Thursday, 11 June 2026
Hard News Team

‘พี่วิทย์’ โพสต์ TikTok!! 4 แนวทาง ดันท่องเที่ยว เน้น!! เที่ยวเมืองไทย ให้เงินหมุนเวียนในประเทศ

(20 ก.ค. 68) นาวาตรีวรวิทย์ เตชะสุภากูร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นไว้ใน TIKTOK #พี่วิทย์วรวิทย์ เกี่ยวกับเรื่องการท่องเที่ยว โดยมีใจความว่า ...

เห็นข่าวการขึ้นกำแพงภาษีจากต่างประเทศแล้ว ถ้าเรากินของไทย ใช้ของไทย เที่ยวเมืองไทย เงินก็จะหมุนเวียนในประเทศไทย คนก็จะมีอาชีพ มีงานทำ เราสามารถช่วยกันได้ เพราะปัญหาของวันนี้คือ ชาวต่างชาติมาเที่ยวเมืองไทยน้อยลง ส่วนคนไทยก็ยังไม่ค่อยไปเที่ยวเมืองรอง ทางแก้ไขที่ดีที่สุดก็คือ ทำให้เรื่องการท่องเที่ยวเป็นวาระแห่งชาติ ทุกหน่วยงานของทางภาครัฐต้องเน้นเรื่องการท่องเที่ยว และต้องมุ่งแก้ไขปัญหา 4 เรื่องดังนี้

1. การเดินทางไม่สะดวก มีรถโดยสารวิ่งภายในจังหวัดมากถึง 75% แต่วิ่งข้ามจังหวัดแค่ 10% จึงต้องจัดการเชื่อมต่อให้เป็นระบบ ทั้งรถยนต์ รถไฟ เครื่องบิน ให้ดีขึ้น

2. แก้ไขเรื่องความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น โรงแรมที่พัก ห้องน้ำ ให้ได้คุณภาพและจำนวน เรามีห้องพัก 65% กระจุกอยู่ใน 11 จังหวัดเมืองหลัก และมีอัตราการเข้าพักในเมืองรองก็ยังต่ำแค่ 30-50%

3. เพิ่มโปรโมชั่นที่เน้นเมืองรอง เช่น เอาใบเสร็จค่าใช้จ่าย ที่เที่ยวเมืองรอง มาหักภาษีได้เยอะๆ รวมถึงสนับสนุนให้บริษัทเอกชน จัดอบรมสัมมนาเพิ่มด้วย

4. เร่งฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้สะอาด สะดวกและปลอดภัย

‘เอกนัฏ’ สั่ง!! ‘สุดซอย’ กวาดล้างจับปลั๊กไฟ ปลั๊กพ่วง เถื่อน-ตกเกรด อายัดสินค้าของกลาง 7.2 ล้านบาท ดำเนินคดี!! มีโทษ ทั้งจำและปรับ

(20 ก.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และหัวหน้าชุดตรวจการณ์สุดซอย หรือ ทีมสุดซอย กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับสำนักงานมาตรฐานผลิภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และสำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า เข้าตรวจค้นโกดังและสถานที่ตั้งบริษัทนำเข้าจำนวน 3 แห่ง หลังได้รับรายงานว่าเป็นโกดังจัดเก็บสินค้าไม่มี มอก. และสินค้าตกมาตรฐาน ที่จำหน่ายในร้านค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์

นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวว่า จากการเข้าตรวจสอบทั้ง 3 จุด พบว่า จุดที่ 1 เป็นโกดังของ บริษัท ทีที-วัน เทคโนโลยี จำกัด ตั้งอยู่ในโครงการ ซีทีที ศาลายา ปาร์ค โกดังเลขที่ 52/36-39 และโกดังเลขที่ 52/34 มีร้านค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์กว่า 21 ร้านค้า เจ้าหน้าที่ตรวจพบเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายรายการ เช่น ปลั๊กไฟ ปลั๊กพ่วง เพาเวอร์แบงค์ หม้อทอดไร้น้ำมัน พัดลม และสินค้าอื่นๆเป็นสินค้าที่นำเข้ามาจากประเทศจีน ที่ไม่มี มอก. และไม่ได้ขออนุญาตจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม

จุดที่ 2 ได้เข้าตรวจสถานที่จำหน่าย ของบริษัท เอ็นทีพี อิเล็กทรอนิก 2019 จำกัด ตั้งอยู่บนถนนพุทธมณฑลสาย 3 เขตบางแค กรุงเทพฯ มีร้านค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ 3 ร้านค้าชื่อ ONESAM เนื่องจากก่อนหน้านี้ทาง เจ้าหน้าที่ สมอ. ได้เข้าตรวจสอบตามข้อร้องเรียนของประชาชนและได้นำตัวอย่างชุดปลั๊กพ่วงที่จำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ภายใต้ยี่ห้อ ONESAM ไปตรวจสอบ ผลทดสอบผลิตภัณฑ์ชุดสายพ่วง ปรากฏไม่เป็นไปตามมาตรฐาน จึงลงพื้นที่เข้าตรวจสอบโกดังสินค้าเพิ่มเติม พบว่ามีการจำหน่ายเครื่องจ่ายไฟฟ้าสำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือแท็บเล็ตและชุดสายพ่วงด้วย จึงได้ทำการอายัดสินค้าดังกล่าวไว้ทั้งหมด 

และเจ้าหน้าที่ได้ขยายผลจากตัวแทนของบริษัท เอ็นทีพีฯ จำกัด ทราบว่ามีการสั่งซื้อสินค้านำเข้ามาจากประเทศจีน โดยผ่าน บริษัท เอ็ม จี ที อินเตอร์คอร์ปอเรชั่น จำกัด เจ้าหน้าที่จึงเดินทางไปตรวจสอบยังจุดที่ 3 คือ บริษัท เอ็ม จี ที ฯ เพิ่มเติม พบผลิตภัณฑ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ และแท็บเล็ตพร้อมเครื่องจ่ายไฟฟ้า นำเจ้าจากประเทศจีน ไม่พบการแสดงเครื่องหมายมาตรฐานที่ตัวเครื่องจ่ายไฟฟ้า จึงทำการยึดอายัดสินค้าทั้งหมด

โดยเจ้าหน้าที่สั่งให้ทั้ง 3 บริษัทฯ นำสินค้าที่ไม่มี มอก. และสินค้าที่ตกมาตรฐานออกจากระบบการซื้อขายในร้านค้าออนไลน์ทั้งหมด พร้อมดำเนินคดีจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน และเป็นผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีมาตรฐาน มีโทษทั้งจำและปรับ

"ตามนโยบายปราบดัมพ์ สู้ ทรัมป์ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่สั่งกวาดล้างสินค้าเถื่อน ไม่มีมาตรฐาน นำเข้ามาดัมพ์ตลาดในไทย ทั้งปลั๊กพ่วง ปลั๊กราง สายไฟ เพาเวอร์แบงค์ เครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิด ที่นำเข้ามาขายราคาถูก ไม่มีการขอ มอก. ซ้ำยังมีบางสินค้า แอบแปะสัญลักษณ์ มอก. เอง แบบไม่ถูกต้อง นอกจากจะเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่ซื้อไปใช้แล้ว ผู้นำเข้าบางรายยังใช้ไทยเป็นทางผ่านหลีกเลี่ยงกำแพงภาษี บางรายมีการนำชิ้นส่วนรวมไปถึงฉลากมาประกอบในไทย แต่แอบติดตรา Made in Thailand ทำให้เกิดความเสียหาย ทำลายชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือประเทศไทยแล้ว ยังทำลายผู้ประกอบการไทยที่ทำสินค้าดีมีมาตรฐานในประเทศอีกด้วย" นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวทิ้งท้าย

ตำรวจภูธรภาค 2 โชว์ “พัทยาโมเดล” แซนด์บ็อกซ์เมืองท่องเที่ยวปลอดภัย CRIME MAPPING ล็อกเป้าลดอาชญากรรมเห็นผล กล้องอัจฉริยะ 5 จุดแลนด์มาร์ก 

(20 ก.ค. 68)  พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) เปิดเผยว่า ตำรวจภูธรภาค 2 ได้สร้าง “พัทยาโมเดล” ต้นแบบนวัตกรรมสร้างความปลอดภัยในเมืองท่องเที่ยว แบบเชิงรุก ผนึกเทคโนโลยีขั้นสูง ผสานความร่วมมือผนวกข้อมูลของตำรวจและท้องถิ่น เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว และชาวเมืองพัทยา โดยผลลัพธ์จากการทดลองในพื้นที่แซนด์บ็อกซ์ตั้งแต่เดือนเมษายน ถึงปัจจุบัน รวม 4 เดือน ผลออกมาดี พบว่าสถิติการเกิดอาชญากรรมลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ จับกุมคนร้ายตามหมายจับได้มากขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้รวดเร็ว แม่นยำ มีประสิทธิภาพมากขึ้น สร้างความพึงพอใจและเพิ่มเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่

ผบช.ภ.2 กล่าวว่า เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่วอล์กกิ้งสตรีทพัทยาเพื่อตรวจความพร้อมงานพัทยามาราธอน ตนจึงได้นำเสนอ “พัทยาโมเดล” ที่ใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงผ่านระบบ AI เชื่อมโยงบิ๊กดาต้า มาใช้ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม โดย รมว.ท่องเที่ยวฯ ชื่นชมว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวกลับเข้ามาท่องเที่ยวในเมืองพัทยาเพิ่มมากขึ้น รวมถึงเมืองอื่น ๆ ในประเทศไทยด้วย

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวด้วยว่า ตำรวจภูธรภาค 2 เราเล็งเห็นว่าความมั่นใจในความปลอดภัยเป็นหัวใจของการท่องเที่ยวในยุคปัจจุบัน เราต้องสร้างเมืองท่องเที่ยวของไทย โดยเลือก “พัทยา” ซึ่งเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เป็นพื้นที่ต้นแบบทำ พัทยาโมเดล ให้เป็นเมืองปลอดภัย น่าเที่ยวและน่าเชื่อถือ  ตำรวจต้องปรับตัว คิดและลงมือทำแบบเชิงรุกสร้างความมั่นใจให้ได้ก่อนปัญหาเกิด ตำรวจภูธรภาค 2 ได้ประสาน เมืองพัทยา และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางสร้างข้อมูลบิ๊กดาต้าครบวงจร มีฐานข้อมูลบุคคลต้องสงสัย บุคคลเฝ้าระวัง และบุคคลตามหมายจับ ทำแผนที่ความเสี่ยง หรือ CRIME MAPPING เชื่อมต่อกล้องวงจรปิดอัจฉริยะใน 5 จุดในพื้นที่แซนด์บ็อกซ์ โดยเลือกสถานที่ 3 แห่ง 5 จุดสำคัญ คือ 1.ชายหาดพัทยา 2 จุด  2.วอล์กกิ้งสตรีท 2 จุด  และ 3. ท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย 1 จุด มีฟังก์ชันตรวจจับใบหน้าบุคคล หรือ FACE RECOGNITION แบบเรียลไทม์ ทั้งนี้เป็นระบบที่ใช้งานง่าย เคลื่อนที่ได้สามารถปรับใช้ในอีเว้นต์ต่าง ๆ ได้ โดยมีระบบ Smart Notification แจ้งเตือนทันทีไปยังเจ้าหน้าที่ สามารถจับได้ไว ลดโอกาสคนร้ายหนีรอด ตั้งแต่ติดตั้งระบบนี้สามารถจับกุมบุคคลตามหมายจับได้หลายรายได้เร็วขึ้นหลายเท่า

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวว่า ยังมีนวัตกรรม CRIME DASHBOARD รายงานเหตุ บันทึกเหตุอาชญากรรม ติดตามสถิติอาชญากรรมครบในระบบเดียวช่วยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานได้ง่าย ลดภาระงาน ลดความผิดพลาด และที่สำคัญมีข้อมูลพร้อมใช้ทันที โดยหลังจากติดตั้งระบบนี้สถิติอาชญากรรมในเมืองพัทยาลดลงอย่างเห็นได้ชัด  ยกตัวอย่างเหตุทำร้ายร่างกายในเดือนมิถุนายน มี 50 ราย ลดลงจากเดือนเมษายน ที่มี 111 รายเหตุเกี่ยวกับทรัพย์ก็ลดลงเช่นกันเดือนเมษายน 81 ราย เดือนมิถุนายนเหลือ 48 ราย ผลมาจากตำรวจปฏิบัติหน้าที่ได้แม่นยำขึ้น ตรวจจุดเสี่ยงลดการเกิดเหตุ รวดเร็ว เห็นผลจริง

“5 ข้อ หัวใจสำคัญของการใช้นวัตกรรมตำรวจ สร้างความเชื่อมั่นให้เมืองท่องเที่ยวโลก โดยเมืองพัทยามุ่งมั่นจะยกระดับพัฒนา “พัทยาโมเดล” ให้สมบูรณ์ ต้องมี 5 ส่วนสำคัญ คือ 
1.CRIME PREVENTION BY DESIGN วางโครงสร้างป้องกันก่อนเหตุด้วยเทคโนโลยี 
2. AI-DRIVEN POLICING ใช้ AI และ BIG DATA เป็น “หัวใจ” ทุกกระบวนการ
 3. SMART COLLABORATION ประสานทุกภาคส่วน ตํารวจ, ท้องถิ่น, ภาคเอกชน,
ประชาชน ร่วมสร้างเมืองปลอดภัยร่วมกัน
 4.TOURIST FRIENDLY TECH สร้าง APPLICATION / QR CODE  ให้นักท่องเที่ยวติดต่อขอความช่วยเหลือ แจ้งเหตุง่าย
และ 5. RAPID RESPONSE ตอบสนองเหตุฉุกเฉินทันที เชื่อมต่อทั้ง ตำรวจ กู้ภัย สาธารณสุข” ผบช.ภ.2 กล่าวว่า ตำรวจภูธรภาค 2 กำลังพัฒนาระบบต่าง ๆ นำนวัตกรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์เพื่อสร้างความอุ่นใจให้ประชาชน ขอให้เชื่อมั่นในความมุ่งมั่นของเรา 

คนไทย ได้ใช้ ‘ยารักษามะเร็ง’ ราคาถูก ด้วยพระปรีชาของ ‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’

(20 ก.ค. 68) นายสมภพ พอดี นิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศิษย์เก่าปริญญาโท คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟสบุ๊ค กรณียารักษาโรคมะเร็ง อิมครานิบ 100 ชนิดเม็ดที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย โดยพัฒนาขึ้นจากพระปรีชาสามารถของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนา ระบุว่า …

ยารักษามะเร็ง

พวกเราที่ต้องกินยาฝรั่งเป็นประจำ ต้องรูัว่ามันแพง บางอย่างแพงมากๆ
แล้วคนไหนที่เปลี่ยนจากยาฝรั่งต้นตำรับที่เรียกว่า innovator (อิน-โน-เว-เต้อร์) เป็นยาตัวเดียวกันที่หมดความคุ้มครองของสิทธิบัตรแล้วที่เรียกว่า generic (เจ-เนอ-หริก) ที่ผลิตในประเทศ หรือประเทศเพื่อนบ้าน ก็จะรู้ด้วยว่า ราคาถูกลงเยอะมาก ถูกลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง บางอย่างราคาแค่ 10% เท่านั้นเอง

ที่ราคาต่างกันราวกับฟ้ากะเหวเป็นเพราะว่า การวิจัย พัฒนา ยารักษาโรคใหม่ขึ้นมา มันทั้งแพงและใช้เวลายาวนาน
เรามาดูกันว่า แพงแค่ไหน นานแค่ไหน

การพัฒนายารักษาโรคใหม่ๆ เป็นกระบวนการที่ซับซ้อน และต้องผ่านขั้นตอนการวิจัยและทดสอบที่เข้มงวดหลายขั้นตอน เพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพและความปลอดภัยก่อนที่จะนำไปใช้กับผู้ป่วยได้จริง ดังนี้

1. การค้นพบและพัฒนา (Discovery and Development) - ระยะเวลา: 2-4 ปี
ศึกษาค้นคว้าโรค สาเหตุและกลไกของโลก หาสารออกฤทธิ์ที่มีเป็นแสนๆชนิดที่มีศักยภาพใฃในการรักษาโรค

2. การวิจัยพรีคลินิก (Preclinical Research) - ระยะเวลา: 1-2 ปี
ทดสอบตัวยาที่เลือกไว้ว่ามีผลลัพธ์ที่ต้องการ ประสิทธิภาพ และเป็นพิษ ทั้งในหลอดทดลองมาจนเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ สัตว์ทดลอง เพื่อยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัย
รวบรวมข้อมูลเพื่อยื่นขออนุญาตทำการวิจัยทางคลินิก ต่อหน่วยงานกำกับดูแล เช่น อย. (FDA ในสหรัฐอเมริกา)

3. การวิจัยทางคลินิก (Clinical Research) - การทดสอบในมนุษย์ ระยะเวลา: 6-7 ปี โดยเพิ่มจำนวนขึ้นทีละขั้นจนแน่ใจว่าปลอดภัย และรูัว่าผลข้างเคียงทั้งหมดคืออะไร

4. การยื่นขอขึ้นทะเบียนและอนุมัติ (Regulatory Review and Approval) - ระยะเวลา: 1-2 ปี

5. การเฝ้าระวังหลังการวางตลาด (Post-Market Safety Monitoring)

โดยเฉลี่ยแล้ว กระบวนการพัฒนายาใหม่ตั้งแต่ต้นจนถึงการได้รับอนุมัติให้ขายได้ ใช้เวลาประมาณ 10 - 15 ปี ในบางกรณีอาจนานกว่านั้นถึง 20 ปี

ส่วนเรื่องของต้นทุน จากการศึกษาล่าสุด ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการพัฒนายาใหม่ 1 ขนาน (รวมถึงต้นทุนของยาที่ล้มเหลวในกระบวนการ) อยู่ระหว่าง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถึง 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 35,000 ล้านบาท ถึง 91,000 ล้านบาท) หรือสูงกว่านั้นในยาบางชนิด โดยเฉพาะยารักษาโรคมะเร็งที่จะต้องไม่เป็นพิษต่อผู้ป่วย อย่างเช่น

ยารักษามะเร็งไขสันหลังชื่อ Carvykit ของบริษัท Janssen Biotech ที่ราคาต่อการเข้ารักษาหนึ่งครั้งอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านบาท และจะต้องได้รับการรักษาหลายครั้งจึงจะมีโอกาสหาย

ด้วยเหตุนี้ ในโลกตะวันตก ผู้ป่วยโรคร้ายแรงจำนวนไม่น้อยจึงไม่ได้รับการรักษาหรือเลือกที่จะไม่รักษา เพราะราคายาที่นั่นแพงสุดๆ ใครไม่มีประกันสุขภาพ ก็หมดโอกาสรักษาตัว แต่ถ้ารักษาก็จะสิ้นเนื้อประดาตัว

แต่ไม่ใช่ที่บ้านของเรา เมืองไทยของเรา

เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา องค์การอาหารและยา หรือ อย. ได้ขึ้นทะเบียนยารักษามะเร็ง 2 ขนาน ชื่อ Herdara และ Imcranib 100 ที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์และราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดย สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

จากตรงนี้ไป ผมขอเรียกพระองค์ว่า เจ้าหญิงของคนไทย ในโพสต์นี้

คนไทยเป็นมะเร็งมากขึ้นเพราะอายุขัยเฉลี่ยยาวนานขึ้น ควบคู่ไปกับสิ่งแวดล้อมและอาหารที่มีสารก่อมะเร็งปนเปื้อนมากขึ้นๆ แต่คนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงยารักษามะเร็งราคาแพง

เจ้าหญิงของเราจึงทรงมีพระกรุณาธิคุณ ให้หน่วยงานของพระองค์วิจัยพัฒนายาทั้ง 2 ขนานจากยาต้นตำรับ (Innovator) ที่ถูกพิสูจน์จากการใช้งานจริงแล้วว่า ใช้ได้ผลและมีประสิทธิภาพดี เพื่อให้ได้ยาที่ราคาถูกลง คนไทยทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ โดยใช้เวลานานนับปีๆ และทรัพยากรทุกอย่างที่พระองค์ทรงสนับสนุน ส่งเสริม และจัดหาให้

ยา Herdara เป็นยารักษามะเร็งเต้านม ถูกพัฒนามาจากยา Herceptin ที่ราคาสูงถึง 45,000 บาทต่อ หนึ่ง ไวอัล และการรักษาแต่ละคอร์สต้องใช้ยาหลายไวอัล แม้ว่ายังไม่มีการประกาศราคา แต่เจ้าหญิงของคนไทยทรงมุ่งมั่นที่จะทำให้ราคายาของพระองค์ราคาถูกกว่ายาต้นแบบมาก

ยา Imcranib 100 ที่ใช้รักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง พัฒนาจากยาต้นตำรับ Gleevec ที่มีราคาสูงถึงเม็ดละหลายพันบาท โดยยาของเจ้าหญิงของเราจะมีราคาถูกกว่า 10 เท่าคือเม็ดละร้อยกว่าบาทเป็นอย่างสูง

ยาทั้งสองนี้จะถูกผลิตที่โรงงานผลิตยาของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ที่จังหวัดชลุบรี เพื่อคนไทย พสกนิกรไทยต่อไป

เจ้าหญิงของคนไทยเรา ทรงศึกษาวิชาการสายวิทยาศาสตร์ถึงขั้นสูงสุด ทรงพระเมตตา ทรงงานด้านสาธารณสุขอย่างหนักเพื่อคนไทยของพระองค์มาตลอดโดยไม่คำนึงถึงสุขภาพของพระองค์เอง เช่นเดียวกับ ในหลวงรัชกาลที่เก้า พ่อของพระองค์ และสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ปู่ของพระองค์

ขอพระองค์ทรงพระเจริญเป็นขวัญเป็นมงคลให้กับคนไทยชั่วกาลนานด้วยเทอญ

‘กระทรวงท่องเที่ยวฯ’ เผย!! นทท.มาเลเซีย แห่เที่ยวไทย แซงหน้า นทท.จีน ด้านผู้ประกอบการ ไม่คาดหวังตัวเลข ในช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว

(20 ก.ค. 68) มาเลเซียแซงหน้าจีน กลายเป็นตลาดนักท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 นี้ ขณะที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวหลายรายแทบไม่คาดหวังว่าสถานการณ์ตลาดเอเชียจะดีขึ้นในช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว

จากข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่าในช่วง 6 เดือนแรก ไทยรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นจำนวน 16.6 ล้านคน ลดลง 4.6% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยมีตลาดท่องเที่ยวเพียง 4 ประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเกิน 1 ล้านคน ได้แก่ มาเลเซีย จีน อินเดีย และรัสเซีย

โดยมาเลเซียมียอดนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามากที่สุดที่ 2.29 ล้านคน และจีน 2.26 ล้านคน ลดลง 5.59% และ 34.1% ตามลำดับ ตามมาด้วยอินเดียที่ 1.18 ล้านคน เพิ่มขึ้น 13.8% และรัสเซียที่ 1.03 ล้านคน เพิ่มขึ้น 12.3%

ด้านสมาคมสมาพันธ์ท่องเที่ยวจังหวัดชลบุรีกล่าวว่า ภาพรวมในไตรมาสที่ 3 อาจจะยังไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากตลาดจีนอาจยังไม่ดีขึ้นมาก ขณะที่ในระยะยาว สมาคมฯ มองว่าไทยจะยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายจากชื่อเสียงที่ลดลงในหมู่นักท่องเที่ยวชาวจีน โดยเฉพาะในภาพลักษณ์ว่าไทยไม่คุ้มค่าเงินอีกต่อไป โดยนักท่องเที่ยวจำนวนมากได้เปลี่ยนเป้าหมายไปยังเวียดนาม เนื่องจากมีความสามารถในการแข่งขันในด้านราคาสูงกว่า

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

‘อาจารย์อุ๋ย’ เรียกร้อง!! รัฐบาลให้กดดัน ‘กัมพูชา’ รับผิดชอบ ‘กับระเบิด’ ชี้!! ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ห้ามใช้ กักตุน ผลิต ทุ่นระเบิดสังหาร

(19 ก.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพเฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า …

จากกรณีที่พลทหาร 3 นาย ของไทย เหยียบกับระเบิดของกัมพูชาขณะเดินลาดตระเวนริมชายแดนนั้น นอกเหนือจากการเยียวยาความเสียหายให้กับตัวผู้บาดเจ็บแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลต้องกระทำทันทีคือการเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำที่ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งห้ามการใช้ กักตุน ผลิตหรือขนส่งทุ่นระเบิดสังหารส่วนบุคคล (anti-personnel mines) 

ซึ่งการแสดงความรับผิดชอบของรัฐเมื่อเกิดการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศนั้นมีได้หลากหลายวิธี โดยบัญญัติไว้ในบทบัญญัติว่าด้วยความรับผิดของรัฐในกรณีการกระทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศ 2544 (Articles on Responsibility of States for Internationally Wrongful Acts 2001) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า ARSIWA ซึ่งร่างโดย คณะกรรมาธิการกฎหมายระหว่างประเทศ (ILC) ซึ่งเป็นองค์กรย่อยของสหประชาชาติ โดยรัฐใดรัฐหนึ่งจะต้องรับผิดต่ออีกรัฐหนึ่งเมื่อเกิดการกระทำที่ฝ่าฝืนพันธกรณีระหว่างประเทศ 

ซึ่งในกรณีนี้กัมพูชาฝ่าฝืนอนุสัญญาออตตาวา จนทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บและพิการ ซึ่ง ARSIWA กำหนดให้รัฐที่กระทำผิดต้องยุติการกระทำผิด และป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ (cessation and non-repetition) ตามมาตรา 30 ซึ่งในกรณีนี้กัมพูชาต้องแถลงขอโทษ เอาทุ่นระเบิดสังหารออกทั้งหมด และ รับผิดชอบเยียวยาและชดใช้ความเสียหายให้กับทหารไทยที่บาดเจ็บและทุพพลภาพ (reparation, restitution and compensation) ตามมาตรา 31 35 และ 36 โดยรัฐที่ทำผิดจะต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งทางวัตถุ ร่างกายและจิตใจ  

โดยรัฐบาลไทยสามารถใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้โดยใช้วิธีกดดันทางการทูต หรือนำเรื่องเข้าสู่ประชาคมระหว่างประเทศเพื่อแสดงให้เห็นว่ากัมพูชาละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศก่อน เพื่อที่ไทยจะได้สงวนสิทธิในการป้องกันตนเองโดยการใช้กำลังอาวุธตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) หรือสามารถนำเรื่องเข้าสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ หรือกลไกเฉพาะอื่น ๆ ขององค์กรระหว่างประเทศต่อไป เช่น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNHCR)   

ทั้งนี้ ก็เพื่อรักษาศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของชาติบนเวทีโลก และสำแดงให้นานาอารยประเทศเห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่รักสงบ เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และหลีกเลี่ยงการใช้กำลังอย่างถึงที่สุด เว้นแต่จะถูกรุกรานด้วยการกระทำที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศก่อน ด้วยความปรารถนาดี   

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ เตือน!! นักการเมือง เลิกอ้างฟ้า สร้างภาพหวังคะแนน ชี้!! คนที่จงรักภักดีจริง จะไม่อ้างฟ้าพร่ำเพรื่อ ให้สะเทือนใจประชาชน

(19 ก.ค. 68) นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊กว่า …

อย่าดึงฟ้าต่ำ

ทนฟังกันมานานมากพอหรือยัง

ฟังกันอยู่ได้นักการเมืองปากเหม็น

เคยเป็นถึง ‘อดีตนายกฯ’ ต้องรู้ว่า

อันใดควรอันใดไม่ควร

คำก็อ้างฟ้า สองคำก็อ้างฟ้า

คนที่มีความจงรักภักดีจริง

จะไม่อ้างฟ้าพร่ำเพรื่อ

หากไม่คิดสร้างจินตนาการไม่ขายฝัน

ไม่หาเสียง ไม่หวังสร้างคะแนนนิยม

ไม่มีจุดมุ่งหมายทางการเมือง

ต้องไม่อิงแอบฟ้าเพื่อผลทางการเมือง

ถวายงานไปโดยไม่ต้องอ้าง

อ้างทุกวันทุกครั้งที่มีไมค์

แฝงเจตนาอะไร

อดีตผู้พิพากษา เผย!! ‘ทักษิณ’ เล่นใหญ่ แสดงบทบาท เหนือรัฐบาล ชี้!! ครอบงำพรรคการเมือง ผิดกฎหมาย อาจถึงขั้นยุบ ‘เพื่อไทย’

(19 ก.ค. 68) นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง “การครอบงำและชี้นำพรรคการเมืองซึ่งจะมีความผิดอาญาและเป็นเหตุให้ยุบพรรคได้” มีเนื้อหาระบุว่า …

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในเวที ปลดล็อกอนาคตประเทศไทย ...สู้วิกฤติโลก (Unlocking Thailand’s Future) จัดโดย สำนักข่าวไทย อสมท. นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “ปลดล็อกอนาคตประเทศไทย สู้วิกฤติโลก พลิกเกมเศรษฐกิจไทย...สู่อนาคต” และให้สัมภาษณ์แก่พิธีกรในรายการ “ฟังหูไว้หู” ตอนหนึ่งว่า

“วันนี้รัฐบาลมีความชอบธรรมในการออกกฎหมายและแก้ปัญหาสำคัญของประเทศอย่างรวดเร็วทันใจ ไม่เช่นนั้นมันไม่ไปไหน คิดว่าวันนี้ไม่มีใครที่จะไปคิดว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี เพราะเราต้องทำงานต่อเนื่อง นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ก็แถมตนที่เป็นเสมียนของประเทศ (national clerk) ขอรวบรวมทุกอย่างส่งให้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีไปดู ตนเองเป็นคนชอบรวบรวมปัญหาและแนวทาง เป็นเรื่องที่อยากเห็นในบ้านเรา”

ผู้เขียนมีความเห็นดังนี้

1)เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทักษิณได้แสดงออกถึงความเป็นเจ้าของพรรคเพื่อไทย ทั้ง ๆ ไม่มีสิทธิจะเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคใดๆ ก็ตาม เพราะเคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกในข้อหาทุจริตหรือใช้อำนาจขัดต่อกฎหมาย ต้องห้ามที่จะเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ตามกฎหมายพรรคการเมือง (มาตรา 24 (2)) แต่ทักษิณก็กระทำการทั้งโดยเปิดเผยและไม่เปิดเผยอย่างน้อย 5 ครั้ง ที่สุ่มเสี่ยงต่อการฟังว่าเป็นการครอบงำหรือชี้นำพรรคเพื่อไทย ได้แก่

(ก)การเชิญแกนนำหลักจากพรรคร่วมรัฐบาลเข้าหารือด่วน เพื่อพิจารณาและเสนอชื่อบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่แทนเศรษฐา ทวีสิน เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า

(ข) การให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชน เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ที่สำนักงาน ป.ป.ส. กรุงเทพฯ

(ค) การให้สัมภาษณ์ในรายการของ Nation TV ชื่อว่า “3 Editors” เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2568

(ง) การเข้าร่วมงาน “55 Years Nation Exclusive Talk: Breaking Through Thailand’s Crisis – Chapter 1” ณ Nation TV สตูดิโอ ช่อง 22 และตอบคำถามของพิธีกร เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 ณ Nation TV สตูดิโอ ช่อง 22

(จ) การร่วมถกแผนรับมือกำแพงภาษี 'ทรัมป์' กับแกนนำพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2568 ที่บ้านพิษณุโลก

2) การกระทำทั้งหมดส่อแสดงให้เห็นว่า เป็นการครอบงำหรือชี้นำพรรคการเมืองที่ตนไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค ซึ่งกฎหมายพรรคการเมือง “ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการใดอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมือง ในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม” (มาตรา 29)

ผู้ฝ่าฝืนจะมีความผิดอาญาซึ่งมีโทษจำคุก ตั้งแต่ 5 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000 บาทถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลต้องสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง (กฎหมายพรรคการเมือง มาตรา 108 ประกอบมาตรา 29)

3) กฎหมายพรรคการเมือง “ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือกระทำการใดอันทำให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมือง ในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม” (มาตรา 28)

พรรคเพื่อไทยจึงอาจถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคได้เมื่อ กกต. ร้องขอ (กฎหมายพรรคการเมือง มาตรา 92 (3) ประกอบมาตรา 28)

4) การกระทำทั้งหมดของทักษิณจึงน่าจะเป็นการครอบงำหรือชี้นำพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีความผิดอาญาและเป็นเหตุให้ยุบพรรคเพื่อไทยได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top