Thursday, 11 June 2026
Hard News Team

‘ปลอดประสพ’ วิจารณ์!! กฎหมายเพื่อคุ้มครองพระพุทธศาสนา ลั่น!! ‘พระสงฆ์ที่ต้องปาราชิก เพราะเสพเมถุน’ ไม่ใช่อาชญากร

(19 ก.ค. 68) ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรัฐมนตรีหลายสมัย และอดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นต่อกรณีการเสพเมถุนของพระสงฆ์ พร้อมแสดงความเป็นห่วงต่อการตรากฎหมายใหม่ที่มีบทลงโทษจำคุกพระสงฆ์ที่ทำผิดว่า

"จะลงโทษยังไงดีเรื่องพระเสพเมถุน ผมน่ะหวาดเสียวเหลือเกินเมื่อได้ยินรัฐมนตรีที่ดูแลสำนักพระพุทธศาสนาพูดถึงข้อเสนอการตรากฎหมายใหม่เพื่อคุ้มครองพระพุทธศาสนา โดยจะมีบทลงโทษจำคุกพระสงฆ์ที่ต้องปาราชิกเพราะเสพเมถุน มันไม่เกินไปหรือครับ? คิดให้ดี พระสงฆ์ไม่ใช่อาชญากร"

ดร.ปลอดประสพยังกล่าวต่อไปว่า ในสมัยพุทธกาล พระสงฆ์ที่ทำผิดเกี่ยวกับกามเมถุนจะถูกลงโทษโดยการขาดจากความเป็นพระภิกษุเท่านั้น ไม่ใช่โทษจำคุก และย้ำว่าความเชื่อในพระพุทธศาสนาควรมุ่งไปที่ ‘ธรรมและวินัย’ ไม่ใช่ลุ่มหลงในตัวบุคคล

นอกจากนี้ ดร.ปลอดประสพยังเสนอแนวทางการจัดการกับการใช้เงินของพระสงฆ์ โดยแนะนำให้มีการเปิดบัญชีพิเศษสำหรับเงินถวายเฉพาะตัวพระสงฆ์ และเมื่อพระสงฆ์สึกแล้วควรมีการทบทวนการคืนเงินเพื่อความเหมาะสม

ในท้ายที่สุด ดร.ปลอดประสพได้เตือนสื่อมวลชนให้ระมัดระวังในการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับพระสงฆ์ และการทำข่าวที่ไม่เหมาะสมอาจส่งผลต่อความเชื่อถือในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะการนำเสนอเรื่องที่ไม่เหมาะสมหรือสร้างความเข้าใจผิดในสังคมไทย

EU คว่ำบาตร!! โรงกลั่นน้ำมัน Vadinar ใหญ่อันดับ 2 ของอินเดีย ‘อินเดีย’ โต้กลับ!! จะซื้อพลังงาน ตามผลประโยชน์ของประเทศ

(19 ก.ค. 68) การเคลื่อนไหวครั้งประวัติศาสตร์เกิดขึ้นเมื่อสหภาพยุโรปประกาศมาตรการคว่ำบาตรโรงกลั่นน้ำมัน Vadinar ซึ่งเป็นโรงกลั่นขนาดใหญ่อันดับสองของอินเดีย และเป็นครั้งแรกที่สถานประกอบการในเอเชียใต้แห่งนี้ถูกขึ้นบัญชีเป้าหมายโดยกลุ่มประเทศยุโรป โรงกลั่น Vadinar ตั้งอยู่ที่รัฐคุชราต มีศักยภาพการกลั่นมากถึง 20 ล้านตันต่อปี ดำเนินการโดย Nayara Energy บริษัทร่วมทุนอินเดีย-รัสเซียที่ Rosneft บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของรัสเซียถือหุ้นอยู่ 49% ทั้งนี้ EU ถือเป็นหนึ่งในผู้บริโภคน้ำมันรัสเซียรายใหญ่ที่ผ่านการกลั่นที่ Vadinar

มาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดที่ 18 ของ EU ที่นำมาใช้เพื่อตอบโต้รัสเซียกรณีความขัดแย้งในยูเครน นอกจากนั้นยังมุ่งเป้าไปที่ธนาคารจีนซึ่งถูกกล่าวหาว่าเอื้อให้รัสเซียหลีกเลี่ยงข้อจำกัด Kaja Kallas ผู้แทนด้านนโยบายต่างประเทศของ EU ประกาศบน X ว่า "นี่เป็นครั้งแรกที่เรากำหนดเป้าหมายไปยัง flag registry และโรงกลั่น Rosneft ที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย" คาดว่ามาตรการนี้จะปิดช่องทางสำคัญในการขนส่งและระดมทุนของรัสเซีย รายละเอียดมาตรการครอบคลุมการคว่ำบาตรทะเบียนธงเรืออินเดีย หมายถึงหากเรือใดบินธงอินเดียแล้วขนส่งน้ำมันรัสเซีย อาจถูกลงโทษได้ ชุดคว่ำบาตรนี้ยังรวมไปถึงเรือกลุ่ม shadow fleet กว่า 105 ลำ พร้อมแหล่งสนับสนุน และจำกัดการเข้าถึงเงินทุนของธนาคารรัสเซีย

อินเดียออกแถลงการณ์ชัดเจนผ่านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แรนดีร์ ไจสวาล ว่า การดูแลความมั่นคงและราคาพลังงานสำหรับประชาชนเป็นวาระสูงสุด และท่าทีในการซื้อน้ำมันจะขึ้นกับโอกาสในตลาดโลกและสถานการณ์ร่วมสมัย อินเดียยืนยันว่าพร้อมจะซื้อพลังงานตามผลประโยชน์ของประเทศ ไม่ว่าตะวันตกจะกดดันเพียงใด ตั้งแต่สถานการณ์ความขัดแย้งในยูเครนปี 2022 รัสเซียกลายเป็นซัพพลายเออร์น้ำมันรายใหญ่ที่สุดของอินเดีย โดยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา อัตราการนำเข้าน้ำมันรัสเซียของอินเดียแตะระดับสูงสุดในรอบ 10 เดือนที่ 1.8 ล้านบาร์เรล/วัน แม้ EU จะยืนยันว่าไม่เคยห้ามประเทศอื่นซื้อน้ำมันรัสเซียอย่างเป็นทางการ แต่มาตรการลงโทษล่าสุดถูกมองว่ามีเป้าหมายปิดช่องทางทางการเงินของรัสเซียและกีดกันตลาดน้ำมันโลกในวงกว้างมากกว่าเดิม ขณะเดียวกันก็เพิ่มแรงกดดันต่อประเทศพันธมิตรในเอเชียที่มีบทบาทสำคัญต่อการเข้าถึงรายได้ของมอสโก 

ตำรวจภูธรภาค 2 ดูแลความปลอดภัย - การจราจร 'พัทยามาราธอน' ใช้นวัตกรรมล้ำ กล้อง AI เชื่อมบิ๊กดาต้า เพิ่มความเชื่อมั่น

(19 ก.ค. 68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมดูแลความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกด้านการจราจรในการแข่งขันพัทยามาราธอน ครั้งที่ 32 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 ถึง 20 กรกฎาคม 2568 ซึ่งจะมีนักวิ่งและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานจำนวนมาก สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกด้านการจราจรส่วนหน้า เป็นศูนย์ปฏิบัติการดูแลความเรียบร้อยในกิจกรรมมหกรรมกีฬาเพื่อการท่องเที่ยวสำคัญครั้งนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวและประชาชน

ผบช.ภ.2 กล่าว กิจกรรมในวันนี้ (19 กรกฎาคม) เป็นไปด้วยความเรียบร้อยทั้งด้านความปลอดภัยและการจราจรส่วนในพรุ่งนี้ (20 กรกฎาคม) ได้วางกำลังตำรวจดูแลความปลอดภัย ในพื้นที่จัดการและจุดท่องเที่ยวสำคัญต่าง ๆ จัดเจ้าหน้าที่จราจรคอยอำนวยการจราจรตามจุดต่าง ๆ พร้อมชุดเคลื่อนที่เร็วพร้อมสแตนด์บาย และได้นำนวัตกรรมด้านความปลอดภัยกล้อง AI เชื่อมต่อ BiG Data มีระบบ Smart notification แจ้งเตือนเจ้าหน้าที่เมื่อมีบุคคลต้องสงสัยบุคคลตามหมายจับเข้ามาในรัศมีการควบคุม เป็นนวัตกรรมที่สร้างความเชื่อมั่นอีกระดับให้กับผู้ที่มาร่วมงาน นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่เมืองพัทยา 

สำหรับด้านการจราจรนั้น เมืองพัทยา ประชาสัมพันธ์การปิดถนนชั่วคราวดังนี้ วันที่ 20 กรกฎาคม 2568
•มอเตอร์เวย์สาย 7 ตอน 5 ถึงแยกจอมเทียนสาย 2 เวลา 00.00 - 08.30 น.
•ถนนสุขุมวิท (แยกปริญญา-พัทยาเหนือ-Terminal) เวลา 00.00 - 11.00 น.
•แยกเพ็ชรตระกูล เวลา 00.00 - 11.00 น.
•ถนนพัทยากลาง / พัทยาใต้ เวลา 00.00 - 10.30 น.
•ถนนพระตำหนัก เวลา 00.00 - 10.00 น.

สำหรับแยกจราจรอื่น ๆ ที่เริ่มปิดเวลา 00.00 น. ของวันที่ 20 ก.ค.68
•แยกหนองพอง ปิดถึง 07.00 น.
•แยกเทพพระยา, แยกทัพพระยา, แยกศาลพัทยา ปิดถึง 09.45 น.
•แยกชัยพฤกษ์, แยกวัดบุณย์กัญจนาราม, แยกเทพประสิทธิ์, แยกพัทยาใต้,แยกจอมเทียนสาย 2, แยกปูเป็น ปิดถึง 08.30 - 08.45 น. ทั้งนี้ประชาชนสามารถสอบถามและแจ้งเหตุได้ตลอด 24 ชั่วโมงที่เบอร์ 191 ตำรวจพร้อมดูแลสร้างความเชื่อมั่นและความอุ่นใจ

‘รัฐบาล’ เดินหน้าเต็มสูบ ดูแล SMEs จัดเต็มทุกมาตรการช่วยเหลือ เพื่อให้เข้าถึงสินเชื่อ ล่าสุด บสย. ช่วย SMEs รายย่อย มียอดค้ำประกันสินเชื่อครึ่งปีแรกเกือบ 2 หมื่นล้านบาท

(19 ก.ค. 68) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ในช่วงเวลาเกือบ 1 ปี รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพ SMEs ของไทยประมาณ 75% ของประเทศ โดยได้ประสานไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อออกนโยบายต่าง ๆ เร่งผลักดันและช่วยเหลือ SMEs ให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน 

ล่าสุด บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ได้เปิดเผยยอดค้ำประกันสินเชื่อครึ่งปีแรก 2568 (ม.ค.-มิ.ย.) รวม 1.9 หมื่นล้านบาท โดยสามารถช่วย SMEs รายย่อย ให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อ 21,348 ราย ก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกว่า 8 หมื่นล้านบาท

โดยกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย Micro SMEs 81% (ค้ำประกันเฉลี่ย 1.4 แสนบาท/ราย) และอีก 19% เป็น SMEs ทั่วไป (ค้ำประกันเฉลี่ย 4.25 ล้านบาท/ราย) ซึ่งก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบกว่า 2.6 หมื่นล้านบาท รักษาการจ้างงานได้ราว 1.88 แสนตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 8.04 หมื่นล้านบาท สำหรับธุรกิจค้ำประกันสูงสุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ การบริการ 31.4% อาหารและเครื่องดื่ม 10.7% และเกษตรกรรม 8% 

ซึ่งธุรกิจ 3 ประเภทดังกล่าวครองสัดส่วนค้ำประกันรวมถึง 50% สะท้อนให้เห็นถึงอุตสาหกรรมหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 โดยเฉพาะอุตสาหกรรม “ท่องเที่ยว เกษตรและอาหารแปรรูป และ medical and wellness” ที่เป็นอุตสาหกรรมที่ภาครัฐกำลังเดินหน้าเร่งกระตุ้นการลงทุนและผลักดันเป็นอุตสาหกรรมอนาคตของประเทศ

นายจิรายุกล่าวอีกว่า โครงการหลักอย่างโครงการ 'บสย. SMEs ยั่งยืน' นั้นพบว่า ตั้งแต่ ก.ค. 2567 – มิ.ย. 2568 มียอดค้ำประกัน 3.8 หมื่นล้านบาท ช่วย SMEs เข้าถึงสินเชื่อ 4.8 หมื่นราย โดยเป็นกลุ่มที่ไม่เคยใช้บริการ บสย. (ลูกค้าใหม่) ถึง 74% และผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Micro SMEs ถึง 86%

"ตอกย้ำความสำเร็จในการช่วยเหลือ 'กลุ่มเปราะบาง' รายย่อย พ่อค้า แม่ค้า อาชีพอิสระ และกลุ่มที่ต้องการเข้าถึงสินเชื่อเช่าซื้อรถกระบะใหม่ ที่มีปัญหาขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน และขาดคนค้ำประกัน สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น" 

สำหรับมาตรการช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 3 (ก.ค. - ก.ย. ) ได้ดำเนินการออก 'มาตรการพิเศษ' ภายใต้มาตรการ 'บสย. พร้อมค้ำ' วงเงินรวม 5 หมื่นล้านบาท ประกอบ 2 โครงการใหม่ คือ

1. โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Power Trade & Biz วงเงิน 3 พันล้านบาท ค้ำประกันต่อราย 5 แสนบาท – 10 ล้านบาท สำหรับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า และซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกลุ่มที่ได้ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ 

2. โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Micro Biz วงเงิน 2 พันล้านบาท ค้ำประกันต่อราย 1 หมื่นบาท – 5 แสนบาท ที่ตอบโจทย์กลุ่มรายย่อย (Micro SMEs) ค้าขายออนไลน์ อาชีพอิสระ ฯลฯ ที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียน แต่ขาดคนค้ำและขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน 

นายจิรายุกล่าวว่า จุดเด่นทั้ง 2 โครงการ คือ ฟรี! ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก ปีต่อไปชำระต่ำเพียง 1.5% ต่อปี ค้ำประกันสูงสุด 7 ปี มุ่งเสริมสภาพคล่อง และลดภาระทางการเงินได้ รวมทั้งยังช่วยกระตุ้นให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อในรายที่ต้องการสภาพคล่องเพิ่มเติม แต่ขาดหลักทรัพย์ค้ำประกันด้วยการจ่ายเคลม (จ่ายค่าประกันชดเชย) สูงถึง 37% (SMEs Power Trade & Biz) และ 42% (SMEs Micro Biz) ต่อพอร์ตการค้ำประกันเมื่อเทียบกับการค้ำประกันปกติที่ระยะเวลา 10 ปี

"ขอยืนยันว่ารัฐบาลจะเดินหน้าช่วยเหลือ SMEs อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการที่เกี่ยวกับด้านเงินทุนให้กับ SMEs ไทย เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับบรรดาผู้ประกอบการ เจ้าของกิจการ ให้สามารถอยู่รอด เพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน และเติบโตขึ้นได้อย่างยั่งยืน"

นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่น สร้างความหวังใหม่ ให้วงการแพทย์ หลังตัด!! โครโมโซมต้นเหตุ ‘ดาวน์ซินโดรม’ ได้สำเร็จ

(19 ก.ค. 68) นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นสร้างความหวังใหม่ให้วงการแพทย์และครอบครัวผู้ป่วยดาวน์ซินโดรมทั่วโลก หลังประสบความสำเร็จในการกำจัดโครโมโซมคู่ที่ 21 ชุดที่สามซึ่งเป็นต้นเหตุของภาวะดาวน์ซินโดรมในระดับเซลล์ ด้วยเทคโนโลยีการตัดแต่งยีน CRISPR ที่ล้ำสมัย นำโดย ดร.เรียวทาโร ฮาชิซูเมะ จากมหาวิทยาลัยมิเอะ ประเทศญี่ปุ่น

ความสำเร็จครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่มีการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอของโรคดาวน์ซินโดรมในระดับโครโมโซมโดยตรง โดยทีมวิจัยใช้เทคนิคเฉพาะที่เรียกว่า allele-specific editing ซึ่งออกแบบให้ CRISPR-Cas9 จดจำและตัดเฉพาะโครโมโซมคู่ที่ 21 ส่วนเกินออกอย่างแม่นยำ จากนั้นเมื่อเซลล์แบ่งตัว โครโมโซมที่ไม่เสถียรจะถูกกำจัดออกไปโดยธรรมชาติ ส่งผลให้ในเซลล์เหลือโครโมโซมคู่ที่ 21 เพียงสองชุดซึ่งเป็นจำนวนปกติ

ภาวะดาวน์ซินโดรมเกิดจากการมีโครโมโซมหมายเลข 21 เกินมา 1 แท่ง ส่งผลให้ร่างกายและสมองพัฒนาช้ากว่าปกติ มีความเสี่ยงสูงต่อปัญหาสุขภาพหลายด้าน เช่น โรคหัวใจ ภูมิคุ้มกันต่ำ และภาวะสมองเสื่อมในวัยผู้ใหญ่

ดาวน์ซินโดรมถือเป็นหนึ่งในความผิดปกติทางพันธุกรรมที่พบได้บ่อยที่สุด โดยมีอุบัติการณ์ราว 1 ใน 700 คนทั่วโลก ความผิดปกติของโครโมโซมที่เกินมาในเซลล์นี้นำไปสู่พัฒนาการล่าช้า ความบกพร่องทางสติปัญญา ลักษณะทางกายภาพที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงความเสี่ยงที่สูงขึ้นของโรคหัวใจและโรคอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้น

งานวิจัยดังกล่าวได้รับการทดลองทั้งใน เซลล์ต้นกำเนิดจากผู้ป่วยดาวน์ซินโดรม และ เซลล์ผิวหนังโตเต็มวัย ที่นำมาจากผู้ป่วยจริง โดยประสบความสำเร็จในการกำจัดโครโมโซมส่วนเกินได้ถึงร้อยละ 30.6 ของเซลล์ที่ผ่านกระบวนการตัดแต่งยีน และเซลล์ที่ได้รับการแก้ไขเหล่านี้ยังมีการแสดงออกของยีน การสร้างโปรตีน และอัตราการรอดชีวิตเทียบเท่ากับเซลล์ปกติ

ดร.ฮาชิซูเมะ กล่าวว่า “เราหวังว่างานวิจัยนี้จะเป็นก้าวแรกในการพัฒนาแนวทางบำบัดดาวน์ซินโดรมที่ไม่ต้องแก้ไขยีนโดยตรง แต่ใช้กลไกควบคุมการทำงานของยีนแทน”

แม้ว่าการนำไปใช้จริงในทางคลินิกยังคงต้องใช้เวลาวิจัยและทดลองเพิ่มเติมอีกหลายปีเพื่อยืนยันความปลอดภัยและประสิทธิภาพในร่างกายมนุษย์จริง แต่งานวิจัยชิ้นนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่อาจเปลี่ยนแปลงอนาคตของการรักษาดาวน์ซินโดรมจากการรักษาอาการไปสู่การแก้ไขที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง

งานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ PNAS Nexus เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2025 และได้รับความสนใจจากวงการแพทย์และพันธุศาสตร์ทั่วโลก

สื่อเขมร วิเคราะห์ ‘ทักษิณ’ จบเห่แน่!! หาก ‘ฮุนเซน’ เปิดหลักฐาน ชี้!! สังคมไทย รับไม่ได้!! กับการดูหมิ่น สถาบันเบื้องสูง ที่เคารพรัก

เมื่อวานนี้ (18 ก.ค. 68) ภายหลังจากที่นายฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เคยกล่าวว่า เขามีหลักฐานที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทยพูดจาดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยทั้งรัชกาลก่อนและรัชกาลปัจจุบัน และอาจจะใช้เวลาราว 3 ชั่วโมงในการพูดถึงเรื่องนี้ ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมานายทักษิณ ได้กล่าวในงาน 'ปลดล็อกอนาคตประเทศไทย' ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ว่านายฮุนเซนเป็นคนไม่มีจริยธรรม ขอให้คนไทยอย่าเชื่อไปคำพูดนั้น ล่าสุด วันนี้(18 ก.ค.) สำนักข่าว Fresh News ของกัมพูชา นำเสนอรายงานพิเศษในหัวข้อ ชะตากรรม ‘ทักษิณ’ ในเงื้อมมือ ‘ฮุนเซน’ มีเนื้อหาสรุปได้ว่า ในระบบการเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น การสูญเสียอำนาจไม่ได้เกิดขึ้นจากความผิดพลาดเพียงเรื่องเดียวแต่จะต้องมีองค์ประกอบอื่น ๆ อีก อย่างไรก็ตามสำหรับในประเทศแล้ว หากดูหมิ่นพระมหากษัตริย์เพียงอย่างเดียว ก็สามารถสูญเสียอำนาจได้ทันที

ดังนั้น เมื่อนายฮุน เซน กล่าวว่าจะสละเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงเพื่อเปิดโปงการกระทำของทักษิณผู้ซึ่งดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทย ชีวิตทางการเมืองของตระกูลทักษิณก็เผชิญกับความไม่แน่นอนทันที

ผลสำรวจล่าสุดโดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ในประเทศไทย หลังวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อตระกูลชินวัตรกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ประชาชนในกรุงเทพฯ และชนชั้นกลาง ที่กำลังมองหาโอกาสในการขจัดตระกูลชินวัตรออกจากการเมืองไทย และเปิดประตูสำหรับกลุ่มอำนาจใหม่

คำแถลงของนายฮุนเซนที่ว่าพร้อมที่จะเปิดโปงการกระทำของทักษิณต่อพระมหากษัตริย์ไทยนั้นไม่ใช่เรื่องตลกหรือสร้างการแสดงทางการเมือง อันที่จริง คำแถลงเพียงคำเดียวนี้เองที่ทำให้คนไทยบางส่วนเชื่อว่าชีวิตทางการเมืองของทักษิณ ชินวัตรอาจกำลังจะถึงจุดจบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทที่อำนาจอธิปไตยของกัมพูชากำลังถูกไทยรุกล้ำ

รายงานพิเศษ Fresh News ระบุอีกว่า สำหรับกัมพูชา ถ้อยคำอันทรงคุณค่าของสมเด็จเดโชไม่เพียงช่วยปกป้องประเทศจากแผนการร้ายของศัตรูเท่านั้น แต่ยังปลุกปั่นสถานการณ์ทางการเมืองของศัตรู โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษิณ ซึ่งจากรายงานของประเทศไทยระบุว่า เขากำลังเผชิญกับความวุ่นวายทางอารมณ์อย่างรุนแรง

Fresh News อ้างอิงรายงานของ Thai PBS World เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 ที่ทักษิณได้วิงวอนประชาชนชาวไทยว่า “อย่าเชื่อคำพูดของสมเด็จเดโชฮุนเซน” โดยระบุว่าถ้อยคำดังกล่าวเป็นการดูถูกความรู้สึกของคนไทยที่รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว และไม่จำเป็นต้องให้ทักษิณสั่งน้ำมูกใส่อีกต่อไป และเป็นการดูถูกว่าคนไทยขาดสำนึกของตัวเอง คำพูดของทักษิณยังถือเป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชื่อเสียงและความสามารถทางการเมืองของเขา

นอกจากนี้ ทักษิณได้ประกาศไม่ไว้วางใจพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้ถอนตัวออกจากรัฐบาลหลังจากมีการรั่วไหลของบทสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับนายฮุนเซนเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน

ในการกล่าวปาฐกถาเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ทักษิณได้ถามอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยว่า “หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นชาวเขมรหรือคนไทย” ซึ่งเป็นข้อความที่แสดงให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจของเขาต่อหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ท่ามกลางหลักฐานที่ชัดเจนว่าครอบครัวทักษิณอยู่เบื้องหลังและถูกเปิดโปงโดยกัมพูชา

คำแถลงของนายฮุนเซน ที่ระบุว่าตนพร้อมที่จะใช้เวลาสามชั่วโมงในการเปิดโปงการกระทำของทักษิณที่ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยนั้น ไม่ถือเป็นเรื่องตลกหรือเป็นเพียงคำแถลงทางการเมืองเพื่อเรียกร้องความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ทักษิณได้กระทำการทรยศหักหลังและอยู่เบื้องหลังการเมืองไทยที่ละเมิดอธิปไตยของกัมพูชา

*หากพบหลักฐานการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทย จะมีการดำเนินคดีกับทักษิณหรือไม่??

Fresh News ระบุว่า นี่เป็นคำถามที่ประชาชนไทยบางส่วนตั้งคำถาม แต่ประเทศไทยไม่ควรลำเอียงในการบังคับใช้กฎหมาย เพราะถือเป็นคุณค่าของชาติ คำถามที่ถูกถามในประเทศไทยคือ หากนายฮุนเซนแสดงหลักฐานชัดเจนว่าทักษิณดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยจริง ๆ จะมีการบังคับใช้กฎหมายหรือไม่??

ในสังคมไทย หากมีเอกสารราชการหรือหลักฐานชัดเจนว่าทักษิณดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยจริง ๆ แล้วหากปราศจากการบังคับใช้กฎหมาย สถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลง ประชาชนไทยที่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และสังคมอนุรักษ์นิยมจะรู้สึกว่ากฎหมายไม่เป็นธรรม และสถาบันต่าง ๆ ถูกเปลี่ยนแปลงโดยอำนาจทางการเมือง สังคมไทยที่เคยลงโทษผู้ประท้วงหรือนักศึกษาในข้อหาตามมาตรา 112 มาก่อน อาจเรียกร้องให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมอีกครั้ง

ขณะเดียวกัน หากรัฐบาลหรือศาลไม่ดำเนินการกับผู้ที่ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ครอบครัวของทักษิณ ชินวัตร จะถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจทางการเมืองบิดเบือนกฎหมาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่ออนาคตทางการเมืองของตระกูลทักษิณโดยรวมและพรรคเพื่อไทย และหากมีหลักฐานที่พิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับความผิดฐานดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ของไทย แต่ไม่มีการบังคับใช้ ก็แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังตกอยู่ในเกมแห่งความไม่สมดุลระหว่างการบังคับใช้กฎหมายและค่านิยมของชาติ

ทักษิณผ่านเรื่องราวทางการเมืองมามากมายในชีวิต และอิทธิพลสำคัญที่ส่งผลต่อชีวิตและการเมืองในอดีตของเขาคืออิทธิพลของสมเด็จเดโชฮุนเซน ความไม่ซื่อสัตย์และการขาดความเคารพในความจงรักภักดีของทักษิณจะไม่สามารถกลบหรือลบล้างคุณงามความดีอันล้ำค่าที่สมเด็จเดโชฮุนเซนเคยทำเพื่อเขาในอดีตได้

ขณะนี้ สำนักงานปราบปรามการทุจริตแห่งชาติของไทย กำลังสอบสวนคดีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวของทักษิณ ขณะที่ตัวเขาเองก็กำลังถูกพิจารณาคดีในคดีหมิ่นประมาทสถาบันพระมหากษัตริย์ในปี 2558 เช่นกัน ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ น.ส.แพทองธาร หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี กองทัพและกลุ่มนักการเมืองฝ่ายขวาระดับสูงในประเทศไทยก็กำลังเตรียมดำเนินคดีทางกฎหมายกับทักษิณและบุตรสาวต่อไป

หากนายฮุนเซนเปิดเผยหลักฐานการดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์ของทักษิณต่อสาธารณะ ไม่เพียงแต่จะเป็นพัฒนาการใหม่ที่ร้ายแรงเท่านั้น แต่ยังอาจนำไปสู่การตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการครั้งใหม่ต่อทักษิณอีกด้วย ดังนั้น แม้ว่าคดีเก่าจะยังไม่จบ แต่เอกสารในมือของนายฮุนเซนอาจเป็นกระสุนนัดสุดท้ายที่จะทำให้ทักษิณต้องเผชิญกับชะตากรรมที่ไม่แน่นอน

หากหลักฐานได้รับการพิสูจน์ นายทักษิณจะเป็นบุคคลสำคัญทางการเมืองในพรรครัฐบาลที่กระทำการล้ำ “เส้นแดง” ในสังคมไทย สังคมที่ปกป้องสถาบันกษัตริย์ แม้ว่าทักษิณจะสามารถเรียกร้องให้ประชาชนไทยไม่ไว้วางใจสมเด็จเดโชฮุนเซนได้ แต่หลังจากการเปิดเผยนี้ เขาก็จะไม่มีที่ว่างให้เขาเรียกร้อง หรือเขียนเรื่องราวทางการเมืองของเขาอีกต่อไป แต่ทักษิณจะสามารถเขียนคำว่า “จุดจบของจักรวรรดิ” ด้วยมือของเขาเองได้

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า รายงานพิเศษของ Fresh News ชิ้นนี้ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่านายฮุนเซนจะเปิดเผยหลักฐานการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยของนายทักษิณเมื่อใด และอย่างไร เป็นเหมือนบทความตอบโต้คำพูดของนายทักษิณที่พูดถึงนายฮุนเซนในงาน “ปลดล็อกอนาคตประเทศไทย” เมื่อคืนวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมาเสียมากกว่า

นอกจากนี้ยังพบว่า นายฮุนเซนได้เริ่มพูดถึงการที่นายทักษิณดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.68 ระหว่างปราศรัยกับประชาชนที่จังหวัดพระวิหาร แต่ก็ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียด และต่อมาวันที่ 28 มิ.ย.ก็บอกว่าถ้าหากทางการไทยอยากได้ข้อมูลก็ให้ส่งทูตพิเศษไปขอ เขาพร้อมที่จะให้ทั้งหมด หลังจากนั้นก็ขู่ว่าจะใช้เวลาสัก 3 ชั่วโมงพูดถึงพฤติกรรมการหมิ่นเบื้องสูงของทักษิณ แต่ก็ยังไม่มีการเปิดเผยเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด

‘ลีเซียนลุง’ รมต.สิงคโปร์ ชี้!! เศรษฐกิจที่ดีที่สุด ในโลกยุคปัจจุบัน ลบ!! สหรัฐฯ ออกไป แล้วสร้างมิตรภาพ ความร่วมมือ ในภูมิภาค

(19 ก.ค. 68) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ลีเซียนลุง รัฐมนตรีอาวุโสของสิงคโปร์ เปิดเผยว่ากรอบการทำงานที่ดีที่สุดสำหรับเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันคือ ‘โลกที่ลบหนึ่งชั่วคราว’ ซึ่งตัวเลขที่ลบออกไปหนึ่งนั้นหมายความถึง ‘สหรัฐฯ’

ลีกล่าวระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำประจำปี ครั้งที่ 69 ของสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งสิงคโปร์เมื่อไม่นานนี้ว่า อเมริกาได้ตัดสินใจแล้วว่าจะมองการค้าระหว่างประเทศในมุมที่แคบลง โดยเน้นการเจรจาแบบทวิภาคีและเน้นผลประโยชน์เป็นรายกรณี ขณะที่ประเทศอื่นๆ ยังคงยึดถือกรอบขององค์การการค้าโลก (WTO)

ลีระบุว่ากรอบการทำงานส่วนใหญ่ยังคงอยู่ ทว่าสหรัฐฯ หวังว่ากฎระเบียบจะแตกต่างออกไปและกำลังพยายามเปลี่ยนแปลง สหรัฐฯ ยังคงต้องการมีส่วนร่วมในการค้าโลก แต่ลีมองว่าสหรัฐฯ อาจกลับเข้าสู่ระบบพหุภาคีหรือไม่ก็ได้

กลุ่มประเทศอื่นๆ สามารถสร้างมิตรภาพกับหุ้นส่วนที่มีแนวคิดเดียวกันได้ภายในภูมิภาค เช่น อาเซียน และภายในขอบเขตที่กว้างขึ้น เช่น ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกที่ครอบคลุมและก้าวหน้า (CPTPP)

ลีทิ้งท้ายว่าเมื่อประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกใช้แนวทางที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง และแสดงความไม่เห็นด้วยกับระบบองค์การการค้าโลก สิ่งนี้จะส่งผลกระทบตามมาและเราต้องรอดูว่าสถานการณ์จะพัฒนาไปอย่างไรในท้ายที่สุด

‘ธนาธร’ ลั่น!! กลางเวทีเนชั่น ไร้ดีลลับ ‘แดง – น้ำเงิน’ เชื่อ ‘พรรคประชาชน’ ไม่ดีล เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง

เมื่อวานนี้ (18 ก.ค. 68) ‘เครือเนชั่น’ จัดกิจกรรมครบรอบ 55 ปี NATION ผ่าทางตันประเทศไทย Exclusive Talk กับ 3 ผู้นำทางความคิด Chapter 2 | 3 บรรณาธิการ ถาม ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ ตอบ โดยมีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นแขกรับเชิญคนแรก ดำเนินรายการโดย 3 บรรณาธิการ เครือเนชั่น ได้แก่ นายวีระศักดิ์ พงศ์อักษร นายบากบั่น บุญเลิศ และนายสมชาย มีเสน

นายธนาธร กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวพรรคประชาชน จับมือกับพรรคเพื่อไทยในบางครั้ง และอาจจะจับมือกับพรรคภูมิใจไทย ว่า ตนคิดว่าข้อสันนิษฐานว่าเราเกรงใจฝั่งไหน มันไม่เป็นความจริง ผมยืนยันไม่มีดีลแดง ไม่มีดีลน้ำเงิน อย่างน้อยที่สุดในความรับรู้ของผม ไม่มีดีลอะไรระหว่างพรรคประชาชน ที่เอาผลประโยชน์ของประชาชนไปแลกกับผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่มี และไม่มียั้งหมัด อย่างกรณีตั๋วพีเอ็นของน.ส.แพทองธาร เนื่องจากทางนิตินัยมันกำกวมว่าถูกหรือผิดกฎหมาย เราก็ยื่นกรมสรรพากร เพื่อสอบถาม เราไม่ใช่เรื่องจริยธรรม เพราะการตีความจริยธรรมมันกว้างมาก

เมื่อถามว่า แสดงว่าไม่เห็นด้วยกับการให้อำนาจองค์กรอิสระตีความจริยธรรม นายธนาธร กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วย เพราะมันกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง จริยธรรมมาตรฐานของแต่ละคนมันไม่เท่ากัน ไม่มีตัวบ่งชี้ที่วัดได้ หลายกรณีมันไม่ได้สัดส่วนต่อฐานความผิด เราไม่ควรให้อำนาจเรื่องจริยธรรมกับองค์กรอิสระในการตัดสินพรรคการเมือง ถ้าผิดกฎหมาย ถูกผิดเป็นความรับผิดชอบทางการเมือง ให้ประชาชนเป็นคนตัดสินผ่านบัตรเลือกตั้ง

เมื่อถามว่า คิดว่าศาลรัฐธรรมนูญควรมีหรือไม่ นายธนาธร กล่าวว่า ต้องให้อำนาจแคบที่สุด ไม่มีอำนาจลงโทษ หรืออาจจะตั้งตุลาการเป็นกรณีไป ไม่ว่าอย่างไร ต้องแคบมาก การตีความทางกฎหมายต้องแคบมาก

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนมีโอกาสที่จะลดเพดานด้านนโยบายเกี่ยวกับสถาบัน เพื่อที่จะร่วมทำงานกับผู้มีอำนาจหรือไม่ นายธนาธร กล่าวว่า ถ้าเราตัดอคติ และสิ่งที่ไม่เป็นจริงออก วันที่ตั้งพรรคอนาคตใหม่ เราไม่มีนโยบายแก้ ม.112 วันนั้นเราไม่ได้พูดเรื่องสถาบัน แต่ทุกฝ่ายโจมตีเราจนสังคมเชื่อไปอย่างนั้น ตนถามว่าเป็นคุณหรือเป็นโทษต่อสถาบันในการยุบพรรคอนาคตใหม่ เพราะการเรียกร้องการปฏิรูปสถาบัน เกิดขึ้นหลังการยุบพรรคอนาคตใหม่

“ผมคิดว่ามันไม่มีใครหรอกที่คิดจะล้มสถาบัน พวกเราทุกคนล้วนปรารถนาดีต่อประเทศ และเราพูดเสมอ วิธีการที่จะธำรงสถาบัน ให้อยู่คู่สังคมไทยตลอดไปคือ การค่อยๆ ปรับเปลี่ยนสถาบันให้อยู่กับยุคสมัย ย้ำกันอีกครั้งว่าพวกเราตั้งพรรคการเมือง ทำงานการเมืองในสภา ผมพูดหลายครั้งปืนสักกระบอกยังไม่มีเลย”

เมื่อถามว่า มีโอกาสลดโทษเรื่องสถาบันหรือไม่ นายธนาธร กล่าวว่า ถ้าคุณมองจากความจริง เอ็มโอยูของพรรคก้าวไกลทำกับพรรคเพื่อไทย ไม่มี ม.112 ที่เอา ม.112 ไปเป็นประเด็น เพราะเขาต้องหาเหตุไม่จับมือกัน เอากันให้ชัดว่าถ้าตัดอคติออก ไม่มีที่บอกว่ามาร่วมรัฐบาลกัน มาแก้ ม.112 กัน ไม่เคยบอกว่าถ้ามาร่วมรัฐบาลแล้วมาแก้ ม.112 กัน ไม่มีครับ 

นายธนาธร ทิ้งท้ายว่า ตนไม่สามารถเดินทางการเมืองมาไกลขนาดนี้ได้เลย ถ้าไม่มีการสนับสนุนจากผู้คน ในการเดินทางของตนมีคนให้ดอกไม้ ให้กำลังใจ ตนได้รับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ทุกวัน ไม่มีกำลังใจ ไม่มีแรงผลักดันของทุกคน ตนคงไม่สามารถยืนหยัดบนถนนการเมืองมา 7 ปีกว่า เราจะทำเต็มที่ตามศักยภาพของเรา ผลักดันประเทศไทยตามที่สัญญาเอาไว้ เพื่อให้ลูกหลานของเราเติบโตตามประชาธิปไตย ให้สังคมไทยมีความเสมอภาคทางกฎหมาย ให้เศรษฐกิจเราสู้กับสังคมโลกได้ นั่นคือ สังคมที่เราจะสร้าง

สมุทรปราการ-ครอบครัวสุวรรณบุตร เลี้ยงอาหารเด็กกว่า 4,000 คน เนื่องในวันคล้ายวันเกิด ครบรอบ 63 ปี สส.ยงยุทธ สุวรรณบุตร

(18 ก.ค.68) ครอบครัวสุวรรณบุตร นำโดย ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 สมุทรปราการ สมัยที่ 25 และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา

พร้อมด้วย นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา นายเมธากุล สุวรรณบุตร กรรมการผู้จัดการ และประธานมูลนิธิแพรกษาเพื่อการศึกษา ได้เดินทางไปเลี้ยงอาหารกลางวันแก่เด็กนักเรียน จำนวนกว่า 4,000 คน เนื่องในโอกาสครบรอบ 63 ปี วันคล้ายวันเกิด ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 สมุทรปราการ สมัยที่ 25 และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบล

โดยได้เลี้ยงอาหารกลางวัน พร้อมทั้งไอศครีม ขนมเค็ก แก่เด็กนักเรียน และน้องๆหนูๆ ทุกคนรวมถึงนักเรียนชั้นอนุบาล จำนวนกว่า 4,000 คน ได้แก่ โรงเรียนวัดแพรกษา โรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา (ชั้นประถม) โรงเรียนมัธยมแพรกษาวิเทศศึกษา และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ระดับเตรียมอนุบาล บ้านเอื้ออาทร 1 บ้านเอื้ออาทร 3 และบ้านเอื้ออาทร 14 

จากนั้นในช่วงบ่าย ทางคณะผู้บริหารโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา พร้อมด้วย คณะครู นักเรียน ร่วมแสดงกิจกรรมต่างๆ เพื่อต้อนรับครอบครัวสุวรรณบุตร ในฐานะผู้ก่อตั้งโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา สังกัดเทศบาลตำบลแพรกษา กระทรวงมหาดไทย เนื่องในโอกาสครบรอบ 63 ปี วันคล้ายวันเกิด ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร 

โดยมี คณะผู้บริหาร คณะสมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ คณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะครู นักเรียน ผู้นำชุมชน ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติและพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่จำนวนมากต่างเดินทางมาร่วมกิจกรรม ร่วมรับประทานอาหาร พร้อมทั้งมอบกระเช้าดอกไม้เพื่อแสดงความยินดีกับ ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร เนื่องในโอกาสครบรอบวันคล้ายวันเกิด

นอกจากนี้ นายเมธากุล สุวรรณบุตร กรรมการผู้จัดการ และประธานมูลนิธิแพรกษาเพื่อการศึกษา ได้มอบเงินสนับสนุนกิจกรรมของทางโรงเรียนให้แก่นักเรียนที่เป็นตัวแทนของโรงเรียนเตรียมตัวไปแข่งขันระดับประเทศ จำนวน  50,000 บาท เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่น้องๆ นักเรียนที่จะเดินทางไปแข่งขันและสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนต่อไป

กมธ.ทหารฯ ลงพื้นที่ติดตามและรับทราบผลการดำเนินงานของกรมการทหารช่างและมณฑลทหารบกที่ 16 จังหวัดราชบุรร

เมื่อวานนี้ (18 ก.ค.68) เวลา 14.00. - 16.30 นาฬิกา คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภาลงพื้นที่ติดตามและรับทราบการจัดภารกิจ ขีดความสามารถ การบรรเทาสาธารณภัยและการดำเนินการเกี่ยวกับกำลังพลสำรองของกรมการทหารช่างและมณฑลทหารบกที่ 16 จังหวัดราชบุรี

โดยมีพลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการทหารฯร.ต.อ.ฉลอง ทองนะ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ว่าที่พ.ต.กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ รองฯ คนที่สาม นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล เลขานุการและโฆษกคณะกรรมาธิการ นางสาวนวลนิจ หงษ์วิวัฒน์ รองเลขานุการคณะกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ และที่ปรึกษา นักวิชาการ เลขานุการประจำร่วมเดินทางในครั้งนี้ 

ในการนี้ พล.ท.สิรภพ ศุภวานิช เจ้ากรมการทหารช่างและพล.ต.พงษ์สวัสดิ์  ภาชนะทิพย์ ผู้บัญาชาการ มณฑลทหารบกที่ 16 กับคณะผู้บัญชาการให้การสรุปผลการดำเนินและให้การต้อนรับนำชมผลงานโรงเรียนทหารช่าง กรมการทหารช่างค่ายภาณุรังษีให้การต้อนรับ

คณะกรรมาธิการได้รับทราบสรุปผลการดำเนินงานของกรมการทหารช่าง ดังนี้ 
(1) ภารกิจหลักทหารช่างมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกองทัพและประเทศชาติ มีหน้าที่หลักในการก่อสร้าง ซ่อมแซม และบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติการ
รบและการดำรงอยู่ของกองทัพ 
(2) ภารกิจการช่วยเหลือประชาชนในยามเกิดภัยพิบัติเช่น 
การสร้างสะพานชั่วคราว ซ่อมแซมบ้านเรือน แจกจ่ายอาหารและน้ำ เป็นต้น พร้อมทั้งการ พัฒนาประเทศชาติ ซึ่งจำเป็นต้องมีการสำรวจความต้องการยุทโธปกรณ์ของหน่วยเพื่อให้มีความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
(3) การพัฒนาทหารช่างให้มีทักษะและความรู้ด้านวิศวกรรม ที่สามารถประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะดังกล่าวในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด ตามภารกิจและการสั่งการของกองทัพบก
(4) ภารกิจการฝึกร่วมและการเข้าร่วมผสมการปฏิบัติการเพื่อสันติภาพและมนุษยธรรมระหว่างประเทศหรือนานาชาติ

ซึ่งเจ้ากรมการทหารช่างมีข้อเสนอเพื่อให้สนับสนุนผลักดันกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้กรมการทหารช่างสามารถดำเนินการได้อย่างเต็มขีดความสามารถโดยเฉพาะอาวุธทยุทโธปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ ที่มีอายุการใช้งานมาแล้ว30 หรือ 40 ปีทั้งซ่อมไปด้วยและใช้ไปด้วยจึงควรช่วยผลักดันในส่วนนี้ด้วย
(5) ในส่วนเรื่องกำลังพลสำรอง พล.ต.พงษ์สวัสดิ์  ภาชนะทิพย์ ผู้บัญาชาการ มณฑลทหารบกที่ 16 ให้ข้อมูลว่ากำลังพลสำรองของ มทบ.16 ประมาณ จำนวน 200,000 นายครอบคลุมพื้น 3 จังหวัด คือ จังหวัดราชบุรี จังหวัดสมุทรสงคราม และจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งการติดตามให้ครอบคลุมครบถ้วนคงไม่ได้ เพราะมีการย้ายถิ่นฐานหรือเหตุอื่นที่ไม่สามารถติดต่อได้ 

ทั้งนี้ พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการได้มีข้อเสนอและข้อคิดการรักษาและฝึกทหารใหม่หรือกำลังพลสำรองที่ถือว่ามีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ใจความสำคัญเกี่ยวกับการปลุกจิตสำนึกความรักชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ของหทารใหม่กำลังพล กช.และกำลังพลสำรองในการดูและของ มทบ.16 เพื่อปลูกฝังให้เกิดสำนึกรักสามัคคีและส่งเสริมความปรองดองสมานฉันท์ ตระหนักถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม มุ่งมั่นที่จะธำรงรักษาสถาบันภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างกล้าหาญและเข้มแข็งทั้งขณะเป็นทหารประจำการและปลดประจำการไปแล้วก็ตาม

นอกจากนี้ จก.กช.นำคณะกรรมาธิการการทหารฯ เยี่ยมชมนิทรรศการ กองทัพบก เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์และประชาชน ในบทบาทต่างๆ ทั้งด้านการทหาร การพัฒนาประเทศและการช่วยเหลือประชาชนในยามเกิดภัยทุกพื้นที่ตามภารกิจอย่างดีที่สุด

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูลข้อเท็จจริงที่ได้รับมาประกอบการพิจารณาตามบทบาทหน้าที่และอำนาจที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติไว้
เพื่อภารกิจงานทหารและความมั่นคงของชาติต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top