย และสร้างความสบายใจแก่ผู้ที่เข้ารอการตรวจรักษา ซึ่งแล้วเสร็จแล้วก็ตรงตามความต้องการ อีกทั้งในอนาคตทางโรงพยาบาลกำลังมีโครงการพัฒนาสร้างอาคาร 3 ชั้น ทำให้ด่านหน้าของโรงพยาบาลแข็งแรงเต็มรูปแบบ” นพ.เล็ก น้าประเสริฐ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลดอนเจดีย์ กล่าวถึงภาพรวมของโครงการ

เยอรมนียึดโรงกลั่นรัสเซีย อ้างจะเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ให้ สาเหตุเพื่อความมั่นคงทางพลังงานของชาติ | NEWS GEN TIMES EP.69

✨ เยอรมนียึดโรงกลั่นรัสเซีย อ้างจะเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ให้ สาเหตุเพื่อความมั่นคงทางพลังงานของชาติ

✨ ฮังการีไม่เป็นประชาธิปไตย หลังสภาสหภาพยุโรปโหวตเสียงข้างมาก รับรองมติว่าฮังการีไม่เป็นประชาธิปไตย ด้านผู้นำฮังการีชี้เป็นเรื่องตลก ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นการจัดการประเทศที่มีสัมพันธ์กับรัสเซีย

✨ สายลับจีนใน Twitter!! เมื่อทวิตเตอร์เจอฝ่ายการเมืองในสหรัฐ
ใช้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคงเข้ามาควบคุม

NEWS GEN TIMES ชวนคิด กับ กิตติธัช

โดย อ.ต้อม - กิตติธัช ชัยประสิทธิ์ นักวิชาการอิสระและอาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

'บก.ลายจุด' ถาม "เอาเลยไหม จัดสักนัดไล่ รมต.ชัยวุฒิ" ด้าน 'อานนท์ นำภา' บอก "อยากปะทะแก๊สน้ำตาว่ะ"

จากกรณีที่นายชัยวุฒิ​ ธนาคมานุสรณ์​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม​ (ดีอีเอส​) กล่าวถึงกรณีหากมีม็อบออกมาเคลื่อนไหวในวันที่ 30 กันยายน ที่ ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครบ 8 ปี

โดยนายชัยวุฒิ ระบุว่า “ถ้าไม่อยากให้บ้านเมืองวุ่นวาย หรือเกิดการกระทบกระทั่งกันจนถึงขั้นบาดเจ็บ ก็ไม่อยากให้ออกมาเคลื่อนไหวกันในช่วงนี้ และตอนนี้ก็เป็นช่วงที่ประชาชนหลายคนเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วม และปัญหาต่างๆ รัฐบาลอยากจะทำหน้าที่ให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า และหากไม่พอใจรัฐบาลก็อยากให้ใจเย็นๆ เพราะอีกไม่กี่เดือนจะถึงช่วงของการเลือกตั้งแล้ว พร้อมเตือนว่า “ถ้าเคลื่อนไหวมากๆ ระวังจะไม่ได้เลือกตั้งนะ”

ทำให้ ด้านนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบก.ลายจุด หัวหน้าพรรคเกียน นักเคลื่อนไหวทางการเมืองชื่อดัง โพสต์ข้อความว่า นายชัยวุฒิเหมาะที่จะถุกจัดการชุมนุมเพื่อขับไล่ พร้อมโพสต์เชิงสอบถามผู้ติดตามว่า จะจัดชุมนุมกันเลยดีไหม?

“บุคคลๆ นี้ควรมีม็อบไล่เป็นของตนเองสักครั้ง นัดเลยดีมััย?” นายสมบัติกล่าว

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ยกทัพจัดทีมบรรเทาสาธารณภัย พร้อมอุปกรณ์ และโรงครัวฯ ลงพื้นที่บรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยน้ำท่วม จังหวัดอุบลราชธานี

ตามที่ได้เกิดฝนยังคงตกต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ระดับน้ำในแม่น้ำมูล เพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (วันที่ 23 กันยายน 2565) นายวิเชียร เตชะไพบูลย์  ประธานกรรมการ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบหมายให้ทีมบรรเทาสาธารณภัย นำโดย นายสมบูลย์ ขวัญอ่วม หัวหน้าแผนกบรรเทาสาธารณภัย นำทีมกู้ภัย กู้ชีพ อาสาสมัคร พร้อมอุปกรณ์ เรือท้องแบน โรงครัวเคลื่อนที่ ถุงยังชีพบรรจุเครื่องอุปโภคบริโภค ชุดยาเวชภัณฑ์ อาหารสุนัขและแมวออกเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่จังหวัดอุบบราชธานี พร้อมจัดทีมกู้ชีพ กู้ภัย พร้อมอุปกรณ์การช่วยเหลือ เข้าพื้นที่เพื่อช่วยเหลือ และอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ประสบภัยไปยังพื้นที่ปลอดภัยตามความประสงค์ของประชาชน  โดยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งจัดตั้งกองอำนวยการและโรงครัวเพื่อประกอบอาหารปรุงสุก ณ วัดแสนสำราญ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี

และในวันนี้ (วันที่ 24 กันยายน 65) นับตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา นายสมบูลย์ ขวัญอ่วม หัวหน้าแผนกบรรเทาสาธารณภัย จัดทีมเจ้าหน้าที่-อาสาสมัคร กู้ชีพ-กู้ภัย ลงพื้นที่อพยพ - เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจากพื้นที่ประสบภัย ไปยังพื้นที่ปลอดภัย รวมถึงจัดทีมประกอบอาหารปรุงสุกบรรจุกล่องพร้อมน้ำดื่ม ถุงยังชีพ ชุดยาเวชภัณฑ์ บรรทุกเรือท้องแบน ลงพื้นที่ออกแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัยบริเวณพื้นที่อำเภอวารินชำราบ และอำเภอเมือง อาทิ  บ้านดอนงิ้ว บ้านธานี เป็นต้น โดยมีนายภรัณยู โรจนวุฒิธรรม [แทค ภรัณยู] อาสาสมัครศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และทีมหน่วยกู้ภัยฉะเชิงเทราร่วมปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ 

ทั้งนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ยังคงอยู่ระหว่างดำเนินการภารกิจในพื้นที่ และเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินและเข้าให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านต่างๆ ต่อไป

นับตั้งแต่เกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่ทั้งในส่วนกรุงเทพมหานคร รวมถึงพื้นที่ส่วนภูมิภาค เมื่อเกิดอุทกภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นอกเหนือจากการจัดทีมบรรเทาสาธารณภัย พร้อมเรือท้องแบน และ โรงครัวเคลื่อนที่เพื่อประกอบอาหารกล่อง พร้อมถุงยังชีพ นำแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัย เพื่อการบรรเทาทุกข์และช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ มูลนิธิฯ ยังได้มีการประสานเพื่อประเมินสถานการณ์ในการดำเนินการให้ความช่วยเหลือต่อไป

'บุพเพสันนิวาส ๒' แซงหน้า FRIEND ZONE.. ขึ้นแท่นหนังไทยทำเงินสูงสุดตลอดกาลที่เวียดนาม

บุพเพสันนิวาส ๒ ภาพยนตร์ร่วมทุนฟอร์มใหญ่ ระหว่าง จีดีเอช และ บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น ขึ้นแท่นภาพยนตร์ไทยที่ทำเงินสูงสุด ตลอดกาลที่ประเทศเวียดนาม ด้วยรายได้ Box Office 62,000 ล้านดอง ราว 2.6 ล้านดอลลาร์ ภายใน 14 วันที่มีการเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ แซงหน้าภาพยนตร์ FRIEND ZONE..ระวังสิ้นสุดทางเพื่อน ค่าย จีดีเอช ที่ครองตำแหน่งภาพยนตร์ไทยทำเงินสูงสุดยาวนานกว่า 3 ปี ที่เคยทำไว้ 53,000 ล้านดอง VND (2.25 ล้าน USD) 

นอกจากนี้ หนังบุพเพสันนิวาส ๒ ยังได้กระแสตอบรับที่ดีจากชาวเวียดนามตั้งแต่รอบสนีก พรีวิว จนถึงวันที่เข้าฉายจริง สร้างปรากฏการณ์ปากต่อปาก เพิ่มรอบ เพิ่มโรง แม้ว่าจะเข้าฉายสู่สัปดาห์ที่ 2 แล้วก็ตาม

'สมาคมชุมพร' เชิญชวน เดิน – วิ่ง มินิมาราธอน RUN FOR NHONG YAI 2022' ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 4 ธ.ค.65

'จังหวัดชุมพร' เชิญชวนเข้าร่วมกิจกรรม วิ่งเทิดพระเกียรติ มินิมาราธอน ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (RUN FOR NHONG YAI 2022) ที่ โครงการพัฒนาพื้นที่ หนองใหญ่ ตามพระราชดำริ ตำบลบางลึก อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ในวันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม 2565 เวลา 05.30 น. เป็นต้นไป

พลเอกไพโรจน์ นาคฉัตรีย์ นายกสมาคมชาวจังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีพระราชดำริแก้ปัญหาอุทกภัยของจังหวัดชุมพร ซึ่งสร้างความเสียหายและความทุกข์ยากให้แก่ชาวจังหวัดชุมพรมายาวนาน พระองค์จึงมีกระแสรับสั่งให้จัดสร้างโครงการแก้มลิงธรรมชาติ ด้วยการพระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ นำมาพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ ตามพระราชดำริ ยังความปลาบปลื้มแก่พสกนิกรโดยทั่วไปและชาวจังหวัดชุมพรเป็นล้นพ้น 

สมาคมชาวจังหวัดชุมพร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณดังกล่าว จึงจะจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติถวายพระองค์ท่าน ด้วยการจัดงาน เดิน-วิ่งการกุศล มินิมาราธอน เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม 2565 เดือนแห่งการถวายความรำลึกวันคล้ายวันพระราชสมภพ ณ แผ่นดินพ่อสร้าง โครงการพัฒนาพื้นที่ หนองใหญ่ ตามพระราชดำริ ตำบลบางลึก อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร 

โอกาสเดียวกันนี้ จะได้เป็นการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว (โครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ ตามพระราชดำริ) เพื่อเป็นการหารายได้นำไปสนับสนุนจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ ให้แก่ โรงพยาบาลในพื้นที่ สมทบดูแลผู้สูงอายุ มอบทุนการศึกษาสำหรับเยาวชนที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ รวมถึงเป็นทุนหมุนเวียนให้แก่สมาคมชาวจังหวัดชุมพร ในการพัฒนาและสนับสนุนโครงการต่างๆ ต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top