Thursday, 30 July 2026
Hard News Team

ก.อุตสาหกรรม - คมนาคม ผนึกกำลังภาคเอกชน เปิดพื้นที่ 'กรุงเทพอภิวัฒน์' จัดบิ๊กอีเวนท์กระตุ้นเศรษฐกิจ

กระทรวงอุตสาหกรรม ผนึกกำลัง กระทรวงคมนาคม และภาคเอกชน จัดบิ๊กอีเวนท์ 'อุตสาหกรรมแฟร์ 2568' เปิดพื้นที่ใจกลางการขนส่ง 'กรุงเทพอภิวัฒน์' หวังบูมเศรษฐกิจกลางปีได้กว่า 300 ล้านบาท

เมื่อวานนี้ (21 ก.ค.68) กระทรวงอุตสาหกรรม ผนึกกำลังครั้งสำคัญกับ กระทรวงคมนาคม และภาคเอกชน แถลงข่าวเตรียมจัดงานบิ๊กอีเวนท์ 'อุตสาหกรรมแฟร์ 2568' ภายใต้แนวคิด 'รถไฟอุตสาหกรรม นำความสุขสู่คนไทย' ระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2568 ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ บางซื่อ พบกับมหกรรมสินค้าคุณภาพ ราคาประหยัด ลดค่าครองชีพ อาทิ เสื้อผ้า อาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องอุปโภค-บริโภค และสินค้าอื่น ๆ อีกมากมายที่ยกขบวนพาเหรดจากเครือสหพัฒน์และผู้ประกอบการ SME ไทยทั่วประเทศ พร้อม Mind Motorshow รถที่ใช่ดีลที่ชอบ นอกจากนี้ ภายในงานยังจะมีความร่วมมือครั้งสำคัญในการพัฒนาและยกระดับอุตสาหกรรมรางเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางระบบขนส่งโลจิสติกส์ ของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต โดยคาดว่าการจัดงานในครั้งนี้จะสามารถกระตุ้นมูลค่าเศรษฐกิจกลางปีได้กว่า 300 ล้านบาท

ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้บูรณาการ ความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ กระทรวงคมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย 
บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ในเครือสหพัฒน์ สมาคมยานยนต์แห่งประเทศไทย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ในฐานะ MIND Ambassador และบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ในการจัดงาน “อุตสาหกรรมแฟร์ 2568 :รถไฟอุตสาหกรรม นำความสุขสู่คนไทย” ระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2568 ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เพื่อเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ในการทดสอบตลาดและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ประกอบการ SME ไทย และวิสาหกิจชุมชน อีกทั้งผู้ประกอบการโรงงานยังได้มีพื้นที่ในการกระจายสินค้าถึงกลุ่มผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อสินค้าอุตสาหกรรมไทยที่มีคุณภาพและราคาเป็นธรรมเพื่อให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าคุณภาพดีในราคาเหมาะสม อันจะเป็นการช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในช่วงกลางปีได้กว่า 300 ล้านบาท
มีผู้เข้าชมงานกว่า 30,000 คน

กระทรวงอุตสาหกรรม ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด ไม่ว่าจะเป็น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม (สปอ.) ดำเนินงานร่วมกับกระทรวงคมนาคมและภาคเอกชนในการจัดงานครั้งนี้ โดยภายในงาน 'อุตสาหกรรมแฟร์ 2568 : รถไฟอุตสาหกรรม นำความสุขสู่คนไทย' จะมีการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้ามากมายให้ช้อปกันอย่างจุใจในสถานีกลาง พื้นที่กว่า 8,000 ตารางเมตร ซึ่งแบ่งเป็นโซนต่าง ๆ ได้แก่

1. โซนมหกรรมสินค้าอุปโภค - บริโภคราคาประหยัดจากเครือสหพัฒน์ พบกับสินค้าคุณภาพราคาประหยัด ที่จะยกขบวนมาลดราคา อาทิ ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน - ผงซักฟอก น้ำยาล้างจานโปร ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก – ผลิตภัณฑ์โคโดโม ผลิตภัณฑ์เซนต์แอนดรูว ผลิตภัณฑ์ส่วนบุคคล - ยาสีฟันซิสเท็มมา ผลิตภัณฑ์อาหาร - มาม่า ผลิตภัณฑ์เสื้อผ้า - วาโก้ แอร์โรว์ และ เครื่องสำอาง BSC MTI  2. โซน 'รถที่ใช่ดีลที่ชอบ' จะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับ ผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ รถจักรยานยนต์คุณภาพดีและข้อเสนอพิเศษสุดในงานจากค่ายรถยนต์ต่าง ๆ อาทิ โตโยต้า ฮอนด้า อีซูซุ ยามาฮ่า เป็นต้น 3. โซนมหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า พบกับเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์คุณภาพมีมาตรฐาน มอก. ราคาประหยัด เช่น พัดลม หม้อหุงข้าว ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ Hatari Mitsubishi Samsung LG Panasonic Sharp ไทยสเตนเลสสติล (Seagull) ลักกี้เฟลม (Luckyflame) อาร์ซลิกฮิตาชิ (Hitachi) ไทยทาซากิ (Tasaki) เป็นต้น

4. โซนมหกรรมจำหน่ายสินค้าจากผู้ประกอบการ SME ไทย และวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ จำนวน 155 บูธ เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ ของใช้ของตกแต่งบ้าน งานคราฟต์ สินค้าสายมู อาหารพร้อมทาน เครื่องดื่มชงสด อาหารแปรรูป และเครื่องดื่มแปรรูป เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีโซนการจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมจาก บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ในฐานะ MIND Ambassador ของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยทาง โตโยต้า ได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนได้รับรางวัลอุตสาหกรรมยอดเยี่ยมของกระทรวงอุตสาหกรรมในปีที่ผ่านมาร่วมจัดแสดงภายในงานเพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม อีกทั้ง ยังได้มีการจัดกิจกรรมบนเวทีกลางที่น่าสนใจอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิ การจัดเสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในหัวข้อต่าง ๆ เช่น เบลนด์น้ำหอม (Perfume Blending Workshop) Talk & share (ไทย-จีน-อังกฤษ) Taste of Siam เมื่ออาหาร คือสูตรลับแห่งสุขภาพ เลือกคนให้ถูกงาน เลือกงานให้ถูกคน Herbal Plantasia ทำน้ำมันหอมระเหย Hobby Hut Craft ทำตุ๊กตาจากผ้า (กระต่าย) การเวิร์คช็อปฝึกอาชีพ เล่นเกมชิงรางวัล และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง อาทิ ไอซ์ ศรัณยู / อะตอม ชนกันต์ / ป๊อป ปองกูล / อ๊อฟ ปองศักดิ์

ขณะเดียวกัน การจัดงานในครั้งนี้ยังมีอีกหนึ่งความร่วมมือครั้งสำคัญที่เกิดขึ้น คือ การลงนามบันทึก ความเข้าใจ (MOU) การยกระดับระบบคมนาคมขนส่งทางรางและการสร้างฐานการผลิตรถไฟมาตรฐานสากลภายในประเทศ ระหว่าง กระทรวงอุตสาหกรรม โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) กับ กระทรวงคมนาคม โดย สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) (สทร.) ซึ่งจะมีการลงนามในวันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม 2568 ก่อนช่วงพิธีเปิดงานอุตสาหกรรมแฟร์ 2568 โดยที่ผ่านมากระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงคมนาคมได้มีการทำงานร่วมกันมาอย่างต่อเนื่องในการขับเคลื่อนและยกระดับอุตสาหกรรมรางเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางระบบขนส่งโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียน ดร.ณัฐพล กล่าว

ด้าน นายวิทยา ยาม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงคมนาคม มีความยินดี เป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม และเป็นส่วนหนึ่งในการจัดงานอุตสาหกรรมแฟร์ 2568 ที่จะจัดขึ้น ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือสำคัญระหว่างสองกระทรวงในการดำเนินกิจกรรมร่วมกันในการพัฒนาการขนส่งทางราง ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล และประเทศไทยให้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรางอย่างต่อเนื่อง การลงนามใน MOU ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ ระหว่างกระทรวงคมนาคม โดยสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) (สทร.) กับกระทรวงอุตสาหกรรม โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) จะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้อุตสาหกรรมระบบรางเกิดขึ้นจริงในประเทศไทย เพื่อยกระดับให้การขนส่งทางรางมีความสะดวก ปลอดภัย และมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับการจัดงาน 'อุตสาหกรรมแฟร์ 2568' ขนาดใหญ่ที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ครั้งนี้ จะเป็น การประชาสัมพันธ์และตอกย้ำภาพลักษณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสถานีฯ ในฐานะศูนย์กลางการคมนาคม ที่ทันสมัยและครบวงจรที่สุดของประเทศ ไม่เพียงแต่เป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางสำหรับรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางไกล รถไฟฟ้าชานเมือง และรถโดยสารสาธารณะ แต่ยังเป็นศูนย์รวมกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมที่สำคัญ ทำให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศได้สัมผัสถึงความพร้อมและมาตรฐานระดับโลกของโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของไทย ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัยของผู้โดยสาร มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ครบครัน อาทิ ห้องน้ำสะอาด ร้านค้า ร้านอาหาร และป้ายบอกทางที่ชัดเจน 

กระทรวงคมนาคม ได้เตรียมการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่เดินทางมาร่วมงานได้รับความสะดวก รวดเร็ว และประหยัด ด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น รถไฟชานเมือง (สายสีแดง) เชื่อมต่อ จากพื้นที่กรุงเทพฯ รอบนอกได้อย่างรวดเร็ว รถไฟฟ้า MRT (สายสีน้ำเงิน) ครอบคลุมเส้นทางสำคัญในเมืองในอัตรา ค่าโดยสาร 20 บาท ตลอดสาย รถไฟทางไกลที่จะอำนวยความสะดวกสำหรับผู้เดินทางมาจากต่างจังหวัด รวมทั้งรถโดยสารสาธารณะที่สามารถเดินทางเข้าถึงยังพื้นที่จัดงาน ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการจราจร หรือหากนำรถยนต์ส่วนบุคคลมาร่วมงาน ทางการรถไฟแห่งประเทศไทย มีพื้นที่จอดรถและจุดรับ-ส่ง ที่จัดเตรียมไว้อย่างเพียงพอ นายวิทยา กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงคมนาคม มีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า การจัดงานอุตสาหกรรมแฟร์ 2568 ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมของประเทศควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอำนวยความสะดวกสูงสุดแก่ประชาชนคนไทยทุกคน 

ศูนย์ทุ่นระเบิดฯ ย้ำชัดเขมรวางกับระเบิดใหม่ ร่อนแถลงการณ์ถึง 10 องค์กรภาคีเครือข่ายแล้ว

(22 ก.ค. 68) ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ รายงานความคืบหน้าด้านการประชาสัมพันธ์ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีกำลังพลของกองทัพไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 และมีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารจากฝ่ายกัมพูชา ดังนี้

1. ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นสำคัญว่า ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่พบบริเวณพื้นที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ในเขตอธิปไตยไทยนั้น เป็นชนิดที่มิได้มีใช้ ในกองทัพไทย และพิสูจน์ทราบแล้วว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ถูกวางขึ้นใหม่

2. มุ่งเน้นการขยายผลด้านการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางของสื่อที่หน่วยรับผิดชอบ ได้แก่ เพจเฟซบุ๊ก เว็บไซต์ ซึ่งสำนักข่าวต่าง ๆ ได้มีการนำเสนอและขยายผลอย่างต่อเนื่อง

3. ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ได้ดำเนินการส่งแถลงการณ์ฯ ให้กับหน่วยงาน/องค์กรต่าง ๆ ซึ่งเป็นภาคีเครือข่ายด้านการปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม เพื่อรับทราบข้อมูลและสร้างความเข้าใจ ที่ถูกต้อง จำนวน 10 หน่วยงาน ได้แก่ เอกอัครราชทูตนอร์เวย์ ประจำประเทศไทย, เอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิส ประจำประเทศไทย, เอกอัครราชทูตอาร์เซอร์ไบจาน ประจำประเทศไทย, โครงการวิจัยและพัฒนาการเก็บกู้ ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา (The Humanitarian Demining Research and Development: HD R&D), กองกำลังนาวิกโยธินสหรัฐอเมริกาภาคพื้นแปซิฟิก (U.S. Marine Corps Forces, Pacific: MARFORPAC), ศูนย์ระหว่างประเทศเพื่อการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมแห่งนครเจนีวา (The Geneva International Center for Humanitarian Demining: GICHD), คณะที่ปรึกษาทางการทหารสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย (Joint United States Military Advisory Group Thailand: JUSMAG THAI), มูลนิธิเพื่อมนุษยธรรมโกลเด้นเวสท์ (Golden West Humanitarian Foundation: GWHF), ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Regional Mine Action Center: ARMAC) และคณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา

4. ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 2 เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงตอบโต้ กรณีฝ่ายกัมพูชานำเสนอภาพข่าวและคลิปวิดีโอ กล่าวหาว่าทหารไทยเป็นผู้วางทุ่นระเบิดใหม่เพิ่มเติม บริเวณพื้นที่เกิดเหตุ โดยได้มีการประชาสัมพันธ์ ในเพจเฟซบุ๊ก เว็บไซต์ และสำนักข่าวต่าง ๆ

เปิดผลสอบ Jeju Air ตกไถลชนกำแพงรันเวย์ คร่า 179 ชีวิต รายงานชี้!! นักบินดับเครื่องยนต์ผิดฝั่ง หลังนกถูกดูดเข้าไป

(22 ก.ค. 68) ครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุเครื่องบิน Jeju Air เที่ยวบิน 2216 ตกเมื่อช่วงเดือนธันวาคม ในปี 2024 ออกมาแสดงความไม่พอใจ หลังรายงานสอบสวนเบื้องต้นระบุว่า นักบินปิดเครื่องยนต์ผิดข้าง ทำให้เครื่องตกและมีผู้เสียชีวิต 179 รายจากทั้งหมด 181 คนบนเครื่อง 

โดยเหตุเกิดขึ้นหลังเครื่องบินดูดนกเข้าเครื่องยนต์ขณะกำลังลงจอดที่สนามบินเมืองมูอัน จังหวัดช็อลลาใต้ ประเทศเกาหลีใต้ ส่งผลให้นักบินแจ้งเหตุฉุกเฉินและพยายามเปลี่ยนทิศทางลงจอด แต่เครื่องกลับไถลลงโดยไม่มีล้อ ชนเข้ากับกำแพงคอนกรีตที่ปลายรันเวย์จนเกิดไฟลุกไหม้ คร่าชีวิตเกือบทั้งหมด ยกเว้นลูกเรือเพียง 2 คน

รายงานจากคณะสอบสวนของเกาหลีใต้พบว่า นักบินได้ปิดเครื่องด้านซ้ายซึ่งไม่เสียหาย แทนที่จะปิดเครื่องทางด้านขวาที่ถูกนกโจมตีอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ครอบครัวเหยื่อมองว่ารายงานเน้นโยนความผิดให้กับนักบิน โดยไม่พูดถึงปัจจัยอื่น เช่น กำแพงคอนกรีตที่ปลายรันเวย์ ซึ่งทำให้ความเสียหายรุนแรงขึ้น

ทั้งนี้ ครอบครัวเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และไม่เร่งสรุปก่อนข้อมูลจะครบ ขณะเดียวกัน สหภาพนักบินของสายการบิน Jeju Air ก็ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับรายงานฉบับนี้เช่นกัน โดยมองว่ามีการลดน้ำหนักของปัจจัยแวดล้อมอื่นที่เกี่ยวข้อง

แม้มีเสียงวิจารณ์จากหลายฝ่าย แต่แหล่งข่าวใกล้ชิดการสอบสวนยืนยันกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า รายงานอิงจาก “หลักฐานชัดเจนและข้อมูลสนับสนุน” ขณะที่กระทรวงคมนาคมเกาหลีใต้ประกาศแล้วว่าจะรื้อกำแพงคอนกรีตในสนามบิน 7 แห่ง และมีผู้บริหารรวมถึง CEO ของ Jeju Air ถูกแจ้งความดำเนินคดีฐานประมาทเลินเล่อ

22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 ในหลวงรัชกาลที่ 6 ทรงตัดสินพระราชหฤทัย นำประเทศไทยเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 1

วันนี้เมื่อกว่า 108 ปีมาแล้ว เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงตัดสินพระราชหฤทัย นำประเทศไทยเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 1

สงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้นในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2457-2461 โดยเป็นความขัดแย้งระหว่าง ฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งมีประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย เป็นผู้นำ กับฝ่ายมหาอำนาจกลาง ซึ่งมีเยอรมนี และออสเตรีย-ฮังการี เป็นผู้นำในเหตุการณ์ครั้งนั้น ประเทศสยาม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ดำเนินนโยบายรักษาความเป็นกลางอย่างเคร่งครัด

กระทั่งในปี พ.ศ. 2460 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่าฝ่ายมหาอำนาจกลางได้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และปราศจากมนุษยธรรม ส่งผลให้เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 พระองค์ทรงตัดสินพระราชหฤทัยประกาศสงครามต่อฝ่ายมหาอำนาจกลาง และเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร พร้อมทั้งส่งกองทหารอาสาไปร่วมรบณ สมรภูมิทวีปยุโรป

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2461 โดยฝ่ายสัมพันธมิตรได้รับชัยชนะพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้สร้างถาวรวัตถุ เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงเหตุการณ์ดังกล่าว 

เป็นที่มาของการโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวงเวียน ที่เป็นอนุสรณ์สถานแห่งแรกของประเทศไทยขึ้น โดยทำการสร้างบริเวณถนน 3 สาย (ปัจจุบันคือ ถนนไมตรีจิตต์ ถนนมิตรพันธ์ และถนนสันติภาพ) ซึ่งอยู่ในท้องที่อำเภอป้อมปราบศัตรูพ่าย ต่อมาได้พระราชทานนามวงเวียนว่า ’22 กรกฎาคม’

ปัจจุบัน วงเวียน 22 กรกฎาคม กลายเป็นแหล่งการค้าของกรุงเทพมหานครชั้นใน ทั้งนี้ที่บริเวณวงเวียน ยังปรากฎป้ายหินที่จารึกเป็นภาษาไทยและภาษาจีน มีใจความว่า...

อนุสรณ์แห่งนี้เป็นวงเวียนแห่งแรกของประเทศไทย สร้างเพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงนำประเทศไทยเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 ร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 ก่อนจะได้รับชัยชนะในเวลาต่อมา

ยูเครนเปิดเงื่อนไขจ่ายเงินเดือนทหารเป็นเชลย และสูญหาย ยืนยันจ่ายต่อเนื่อง!! หากไม่ ‘ทรยศ’ หรือ ‘มอบตัว’ โดยสมัครใจ

(21 ก.ค. 68) กระทรวงกลาโหมยูเครนยืนยันว่า รัฐยังคงจ่ายเงินเดือนให้กับทหารที่ถูกจับเป็นเชลยหรือสูญหาย โดยจะคิดตามตำแหน่งสุดท้ายที่ประจำอยู่ก่อนหายตัว โดยเงินจะจ่ายต่อเนื่องตลอดช่วงที่ยังอยู่ในสถานะเชลยหรือไม่ทราบชะตากรรม แม้ตัวทหารจะอยู่ต่างประเทศก็ตาม

อย่างไรก็ตาม หากภายหลังพบว่าเป็นการยอมมอบตัวโดยสมัครใจ หนีทัพ หรือทิ้งหน่วยโดยไม่มีเหตุอันควร การจ่ายเงินจะยุติลงหลังการสอบสวนเป็นทางการ และถือว่าเป็นการผิดหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งจะถูกตัดสิทธิ์การรับเงินช่วยเหลือทันที

ตามกฎหมายแล้วทหารสามารถระบุล่วงหน้าว่า จะให้ใครในครอบครัวเป็นผู้รับเงินแทนได้ เช่น คู่สมรส บุตร หรือพ่อแม่ โดยต้องมีเอกสารยืนยันผ่านผู้บังคับบัญชาหรือรับรองโดยทนาย หากไม่ระบุไว้ ระบบจะใช้ลำดับอัตโนมัติคือ คู่สมรส บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ บุตรพิการ และพ่อแม่ตามลำดับ

ขณะที่ กลุ่มที่ไม่มีสิทธิรับเงิน ได้แก่ ทหารที่ถูกตัดสินว่าทรยศ ร่วมมือกับศัตรู หรือเป็นชาวรัสเซียและเบลารุส (หรืออาศัยใน 2 ประเทศนี้อย่างถาวร) โดยครอบครัวต้องยื่นคำร้องและเอกสารต่อศูนย์สนับสนุนสังคมของกองทัพในพื้นที่ใดก็ได้ ไม่จำกัดเขตทะเบียนทหาร พร้อมแนบเอกสารระบุตัวตน เลขประจำตัวผู้เสียภาษี และหลักฐานความสัมพันธ์ในครอบครัวประกอบการพิจารณา 

ฝ่ายค้านอิสราเอลไม่พอใจ ‘รัฐบาลเนทันยาฮู’ สั่งโจมตีดามัสกัส จวกยับ!! พฤติกรรมเลวร้าย…จงใจทำลายสันติภาพในตะวันออกกลาง

(21 ก.ค. 68) หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านอิสราเอล ยาอีร์ ลาปิด (Yair Lapid) กล่าวประณามการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลที่กรุงดามัสกัส เมืองหลวงของซีเรียว่าเป็น “พฤติกรรมที่ไร้ความรับผิดชอบ” และไม่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของประเทศ

ลาปิดระบุว่า การโจมตีทำเนียบประธานาธิบดีในดามัสกัสทำลายความพยายามของสหรัฐฯ และยุโรปในการสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค และยังส่งสัญญาณว่าเป็นอิสราเอลเองที่ไม่เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ

และจากการโจมตีในวันพุธ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย บาดอีกเป็นเจ็บจำนวนมาก โดยอิสราเอลอ้างว่าเป็นการปกป้องชุมชนชาวดรูซในซีเรีย ขณะที่ผู้นำชาวดรูซส่วนใหญ่ในซีเรียออกแถลงการณ์ปฏิเสธการแทรกแซงจากต่างชาติ และยืนยันความจงรักภักดีต่อความเป็นหนึ่งเดียวของซีเรีย

ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยซีเรียยืนยันข้อตกลงหยุดยิงใหม่ในจังหวัดซูเวดา หลังการปะทะระหว่างกลุ่มดรูซและเบดูอินในภาคใต้ ที่มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 30 คน โดยข้อตกลงดังกล่าวเน้นการกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลกลางอย่างเต็มที่ 

‘กองทัพบก’ เจออีก 2 ทุ่นระเบิดใหม่ใกล้จุดเกิดเหตุเดิม ซัด เขมรขัดอนุสัญญาออตตาวาจงใจทำร้ายกำลังพลไทย

ทบ. ลุยสแกนละเอียด พบเพิ่ม 2 ทุ่นระเบิดใหม่ ในพื้นที่ช่องบก ใกล้จุดเกิดเหตุเดิม ชี้ชัดขัดอนุสัญญาออตตาวา เตรียมเชิญผู้ช่วยทูตทหารมารับทราบข้อเท็จจริง

(21 ก.ค. 68) – ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์กำลังพลกองร้อยทหารราบที่ 6021 เหยียบกับระเบิดระหว่างการลาดตระเวนในพื้นที่ชายแดนช่องบก จ.อุบลราชธานี จนได้รับบาดเจ็บ 3 นาย เมื่อวันที่ 16 ก.ค.68

ล่าสุดวานนี้ (20 ก.ค. 68) กองกำลังสุรนารี และหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 (นปท.3) เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยผลจากการตรวจพื้นที่พบการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ชนิด PMN2 ในสภาพใหม่พร้อมทำงาน จำนวน 2 ทุ่น ห่างจากหลุมระเบิดเดิม 30 เซนติเมตร โดยปัจจุบันเจ้าหน้าที่ หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 (นปท.3) ได้ทำการรื้อถอนทุ่นระเบิดที่ตรวจพบใหม่ออกแล้วทั้ง 2 ทุ่น

การกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นการรุกล้ำอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน และแสดงถึงเจตนาในการลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่ทหารไทย ทั้งเป็นการละเมิดต่ออนุสัญญาออตตาวาว่าด้วยการห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ที่ทางไทยและกัมพูชาล้วนได้ให้สัตยาบัน เข้าเป็นประเทศภาคีในอนุสัญญาดังกล่าวด้วย กองทัพบกจึงขอเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวนี้ต่อสาธารณะ พร้อมขอความร่วมมือประเทศสมาชิกอาเซียนรวมถึงนานาประเทศ ร่วมประณามการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างร้ายแรงของประเทศกัมพูชา

นอกจากนี้กรมข่าวทหารบกจะได้มีการเชิญผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย มารับทราบข้อเท็จจริงในกรณีเหตุการณ์ดังกล่าวในวันที่ 22 ก.ค. อีกด้วย

จากเหตุการณ์ทหารไทย 3 นายได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิดระหว่างลาดตระเวนที่พื้นที่ชายแดนช่องบก จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2568 ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 ก.ค. หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 (นปท.3) และกองกำลังสุรนารี ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง และพบ “ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN2” ในสภาพใหม่พร้อมทำงาน จำนวน 2 ทุ่น วางห่างจากหลุมระเบิดเดิมเพียง 30 เซนติเมตร เท่านั้น ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเป็นการ วางซ้ำจุดเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยเจตนา เพื่อหวังผลลอบสังหารทหารไทยโดยเฉพาะ

การกระทำดังกล่าวจึงถือเป็นการ รุกล้ำอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน และ ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ที่ห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาต่างก็เป็นภาคีร่วมลงนามไว้ การวางระเบิดซ้ำในจุดเดิมไม่เพียงแต่เป็นการจงใจทำร้ายกำลังพลไทยอย่างเหี้ยมโหด แต่ยังเป็นการกระทำที่อาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม

กองทัพบกไทยจึงออกมาเรียกร้องให้นานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศในอาเซียน ร่วมกัน ประณามกัมพูชา ต่อพฤติกรรมอันป่าเถื่อนและไร้มนุษยธรรมนี้ พร้อมทั้งเตรียมเชิญผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารจากนานาชาติเข้ารับทราบข้อเท็จจริงในวันพรุ่งนี้ เพื่อดำเนินการกดดันทางการทูตอย่างเป็นรูปธรรม

จีนโต้เดือด!! EU คว่ำบาตร ‘รัสเซีย’ กระทบบริษัท-ธนาคารจีน ชี้เป็นการใช้มาตรการฝ่ายเดียว!! ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

(21 ก.ค. 68)รัฐบาลจีนออกแถลงการณ์ประณามสหภาพยุโรป (EU) หลังมีมติใส่ชื่อบริษัทและสถาบันการเงินของจีนในมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียรอบล่าสุด โดยจีนมองว่าเป็นการกระทำที่ “ไม่มีเหตุผล” และ “ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ”

แม้จีนจะคัดค้านและยื่นเรื่องทักท้วงหลายครั้งก่อนหน้านี้ แต่ EU ยังเดินหน้าใช้มาตรการฝ่ายเดียวกับ บริษัทจีนอีก 5 แห่ง ธนาคารจีน 2 แห่ง ได้แก่ Heihe Rural Commercial Bank Co. และ Heilongjiang Suifenhe Rural Commercial Bank Co. โดยไม่มีหลักฐานชัดเจน ซึ่งจีนย้ำว่าการคว่ำบาตรลักษณะนี้ไม่ผ่านการอนุมัติจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

ด้าน กระทรวงพาณิชย์จีนเตือนว่า การกระทำของ EU จะกระทบต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสองฝ่ายอย่างรุนแรง และเรียกร้องให้หยุดการกระทำที่ “ไม่ถูกต้อง” โดยทันที ซึ่งจีนยืนยันจะใช้มาตรการที่จำเป็น เพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของบริษัทและสถาบันการเงินอย่างเต็มที่

‘เดชอิศม์’ ท้า ‘ส.ส.สงขลา’ ฟ้อง ไม่หวั่นหลุดตำแหน่ง พร้อมเร่งหน่วยงานเกี่ยวข้องคลี่คลายเรื่องที่สังคมคาใจ

จากกรณีที่ นายชนนพัฒน์ นาคสั้ว ส.ส.พรรคกล้าธรรม จะฟ้องหมิ่นประมาท นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จากที่มีกล่าวให้สัมภาษณ์พาดพิง ให้หลุดจากตำแหน่ง

ล่าสุดเมื่อวันที่ (21 ก.ค. 68) นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานในพิธีเปิดงานการกุศลที่มัสยิดนูรูลอามีน (บ้านปริกตก) ทต.ปริก อ.สะเดา จ.สงขลา โดยนายเดชอิศม์ ได้กล่าวถึงกรณีที่ นายชนนพัฒน์  ให้สัมภาษณ์สื่อเตรียมตั้งทนายฟ้องหมิ่นประมาทตนเองว่า ได้รับเกียรติ หากถูกฟ้องหมิ่นประมาท ซึ่งตนจะทำหนังสือถึง ปปง. อัยการสูงสุด และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องที่เกิดขึ้น จากผู้มีอำนาจรังแกประชาชน ขอให้กรณีนี้เป็นครั้งสุดท้าย หลังจากนี้เดินหน้าเต็มที่และจะไปจบที่ศาลอย่างแน่นอน

นายเดชอิศม์ กล่าวว่า ส่วนข้อขัดแย้งเรื่องการเมือง ระหว่างตน กับ ส.ส.เขต 4 สงขลา นั้นตัดออกไปได้เลย เพราะจนถึงวันนี้พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่มีตัวผู้สมัครเขต 4 เลย เรื่องนี้เป็นเรื่องของความทุกข์ประชาชนเท่านั้น ขอให้เชื่อมั่นว่ามีตนอยู่ พี่น้องประชาชนจะไม่โดนรังแกแน่นอน

นายเดชอิศม์ กล่าวว่า ได้กำชับตำรวจและผู้ว่าราชการ จ.สงขลาแล้ว ว่าให้จับผู้กระทำความผิดให้ได้โดยเร็วที่สุด ไม่ว่าจะสาวถึงใครก็จะไม่ละเว้น เพราะผู้เสียหายย้ำชัดว่าผู้กระทำความผิดมีทั้งหมด 5 คน หลังจากนั้นต้องดูว่ามีคนสั่งการหรือไม่ ถ้ามีก็ต้องจับให้หมด

“ส่วนเรื่องของการที่จะฟ้องร้องผมให้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยฯนั้น ผมไม่กลัวหรอกเพราะผมมีหน้าที่มาดูแลประชาชน ถ้าผมกลัว พี่น้องประชาชนจะอยู่อย่างไร” นายเดชอิศม์กล่าว

อิสราเอลเจอแฉ!! ยิงใส่พลเรือนใกล้ศูนย์ช่วยเหลือในกาซา ปล่อยเด็กหิวโหย-คนเจ็บไร้ยารักษา…สั่งห้าม UN เข้ายุ่งเกี่ยว

(21 ก.ค. 68) ยอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลต่อศูนย์แจกจ่ายความช่วยเหลือในฉนวนกาซานับตั้งแต่ 27 พ.ค. เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 995 ราย บาดเจ็บอีกกว่า 6,000 ราย และยังมีผู้สูญหายอีก 45 ราย ตามแถลงจากสำนักงานสื่อของรัฐบาลกาซาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

จุดแจกจ่ายของมูลนิธิ Gaza Humanitarian Foundation ถูกเรียกว่า “กับดักแห่งความตาย” หลังเกิดเหตุโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อผู้รอรับอาหารและสิ่งของช่วยเหลือ โดยมีรายงานว่ากองทัพอิสราเอลได้รับคำสั่งให้ยิงใส่พลเรือนที่ไม่มีอาวุธในบริเวณดังกล่าว แม้นายกฯ เบนจามิน เนทันยาฮู และ รมว.กลาโหมของอิสราเอลจะปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวก็ตาม

กระทรวงสาธารณสุขกาซาระบุว่า ขณะนี้มีเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี กว่า 600,000 คน และหญิงตั้งครรภ์อีก 60,000 คน ที่กำลังเผชิญความเสี่ยงจากภาวะขาดอาหาร และระบบสาธารณสุขในพื้นที่ก็ล่มสลายอย่างหนัก

ทั้งนี้ อิสราเอลยังคงปฏิเสธการทำงานร่วมกับ UNRWA (หน่วยงานบรรเทาทุกข์ของสหประชาชาติ) และออกกฎหมายห้ามไม่ให้ UNRWA ดำเนินงานในพื้นที่ภายใต้การควบคุมของอิสราเอล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top