Wednesday, 10 June 2026
Hard News Team

ชาวยูเครนลุกฮือ!! ออกมาชุมนุมประท้วงกลางกรุงเคียฟ หลัง ‘เซเลนสกี’ เซ็นรับรองกฎหมายควบคุมหน่วยงานต้านโกง

(23 ก.ค. 68) ประชาชนหลายร้อยคนออกมาชุมนุมประท้วงกลางกรุงเคียฟ หลังประธานาธิบดียูเครน โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ลงนามรับรองกฎหมายฉบับใหม่ที่เพิกถอนความเป็นอิสระของหน่วยงานต่อต้านการทุจริตหลักของประเทศ 2 แห่ง ได้แก่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (NABU) และสำนักงานอัยการพิเศษปราบปรามการทุจริต (SAPO)

กฎหมายใหม่นี้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาด้วยคะแนน 263 ต่อ 13 เสียง โดยส่วนใหญ่เป็นเสียงจากพรรครัฐบาล และจะทำให้หน่วยงานต่อต้านการทุจริตทั้งสองแห่งอยู่ภายใต้การควบคุมของอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งโดยตรง

แม้เซเลนสกียืนยันว่า การปรับโครงสร้างดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้การปราบปรามคอร์รัปชันมีประสิทธิภาพมากขึ้น และปลอดอิทธิพลจากรัสเซีย แต่หลายฝ่ายมองว่าเป็นความพยายามรวมศูนย์อำนาจ และอาจใช้เพื่อแทรกแซงการสอบสวนคดีของคนใกล้ชิดรัฐบาล

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันในยูเครนเตือนว่า กฎหมายนี้อาจทำให้หน่วยงานอิสระกลายเป็นเพียงเครื่องมือของรัฐบาล ขณะที่ผู้ประท้วงบางคนชี้ว่า ร่างกฎหมายถูกรีบผลักดันโดยไม่มีการรับฟังความคิดเห็นอย่างโปร่งใส

ด้านสหภาพยุโรป (EU) แสดงความกังวลต่อกฎหมายฉบับนี้ พร้อมระบุว่าเป็น “ก้าวถอยหลังที่ร้ายแรง” ในช่วงเวลาที่ยูเครนยังต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากต่างประเทศ ทั้งในด้านการเงินและการเมือง ท่ามกลางสงครามที่ยังไม่ยุติลง

ผู้บริหารธนาคาร Wells Fargo ถูกห้ามออกจากจีน รัฐบาลจีนย้ำเป็น ‘คดีรายบุคคล’ ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

(23 ก.ค. 68) นางเฉินเยว่ เหมา (Chenyue Mao) ผู้บริหารธนาคาร Wells Fargo ชาวจีน-อเมริกัน ถูกทางการจีนห้ามเดินทางออกนอกประเทศ โดยกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า เป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนคดีอาญาที่อยู่ระหว่างดำเนินการ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าเธอเกี่ยวข้องกับคดีใด 

เฉินเยว่ เหมา ทำงานกับ Wells Fargo มาตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้นำแฟคตอริ่ง (Factoring) ระหว่างประเทศ และเป็นประธานองค์กร FCI ซึ่งเป็นเครือข่ายธุรกิจระดับโลกที่ให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์เงินทุนข้ามพรมแดน โดยมีถิ่นพำนักในเมืองแอตแลนตา สหรัฐฯ แต่เกิดที่เซี่ยงไฮ้ 

Wells Fargo ออกแถลงการณ์ว่า “กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประสานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้พนักงานสามารถเดินทางกลับสหรัฐฯ ได้โดยเร็ว” พร้อมทั้งสั่งระงับการเดินทางไปจีนของพนักงานทุกคนในทันที

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลสหรัฐฯ 1 ราย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา ถูกสั่งห้ามออกจากจีนเช่นกัน หลังไม่เปิดเผยสถานะการทำงานกับรัฐบาลในแบบฟอร์มวีซ่า 

หลายฝ่ายมองว่าจีนจำเป็นต้องอธิบายให้ชัดเจนว่าเหตุใดบุคคลหนึ่งจึงถูกห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านธุรกิจ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศจีนย้ำว่าเป็น “คดีรายบุคคล” และทุกคนในจีนต้องเคารพกฎหมายของประเทศอย่างเท่าเทียมกัน

‘เซินเจิ้น’ โกยยอดการค้าต่างแดนแซงทุกเมืองในจีน แค่ครึ่งปีแรกฟันไปเกือบ 10 ล้านล้านบาท

(23 ก.ค. 68) นครเซินเจิ้นของจีนทำยอดการค้าระหว่างประเทศช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2025 ได้สูงถึง 2.17 ล้านล้านหยวน (ราว 9.76 ล้านล้านบาท) ครองอันดับ 1 เมืองที่มียอดการค้าต่างแดนมากที่สุดในจีนแผ่นดินใหญ่

ในจำนวนนี้คิดเป็นการส่งออกถึง 1.31 ล้านล้านหยวน (5.89 ล้านล้านบาท) และนำเข้า 8.58 แสนล้านหยวน (3.86 ล้านล้านบาท) สะท้อนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอน

โดยมีภาคเอกชนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ คิดเป็นสัดส่วนถึง 69.8% ของการค้าทั้งหมด หรือราว 1.51 ล้านล้านหยวน ประมาณ 6.79 ล้านล้านบาท

เมืองเซินเจิ้น (Shenzhen) มีคู่ค้าหลักอย่างอาเซียน ฮ่องกง และไต้หวัน ขณะที่คู่ค้ารายสำคัญอื่นๆ ยังรวมถึงสหภาพยุโรป (EU) สหรัฐฯ อินเดีย สหราชอาณาจักร เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และเม็กซิโก

ทั้งนี้ สินค้าส่งออกเด่นของเซินเจิ้นคือคอมพิวเตอร์ วงจรรวม และแบตเตอรี่ ส่วนการนำเข้าส่วนใหญ่ก็อยู่ในกลุ่มเดียวกัน โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และแผงวงจรรวม (IC) 

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบวีลแชร์แก่ผู้พิการ-จักรยานให้น้องนักเรียนพื้นที่ชนบทศรีสะเกษ กว่า 1.48 ล้านบาท

ระหว่างวันที่ 21-23 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วย นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ช่วยกรรมการ  นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์  นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และนางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษอีกครั้ง โดยมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถ ฐานะยากจน ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ จำนวน 35 ราย คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 692,500 บาท เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม สร้างความสุขสู่ชุมชน สังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน รวมทั้ง มอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ จำนวน 10 ราย และมอบรถจักรยานแก่โรงเรียนชนบทที่ขาดแคลนพร้อมกระบอกน้ำขนาด 1 ลิตร จำนวน 2 โรงเรียน รวม 20 คัน 

เพื่อให้นักเรียนที่ประสบปัญหาในการเดินทางได้ยืมเรียน รวมถึงเป็นการแบ่งเบาภาระค่าพาหนะแก่ผู้ปกครองได้อีกทางหนึ่ง อีกทั้งยังเสริมสร้างให้นักเรียนได้ออกกำลังกาย เรียนรู้กฎจราจร เรียนรู้การแบ่งปัน และดูแลรักษาสาธารณสมบัติร่วมกัน รวมมูลค่าการดำเนินการช่วยเหลือชาวศรีสะเกษในครั้งนี้ทั้งสิ้น 743,052 บาท (เจ็ดแสนสี่หมื่นสามพันห้าสิบสองบาทถ้วน) นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังจัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ ทีมบรรเทาสาธารณภัย (กู้ชีพ) และอาสาสมัครออกหน่วยให้บริการประชาชนในพื้นที่ฟรี ประกอบด้วย บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป จ่ายยา ทันตกรรม คัดกรองเบาหวาน กิจกรรมนันทนาการ ตรวจวัดสายตาพร้อมแจกแว่น บริการตัดผม ฯลฯ โดยมี นางสุดา สุหลง รองอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว พร้อมด้วย นางสาววีรินท์ นิตย์สุวรรณ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดศรีสะเกษ นางสาวศุภวรรณ ขูดแก้ว ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ นางสาวจุรีพร ภิบาลจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดศรีสะเกษ และนางสาวอัญชลี จงคดีกิจ (ปุ๊-อัญชลี) อาสาสมัครศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมในพิธี ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดศรีสะเกษ

หลังจากนั้น มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อมอบเตียงผู้ป่วยพร้อมโต๊ะคร่อมเตียงสเตนเลสและตู้ข้างเตียง จำนวน 16 ชุด และเตียงผู้ป่วยไฟฟ้า จำนวน 4 เตียง สำหรับใช้ในการรักษาและบริการผู้ป่วย เนื่องด้วยทางโรงพยาบาลได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในอาคาร ทำให้เกิดความเสียหายกับอุปกรณ์และครุภัณฑ์ต่างๆ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 740,000 บาท (เจ็ดแสนสี่หมื่นบาทถ้วน) โดยมี แพทย์หญิงประภาภรณ์ เพชรมาก รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ นายแพทย์อดิศักดิ์ ประวิทย์ธนา รองผู้อำนวยการ ภารกิจด้านบริการทุติยภูมิและตติยภูมิ พร้อมกับหัวหน้ากลุ่มงาน หัวหน้างานและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม เป็นผู้รับมอบ ณ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม ตำบลเมืองเดช อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี

รวมงบประมาณการช่วยชีวิต รักษาชีวิต และสร้างชีวิตให้กับชาวศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ในครั้งนี้ทั้งสิ้น 1,483,052 บาท (หนึ่งล้านสี่แสนแปดหมื่นสามพันห้าสิบสองบาทถ้วน)

ทั้งนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ริเริ่มการสนับสนุนอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์เป็นครั้งแรก เนื่องในโอกาสครบรอบ 110 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เมื่อปี พ.ศ. 2563 รวมทั้งในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยได้มีการสนับสนุนเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นการมอบครุภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ มอบรถพยาบาลติดตั้งอุปกรณ์ มอบรถ X-Ray เคลื่อนที่ระบบดิจิทัล มอบห้องผ่าตัดปลอดเชื้อ มาตรฐาน ISO7 เป็นต้น รวมงบประมาณการสนับสนุนอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 เป็นต้นมาไม่ต่ำกว่า 197 ล้านบาท

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง นอกจากจะบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ วรรณะ และศาสนา ยังเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน รวมทั้งการสนับสนุนงานด้านสาธารณสุขให้กับประชาชนที่ด้อยโอกาส ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมงานสาธารณกุศลมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ เว็บไซต์ www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

กฟผ. พร้อมรับมือพายุ ‘วิภา’ ดูแลระบบไฟฟ้าทั่วประเทศ คุมการระบายน้ำเขื่อนสิริกิติ์ ยืนยันยังรับได้อีกมาก

(23 ก.ค. 68) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ติดตามสถานการณ์พายุ 'วิภา' อย่างใกล้ชิด พร้อมสั่งการให้ดูแลระบบผลิตและส่งไฟฟ้าอย่างรอบคอบทั่วประเทศ เพื่อให้การจ่ายไฟฟ้าเป็นไปอย่างราบรื่นในช่วงที่หลายพื้นที่เผชิญฝนตกหนัก

อย่างที่ทราบกันดีว่า พายุ 'วิภา' ขึ้นฝั่งเวียดนามเมื่อวันที่ 22 ก.ค. ทำให้ไทยตอนบน รวมถึงภาคกลางตะวันตกและภาคตะวันออก มีฝนตกหนักถึงหนักมากระหว่าง 22-24 ก.ค. ส่งผลให้ กฟผ. ต้องเฝ้าระวังทั้งระบบไฟฟ้าและสถานการณ์น้ำในเขื่อนอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นพื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง

โดยเฉพาะเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งอยู่ในเส้นทางพายุ ปัจจุบันมีน้ำในอ่างอยู่ 63% ของความจุ และยังสามารถรับน้ำได้อีก 37% กฟผ. จึงปรับลดการระบายน้ำลงจากวันละ 15 ล้านลูกบาศก์เมตร เหลือ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อลดผลกระทบพื้นที่ท้ายเขื่อน

หลังจากฝนลดลงในวันที่ 25-27 ก.ค. กฟผ. จะกลับมาเพิ่มการระบายน้ำอีกครั้ง เพื่อรักษาระดับน้ำในเขื่อนให้สมดุล ทั้งนี้เขื่อนใหญ่ของ กฟผ. ทั่วประเทศยังสามารถรองรับน้ำได้อีกมากกว่า 22,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 37% ของความจุ

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์น้ำแบบเรียลไทม์ได้ผ่านเว็บไซต์ water.egat.co.th หรือแอปพลิเคชัน 'EGAT ONE' เพื่อรับข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับระดับน้ำในเขื่อนและสถานการณ์พายุ

พิษณุโลก ม.นเรศวร จับมือ สสปท. สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย มุ่งลดอุบัติเหตุจากการทำงานอย่างยั่งยืน

(23 ก.ค. 68) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จรูญ สารินทร์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในส่วนภูมิภาค จังหวัดพิษณุโลก ประจําปี 2568 และ วันความปลอดภัยมหาวิทยาลัยนเรศวร ครั้งที่ 3 (NU Safety day 2025) 

โดยมี ดร.นันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์  ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (องค์การมหาชน) หรือ สสปท. เป็นประธานกล่าวเปิด ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ ทักษะและแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยให้กับแรงงาน ผู้ประกอบการ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ยังพบปัญหาอุบัติเหตุจากการทำงานในหลายสาขาอาชีพ 

โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร ก่อสร้าง และการผลิต การสร้างพื้นที่การเรียนรู้และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จึงเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันและลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งมหาวิทยาลัย นเรศวรได้เริ่มจัดกิจกรรมวันความปลอดภัยมหาวิทยาลัยนเรศวร อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ.2566 จนถึงปัจจุบัน แต่ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยนเรศวรได้บูรณาการและประสาน ความร่วมมือกับในการจัดงานร่วมกับสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยอาชีวอนามัยฯ เพื่อเป็นการส่งเสริม สนับสนุน ให้เกิดกิจกรรมแลกเปลี่ยน เรียนรู้ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทํางาน และเพื่อเสริมสร้างการพัฒนา องค์ความรู้และประสบการณ์ทางวิชาการให้กับผู้เข้าร่วมงาน อีกทั้งส่งเสริมวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัย นเรศวรในการเป็น “มหาวิทยาลัย เพื่อสังคมของผู้ประกอบการ” (University for Entrepreneurial Society)

ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมหลากหลาย อาทิ นิทรรศการด้านความปลอดภัย การเสวนาวิชาการ การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ การสาธิตอุปกรณ์ความปลอดภัย และกิจกรรมสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยใน รูปแบบที่เข้าถึงง่ายและนำไปปรับใช้ได้จริงในสถานประกอบการทุกระดับ สามารถเข้าร่วมงานได้ในวันที่ 23 – 24 กรกฎาคม 2568

สสส.-มสส.จับมือสื่อมวลชนถกประเด็นจัดประชุมโฟกัส กรุ๊ป ในหัวข้อ “ทิศทางแนวโน้มกัญชาเพื่อการแพทย์...ทำได้จริงหรือ?” 

สสส.-มสส.จับมือสื่อมวลชนถกประเด็นกัญชาทางการแพทย์แม้จะมีผลดีหลายอย่าง แต่เป็นห่วงเด็กและเยาวชนเข้าถึงได้ง่ายนำกัญชาไปผสมยาเสพติดชนิดอื่นส่งผลต่อปัญหาจิตเวช เผยร่างพ.ร.บ.กัญชาฉบับประชาชนที่เสนอสภาฯห้ามโฆษณาสื่อสารการตลาดและมีมาตรการคุ้มครองเด็กและเยาวชน ด้านบอร์ดสสส.ย้ำจุดยืนหนุนใช้กัญชาทางการแพทย์ ทั้งศึกษาวิจัยทางคลินิกในการใช้กัญชาทางการแพทย์ที่ชัดเจน และรณรงค์สื่อสารให้ความรู้กับสังคม

(23 ก.ค.68) ณ ห้องกรรณิการ์ โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพมหานคร, มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ(มสส.) โดยการสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดประชุมโฟกัส กรุ๊ป ในหัวข้อ “ทิศทางแนวโน้มกัญชาเพื่อการแพทย์...ทำได้จริงหรือ?” โดยมี นายจิระ ห้องสำเริง สื่อมวลชนอาวุโส เป็นผู้ดำเนินรายการ

นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ด้านการสื่อสารมวลชน กล่าวเปิดการประชุมว่าประเด็นการใช้ประโยชน์และอันตรายจากการใช้กัญชายังเป็นที่ถกเถียงของคนทั่วโลก แม้หลายประเทศอนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อนันทนาการแล้วเช่นอุรุกวัย แคนาดา เม็กซิโก มอลตา ลักเซมเบิร์ก แอฟริกาใต้ เยอรมนี แต่ประเทศไทยยังมีความเห็นที่แตกต่างกันเรื่องการใช้กัญชาเพื่อนันทนาการ ส่วนการใช้กัญชาทางการแพทย์นั้นดูเหมือนว่าสังคมส่วนใหญ่จะไม่ต่อต้าน ด้านบทบาท สสส.กับการขับเคลื่อนประเด็นกัญชาและสิ่งเสพติดนั้น สสส.มีจุดยืนชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการใช้กัญชาเพื่อนันทนาการและการนำไปผสมในผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆที่อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพเนื่องจากยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานและมาตรการควบคุมที่ชัดเจนจึงสนับสนุนให้ภาคีที่เกี่ยวข้องดำเนินกิจกรรมใน 2 แนวทางคือ การสนับสนุนให้มีการศึกษาและวิจัยสร้างองค์ความรู้เรื่องการใช้กัญชาทางการแพทย์รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งในระดับบุคคลและสังคมโดยรวม ส่วนอีกแนวทางหนึ่งคือการสื่อสารรณรงค์ให้ความรู้กับเด็ก เยาวชนและสังคมให้รับทราบถึงอันตรายของการใช้กัญชาในทางที่ไม่เหมาะสมเช่นการใช้กัญชาไปผสมกับผลิตภัณฑ์ต่างๆรวมทั้งการสื่อสารให้รับรู้ถึงอันตรายจากได้รับกัญชามือสองเช่นเดียวกับบุหรี่มือสอง  

นายวัชรพงศ์ พุ่มชื่น กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด หนึ่งในองค์กรที่ร่วมเสนอร่างพ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ...กล่าวว่า ประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องระบุชื่อยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 พ.ศ.2565 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 กำหนดให้ทุกส่วนของกัญชาไม่ถือเป็นยาเสพติดและสารสกัดกัญชาที่มีสาร THC หรือ CBD ไม่เกิน 0.2% ไม่ถือเป็นยาเสพติด และการที่รัฐสภามีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดพ.ศ.2564 โดยการถอดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด เท่ากับว่าตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2565 เป็นการเปิดเสรีทางกัญชาอย่างไม่มีข้อจำกัด ประชาชนคนไทยจึงอยู่กับสถานการณ์เสรีกัญชามากกว่า 3 ปี มีทั้งคนที่ได้ประโยชน์และได้รับผลกระทบจากกัญชา เป็นโจทย์ทางสังคมที่ถกเถียงกันตั้งแต่ฝ่ายการเมืองจนถึงครอบครัวและชุมชน ปัญหาคือเด็กเยาวชนหาซื้อได้ง่ายใช้กัญชาผสมกับสารเสพติดประเภทอื่น ส่งผลให้เกิดปัญหาการเสพติดและบางคนกลายเป็นผู้ป่วยจิตเวช การใช้กัญชาเป็นเรื่องปกติของคนที่ต้องการใช้กลายเป็นค่านิยมทางสังคม ถึงเวลาแล้วที่ควรต้องมีกฎหมายที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันและลดผลกระทบจากการใช้กัญชาในทางที่ผิด 

“หากมองในมุมบวกประโยชน์ที่เกิดจากการใช้กัญชาในทางสร้างสรรค์ที่เห็นได้อย่างชัดเจนที่สุด คือ การใช้กัญชาทางการแพทย์ที่มาจากฐานงานวิจัยเน้นความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นสำคัญ และสามารถบรรเทาอาการและรักษาโรคได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังข้อมูลจากกรมการแพทย์ได้ให้กับสังคม เช่น กรณี การรักษาโรคลมชักรักษายากในเด็กด้วยสารสกัดกัญชา CBD สูง การใช้กัญชาทางการแพทย์ในกลุ่มแคนนาบิไดออล (Cannabidiol) เป็นยาเสริมการรักษาโรคพาร์กินสันจึงอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ป่วย หรือกรณีการดูแลผู้ป่วยมะเร็งแบบประคับประคองผ่านคลินิกกัญชาทางการแพทย์ เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยมะเร็ง ลดอาการไม่พึงประสงค์ระหว่างการรักษา ไม่ได้มุ่งผลการรักษาต่อก้อนมะเร็งโดยตรงก็ตาม หรืออาจกล่าวได้ว่าการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ทุกภาคส่วนในสังคมนั้นเห็นด้วย เกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วยและใช้เป็นทางเลือกในการรักษา” นายวัชรพงศ์ กล่าว

ด้านนายธีรภัทร์ คหะวงศ์ ทนายความ และผู้ประสานงานเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน (ขสย). กล่าวว่าเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.2568 มีประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 เพื่อกำกับการขายในประเทศให้เข้มงวดมากขึ้นและเน้นให้ใช้กัญชาทางการแพทย์เท่านั้น โดยเพิ่มเงื่อนไขที่ผู้ได้รับใบอนุญาต ตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2552 ต้องปฏิบัติอย่างเข้มงวดมากยิ่งขึ้น สังคมไทยจึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันใช้ประโยชน์จากกัญชาอย่างปลอดภัย การมีพระราชบัญญัติควบคุมกัญชาจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ขณะนี้เครือข่ายนักวิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 17,343 คน ได้ร่วมกันเสนอ ร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ... ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่มีเนื้อหาเน้นการใช้กัญชาทางการแพทย์ ไม่ส่งเสริมการขายหรือใช้กัญชาเพื่อนันทนาการ โดยมีคณะกรรมการกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ที่ชัดเจน มีการออกใบอนุญาตกัญชาแยกออกจากกัญชง  

มีการป้องกันและควบคุมการใช้กัญชาไม่เหมาะสม ควบคุมการโฆษณาการสื่อสารการตลาดกัญชาหรือผลิตภัณฑ์กัญชา ส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การปรับปรุงพันธุ์ที่มีคุณภาพ สถานพยาบาลปลูกกัญชาเพื่อนำไปใช้รักษาผู้ป่วยได้  ผู้ป่วยปลูกกัญชาได้ถ้าปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด รวมทั้งการคุ้มครองเด็กเยาวชน โดยเชื่อว่าจะทำให้คนไทย อยู่ร่วมและใช้ประโยชน์จากกัญชาได้อย่างปลอดภัย โดยส่วนตัวไม่เชื่อว่าพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลจะประกาศให้กัญชาเป็นยาเสพติด เพราะหากมีการเจรจากันได้ปัญหากัญชาก็จะถูกมองข้าม ดังนั้นเราควรจะมีกฎหมายควบคุมกัญชาเป็นการเฉพาะ เพื่อให้เกิดการควบคุมอย่างจริงจัง โดยประชาชนสามารถร่วมแสดงความเห็นได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=474 ) ตั้งแต่เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 ถึงวันที่ 6 สิงหาคม 2568 นี้

​ด้านสื่อมวลชนที่เข้าร่วมการประชุมได้มีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะว่า จะต้องให้ความรู้กับสังคมว่า การปลูกกัญชาที่ใช้ในทางการแพทย์ต้องเป็นการปลูกในโรงเรือนที่เป็นระบบปิด มีการควบคุมแสงแดดและอุณหภูมิ ซึ่งต้องลงทุนสูง ไม่ใช่การปลูกในพื้นที่ระบบเปิดทั่วไปอย่างที่เป็นอยู่ นอกจากนี้จะต้องมีการวิจัยทางคลินิก ในกลุ่มโรคที่มีหลักฐานหนักแน่นว่าสามารถใช้กัญชารักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนเรื่องร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ ควรมีการจำกัดใบอนุญาตและกำหนด Zoning ให้เป็นพื้นที่ควบคุม รวมทั้งการมีมาตรการห้ามนำกัญชาไปผสมในสูตรอาหารต่าง ๆ และควรหาวิธีการในการสื่อสารกับเยาวชน กลุ่มเปราะบางให้รู้เท่าทันถึงอันตรายของกัญชา

​สุดท้าย นายอภิวัชร์ เกตุทัต ประธานมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ ได้กล่าวขอบคุณวิทยากร และสื่อมวลชนรวมทั้งให้ความเห็นว่า กัญชานั้นเป็นได้ทั้งพระเอกและผู้ร้าย มิติทางการแพทย์ หรือสุขภาพถือเป็นความหวังของผู้ป่วย มิติทางเศรษฐกิจอาจมีส่วนสร้างรายได้ แต่มิติทางสังคมอาจก่อให้เกิดผลกระทบตามที่หลายฝ่ายเป็นห่วง ดังนั้นสมดุลในเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ ทำอย่างไรจะให้เกิดประโยชน์มากกว่าโทษ โดยคำนึงผลกระทบทางบวกและทางลบให้ดี

‘เอกนัฏ’ ส่งทีมสุดซอย ปราบปลั๊กไฟ-สวิตช์ไฟเถื่อน ‘ตราแรด’ พบแปะ มอก. ปลอม!! หลอกขายทั่วประเทศกว่า 6 แสนชิ้น

(23 ก.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สั่งการให้ “ทีมสุดซอย” ร่วมกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เข้าตรวจค้นคลังสินค้าย่านบางขุนเทียน หลังพบเบาะแสการลักลอบจำหน่ายสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานให้ร้านค้าตามต่างจังหวัด

จากการตรวจสอบ พบว่าบริษัท ดีเอส ทูลส์ จำกัด มีการนำเข้าปลั๊กไฟ สวิตช์ไฟ เต้ารับ และอุปกรณ์อื่นๆ รวมกว่า 6 แสนชิ้น โดยไม่มีเครื่องหมาย มอก. หรือแสดงหมายเลข มอก. ปลอม รวมมูลค่ากว่า 2.5 ล้านบาท เจ้าหน้าที่จึงยึดอายัดสินค้าและดำเนินคดีตามกฎหมาย

สินค้าที่ตรวจยึดได้เป็นยี่ห้อ "ตราแรด" และ "SWORDFISH" ซึ่งบริษัทดังกล่าวเป็นเจ้าของแบรนด์ และใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) นำเข้าสินค้าจากจีน ก่อนกระจายขายทั่วประเทศผ่านร้านวัสดุก่อสร้างและร้านค้าเบ็ดเตล็ด

นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เตือนว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ได้มาตรฐานอาจก่อให้เกิดเพลิงไหม้และเป็นอันตรายร้ายแรงต่อประชาชน พร้อมเตรียมแจ้งกระทรวงอุตสาหกรรมให้ประสานกรมศุลกากรเพิ่มมาตรการตรวจเข้มการนำเข้าสินค้าประเภทปลั๊กไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าต่อไป

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำชับเด็ดขาดหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดทุกระดับ X -ray ค้นหาผู้เสพ/ผู้ค้ายาเสพติด บังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 3 เดือน

(23 ก.ค.68) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศอ.ปส.ตร.) ครั้งที่ 3/2568 เพื่อชี้แจงแนวทางการดำเนินการตามที่รัฐบาลได้มอบนโยบายการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ณ ห้องมัฆวานรังสรรค์ สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “No Drugs No Dealers” ผนึกกำลัง ชุมชนปลอดภัยยาเสพติด โดยมีเป้าหมายและตัวชี้วัดภายใน 3 เดือน เพื่อให้หมู่บ้าน/ชุมชนที่มีปัญหายาเสพติดเป็น “หมู่บ้านปลอดยาเสพติด” ที่จะต้องไม่มีผู้ค้าและผู้เสพอีกต่อไป

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้กำหนดแนวทางการดำเนินการให้กับหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดทุกระดับทั่วประเทศ เพื่อกำชับ เร่งรัดการปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและแนวทางของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยให้ดำเนินการร่วมกับฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการ X -ray ค้นหาผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด และผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่ หมู่บ้าน/ชุมชน บังคับใช้กฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดอย่างเด็ดขาด ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 3 เดือน มุ่งเน้นการสร้างชุมชนเข้มแข็งที่ร่วมกันป้องกันและเฝ้าระวังยาเสพติด เพื่อนำไปสู่ชุมชนปลอดยาเสพติดสีขาว โดยจะมีการประเมินผลการปฏิบัติร่วมกับฝ่ายปกครองหลังสิ้นสุดการดำเนินการ เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์วางแผนกำหนดยุทธศาสตร์ในการดำเนินการในปีงบประมาณถัดไป ทั้งนี้ หากหน่วยใดไม่สามารถดำเนินการได้ตามนโยบายและแนวทางที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนด จะพิจารณาข้อบกพร่องกับผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ

‘ธีราทร’ โพสต์ภาพหน้าปราสาทหินพนมรุ้ง จ.บุรีรัมย์ แต่โดนทัวร์และนักบอลกัมพูชา คอมเมนต์ Welcome to Cambodia

เมื่อวันที่ (22 ก.ค. 68) ‘อุ้ม’ ธีราทร บุญมาทัน นักฟุตบอลคนดังของสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด โพสต์ภาพร่วมกับเพื่อนร่วมทีมโดยมีฉากหลังเป็น ปราสาทหินพนมรุ้ง จ.บุรีรัมย์ พร้อมแคปชั่น “แล้วพี่ๆ ของผมมา 4 คน ใครก็เอาไม่ลง” ซึ่งทำให้เกิดกระแสในโซเชียลทันที โดยเฉพาะในฝั่งกัมพูชา

หลังโพสต์ถูกเผยแพร่ ซิน คาคาดา กองกลางทีมชาติกัมพูชา จากสโมสรวิสาขา ได้แชร์ภาพของธีราทร พร้อมเขียนแคปชั่น “Welcome to Cambodia 🙏” ราวกับจะบอกว่าปราสาทดังกล่าวอยู่ในกัมพูชา สร้างความไม่พอใจในหมู่แฟนบอลไทย

ต่อมา ชาวเน็ตกัมพูชาจำนวนมาก บุกคอมเมนต์ในเพจของธีราทรด้วยข้อความว่า “Welcome to Cambodia” แม้ปราสาทพนมรุ้งจะตั้งอยู่ในประเทศไทยชัดเจน 

สำหรับ ซิน คาคาดา เคยติดทีมชาติกัมพูชาชุดใหญ่ 10 นัด แต่ยังไม่เคยได้ลงสนามพบกับทีมชาติไทย มีชื่อเป็นเพียงตัวสำรองในแมตช์อาเซียนคัพ 2024 ที่กัมพูชาแพ้ไทย 2-3 ที่สนามราชมังคลากีฬาสถานเมื่อปลายปีที่ผ่านมา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top