Wednesday, 1 July 2026
Hard News Team

‘คุณากร’ ถามรัฐบาลเหตุใดภูมิใจบัตรคนจนเพิ่ม ทั้งที่คนจนพุ่ง คนตกงานเพียบ หนี้สาธารณะเกิน 10 ล้านล้านอีก100ปี ก็ใช้หนี้ไม่หมด รวยกระจุก จนกระจาย เหลื่อมล้ำติดอันดับต้น ๆ ของโลก

นายคุณากร ปรีชาชนะชัย ส.ส.สุรินทร์ และรองเลขาธิการ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า จากกรณีที่รัฐบาลออกมายืนยันว่าโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ บัตรคนจน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อแจกเงิน แต่เป็นโครงการที่มุ่งจัดสรรสวัสดิการให้กับประชาชนนั้น  แต่พบว่าในการลงทะเบียนบัตรคนจนรอบใหม่ ตั้งแต่วันที่ 5 - 21 กันยายน 2565 มีประชาชนลงทะเบียนแล้วทั้งสิ้น 16,243,908 ราย เพิ่มขึ้นจากที่เปิดใช้บัตรคนจนครั้งแรกในปี 2559 จนถึงผู้ถือบัตรคนจนเดิมอยู่ที่ 13.3 ล้านคน นั่นหมายความว่า ภายในปีเดียวคนจนเพิ่มขึ้นกว่า 3 ล้านคนแล้ว  แบบนี้หรือที่รัฐบาลบอกว่าเป็นความสำเร็จของโครงการบัตรคนจน ที่ลดความเหลื่อมล้ำได้

ทั้งนี้มองว่า การออกมาให้ข้อมูลของรัฐบาล เป็นการให้ข้อมูลที่ไม่เข้าใจบริบทของสังคม และไม่สามารถมีโครงการดีๆเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนได้ การแจกเงินอย่างเดียวไม่เกิดประโยชน์ ไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำได้จริง เพราะบทวิเคราะห์ของธนาคารเกียรตินาคินภัทร ระบุว่า ความเหลื่อมล้ำ ของไทยมีแนวโน้มปรับขึ้นสูงเรื่อยๆ เศรษฐกิจไทยโตแบบไม่ทั่วถึง เกิดภาวะ ‘รวยกระจุก จนกระจาย’ สินทรัพย์ของคนทั้งประเทศมากกว่า 77% ไปกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มนายทุนเจ้าสัว ทำให้ไทยกลายเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งมากที่สุดในโลก

‘ดีอีเอส’ ร่วมมือ มธ. เปิดศูนย์ Thammasat AI Center ต่อยอดความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์สู่คนรุ่นใหม่

(22 ก.ย. 65) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดพิธีเปิด ‘ศูนย์ปัญญาประดิษฐ์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์’ หรือ ‘Thammasat AI Center’ เพื่อเป็นศูนย์กลางฝึกอบรม วิจัย และพัฒนาองค์ความรู้ให้คนรุ่นใหม่และผู้สนใจเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ โดยมี นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ให้เกียรติร่วมเปิดงาน พร้อมด้วย รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้บริหาร เยี่ยมชมบรรยากาศการเรียนการสอน AI ณ อาคารเรียนรวมสังคมศาสตร์ 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

นายชัยวุฒิ กล่าวว่า นวัตกรรมและเทคโนโลยีโลกเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มุ่งส่งเสริมองค์กรต่างๆ ในการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยมีการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ การพัฒนากำลังคนด้านปัญญาประดิษฐ์ พร้อมจัดตั้ง ‘กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม’ ซึ่งได้สนับสนุน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดตั้ง ‘ศูนย์ปัญญาประดิษฐ์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์’ หรือ Thammasat AI Center เป็นแหล่งศึกษา เรียนรู้และพัฒนาการวิจัยด้าน AI ร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ยกระดับศักยภาพและกระตุ้นการคิดค้นต่อยอดนวัตกรรม สร้างระบบนิเวศชุมชนใช้ AI เป็นเครื่องมือดำเนินธุรกิจ คาดว่ามูลค่าการตลาด AI ทั่วโลกจะสูงกว่า 15.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 565 ล้านล้านบาทในปี 2030 เพิ่มมูลค่าถึง 26% นำไปสู่โอกาสพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยในอนาคต

ด้าน รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีการขับเคลื่อนโครงการใหม่ๆ พัฒนานวัตกรรม ความรู้ และทักษะด้านดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดจัดตั้ง Thammasat AI Center มีเป้าหมายเป็นศูนย์กลางการฝึกอบรมความรู้ด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ภาคธุรกิจ และบุคคลทั่วไป ตลอดจนเพิ่มพื้นที่สร้างสรรค์ผลงานวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ให้โดดเด่น พร้อมยกระดับสู่ความร่วมมือระดับชาติและนานาชาติ รองรับการเปลี่ยนผ่านที่ท้าทายของประเทศไทยต้องก้าวสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ในอนาคต

ปัจจุบัน นอกจาก Thammasat AI Center แล้ว มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยังได้ริเริ่มโครงการใหม่ 3 โครงการได้แก่... 

1. โครงการ Medical Valley ต้นแบบศูนย์นวัตกรรมการแพทย์ครบวงจร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์พัทยา
2. โครงการ 88 sandbox ศูนย์การเรียนรู้ทักษะผู้ประกอบการแห่งอนาคต
3. โครงการ TU Metaverse ที่จะสร้าง Campus ที่ 5 ใน Metaverse พร้อมหลักสูตร AI ทั้งระดับปริญญาตรี โท และเอก สอน Online และ Offline ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ กว่า 60 องค์กร พัฒนานวัตกรและวิศวกรด้านปัญญาประดิษฐ์ เสริมศักยภาพ AI ของประเทศ

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วมในชุมชน 6 เขตกรุงเทพมหานคร รุดจัดทีมลงพื้นที่ลุยแจกจ่ายถุงยังชีพต่อเนื่อง ตามที่ได้เกิดสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่กรุงเทพมหานครในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่น้ำท่วม

ตามที่ได้เกิดสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่กรุงเทพมหานครในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่น้ำท่วมขัง ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำรงชีพ

ระหว่างวันที่ 17-22 กันยายน 2565  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ได้มอบหมายให้ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำโดย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ จัดทีมเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลงพื้นที่แจกจ่ายถุงยังชีพบรรจุเครื่องอุปโภคบริโภค อาทิ ข้าวสาร ปลากระป๋อง  บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนม ชุดยาสามัญ น้ำดื่ม ฯลฯ ให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่อาศัยอยู่ในชุมชนในพื้นที่เขตลาดกระบัง บางคอแหลม บางเขน มีนบุรี หนองจอก และจตุจักร รวม 6 เขต รวมชุดเครื่องอุปโภคบริโภคจำนวน 1,175 ชุด รวมงบประมาณดำเนินการทั้งสิ้น 352,500 บาท (สามแสนห้าหมื่นสองพันห้าร้อยบาทถ้วน) โดยมีการประสานงานกับสำนักงานเขตต่างๆ ในการลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือ พร้อมด้วยอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งในพื้นที่และใกล้เคียง รวมทั้งอาสาสมัครศิลปิน ร่วมลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือ

โดยในวันนี้ (วันที่ 22 กันยายน 2565) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ รักษาการหัวหน้าแผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำทีมเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครมูลนิธิฯ ลงพื้นที่แจกจ่ายถุงยังชีพบรรจุเครื่องอุปโภคบริโภค ให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่เขตจตุจักร โดยมีอาสาสมัครในพื้นที่ร่วมให้ความช่วยเหลือ

กองทัพเรือจัดงานวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครบรอบ 169 ปี

วันที่ (20 กันยายน 2565) เวลา 10.00 น. พลเรือเอก สมประสงค์ นิลสมัย ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในการจัดงานวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครบรอบ 169 ปี ณ พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ป้อมพระจุลจอมเกล้า ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ โดยภายในงานได้มีพิธีบวงสรวงและถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พิธียิงปืนเสือหมอบ และพิธีสงฆ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2396 เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 4 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี พระองค์ทรงเป็นที่รักใคร่อย่างล้นเหลือของพสกนิกรทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า “สมเด็จพระปิยมหาราช” ซึ่งมีความหมายว่า “พระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน” พระองค์เสด็จสวรรคต เมื่อที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2453 สิริพระชนมายุ 58 พรรษา ทรงครองสิริราชสมบัติ 42 ปี

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น กองทัพเรือจึงได้จัดงานเนื่องในวันคล้าย
วันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครบรอบ 169 ปี เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ต่อประเทศไทย พระองค์ทรงประกาศเลิกทาสโดยไม่สูญเสียเลือดเนื้อของประชาชน ทรงปฏิรูประเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน ทรงโปรดให้สร้างถนน สะพานและทางรถไฟ ทรงริเริ่มกิจการไปรษณีย์โทรเลข โทรศัพท์ ไฟฟ้า การประปา การสุขาภิบาล อีกทั้งยังทรงระงับข้อพิพาท
กับต่างประเทศ ทำให้ประเทศชาติรอดพ้นภัยมาได้

ในปี พ.ศ. 2422 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชปรารภว่า ป้อมคูประตูหอรบที่เมืองสมุทรปราการ ซึ่งเคยทำหน้าที่ป้องกันอริราชศัตรูและเคยเป็นสง่าสำหรับพระนครมาแต่ก่อนนั้น ล้วนแต่ชำรุดทรุดโทรมและรกร้าง ไม่มีทหารอยู่ประจำรักษาการมาช้านานแล้ว สมควรจะซ่อมแซมก็ยังไม่ลุล่วง เนื่องจากเงินรายได้ของแผ่นดินมีจำกัด ในช่วงเวลานั้น ฝรั่งเศสกำลังหาเมืองขึ้นในเอเชียอาคเนย์อยู่ ภายหลังที่ฝรั่งเศสยึดญวนเขมร และลาวได้แล้ว ฝรั่งเศสก็คิดจะยึดพื้นที่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง (พระตะบอง เสียมราฐศรีโสภณ) อันเป็นของไทยมาตั้งแต่เดิม

ในขณะที่มีเหตุการณ์อันอันไม่น่าไว้วางใจเกิดขึ้นเช่นนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ โดยเรือพระที่นั่งมหาจักรีไปทอดพระเนตรภูมิฐาน ตลอดจนทดลองยิงปืน ที่ป้อมแหลมฟ้าผ่า จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ร.ศ.112 ทรงพระราชดำริว่าป้อมนี้อยู่ในทำเลที่ตั้งมั่นคง สามารถใช้ป้องกันประเทศได้แห่งหนึ่ง ครั้งนั้นได้มีพระราชหัตถเลขาซึ่งสะท้อนแนวพระราชดำริไว้ว่า “ฉันรู้ตัวชัดอยู่ว่า ถ้าความเปนเอกราชของกรุงสยามได้สิ้นสุดไปเมื่อใด ชีวิตรฉันก็คงสิ้นสุดไปเมื่อนั้น มิได้อยู่ปกครองทรัพย์สมบัตินี้เลย ซึ่งจะทนอยู่อย่างที่ขอไม่ได้เลยเปนอันขาด”

จึงโปรดให้ปรับปรุงป้อมดังกล่าวอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งจัดหาอาวุธที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมาติดตั้งประจำไว้ให้ครบถ้วน โดยได้พระราชทานเงินพระคลังข้างที่ (เงินส่วนพระองค์) มาเพิ่มเติมอีกจำนวน 10,000 ชั่ง (ประมาณ 800,000 บาท) เพื่อสมทบการก่อสร้าง ป้อมพระจุลจอมเกล้า โดยเริ่มการก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ.2435 จนแล้วเสร็จในต้นปี พ.ศ.2436 ซึ่งตรงกับเหตุการณ์ ร.ศ.112 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อป้อมปืนแห่งนี้ว่า “ป้อมพระจุลจอมเกล้า” ต่อมาเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2436 พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินด้วยเรือพระที่นั่งมหาจักรี ไปทอดพระเนตรป้อมฯ ทรงทดลองยิงปืนเสือหมอบด้วยพระองค์เอง โดยปืนเสือหมอบนั้นเป็นปืนใหญ่ขนาด 6 นิ้วบรรจุท้าย และเป็นรุ่นแรกที่มีใช้ในกองทัพเรือ ซึ่งสั่งมาจาก บริษัท เซอร์ ดับบลิว จี อาร์มสตรอง จำกัด ประเทศอังกฤษ โดยปืนชนิดนี้ถูกติดตั้งอยู่ภายในหลุมที่ขุดลึกลงไปในดิน จำนวน 7 หลุม หลุมละ 1 กระบอก ซึ่งภายในหลุมได้ก่อเป็นกำแพงกว้างพอที่พลประจำปืน จำนวน 10 นาย จะปฏิบัติงานได้ ปืนนี้เวลายิงจะโผล่กระบอกปืนขึ้นมาจากหลุมด้วยแรงไฮดรอลิคส์ และเมื่อทำการยิงแล้วปืนจะถอยลงมา อยู่ในหลุมตามเดิม อันเป็นที่มาของชื่อปืนเสือหมอบ

'บิ๊กป้อม' ฟุ้ง!! พปชร.ให้กำเนิด 'มาดามเดียร์' แม้ย้ายไปอยู่พรรคอื่นก็ถือว่ากำเนิดจากพรรคเรา

'พล.อ.ประวิตร' ฟุ้งพปชร.ให้กำเนิด 'มาดามเดียร์' บอกตอนอยู่ด้วยตนดูแลอย่างดี บอกไม่รู้กกต.วางไทม์ไลน์เลือกตั้งจะเป็นไปตามนั้นหรือไม่ ชี้ยุบสภายังไม่แน่ การเมืองทุกวันนี้มีแต่คาดการณ์

(22 ก.ย. 65) ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณี น.ส.วทันยา บุนนาค อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ลาออกจากพรรค มาเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ขออนุญาตท่านในฐานะหัวหน้าพรรคแล้วใช่หรือไม่ ว่า ตอนอยู่กับตนก็ดูแลเป็นอย่างดี แม้จะย้ายไปอยู่พรรคอื่นก็ถือว่ากำเนิดจากพรรคเรา ดังนั้นพรรคเราก็ต้องดี ก็ถือว่าเขาโอเค เมื่อถามว่าจะมีส.ส.จากพรรคอื่นย้ายเข้ามาอยู่พรรคพลังประชารัฐหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตนไม่รู้ สื่อรู้หรือไม่ ตนไม่ทราบ

‘ดร.ตั้น’รุดตรวจรง.สารเคมีรั่ว ย้ำรง.ต้องรับผิดชอบปชช. ที่ได้รับผลกระทบ แม้พบว่า สารเคมีที่รั่วมีความเป็นพิษต่ำ

ดร.กฤชนนท์ อัยยปัญญา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรางอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ตรวจสอบการการรั่วไหลของสารเคมีจากโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดนครปฐม โดยระบุว่า สารเคมีที่รั่วออกมานั้น เป็นโรงงานย่านพุทธมณฑลสาย 7 จากการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญ พบว่า สารเคมีที่รั่วไหลนั้นมีชื่อว่า สารไดฟีนีลออกไซด์ (Diphenyl Oxide) 73% และสารไบฟีนีล (Biphenyl) 27% ซึ่งเป็นสารที่ไม่ได้เกิดจากกระบวนการผลิตโดยตรง แต่เป็นสารที่เกิดจาก Hot Oil หรือน้ำมันถ่ายเทร้อนเกิดการรั่วไหล ทำให้เกิดกลิ่นฉุน และเหม็นเปรี้ยวกระจายไปยังพื้นที่รอบๆ ในรัศมีประมาณ 5 กิโลเมตร ซึ่งขณะนี้ได้ปิดวาล์วเพื่อควบคุมการรั่วไหล และหยุดสายพานการผลิตเรียบร้อยแล้ว

ดร.กฤชนนท์ ให้ข้อมูลว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นคาดว่าสาเหตุเกิดจากการผุกร่อนของท่อส่งสารเคมี และสารเคมีที่รั่วออกมานั้นปริมาณอยู่ที่ราว 30 ลิตร และเนื่องจากเป็นสารที่มีน้ำหนักเบา ทำให้ลอยไปในอากาศได้ไกล แต่จากสารดังกล่าวเป็นสารที่ระเหยได้เร็ว ในช่วงแรกที่เกิดการรั่วไหลจะมีกลิ่นรุนแรง แต่ก็จะระเหยไปอย่างรวดเร็วเมื่อลอยขึ้นสู่อากาศ จัดอยู่ในกลุ่มพี่มีพิษต่ำ อาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองที่คอ ตา และแสบจมูกบ้างหากสูดดมเข้าไปในปริมาณมาก

'สร้างอนาคตไทย' กระทุ้ง 'รัฐบาล' บริหารดูแลความเดือดร้อน ปชช. เปิด นโยบาย 4 โซลาร์ แก้วิกฤตค่าไฟฟ้าแพง สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ทวงถามใครแตะเบรกโรงไฟฟ้าชุมชน

วันนี้ (22 ก.ย. 65) ที่พรรคสร้างอนาคตไทย นำโดย ดร.อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค ดร.สันติ กีระนันทน์ รองหัวหน้าพรรค และประธานนโยบาย  และนายนริศ เชยกลิ่น รองหัวหน้าพรรค และโฆษกพรรค ร่วมแถลงข่าว “ชำแหละประเด็น ค่าไฟแพง แก๊สแพง ใครทำร้ายประชาชน” 

โดยดร.อุตตม กล่าวว่า สถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา และมีแนวโน้มว่าจะรุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น สาเหตุทั้งที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย ยูเครนที่ยืดเยื้อ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้คนไทยทั่วประเทศเดือดร้อนอย่างหนัก ขณะที่ภาครัฐควรต้องดูแลช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนดังกล่าว พร้อม จัดเตรียมมาตรการเพื่อให้ประเทศสามารถพลิกฟื้นได้ในช่วงเวลาต่อไป อย่างไรก็ตามมาตรการดูแลประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรดำเนินการในระยะแรกอย่างเร่งด่วนนั้น กลับยังไม่มีให้เห็นอย่างชัดเจน เช่น กรณีราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ติดต่อกันหลายเดือน กระทบกับประชาชนโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ทั้งที่รัฐบาลสามารถช่วยเหลือได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

“นโยบายจะไปในทิศทางไหน รวมถึงมาตรการระยะสั้นจะดูแลอย่างไร นี่ถือเป็นโอกาสที่จะนำเรื่องพลังงานมาทบทวนกันใหม่ รื้อโครงสร้างใหม่ เพราะต้องเอาประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง และต้องทำอย่างจริงจัง เพราะพลังงานเกี่ยวข้องกับเรื่องต้นทุนการผลิต การบริการ ต้องดูแลอย่างต่อเนื่อง และยึดโยง สุดท้ายแล้วหนีไม่พ้นว่าภาครัฐต้องเป็นผู้ที่กำหนดนโยบายให้ส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องทำงานสอดคล้องกันในช่วงวิกฤติเช่นนี้ หวังว่ายังไม่ช้าเกินไปที่เราทั้งภาคประชาชน และภาครัฐจะมาช่วยกันปรับเปลี่ยนดูแลให้ประเทศผ่านวิกฤติช่วงนี้ไปให้ได้” ดร.อุตตม กล่าว

ด้านนายสนธิรัตน์ กล่าวว่า พรรคมีความจำเป็นต้องแถลงเรื่องนี้ เราจะปล่อยให้สถานการณ์ค่าครองชีพ เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ อีก 6-7 เดือนจะเลือกตั้ง คิดว่าประชาชนจะลำบาก วันนี้ประชาชนแบกภาระค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น เรามีไฟฟ้าส่วนเกินเกือบครึ่งที่ประชาชนต้องแบกภาระบางส่วน และการเปลี่ยนผ่านสัมปทานการผลิตก๊าซที่ทำให้ปริมาณลดลงกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงาน

“ปัจจุบันกำลังการผลิตแก๊สในอ่าวไทยลดลงตามลำดับ ผมเคยส่งสัญญานเตือนแล้วว่าแก๊สในอ่าวไทยจะมีปัญหาจากการเปลี่ยนผ่านที่ไม่ราบรื่น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาแก๊สที่สูงขึ้น เพราะการบริหารการเปลี่ยนผ่านที่ล้มเหลว ทำให้เราต้องนำเข้าแอลเอ็นจีจากต่างประเทศ ซึ่งแอลเอ็นจีในตลาดโลกมีราคาสูงมาก” นายสนธิรัตน์ กล่าว

นายสนธิรัตน์ กล่าวต่อไปว่า ด้านอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากราคาแก๊สที่แพงขึ้นมา 33 เปอร์เซ็นต์ สถานการณ์แบบนี้จะยังไม่หยุดจนถึงมีนาคมปีหน้า ที่ประชาชนต้องมาแบกรับภาระจากนโยบายพลังงาน และการบริหารที่ผิดพลาด กำลังการผลิตไฟฟ้าส่วนเกินที่เกิดขึ้น ใครได้ประโยชน์ ธุรกิจแอลเอ็นจีวันนี้ใครได้ประโยชน์สูงสุด เอกชนหรือรัฐ หรือค่าการกลั่นที่สูงมากและไม่ได้รับการแก้ไข พรรคเราเรียกร้องตลอดว่าเมื่อเกิดวิกฤติให้เอาต้นทุนจริงออกมาดู หากพรรคสร้างอนาคตไทยเข้าไปบริหารเราจะเอาประชาชนเป็นตัวตั้งในการแก้ปัญหา คำถามคือวันนี้รัฐบาลทำอะไรอยู่ น้ำมัน แก๊ส ค่าไฟฟ้า เคยพิจารณาต้นทุนจริงหรือไม่ ภายใต้ต้นทุนที่แท้จริงมีอะไรทับซ้อนอยู่ วันนี้คือวิกฤต ในสมัยที่พวกตนบริหารกระทรวงการคลัง และกระทรวงพลังงาน ในช่วงสถานการณ์โควิด เรามีมาตรการช่วยเหลือประชาชนเร่งด่วนทันที เช่น มาตรการลดค่าไฟฟ้าทันที ซึ่งวันนี้ก็ยังคงเป็นแนวคิดการแก้ปัญหาที่พรรคสร้างอนาคตไทยพร้อมที่จะทำ 

“ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประชาชนจะมีส่วนเป็นเจ้าของพลังงาน หรือที่เรียกว่า Energy for all วันนี้โรงไฟฟ้าชุมชนที่ผมริเริ่มไว้เป็นเวลา 2 ปีแล้ว วันนี้ผมอยากถามว่าใครแตะเบรกโรงไฟฟ้าชุมชน และทำเพื่ออะไร ทั้งที่โรงไฟฟ้าชุมชนสามารถช่วยทั้งพี่น้องประชาชน และเกษตรกรที่เป็นเศรษฐกิจฐานราก แต่กลับไม่ได้รับการสานต่อเพื่อประโยชน์ของประชาชน ถึงเวลารื้อโครงสร้างพลังงานครั้งใหญ่ เราจะไม่ปล่อยให้ปตท.ทำงานแบบใช้โอกาสเกื้อกูล เติบโต และข่มเหงประชาชน” นายสนธิรัตน์ กล่าว

‘สุริยะ’ มั่นใจเจรจาคิงส์เกตจะเป็นไปด้วยดี แจง ครม.ไม่ได้อนุมัติงบเพิ่มสู้คดีคิงส์เกต

'สุริยะ' แจง ครม.ไม่ได้อนุมัติงบเพิ่มสู้คดีคิงส์เกต ชี้ เป็นเพียงการขยายกรอบเวลา รับหารือแนวทาง 'วิษณุ' เน้นการเจรจา พร้อมเตรียมบินออสเตรเลียพรุ่งนี้

เมื่อเวลา 10.55 น. วันที่ (22 ก.ย. 65) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันอังคารที่ 20 ก.ย. 65 ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบการอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อต่อสู้คดีกับบริษัทคิงส์เกต ในคดีเหมืองทองอัครา โดยชี้แจงว่า ในที่ประชุมครม.ไม่มีการอนุมัติงบเพิ่มเติมแต่อย่างใด เป็นข้อมูลที่คาดเคลื่อน เป็นเพียงงบเดิมที่มีการขยายกรอบระยะเวลาการสู้คดี เนื่องจากการเจรจายังไม่สิ้นสุด จึงขอชี้แจ้งว่า ไม่ได้มีการเพิ่มงบในการสู้คดีแต่อย่างใด

ผู้ว่าฯปทุมธานี เปิดจวน ต้อนรับผู้ว่าฯชัชชาติ เพื่อหารือการทำงานแบบไร้รอยต่อ

เมื่อวันที่ (20 ก.ย. 65) เวลา 16.00 น. ที่ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ได้ต้อนรับคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร นำโดย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้าหารือแนวทางแก้ไขปัญหา เรื่องการระบายน้ำ ปัญหาฝุ่นละออง ปัญหาการจราจร และการวางผังเมืองที่จะเกิดขึ้นกับจังหวัดรอบ ๆกรุงเทพมหานคร เป็นการประสานความร่วมมือแบบไร้รอยต่อระหว่างกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง เช่น ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม ฉะเชิงเทรา สมุทรปาการ  

จากการพูดคุย เรื่องปัญหาน้ำท่วม ซึ่งทางทั้ง 2 จังหวัดได้พูดคุยเรื่องการพร่องน้ำในคลองต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงระหว่างกรุงเทพฯกับปทุมธานี เช่นคลองหกวาสายล่างเชื่อมลงมาทางคลองรังสิตประยูรศักดิ์ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนกรุงเทพมหานครจะมีคลองเปรมประชากรเชื่อมต่อกับคลองบ้านใหม่ ซึ่งจะมีการสูบน้ำลงแม่น้ำเจ้าพระยา และจุดอนุสรณ์สถานก็วางแผนร่วมกันแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ เพื่อไม่ให้เกิดน้ำท่วมขัง

ในการหารือครั้งนี้ ทางผู้ว่าฯกทม.กล่าวว่าในอนาคตจะมีโครงการที่ผันน้ำด้านทิศตะวันออกเพื่อลงสู่อ่าวไทยโดยเร็วโดยจะขุดอุโมงค์ลอดจากเขตลาดกระบังผ่านด้านทิศตะวันออกของสนามบินสุวรรณภูมิ ลงมาที่คลองร้อยคิว และจะทะลุผ่านอำเภอคลองด่านจังหวัดสมุทรปาการลงสู่อ่าวไทยต่อไป

‘ไพศาล’ เผย ‘บิ๊กจิ๋ว’ แนะต้องนิรโทษกรรม ทั้งคดีการเมือง - ม.112 เริ่มนับหนึ่งประเทศไทย

‘ไพศาล’ เผย ‘บิ๊กจิ๋ว’ แนะต้องนิรโทษกรรมให้ผู้ต้องคดีทางการเมือง - ม.112 ทั้งหมด เพื่อนับหนึ่งประเทศไทย กลับมาร่วมกันฟื้นฟูชาติบ้านเมือง

นายไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วย รองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า วิกฤตรัฐธรรมนูญ-วิกฤติบ้านเมือง

1. ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้องขอให้วินิจฉัยว่ากฎหมายเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่แล้ว และส่อว่าจะเป็นโมฆะตามคำร้องด้วย แป๊ะวางหมากเอาไว้แยบยลมาก เพราะถ้าตกเป็นโมฆะขึ้นมา กำหนดการเลือกตั้งในเดือนมีนาคมปีหน้าก็อาจจะทำไม่ได้ และอย่าลืมว่า กกต.ชุดปัจจุบันนี้กำลังต้องคดี ในเดือนหน้า ถ้าศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็จะไม่มีผู้จัดการเลือกตั้งซ้ำเข้าไปอีก!!!

แผนแป๊ะล้ำลึกจริง ๆ ทำให้บรรยากาศการเตรียมการเลือกตั้งของพรรคการเมืองต่างๆ ต้องอยู่ในสภาพขวัญผวาอีกครั้งหนึ่ง แต่ทุกเรื่องมีทางออกเสมอ เมื่อถึงเวลาจะเฉลยให้ได้ทราบกัน เดินหน้าโลดได้เลย

2. ขณะนี้มีกระแสความวิตกกังวลเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พลเอกประยุทธ์พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากดำรงตำแหน่งครบ 8 ปีแล้ว ถ้าหากรักษาการไม่ได้ก็จะเกิดวิกฤตทางการเมืองซ้ำซ้อนเพิ่มขึ้นอีก เพราะมีปัญหาว่าจะสรรหานายกกันอย่างไร?


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top