Wednesday, 10 June 2026
Hard News Team

รวบ ‘ผศ.ดร’. มหาวิทยาลัยดัง และลูกมือ ค้าไอซ์ในเมืองขอนแก่น หนักรวม 35.8 กรัม!! สารภาพโพสต์ซื้อ-ขาย ผ่านแพลตฟอร์ม X

(22 ก.ค. 68) ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด วางแผนล่อซื้อยาเสพติดที่หอพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ก่อนจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย คือ นายราช (นามสมมุติ) อายุ 27 ปี ชาวอุบลราชธานี และอีก 1 รายเป็น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ (ผศ.ดร.) มหาวิทยาลัยขอนแก่น อายุ 39 ปี ชาวขอนแก่น 

จากการตรวจค้นพบยาไอซ์ซุกซ่อนในกล่องน้ำหอมและทิชชูเปียกรวม 21 รายการ น้ำหนักรวม 34.65 กรัม ภายในห้องพักของนายราช เจ้าหน้าที่ตรวจค้นรถยนต์พบสารเสพติดเพิ่มเติม 1.15 กรัม และโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่องที่ใช้ติดต่อซื้อขายยาเสพติดทางแอปพลิเคชันไลน์และทวิตเตอร์ ผศ.ดร. ยอมรับสารภาพและพาไปตรวจค้นบ้านพักในตำบลศิลา รวมของกลางยาไอซ์ทั้งหมด 35.8 กรัม ตรวจปัสสาวะพบสารเสพติดเฉพาะนายราช 

พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้เกิดจากข้อมูลการล่อซื้อยาไอซ์ผ่านนายประธานพร ผู้เสพในพื้นที่ ได้สั่งซื้อยาไอซ์จากหอพักดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงเฝ้าสังเกตการณ์และจับกุม นายราช ขณะนำถุงยาไอซ์ไปแขวนไว้หน้าหอพัก 

ทั้งนี้ นายราชรับสารภาพว่ายาเสพติดทั้งหมดเป็นของตนเองและของ ผศ.ดร. ที่ฝากให้ขาย โดยใช้แพลตฟอร์ม X ติดต่อซื้อขายยาเสพติดและลบข้อมูลทุกครั้ง ซึ่งยาไอซ์ส่วนใหญ่สั่งมาจากกรุงเทพฯ ล่าสุดสั่ง 20 กรัม ในราคา 10,000 บาท เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์)” และแจ้งข้อหาเสพยาเพิ่มกับนายราช

‘นิพนธ์’ เปิดบ้านทำบุญวันเกิดครบ 67 ปี ‘เนวิน – อนุทิน’ ส่งตัวแทนมอบดอกไม้ทอดไมตรี

‘นิพนธ์’ เปิดบ้านทำบุญวันเกิดครบ 67 ปี เรียบง่าย-อบอุ่น สานต่อแนวคิด “เกิดมาต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน” ‘อนุทิน’ ส่งช่อดอกไม้สื่อสานใจ

(22 ก.ค. 68) ณ บ้านเขารูปช้าง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา — นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ 8 สมัย จัดพิธีทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันเกิด อายุครบ 67 ปี โดยมีบุคคลใกล้ชิด แขกผู้มีเกียรติจากหลากหลายวงการ ตลอดจนนักการเมืองระดับชาติและท้องถิ่น เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีอย่างอบอุ่น

บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างเรียบง่าย เปี่ยมด้วยมิตรภาพและความอบอุ่น มีการมอบกระเช้าและของที่ระลึกเพื่อแสดงความยินดี รวมถึงพิธีทำบุญถวายภัตตาหารพระสงฆ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลในโอกาสพิเศษ โดยมีพระเทพวชิรสุตาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดสงขลา และเจ้าอาวาสวัดโคกสมานคุณ พระอารามหลวง เป็นประธานในพิธีสงฆ์

งานในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เกิดมาต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน” ซึ่งเป็นคำนิยามสำคัญที่นายนิพนธ์น้อมนำมาจาก พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ โดยถือเป็นหลักในการดำเนินชีวิตและการทำงานเพื่อบ้านเกิดมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในบทบาททางการเมืองและบทบาทส่วนตัว โดยเฉพาะความตั้งใจในการ “สร้างบ้านแปลงเมืองสงขลา” ให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ ก้าวทันยุคสมัย มีความเจริญรอบด้าน และไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง

แขกผู้มาร่วมงาน อาทิ นายราชิต สุดพุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช นายสมยศ พลายด้วง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา รวมถึงผู้บริหารท้องถิ่น ผู้บริหารระดับจังหวัด และประชาชนที่มาร่วมแสดงความยินดีอย่างเนืองแน่น ต่างร่วมกล่าวแสดงความชื่นชมถึงจิตใจที่เสียสละและความทุ่มเทของนายนิพนธ์ต่อจังหวัดสงขลาและประเทศชาติ นอกจากนี้ นายเนวิน ชิดชอบ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล ยังได้มอบหมายให้นางณัฐกานต์ ศรีก่อเกื้อ เป็นผู้แทนนำแจกันดอกไม้มาร่วมอวยพรด้วย

ในช่วงท้ายของงาน นายนิพนธ์ได้กล่าวขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติมาร่วมงาน พร้อมกล่าวกับผู้นำพื้นที่ ผู้นำท้องถิ่น และผู้ร่วมงานว่า ตนยังคงมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าทำงานเพื่อสังคมและประเทศชาติต่อไป ด้วยหัวใจของคนที่ไม่ลืมบุญคุณแผ่นดินเกิด

นายนิพนธ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตนได้อุทิศแรงกายแรงใจผลักดันเรื่องการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมาอย่างต่อเนื่อง และยังคงยืนยันความเชื่อมั่นว่า “การพัฒนาประเทศต้องเริ่มจากท้องถิ่น” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระจายความเจริญและโอกาสทางการศึกษาไปสู่ภูมิภาค ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว

“สงขลาเป็นจังหวัดที่มีความพร้อมด้านสถาบันการศึกษา และมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของภาคใต้ หากได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง ก็จะสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างอนาคตให้กับเยาวชนในภูมิภาคได้อย่างแท้จริง” นายนิพนธ์กล่าว

ไทยติดโผ!! เที่ยวเซี่ยงไฮ้ครึ่งปีแรก ทะลุ 2.5 แสนคน โตกระฉูด 140% รั้งอันดับ 3 นักท่องเที่ยวต่างชาติมากสุด เป็นรองเพียง ‘เกาหลีใต้-ญี่ปุ่น’

(22 ก.ค. 68) สำนักวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวนครเซี่ยงไฮ้ของจีนรายงานว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าเยือนเมืองเซี่ยงไฮ้ประมาณ 3.12 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 53.3 จากปีก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางไปถึง 2.54 แสนคน ซึ่งเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 140 เมื่อเทียบปีต่อปี ทำให้ชาวไทยกลายเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เติบโตเร็วที่สุดและใหญ่เป็นอันดับ 3 ของเซี่ยงไฮ้

ขณะที่ นักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ยังคงยืนหนึ่งมีจำนวนมากที่สุดในเซี่ยงไฮ้ด้วยจำนวน 4.24 แสนคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 130.7 ตามด้วยญี่ปุ่น 2.91 แสนคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 58.5 ส่วนนักท่องเที่ยวจากสิงคโปร์ 1.47 แสนคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 39.3 และจากมาเลเซีย 2.01 แสนคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 43.6 ขณะที่นักท่องเที่ยวจากสหรัฐฯ รัสเซีย และออสเตรเลียก็เพิ่มจำนวนอย่างเห็นได้ชัดในช่วงเวลาเดียวกัน

รายงานเปิดเผยว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติชื่นชอบการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่า การบริการที่ดีขึ้น ความสะอาดของเมือง ระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ อย่างเลโก้แลนด์ และบรรยากาศที่หลากหลาย 

ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เซี่ยงไฮ้ได้ดำเนินโครงการ 'นี่คือเซี่ยงไฮ้' ซึ่งประกอบด้วยภาพยนตร์โฆษณา คู่มือการเดินทาง และกิจกรรมพิเศษต่างๆ ที่ช่วยให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสประสบการณ์วัฒนธรรมอย่างเต็มที่ โดยมีเป้าหมายให้เซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับโลกที่น่าหลงใหลและมีมนต์เสน่ห์อย่างแท้จริง

รัสเซียยิงมิสไซล์ถล่มรอบ ‘สถานทูตอาเซอร์ไบจาน’ ในยูเครน เพียงไม่กี่วันหลังปธน. ‘อาลีเยฟ’ หนุน ‘เซเลนสกี’ อย่ายอมแพ้

(22 ก.ค. 68) รัสเซียเปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่หลายพื้นที่ในยูเครน รวมถึงกรุงเคียฟ โดยอาคารหลายแห่งในเขตเชฟเชนคิฟสกี, โซโลเมียนสกี, โฮโลซีฟสกี และดาร์นีตสกี ได้รับความเสียหายอย่างหนัก หนึ่งในจุดสำคัญที่ถูกจรวดโจมตีคือบริเวณรอบสถานเอกอัครราชทูตอาเซอร์ไบจานในเคียฟ เบื้องต้นมีรายงานผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต

สำหรับการโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วัน หลังจากประธานาธิบดีอิลฮาม อาลีเยฟ (Ilham Aliyev) แห่งอาเซอร์ไบจาน กล่าวสนับสนุนยูเครนต่อสาธารณะในเวทีระดับนานาชาติ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยแนะนำชาวยูเครนว่า “อย่ายอมแพ้” ต่อการรุกราน พร้อมระบุว่า “ไม่ควรยอมรับการยึดครอง นี่คือแนวทางที่ชาวอาเซอร์ไบจานใช้ในการกู้คืนดินแดนของตน”

คำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นหลังผู้สื่อข่าวยูเครนยกให้อาเซอร์ไบจานเป็นตัวอย่างของประเทศที่สามารถทวงคืนอธิปไตยสำเร็จจากสงครามคาราบัค โดยชื่นชมการนำของอาลีเยฟที่กล้าแสดงจุดยืนสนับสนุนอธิปไตยและสนับสนุนยูเครนอย่างชัดเจน

แม้ยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าการโจมตีในเคียฟมีเป้าหมายตอบโต้ท่าทีของอาเซอร์ไบจานโดยตรง แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใกล้สถานทูตดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณจากรัสเซียที่ไม่พอใจกับท่าทีของอาลีเยฟ ซึ่งยิ่งเน้นย้ำภาพลักษณ์ของสงครามยูเครนที่ลุกลามไปไกลกว่าแค่ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ

‘แอร์แคมโบเดีย’ ยันไม่ได้เลียนแบบสายการบินอื่น ชี้เครื่องแบบพนักงานต้อนรับเหมือนกันแค่เรื่องบังเอิญ

(22 ก.ค. 68) สายการบินแอร์แคมโบเดีย (Air Cambodia) หรือแอร์กัมพูชา สายการบินประจำชาติกัมพูชา ได้ออกคำแถลงเพื่ออธิบายอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับลวดลายบนเครื่องบินและเครื่องแบบของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบิน โดยยืนยันอย่างหนักแน่นว่าการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์แบรนด์ใหม่ของสายการบินครั้งนี้ เป็นผลจากการพัฒนาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกในมรดกอันล้ำค่าและความภาคภูมิใจของชาติกัมพูชา

คำชี้แจงนี้เกิดขึ้นในขณะที่บริษัทแอร์แคมโบเดียเตรียมการรีแบรนด์อย่างเต็มรูปแบบจากสายการบินแคมโบเดียอังกอร์แอร์ (Cambodia Angkor Air) เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568 โดยสายการบินยืนยันว่าจะยังคงรักษาโลโก้และสีประจำแบรนด์เดิมไว้ คือสีม่วงรอยัลและสีทอง

สายการบินระบุว่าสีม่วง หมายถึงศักดิ์ศรี ความสงบ และความจงรักภักดี โดยได้แรงบันดาลใจจากสุนทรียศาสตร์เขมรดั้งเดิม และเฉดสีม่วงที่ใช้ในแบรนด์แอร์แคมโบเดียนั้น ได้มาจากการผสมผสาน 3 สีที่พบในธงชาติกัมพูชา คือสีน้ำเงิน สีแดง และสีขาว ในสัดส่วนที่เท่ากัน

สำหรับสีทองนั้นเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรือง ความภาคภูมิใจ และมรดกทางวัฒนธรรมอันยั่งยืนของกัมพูชา

คำแถลงยังระบุว่า องค์ประกอบเชิงสัญลักษณ์เหล่านี้ทำให้ดีไซน์ของสายการบินแอร์แคมโบเดียแตกต่างไปจากสายการบินอื่น ๆ นอกจากนี้ ตราสัญลักษณ์สีทองและเฉดสีม่วงที่มีเอกลักษณ์ยังสะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันน่าภาคภูมิใจ ที่สืบย้อนกลับไปถึงปี 2499 ภายใต้ชื่อเดิมของสายการบินแห่งชาติคือรอยัลแอร์กัมพูชา

องค์ประกอบทั้งหมดของอัตลักษณ์ทางสายตาของแอร์แคมโบเดีย ทั้งลวดลายบนเครื่องบิน เครื่องแบบ และตราสินค้า ได้รับการสร้างสรรค์และพัฒนาอย่างเป็นอิสระตามมาตรฐานของเครื่องหมายการค้าในอุตสาหกรรมการบินและทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งความคล้ายคลึงใดๆ กับสายการบินอื่นเป็นเพียงความบังเอิญ และไม่ได้บ่งชี้ว่าเป็นการเลียนแบบ สายการบินระบุ

แอร์กัมพูชาระบุว่าสายการบินยังคงรักษาจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือเชิงกลยุทธ์และความเคารพซึ่งกันและกันกับสายการบินอื่นๆ ทั่วภูมิภาค บริษัทมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการเติบโตด้านการบินในภูมิภาคผ่านความร่วมมือและแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม

“เรายินดีรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชนและชุมชนการบิน และสนับสนุนการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผ่านช่องทางที่เป็นมืออาชีพและเหมาะสม การสนทนาอย่างสร้างสรรค์ช่วยส่งเสริมความเข้าใจ ความคิดเห็นที่คาดเดาหรือไวรัลบนสื่อสังคมออนไลน์อาจเสี่ยงต่อการตีความผิดและไม่สะท้อนถึงบริบททั้งหมดของมรดกแบรนด์ของเรา” สายการบินแอร์กัมพูชา ระบุ

พิษณุโลก เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาผู้เชี่ยวชาญระบบ LOGSMIS (Train The Trainer)

(22 ก.ค.68) เวลา 09.00 น. พลตรี สมบัติ บุญกอแก้ว เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาผู้เชี่ยวชาญระบบ LOGSMIS (Train The Trainer) ณ ห้องบันเทิงทัพ 1 สโมสรบันเทิงทัพ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 

กองทัพภาคที่ 3 จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาผู้เชี่ยวชาญระบบ LOGSMIS (Train The Trainer) ประจำปีงบประมาณ 2568 ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 เพื่อสนับสนุนงานส่งกำลังบำรุงของกองทัพบก โดยมีเป้าหมายหลักคือ การสร้างความยั่งยืนของสายงานส่งกำลังบำรุง โดยการนำระบบสารสนเทศ LOGSMIS มาใช้ และมีการฝึกอบรม 'Train the Trainer' เพื่อให้บุคลากรภายในองค์กรมีความรู้ความสามารถ และนำไปขยายผลในการใช้งานระบบสารสนเทศสายงานส่งกำลังบำรุง ให้ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง 

มทภ. 2 รับมอบโดรนฯจากมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เสริมภารกิจลาดตระเวนป้องกันชายแดนไทย - กัมพูชา

มทภ.2 รับมอบโดรนลาดตระเวน จำนวน 10 ล้านบาท จากมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เสริมภารกิจป้องกันชายแดนไทย-กัมพูชา

พล.ท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้รับมอบอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน (Drone) สำหรับลาดตระเวน มูลค่า 10,190,160 บาท จาก อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน พร้อมด้วย ทนายนิติธร ล้ำเหลือ, คุณจตุพร พรหมพันธุ์ และคุณสมชาย แสวงการ จากกลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย  เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการลาดตระเวนของหน่วยทหาร ให้สามารถเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และตอบโต้ภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมความปลอดภัยของกำลังพลและสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่เสี่ยงอย่างยั่งยืนต่อไป

โดยงบประมาณดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งที่ประชาชนได้ร่วมสนับสนุนให้กับกลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปจัดหาสิ่งอุปกรณ์ที่จำเป็นตามความต้องการของกองทัพภาคที่ 2 ในภารกิจปกป้องอธิปไตย จากสถานการณ์แนวชายแดนไทย-กัมพูชา และในส่วนของสิ่งอุปกรณ์สาธารณูปโภคต่างๆ อาทิ ห้องน้ำสําเร็จรูปเครื่องปั่นไฟ, แบตเตอรี่, โซลาร์เซลล์ , เสื้อรองในทหารและถุงเท้า เป็นต้น ทางมูลนิธิฯ อยู่ระหว่างเตรียมการจัดหา เพื่อให้ได้มาซึ่งอุปกรณ์ที่มีคุณภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดและตรงตามความต้องการในการปฏิบัติภารกิจอย่างแท้จริงต่อไป โดยจะนำมามอบในห้วงต่อไป 

ในโอกาสนี้ มทภ.2 ได้กล่าวขอบคุณ มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน และกลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย รวมถึงพี่น้องประชาชนคนไทย ที่แสดงออกถึงจุดยืนเดียวกันในการปกป้องแผ่นดิน สิ่งอุปกรณ์ที่นำมามอบให้นี้ เป็นสิ่งที่ทหารในพื้นที่ต้องการและจำเป็นในภารกิจปกป้องอธิปไตยของไทย พร้อมยืนยันจะทำหน้าที่อย่างดีที่สุด

สบส. เดินหน้ายกระดับ ศสมช.ทั่วไทย สู่ศูนย์ปฏิบัติการ NCDs 

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข เดินหน้ายกระดับศูนย์สาธารณสุข มูลฐานชุมชน (ศสมช.) ทั่วประเทศ สู่ศูนย์ปฏิบัติการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (ศูนย์ NCDs ประจำหมู่บ้าน)  เป็นศูนย์กลางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ สรรสร้างนวัตกรรมการจัดการ NCDs ชุมชนเข้มแข็ง ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดี

เมื่อวันที่ (17 ก.ค.68) ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร ดร.นายแพทย์อดิสรณ์ วรรธนะศักดิ์ รองอธิบดีกรม สบส. เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนาศูนย์สาธารณสุขมูลฐานชุมชน ในการขับเคลื่อนนโยบายสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมีผู้รับผิดชอบงานสุขภาพภาคประชาชนจากศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพที่ 1-12 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และแกนนำ อสม.ในพื้นที่ต้นแบบ กว่า 145 คน เข้าร่วมประชุม 

ดร.นายแพทย์อดิสรณ์ กล่าวว่า ในปี 2568 กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านสาธารณสุข ยกระดับการสาธารณสุขไทย สุขภาพแข็งแรงทุกวัย เศรษฐกิจสุขภาพไทยมั่นคง โดยเฉพาะนโยบายคนไทยห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs มุ่งลดจำนวนผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อาทิ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ ฯลฯ และลดความรุนแรงจากการเจ็บป่วยของผู้ป่วยรายเดิม ผ่านการปรับพฤติกรรมสุขภาพ ซึ่งกรม สบส.เล็งเห็นถึงความสำคัญในการนำพลังของภาคประชาชนมาร่วมจัดการสุขภาพ จึงดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพการจัดการสาธารณสุขมูลฐานชุมชน เพื่อสนับสนุนระบบสุขภาพภาคประชาชน ยกระดับ ศสมช. ในชุมชนทั่วประเทศ ให้เป็นศูนย์ NCDs ประจำหมู่บ้าน และเพื่อให้การดำเนินงานของ ศสมช. ประสบผลสำเร็จและมีประสิทธิภาพสูงสุด 

กรม สบส. จึงได้จัดการประชุมในครั้งนี้ขึ้น เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการพัฒนา ศสมช. ในการขับเคลื่อนนโยบายสร้างเสริมสุขภาพ และป้องกัน NCDs พร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่ชุมชนเป้าหมายขับเคลื่อนสาธารณสุขมูลฐาน เพื่อเสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานในการส่งเสริมสุขภาพประชาชน 

ด้านนายจรัส รัชกุล ผู้อำนวยการกองสนับสนุนสุขภาพภาคประชาชน กล่าวเพิ่มเติมว่า ศูนย์ NCDs ประจำหมู่บ้าน จะมีบทบาทในการคัดกรอง NCDs เบื้องต้น และให้บริการสุขภาพปฐมภูมิขั้นพื้นฐานแก่ประชาชน รวมทั้ง ส่งเสริมให้มีการจัดกิจกรรมเสริมสร้างสุขภาพเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ และมีการนำนวัตกรรมสุขภาพที่เกิดขึ้นไปใช้ในการจัดการ NCDs ช่วยลดเวลาและความแออัดของประชาชนที่ไปรับบริการจากสถานบริการสาธารณสุข เกิดการลดป่วย ลดโรค ลดรายจ่าย ป้องกันมิให้เกิดผู้ป่วยรายใหม่ สร้างความเข้มแข็งของชุมชน มุ่งสู่เป้าหมายการมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน นำไปสู่ชุมชนขับเคลื่อนสาธารณสุขมูลฐานอย่างยั่งยืน

‘เหริน เจิ้งเฟย’ ซีอีโอหัวเว่ย มั่นใจชิปจีนไม่สะเทือน ชี้การกีดกันของสหรัฐฯ ทำลายระบบพัฒนาเทคฯ ปักกิ่งไม่ได้

(22 ก.ค. 68) เหริน เจิ้งเฟย (Ren Zhengfei) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของหัวเว่ย ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ People's Daily ของรัฐบาลจีนว่า แม้เทคโนโลยีชิปของจีนจะยังล้าหลังสหรัฐฯ อยู่หนึ่งรุ่น แต่ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลอีกต่อไป เพราะจีนสามารถใช้ 'คณิตศาสตร์มาชดเชยฟิสิกส์' และอาศัยการประมวลผลแบบรวมกลุ่ม (clustering) ยกระดับสมรรถนะให้ทันมาตรฐานโลก พร้อมเสริมว่า “หัวเว่ยไม่ได้เก่งขนาดนั้น เราต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อให้สมกับที่อเมริกาประเมินไว้สูงเกินจริง”

หนึ่งในนวัตกรรมที่หัวเว่ยกำลังผลักดันคือระบบ AI คลาวด์เมตริกซ์ 394 ซึ่งใช้ชิป Ascend 910C กว่า 384 ตัวในหนึ่งระบบ และสามารถแข่งขันกับซูเปอร์ชิปรุ่นล่าสุดของ Nvidia อย่าง GB200 ได้อย่างสูสี นักวิเคราะห์จาก SemiAnalysis ระบุว่าหัวเว่ย “ล้าหลังในระดับชิป แต่อาจนำหน้าในระดับระบบ” เพราะสามารถรวมเอานวัตกรรมด้านตัวเร่งความเร็ว, โครงข่ายไฟเบอร์, และซอฟต์แวร์เข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ในส่วนของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ระดับกลางและระดับล่าง เหรินมองว่าจีนมีศักยภาพสูง โดยเฉพาะในเซมิคอนดักเตอร์พลังงานประเภทซิลิคอนคาร์ไบด์ (SiC) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า EV ที่จีนครองตลาดโลกมากกว่าสองในสามแล้ว ซึ่งบริษัท BYD ของจีนเพิ่งเปิดตัวระบบชาร์จเร็วที่วิ่งได้ 400 กม. ด้วยการชาร์จเพียง 5 นาที และกำลังสร้างห่วงโซ่ผลิตชิป SiC ครบวงจรภายในบริษัทเอง

เหรินยังเน้นถึงความสำคัญของการวิจัยพื้นฐาน โดยหัวเว่ยลงทุนกว่า 180,000 ล้านหยวน (ราว 900,000 ล้านบาท) ต่อปีในการวิจัยและพัฒนา โดยหนึ่งในสามของงบนี้มุ่งสู่การวิจัยเชิงทฤษฎี เช่นโครงการพัฒนาชิป Hybrid Stochastic Computing SoC ที่ใช้สถาปัตยกรรม RISC-V แบบโอเพนซอร์ส ซึ่งสามารถทำงานได้ทนทานและประหยัดพลังงานกว่าเดิมมาก และยังไม่อยู่ภายใต้มาตรการแซงก์ชั่นของสหรัฐฯ

จากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก จีนกลายเป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยีประมวลผลแบบเฟ้นสุ่ม (stochastic computing) ไปแล้ว และแนวโน้มนี้แสดงให้เห็นว่าการจำกัดเทคโนโลยีของสหรัฐฯ อาจย้อนกลับมาส่งผลเสียต่อบริษัทสหรัฐเอง 

ด้าน แฮนเดิล โจนส์ (Handel Jones) ซีอีโอของบริษัทวิจัย International Business Strategies (IBS) ออกมาแสดงความเห็นว่า “ตลาดชิปในจีนอาจหลุดมืออเมริกาไปแล้ว” และภายในปี 2030 บริษัทจีนอาจครองตลาดเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศตัวเองเกินครึ่งทุกหมวด

วธ. จัดงานแถลงข่าวการจัดงานวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๘ ร่วมสืบสานภาษาไทย ภาษาของชาติ ปลูกปัญญาด้านภาษาอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ (16 ก.ค.68) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม มอบหมายให้นางสาวพลอย ธนิกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในงานแถลงข่าวการจัดงานวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๘ ณ หอประชุมเล็กศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยมีนายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นางสาวลิปิการ์ กำลังชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เครือข่ายทางวัฒนธรรม สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงาน

นางสาวพลอย ธนิกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า การใช้ภาษาไทยในชีวิตประจำวัน ควรใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม เพราะไม่เพียงแต่เป็นการแสดงถึงอัตลักษณ์ของชาติไทยที่ถูกที่ควรแล้ว ยังสะท้อนถึงความภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมได้ให้ความสำคัญกับภาษาไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันภาษาไทยแห่งชาติได้ถูกจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนเห็นคุณค่าและร่วมกันสืบสานการใช้ภาษาไทยอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน

นางสาวพลอย ธนิกุล กล่าวต่อว่า ปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ นี้ กระทรวงวัฒนธรรมได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดกิจกรรมวันภาษาไทยแห่งชาติ ในวันอังคารที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยภายในงานจะมีการมอบเข็มและโล่เชิดชูเกียรติแก่ผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่นในหลากหลายสาขา การมอบรางวัลเพชรในเพลง การมอบรางวัลการประกวดสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ การมอบเกียรติบัตรผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยที่ส่งเสริมการใช้ภาษาไทย ตลอดจนการจัดแสดงนิทรรศการ และการแสดงศิลปวัฒนธรรม ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาไทย และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป ก่อให้เกิดการอนุรักษ์และใช้ภาษาไทยอย่างภาคภูมิใจต่อไปในอนาคต

ด้านนางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวเสริมว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้ดำเนินการคัดเลือกบุคคลและองค์กรที่มีบทบาทโดดเด่นด้านภาษาไทยอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยในปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ นี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้พิจารณาคัดเลือกบุคคลและองค์กรเพื่อรับเข็มและโล่เชิดชูเกียรติทางด้านภาษาไทย แบ่งเป็น ๔ ประเภท จำนวน ๑๖ รางวัล ดังนี้

๑.ปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย จำนวน ๑ ราย ได้แก่ รองศาสตราจารย์จุไรรัตน์ ลักษณะศิริ
๒.ผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น จำนวน ๗ ราย ได้แก่ (๑) นายกิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน (๒) นายเผด็จ บุญหนุน (๓) รองศาสตราจารย์วิภาส โพธิแพทย์ (๔) นายสมพล เข็มกำเหนิด (๕) นายเอกรัตน์ จิตรมั่นเพียร (๖) นายอนุสรณ์ ติปยานนท์ และ (๗) รองศาสตราจารย์อรชุมา ยุทธวงศ์
๓.ผู้ใช้ภาษาไทยถิ่นดีเด่น จำนวน ๖ ราย ได้แก่ (๑) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประภาศ ปานเจี้ยง (๒) ผู้ช่วยศาสตราจารย์พวงผกา ธรรมธิ (๓) นายยุทธพงศ์ มาตย์วิเศษ (๔) นายวิเชียร รัตนบุญโน (๕) นางสำรวม ดีสม และ (๖) นายอรุณศิลป์ ดวงมูล
๔.ผู้มีคุณูปการต่อการใช้ภาษาไทย จำนวน ๑ ราย และ ๑ องค์กร ดังนี้ (๑) ประเภทบุคคล ได้แก่ นางสุรีย์ พันเจริญ และ (๒) ประเภทองค์กร ได้แก่ สมาคมกวีร่วมสมัย

นอกจากนี้ นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมศิลปากรในฐานะหน่วยงานหลักด้านมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ ได้จัดกิจกรรมเนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลากว่า ๒ ทศวรรษ โดยในปี พ.ศ. ๒๕๖๘ กรมศิลปากรได้ดำเนินกิจกรรมที่สำคัญ ๓ กิจกรรม ดังนี้
๑. การประกวดเพลง “เพชรในเพลง” เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๘ จัดขึ้นเพื่อยกย่องบุคคลในวงการเพลงที่มีผลงานดีเด่นด้านภาษาไทย ได้แก่ นักประพันธ์เพลงที่มีความสามารถผสมผสานความรู้ทางภาษา วรรณศิลป์ คีตศิลป์ และจินตนาการได้อย่างเหมาะสม และนักร้องที่ขับร้องเพลงได้ชัดเจนและถูกต้องตามหลักภาษาไทย มีศิลปะการใช้เสียง และถ่ายทอดจังหวะอารมณ์ในการขับร้องได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งยังเชิดชูเกียรติบุคคล องค์กร หรือโครงการที่มีผลงานดีเด่นด้านการส่งเสริมภาษาไทยและมีคุณูปการต่อวงการเพลง โดยผลการประกวดเพลง “เพชรในเพลง” เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๘

มีทั้งสิ้น ๒๐ รางวัล ได้แก่
รางวัลการประพันธ์เพลงดีเด่นด้านภาษาไทย จำนวน ๖ รางวัล
๑.รางวัลชนะเลิศ ผู้ประพันธ์คำร้องเพลงไทยสากล ได้แก่ นายศุภชัย  เจียรวนนท์ จากเพลงกตัญญู
๒.รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ประพันธ์คำร้องเพลงไทยสากล ได้แก่ นายกฤตศิลป์  ฉลองขวัญ จากเพลงฟ้าหลังฝน
๓.รางวัลชนะเลิศ ผู้ประพันธ์คำร้องเพลงไทยลูกทุ่ง ได้แก่ นายสลา  คุณวุฒิ จากเพลงผู้หญิงหัวใจอีสาน
๔.รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ประพันธ์คำร้องเพลงไทยลูกทุ่ง ได้แก่ นายพีรพัฒน์  คงเพ็ชร จากเพลงไอดินกลิ่นหญ้า
๕.รางวัลชนะเลิศ ผู้ประพันธ์คำร้องเพลงเพื่อชีวิต ได้แก่ นายพยัพ  คำพันธุ์
จากเพลงสู้ชีวิต
๖.รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ประพันธ์คำร้องเพลงเพื่อชีวิต ได้แก่นายสุรศักดิ์  ตันน้อย (กฤช  เกรียงไกร) และ นายประเสริฐ  พงษ์ธนานิกร (ราชันย์  วังทอง) จากเพลงชีวิต คือ อนัตตา

รางวัลการขับร้องเพลงดีเด่นด้านภาษาไทย จำนวน ๑๒ รางวัล
๑.รางวัลชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยสากลชาย ได้แก่ นายทชภณ  พลกองเส็ง (พลพล  พลกองเส็ง) จากเพลงอยากให้รู้ว่าห่วงใย
๒.รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยสากลชาย ได้แก่ นายรัชเมศฐ์  สุวโชคพิบูลย์ (เล็ก รัชเมศฐ์) จากเพลงใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว
๓.รางวัลชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยสากลหญิง ได้แก่ นางสาวสรวีย์  ธนพูนหิรัญ (ผิงผิง) จากเพลงฟ้าหลังฝน
๔.รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยสากลหญิง ได้แก่ นางสาวกวิสรา  คงบุญศิริคุณ (กอกี้ กวิสรา)
จากเพลงLife of อีหล่า
๕.รางวัลชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งชาย ได้แก่ นายอนันต์  อาศัยไพรพนา (นัน อนันต์) จากเพลงจีบเธอได้ไหม
๖.รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งชาย ได้แก่ นายกิตติคุน  บุญค้ำจุน (มนต์แคน  แก่นคูน) จากเพลงแฟนบ่ว่าบ้อ
๗.รางวัลชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งหญิง ได้แก่ นางสาวสุทธิยา  รอดภัย (ใบเฟิร์น สุทธิยา) จากเพลงเสียงหวานจากหลานย่าโม
๘.รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งหญิง ได้แก่ นางสาวกาญจนา  มาศิริ จากเพลงแฟนเก่าที่เรายังรัก
๙.รางวัลชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงเพื่อชีวิตชาย ได้แก่ นายวรพล  นวลผกา (น๊อตตี้ freedom) จากเพลงสู้ชีวิต
๑๐.รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงเพื่อชีวิตชาย ได้แก่ นายอิชณน์กร  พึ่งเกียรติรัศมี (จ๋าย ไททศมิตร) จากเพลงแอบเก็บความในใจไว้ภายในแว่นเรย์แบนสีดำ
๑๑.รางวัลชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงเพื่อชีวิตหญิง ได้แก่ นางสาวชนาภรณ์  ทวีชาติ (แพร ชนา) จากเพลงคลื่น
๑๒.รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงเพื่อชีวิตหญิง ได้แก่ นางสาวชฎาพร  เถาบุญ (บักฟ้า ชฎาพร) จากเพลงพรหนึ่งข้อ

รางวัลเชิดชูเกียรติพิเศษ จำนวน ๒ รางวัล
๑.รางวัลเชิดชูเกียรติ นัจจกรผู้สร้างสรรค์บทเพลงและบทละครเวที
ได้แก่ นางดารกา  วงศ์ศิริ
๒.รางวัลเชิดชูเกียรติ ผู้มีคุณูปการต่อวงการเพลงและดนตรี ได้แก่ นายอานันท์  นาคคง
๒.การจัดพิมพ์หนังสือหายาก โดยกรมศิลปากรได้จัดพิมพ์หนังสือหายากเรื่อง “จินดามณี ฉบับสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ” ซึ่งเป็นแบบเรียนภาษาไทยในสมัยอยุธยา สอนเรื่องอักขรวิธี การประสมอักษร และการผันวรรณยุกต์อย่างละเอียด มีคุณค่าต่อการศึกษาพัฒนาการด้านอักษรศาสตร์และการเรียนการสอนภาษาไทยในอดีต
๓.การสัมมนาทางวิชาการด้านภาษาและวรรณคดีไทย ในหัวข้อ “วรรณคดีบทละครไทย” ที่มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ด้านภาษาและวรรณคดีไทยให้เข้าถึงประชาชนอย่างกว้างขวาง เพื่อธำรงไว้ซึ่งมรดก ทางวัฒนธรรมของชาติอย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๘ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๓๐ น. โดยมีการถ่ายทอดสดให้ผู้สนใจรับชมได้ทางเฟสบุ๊กกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม

สุดท้ายนี้ นางสาวพลอย ธนิกุล กล่าวเชิญชวนผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๘ ในวันอังคารที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ตั้งแต่เวลา ๐๙.๓๐ น. เป็นต้นไป ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง ร่วมเรียนรู้ และร่วมสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง สร้างสรรค์ และภาคภูมิใจต่อชาติอย่างแท้จริง ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (www.culture.go.th) หรือ Facebook Fanpage : กรมส่งเสริมวัฒนธรรม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top