Wednesday, 10 June 2026
Hard News Team

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งการทุกหน่วยเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยกระดับมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน และความมั่นคงของราชอาณาจักร

เมื่อวานนี้ (24 ก.ค.68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้มีหนังสือสั่งการไปยังหน่วยต่างๆ เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อให้การปฏิบัติในการติดตาม เฝ้าระวังสถานการณ์ บังคับใช้กฎหมาย และสนับสนุนการปฏิบัติของภาคส่วนต่างๆ ตลอดจนการยกระดับมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และความมั่นคงของราชอาณาจักร เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยมอบหมาย พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร. เป็นผู้ดูแลการปฏิบัติในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และร่วมประชุมขับเคลื่อนศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่

ทั้งนี้ ผบ.ตร.สั่งการให้ทุกหน่วยจัดเตรียมกำลัง อาวุธ ยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ และดำรงการติดต่อสื่อสารให้พร้อมปฏิบัติเมื่อได้รับการสั่งการ พร้อมทั้งยกระดับมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ ออกตรวจตราเพิ่มความเข้มในการดูแลทรัพย์สินบ้านเรือนประชาชน ในห้วงเวลาที่มีการอพยพประชาชนออกจากบ้านพักไปสู่พื้นที่ปลอดภัย ซึ่งอาจจะมีกลุ่มคนร้ายฉวยโอกาสกระทำความผิดต่อทรัพย์สินของประชาชน 

รวมทั้งกำหนดจุดการตั้งด่านตรวจ จุดตรวจ จุดสกัด เพื่อเพิ่มความเข้มในการตรวจตราผู้ลักลอบกระทำผิด ลักลอบขนอาวุธ หรืออาจจะมีการแทรกซึมทางการข่าว และเตรียมความพร้อมในด้านการสอบสวนดำเนินคดี โดยเฉพาะพื้นที่รับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 2 , ตำรวจภูธรภาค 3 และตำรวจตระเวนชายแดน พร้อมให้ติดตามเฝ้าระวัง สืบสวนหาข่าวในส่วนที่เกี่ยวข้อง ประสานการปฏิบัติกับทุกภาคส่วน และเป็นหน่วยสนับสนุนการปฏิบัติตามอำนาจและหน้าที่ได้ทันทีเมื่อได้รับการร้องขอหรือสั่งการ

นอกจากนี้ สั่งการให้โรงพยาบาลตำรวจและโรงพยาบาลในสังกัดโรงพยาบาลตำรวจ จัดเตรียมความพร้อมและสนับสนุนการปฏิบัติทางการแพทย์ ตลอดจนเชิญชวนข้าราชการตำรวจและประชาชนร่วมบริจาคโลหิต เพื่อเตรียมสำรองโลหิตไว้ในกรณีหากจำเป็นต้องใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน

พร้อมมอบหมายให้โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองสารนิเทศ ประชาสัมพันธ์ชี้แจง ทำความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน สื่อมวลชน ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในภาพรวมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงการระมัดระวังข่าวปลอม ข้อมูลเท็จ หรือข้อมูลที่บิดเบือนจากข้อเท็จจริงต่างๆ

ผบช.ภ.2 ลงพื้นที่ 'จันทบุรี' ด่วน! สั่งยกระดับดูแลประชาชน 3 จว.ชายแดน ป้องกันอาชญากรรมขั้นสูงสุด 

'ผบช.ภ.2' ลงพื้นที่จันทบุรี กำชับ 3 จังหวัดชายแดนเตรียมกำลังพร้อมเสริมกองกำลังป้องกันชายแดน ยกระดับการดูแลประชาชนพื้นที่ส่วนหลัง สืบสวน หาข่าว ป้องกันอาชญากรรมขั้นสูงสุด ส่งตำรวจลงชุมชนลดความตระหนก สแกนกลุ่มเปราะบางรับมือแผนอพยพ ใช้ AI ช่วยเฝ้าระวัง 

เมื่อวานนี้ (25 ก.ค.68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) ลงพื้นที่ จว.จันทบุรี ติดตามสถานการณ์พื้นที่แนวชายแดนติดต่อประเทศกัมพูชาอย่างใกล้ชิด ตามข้อสั่งการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่ให้เตรียมความพร้อมสนับสนุนเจ้าหน้าที่ส่วนหน้าตามอำนาจหน้าที่ของตำรวจ  พร้อมปฏิบัติการตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังและการอพยพประชาชน  และมีมาตรการปฏิบัติยกระดับการรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ (แผนกรกฎ/67) 

“ในส่วนของตำรวจภูธรภาค 2 สั่งการให้ ภ.จว.จันทบุรี ตราด และ สระแก้ว เตรียมกำลัง ยุทโธปกรณ์ พร้อมสนับสนุนการปฏิบัติกองกำลังป้องกันชายแดน และกำชับให้ยกระดับความเข้มในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน โดยให้ระดมตำรวจชุมชนสัมพันธ์ลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ข่าวสารที่ถูกต้องแก่ประชาชน มิให้ตื่นตระหนกกับข่าวลือ ข่าวลวง และเตรียมความพร้อมอพยพประชาชนไปสู่พื้นที่ปลอดภัยหากจำเป็น ให้สำรวจกลุ่มเปราะบางในพื้นที่เพื่อเตรียมแผนการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันให้เพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันอาชญากรรมทุกรูปแบบที่อาจอาศัยสถานการณ์เช่นนี้ลอบก่อเหตุ โดยกำชับให้กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 2 (บก.สส.ภ.2) สืบสวนหาข่าวเฝ้าระวังขั้นสูงสุด” ผบช.ภ.2 กล่าว

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ จว.จันทบุรีวันนี้ พบว่าสถานการณ์โดยรวมในพื้นที่ยังเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยดี โดยกำชับว่าตำรวจการ์ดอย่าตก เพิ่มความเข้มสูงสุด ไม่ประมาท ดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ สร้างความอุ่นใจ และความเชื่อมั่นให้แก่พี่น้องประชาชน ขณะเดียวกันวันนี้ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในการเฝ้าระวังจุดเสี่ยงต่าง ๆ เช่น ร้านทอง ธนาคาร  ร้านสะดวกซื้อ โดยจากการใช้งานที่ผ่านมาช่วยในการแจ้งเหตุ ติดตามจับกุมคนร้ายได้ทันท่วงที และได้กำชับว่าในสถานการณ์เช่นนี้ให้นำเทคโนโลยีที่ได้พัฒนาและนำมาใช้ในพื้นที่มาช่วยดูแลประชาชน เช่น การแจ้งเหตุ การเฝ้าระวังเหตุไม่พึงประสงค์ อย่างไรก็ตามขอให้กำลังใจตำรวจทุกนายในพื้นที่ โดยในฐานะผู้บังคับบัญชาพร้อมสนับสนุนการปฏิบัติทุกภารกิจให้สำเร็จ ทั้งนี้ในวันพรุ่งนี้ (25 ก.ค.68) จะเดินทางไปตรวจเยี่ยมให้ขวัญกำลังใจและกำชับการปฏิบัติตำรวจในพื้นที่ จว.ตราด ต่อไป 

“ตำรวจภูธรภาค 2 ขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ส่วนหน้าผู้ปฏิบัติภารกิจรักษาความสงบเรียบร้อยชายแดนไทย - กัมพูชาครั้งนี้ และส่งกำลังใจให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ทุกคน และขอแสดงความเสียใจอย่างที่สุดต่อผู้สูญเสียจากสถานการณ์นี้ อย่างไรก็ตามในส่วนของตำรวจภูธรภาค 2 พร้อมดูแลพิทักษ์ความปลอดภัยให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ส่วนหลังอย่างเต็มกำลังความสามารถ ทั้งนี้หากต้องการความช่วยเหลือจากตำรวจ โปรดโทร.191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง” พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าว

สั่งก.พลังงาน เตรียมรับมือเหตุตึงเครียดไทย-กัมพูชา ย้ำ ‘น้ำมัน-ไฟฟ้า’ ต้องไม่ขาดแคลนรองรับภารกิจฉุกเฉิน

‘พีระพันธุ์’ สั่งการ ก.พลังงาน ตั้ง “ศูนย์บริหารสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน” รับมือเหตุตึงเครียดไทย-กัมพูชา ย้ำ ‘น้ำมัน-ไฟฟ้า’ ต้องไม่ขาดแคลน เร่งบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนให้มากที่สุด

(24 ก.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เรียกประชุมด่วนผู้บริหารระดับสูงในสังกัดกระทรวงพลังงาน ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเตรียมรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ฉุกเฉินบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา  และหาแนวทางบรรเทาความเดือดร้อนด้านพลังงานให้แก่ประชาชนในพื้นที่   โดยได้มีคำสั่งจัดตั้ง “ศูนย์บริหารสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน”  เพื่อติดตามสถานการณ์และสั่งการหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงพลังงานและในการกํากับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รวมทั้งประสานงานกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันและแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ ด้านพลังงาน อันอาจเกิดขึ้นจากการกระทำของราชอาณาจักรกัมพูชาซึ่งส่งผลหรืออาจส่งผลต่อประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และจังหวัดอื่นที่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้จนกว่าสถานการณ์จะยุติลง 

นายพีระพันธุ์กล่าวว่า  กระทรวงพลังงานให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และการดูแลความมั่นคงเพียงพอด้านพลังงานทั้งในส่วนของน้ำมันและไฟฟ้า โดยได้สั่งการให้สถานีบริการน้ำมันที่อยู่ใกล้จุดปะทะบริเวณชายแดนงดให้บริการชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และประชาชน ขณะเดียวกัน ได้สั่งการให้สถานีบริการน้ำมันในเขตอำเภอและจังหวัดใกล้เคียงที่อยู่นอกพื้นที่เสี่ยงเปิดบริการตามปกติอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความจำเป็นในการเดินทางและภารกิจฉุกเฉินของภาครัฐ  อาทิ รถพยาบาล รถดับเพลิง รถตำรวจ ทหาร รวมถึงภารกิจด้านความมั่นคง ซึ่งต้องสามารถเข้าถึงเชื้อเพลิงได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ในส่วนของระบบไฟฟ้า ได้มอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตเป็นหลักในการประสานให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจัดทีมซ่อมบำรุงประจำพื้นที่ เตรียมความพร้อมกรณีเกิดความเสียหายต่อระบบไฟฟ้า หรือสายส่งที่อาจได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะ เพื่อให้สามารถฟื้นฟูระบบได้อย่างรวดเร็ว และลดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนให้น้อยที่สุด

ภายใต้ “ศูนย์บริหารสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน” ยังให้มีชุดปฏิบัติการจากข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงพลังงานและหน่วยงานในกํากับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อติดตามสถานการณ์ ระงับเหตุ และแก้ไขสถานการณ์ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบด้านพลังงานแก่ประชาชน รวมทั้ง ยังช่วยสนับสนุนด้านกําลังพล วัสดุ ครุภัณฑ์ ยานพาหนะ และเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ด้วย

"กระทรวงพลังงานกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมีแนวทางรองรับตลอดเวลา เพื่อให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ปะทะและบริเวณใกล้เคียงได้รับผลกระทบด้านพลังงานน้อยที่สุดจากสถานการณ์ฉุกเฉินครั้งนี้" นายพีระพันธุ์กล่าว

กองทัพไทย เปิดปฏิบัติการ “ยุทธบดินทร์” ตอบโต้กัมพูชา ทั้งภาคพื้นดิน-อากาศ ลั่นพร้อมบดขยี้!! ผู้เหยียบย่ำรุกลํ้าแผ่นดินไทย

(24 ก.ค. 68) กองทัพไทยเปิดยุทธการ “ยุทธบดินทร์” (Yuttha Bodin) ตอบโต้กัมพูชาที่ละเมิดอธิปไตยไทย ด้วยการใช้กำลังทั้งทางบกและอากาศ พร้อมประกาศชัด “บดขยี้ทุกผู้ที่เหยียบย่ำแผ่นดินไทย” โดยมี พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ รับหน้าที่ผู้บัญชาการเหตุการณ์

ชื่อปฏิบัติการ “ยุทธบดินทร์” มาจาก “ยุทธ” หมายถึง การรบ และ “บดินทร์” หมายถึงแผ่นดิน สื่อถึงการรบเพื่อปกป้องแผ่นดินอย่างถึงที่สุด พร้อมคำขวัญว่า “เพื่อแผ่นดิน เพื่อประชาชน เพื่อศักดิ์ศรีไทย” ย้ำความชอบธรรม และเด็ดขาดในการตอบโต้

ล่าสุด เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ผ่านมา กองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์ไทยตอบโต้การโจมตีของกัมพูชา 
• ช่องบก ทั้ง 2 ฝ่ายตรึงกำลัง
• ช่องอานม้า F16 ทิ้งไข่ที่ตั้งกำลังกัมพูชา
• พื้นที่ซำแต อ.กันทรลักษ์ ใช้รถถังเข้าตีเพื่อยึดพื้นที่
• จุดตรวจการณ์ภูผี ตรงข้ามปราสาทโดนตวล ใช้ F-16 ช่องตาเฒ่า
• จุดตรวจการณ์เขาสัตตาโสม ทำลายรถถังกัมพูชาได้จำนวน 2 คัน
• เขาพระวิหาร วัดแก้วฯ ใช้รถถังระดมยิง ส่งทหารราบเข้ายึด
• ภูมะเขือ ปัจจุบันสามารถทำลายกระเช้าส่งกำลังได้บางส่วน
• ช่องจอม โจมตีกันไปมา
• พื้นที่ปราสาทตาควาย กัมพูชาวางกำลัง ฝ่ายไทยเข้าตีระลอกที่ 2
• พื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ไทยวางกำลัง กัมพูชาพยายามเข้าตี

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 ย้ำว่า ไทยมีสิทธิในการป้องกันตนเองตามหลักสากล พร้อมเฝ้าระวังและตรึงกำลังต่อเนื่อง เพื่อปกป้องประชาชนและความมั่นคงของชาติอย่างถึงที่สุด 

พบแล้ว!! ซากเครื่องบินโดยสารรัสเซียตกใกล้ชายแดนจีน ผู้โดยสาร-ลูกเรือรวม 49 ราย ไร้ปาฏิหาริย์ ไม่พบผู้รอดชีวิต

(24 ก.ค. 68) เครื่องบินโดยสารรุ่น Antonov An-24 ของสายการบินอังการา ซึ่งมีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 49 คน ตกในพื้นที่ตะวันออกไกลของรัสเซีย ใกล้ชายแดนจีน เบื้องต้นไม่มีผู้รอดชีวิต โดยกระทรวงสถานการณ์ฉุกเฉินของรัสเซียเผยว่า ซากเครื่องบินถูกพบในสภาพไฟลุกไหม้ในแถบแคว้นอามูร์ ระหว่างมุ่งหน้าลงจอดที่เมืองทินดา ประเทศรัสเซีย

เฮลิคอปเตอร์กู้ภัยของหน่วยงานการบินพลเรือนตรวจพบซากเครื่องในสภาพถูกเพลิงเผาไหม้ กระจัดกระจายเป็นเศษซากอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ขณะที่รายงานเบื้องต้นระบุว่าบนเครื่องมีผู้โดยสาร 43 คนในนั้นเป็นเด็ก 5 คน และลูกเรืออีก 6 คน

สำนักข่าว TASS รายงานว่าอุบัติเหตุอาจเกิดจากความผิดพลาดของนักบินในช่วงลงจอด ท่ามกลางสภาพอากาศเลวร้ายและทัศนวิสัยต่ำ ซึ่งเป็นปัญหาที่มักพบได้บ่อยในภูมิภาคห่างไกลของรัสเซีย โดยเฉพาะบริเวณใกล้แถบอาร์กติกและตะวันออกไกล

แม้รัสเซียจะพยายามยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางการบินในช่วงหลัง แต่ยังคงเกิดอุบัติเหตุในภูมิภาคห่างไกลอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะกับเครื่องบินรุ่นเก่า ซึ่งย้อนกลับไปปี 2021 ก็เคยมีเหตุเครื่องบิน Antonov An-26 ตกในพื้นที่ตะวันออกไกล ทำให้ผู้โดยสารและลูกเรือเสียชีวิตทั้งหมดเช่นกัน

กาฬสินธุ์- รับเหมา 7 ชั่วโคตรทิ้งงานทำชาวบ้านผวาดินสไลด์  โยธาฯ ยืนยันทำดีที่สุดเพื่อประชาชน

(24 ก.ค. 68) ชาวบ้านอาศัยติดตลิ่งริมน้ำจุดก่อสร้าง 7 ชั่วโคตร ผวาหนักน้ำลำพานขึ้นหวั่นกัดเซาะทำตลิ่งพังกลืนบ้านเรือนประชาชน เรียกร้อง กรมโยธาฯ จัดงบก่อสร้าง-เรียกเงินคืนจากรับเหมา ขณะที่ โยธาฯคุมเข้มก่อสร้างท่อระบายน้ำเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ พร้อมแจงดราม่า ปลูกหญ้า-ปูถนน เป็นการคืนผิวจราจรให้ประชาชนเพื่อความปลอดภัยย้ำทำดีที่สุด ด้านผู้ตรวจและคณะธรรมาภิบาลเดินหน้าสอดส่องเผยปัญหา 7 ชั่วโคตรทำดีที่สุดแล้วต่อไปขึ้นอยู่กับ กรมโยธาฯ ว่าจะดำเนินการอย่างไรกับผู้รับจ้างทิ้งงาน

จากกรณี กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ดำเนินการก่อสร้างในพื้นที่ จ. กาฬสินธุ์ จำนวน 8 โครงการ ครอบคลุมถึง 3 อำเภอ ประกอบด้วย อ.เมืองกาฬสินธุ์  5 โครงการ อ.ฆ้องชัย 2 โครงการ และ อ.กมลาไสย 1 โครงการ  งบประมาณกว่า 545 ล้านบาท จากข้อมูลของกรมโยธาธิการฯ เจ้าของโครงการได้ว่าจ้าง 2 หจก. เริ่มทำสัญญาก่อสร้างในแต่ละโครงการตั้งแต่ปี 2562-2565 แต่ถึงปัจจุบัน ทุกโครงการก่อสร้างไม่เสร็จแม้แต่โครงการเดียว เนื่องจากผู้รับจ้างทิ้งงาน จนชาวบ้านขนานนามให้ว่าโครงการ 7 ชั่วโคตร ขณะที่ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบและเดือดร้อน ยังเฝ้าติดตามการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่กลับไม่มีความคืบหน้าอะไรมากนัก  ถึงแม้ต้นปี 2568 กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้ประกาศเวียนห้างให้ทั้ง 2 หจก. นี้ตกเป็นผู้รับเหมาทิ้งงาน มีผลหมดสิทธิ์เข้ารับงานกับภาครัฐในทุกกระทรวง ทบวง กรม การเอาผิดยังอยู่ในมือ ปปช.- สตง. ที่จะต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ในการเรียกเงินคืนตามขั้นตอนของกฎหมาย ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

รายงานล่าสุด วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ทีมข่าวแจ้งว่า มีกระแสดราม่าที่เกิดจากความอึดอัดต่อความล่าช้าในการก่อสร้าง โดยเฉพาะในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ โครงการก่อสร้างท่อระบายน้ำ ในส่วนของผู้รับเหมารายใหม่ที่ได้ดำเนินการเกือบจะแล้วเสร็จภายในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ด้วยงบประมาณกว่า 68 ล้านบาท หลายจุดมีการคืนผิวการจราจร บางแห่งมีการปลูกหญ้า บางแห่งมีการปูผิวจราจรแอสฟัสติกส์คอนกรีต แต่ประชาชนพบเห็นความเปลี่ยนแปลงสงสัย จึงมีกระแสดราม่าออกมาต่อว่าไปต่างๆนานา สำนักงานโยธาธิการและผังเมือง จ.กาฬสินธุ์ ได้ขอชี้แจงว่าการก่อสร้างที่มีการเปิดผิวถนนจราจร จะต้องการมีซ่อมแซมเพื่อคืนสภาพพื้นผิวถนนเพื่อความปลอดภัยและสวยงามให้กับประชาชน 

ที่บริเวณถนนผังเมือง 2 ชุมชนหนองเรือ-หัวคู เขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ เป็นจุดก่อสร้างโครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำหลักบรรเทาปัญหาน้ำท่วมเมือง (ส่วนที่เหลือและซ่อมแซมบูรณะส่วนที่ชำรุดบกพร่อง) นายวิจิตร งามชื่น โยธาธิการและผังเมือง จ.กาฬสินธุ์ พร้อมเจ้าหน้าที่ สำนักงานโยธาฯ จ.กาฬสินธุ์ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างและปรับปรุงผิวจราจร ที่เป็นกระแสดราม่า เปิดเผยว่า ทุกปัญหาเกิดจากการทิ้งงานก่อสร้าง และที่ผ่านมาได้มีการขุดเปิดถนนทิ้งไว้เป็นระยะเวลานาน ทำให้ผิวจราจรคอนกรีตเดิมที่อยู่ข้างเคียงมีการทรุดตัว เมื่อทำการก่อสร้างและคืนผิวจราจรคอนกรีตแล้วเสร็จ ระดับถนนก็ยังไม่สม่ำเสมอ ไม่เรียบร้อย บางจุดมีรอยร้าว เป็นหลุมเป็นบ่อ มีการร้องเรียนจากประชาชนบ่อยครั้ง ด้วยความเป็นห่วงในสวัสดิภาพและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง จึงได้มอบหมายให้สำนักงานโยธาธิการ จ.กาฬสินธุ์ เร่งดำเนินการแก้ไข เพื่อให้ผิวจราจรเรียบร้อยและป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ สร้างความปลอดภัยให้ประชาชน ซึ่งหากรื้อผิวคอนกรีตเดิมทำใหม่ จะใช้ระยะเวลาก่อสร้างนาน จึงได้ดำเนินการปูผิวจราจรแอสฟัสติกส์คอนกรีต ซึ่งใช้ระยะเวลาก่อสร้างน้อยกว่ามาก และลดผลกระทบต่อประชาชนในการก่อสร้าง 

นายวิจิตร กล่าวว่า ทั้งนี้ กรณีพี่น้องประชาชนสงสัย ว่าทำไมถึงมีการปูแอสฟัสติกส์คอนกรีตทับผิวจราจรเดิม ก็ขอทำความเข้าใจว่า เป็นส่วนหนึ่งของงานเก็บรายละเอียดเนื้องานโครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำหลักฯ นี้ เพื่อคืนสภาพถนน ตามมติของคณะกรรมการตรวจรับงานฯ ซึ่งจะดำเนินการในทุกๆจุดที่มีการก่อสร้าง เพื่อคืนสภาพผิวถนนให้มีความเรียบร้อย สวยงาม ทั้งนี้ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้สัญจรสะดวกและปลอดภัย ในส่วน 7 โครงการที่เหลือ ซึ่งถูกทิ้งงานนั้น อยู่ในระหว่างการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง และคาดว่าน่าจะได้ผู้รับจ้างประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม 2568 นี้ จากนั้นก็จะดำเนินการก่อสร้างต่อไป

ขณะที่ชาวบ้านตำบลลำพาน อ.เมืองกาฬสินธุ์ ในจุดก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง เริ่มหวาดผวาเนื่องจากปริมาณน้ำเพิ่มมากขึ้นและเกรงว่ามวลน้ำจะกัดเซาะตลิ่งบ้านเรือนประชาชนรวมถึง ตลาดที่อยู่ติดกับลำน้ำพาน นายดวง ฉายอำไพ อายุ 62 ปี ชาวบ้านวังยูง ต.ลำพาน อ.เมืองกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณหลังบ้านติดกับตลิ่งลำน้ำพานหนึ่ง ในจุดก่อสร้างโครงการเขื่อนป้องกันตลิ่ง ได้พยายามสะท้อนปัญหาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ยืนยันว่าปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข  แต่ขณะนี้เข้าฤดูฝนระดับน้ำในลำพานเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน เป็นภาวะเสี่ยงดินริมตลิ่งหลังบ้านจะเกิดการสไลด์ตัวเป็นอย่างมาก ทำให้ตนรู้สึกวิตกกังวล ต้องการให้กรมโยธาฯ รีบจัดหาผู้รับจ้างมาทำงานอย่างเร่งด่วน หรือว่าหากไม่มีงบประมาณ ก็ขอให้เร่งรัดเรียกคืน กับผู้รับจ้างรายเดิมที่เบิกจ่ายไปแล้วกว่า 250 ล้านบาท ก่อนทิ้งงานไป ดังนั้นจึงอยากเรียกร้องให้ท่านภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่ท่านรับผิดชอบกรมโยธาฯ ได้เร่งดำเนินการโดยเร็ว ก่อนที่อาคารบ้านเรือนของตนและเพื่อนบ้าน รวมทั้งอาคารสำนักงานเทศบาลตำบลลำพาน และอาคารตลาดสดที่อยู่ติดกับตลิ่งจะเกิดการทรุดพังลงไปในลำน้ำพานในฤดูน้ำหลากนี้

นอกจากนี้ มีรายงานว่า วานนี้ (23 ก.ค.68 เวลา 15.00 น.) นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล หัวหน้าผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตตรวจราชการที่ 12 ในฐานะประธานกรรมการธรรมาภิบาล จ.กาฬสินธุ์ พร้อมคณะ ลงพื้นติดตามสอดส่องโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมลำน้ำปาว 2 ฝั่ง จากเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ บริเวณต่อเนื่องจากซอยน้ำทิพย์ไปทางทิศเหนือ ต.กาฬสินธุ์ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ โดยมี พล.ต.ต.มนตรี จรัลพงศ์  ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย กธจ.กาฬสินธุ์, นายชาญยุทธ โคตะนนท์  ที่ปรึกษาด้านวิชาการ กธจ.กาฬสินธุ์, นายวิจิตร งามชื่น โยธาธิการและผังเมือง จ.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วยคณะกรรมการธรรมาภิบาล จ.กาฬสินธุ์ (กธจ.) และเจ้าหน้าที่สำนักงานโยธาฯ จ.กาฬสินธุ์ ร่วมลงพื้นที่ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการติดตามสอดส่อง 8 โครงการผู้รับจ้างทิ้งงาน ที่ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งได้ร่วมกับคณะธรรมาภิบาล จ.กาฬสินธุ์ติดตามมาอย่างต่อเนื่องนั้น ยืนยันว่า ทางคณะผู้ตรวจฯ ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่และถึงที่สุดแล้ว ขึ้นอยู่กับทางกรมโยธาธิการและผังเมืองและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการต่อไปอย่างไร

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัด “โครงการฝึกอบรมการสร้างสถานการณ์จำลองสำหรับครูฝึก (Reality Scenario)” เสริมเขี้ยวเล็บครูฝึกทั่วประเทศ เน้นฝึกจริง สอนจริง รับมือสถานการณ์จริง ลดความสูญเสียตำรวจด่านหน้า

(24 ก.ค. 68) สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดให้มีการฝึดอบรม “โครงการฝึกอบรมการสร้างสถานการณ์จำลองสำหรับครูฝึก (Reality Scenario)” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ณ ศูนย์ฝึกยุทธวิธีตำรวจกลาง ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 โดย พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ/ผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปป.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา/หัวหน้าคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจงานป้องกันปราบปราม ศปป.ตร. เดินทางไปตรวจเยี่ยมและสังเกตการณ์การฝึกอบรม พร้อมให้คำแนะนำและมอบนโยบายแก่ครูฝึกและผู้เข้ารับการฝึกอบรม

สำหรับโครงการฝึกอบรมครั้งนี้ มุ่งสร้างกำลังครูฝึกคุณภาพจากทั้ง 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ครูฝึกตำรวจจากกองบัญชาการต่างๆ ที่จะนำความรู้ไปถ่ายทอดสู่ตำรวจผู้ปฏิบัติตามสถานีตำรวจทั่วประเทศ และครูฝึกประจำศูนย์ฝึกตำรวจ ซึ่งมีหน้าที่ถ่ายทอดความรู้แก่นักเรียนนายสิบและตำรวจใหม่ในศูนย์ฝึก

เนื้อหาการฝึกอบรมครั้งนี้ครอบคลุมประเด็นสำคัญที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจแนวหน้าอย่างรอบด้าน ทั้งความรู้เรื่องอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย รวมถึงสิทธิและข้อจำกัดของเจ้าหน้าที่ การใช้กำลังอย่างเหมาะสมโดยยึดหลักความจำเป็นและความสมเหตุสมผล ตลอดจนแนวทางปฏิบัติของ First Responder หรือผู้เผชิญเหตุคนแรก ซึ่งต้องสามารถประเมินสถานการณ์ รายงาน และตอบโต้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ผู้เข้ารับการฝึกยังได้เรียนรู้เทคนิคการแบ่งบทบาทระหว่างฝ่ายคุ้มกัน (Cover) และฝ่ายสื่อสารหรือควบคุมเหตุการณ์ (Contact) การควบคุมและจับกุมผู้ต้องหา การใส่กุญแจมืออย่างถูกวิธีและปลอดภัย ตลอดจนวิธีการแจ้งสิทธิให้ผู้ถูกควบคุมตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล มีประสิทธิภาพ และเคารพสิทธิมนุษยชน

พล.ต.ท.นิธิธรฯ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการนำบทเรียนจากเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเคยบาดเจ็บหรือเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ มาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางพัฒนาเนื้อหาการฝึกให้รัดกุม สมจริง และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ปฏิบัติ

บีโอไอ เผยยอดลงทุนครึ่งปีพุ่งกว่า 1 ล้านล้านบาท ตอกย้ำไทยเป็นฐานลงทุนที่แข็งแกร่งในภูมิภาค

บีโอไอ เผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนครึ่งแรก ปี 2568 เติบโตต่อเนื่องท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก มูลค่าสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท จาก 1,880 โครงการ นักลงทุนไทยและต่างประเทศเดินหน้าขยายลงทุน นำโดยอุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ สะท้อนศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางการลงทุนที่แข็งแกร่งในภูมิภาค

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่าแนวโน้ม การลงทุนในไทยในปี 2568 ยังเติบโตสูง และได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค. - มิ.ย. 2568) มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งในด้านจำนวนโครงการและเงินลงทุน ตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุน มีจำนวน 1,880 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 38 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มูลค่าเงินลงทุนรวม 1,058,225 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 138 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางการลงทุนที่สำคัญในภูมิภาค

กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูง ได้แก่ ดิจิทัล 522,577 ล้านบาท (89 โครงการ) อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 125,786 ล้านบาท (268 โครงการ) ยานยนต์และชิ้นส่วน 45,195 ล้านบาท (172 โครงการ) การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 42,238 ล้านบาท (191 โครงการ) เกษตรและแปรรูปอาหาร 30,785 ล้านบาท (184 โครงการ) ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ 26,726 ล้านบาท (161 โครงการ) การแพทย์ 18,582 ล้านบาท (68 โครงการ) และการท่องเที่ยว 12,894 ล้านบาท (17 โครงการ) ตามลำดับ

โครงการที่น่าสนใจที่ขอรับการส่งเสริมในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ซึ่งสะท้อนถึงความโดดเด่นของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาคในด้านยานยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และดิจิทัล มีตัวอย่าง เช่น โครงการลงทุน Data Center ขนาดใหญ่ โครงการขยายการลงทุนของค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นเพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และรถกระบะ การผลิต Power Control Unit (PCU) สำหรับรถยนต์ไฮบริด การผลิตเซลล์แบตเตอรี่เพื่อใช้ในยานยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน การผลิตตัวเก็บประจุชนิดพิเศษที่ใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น Notebook, Smartphone และ AI Data Center การประกอบและทดสอบชิป การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) เป็นต้น

สำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 1,369 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 59 เงินลงทุนรวม 737,572 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 132 โดยประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าขอรับการส่งเสริมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ 246,977 ล้านบาท ฮ่องกง 218,638 ล้านบาท จีน 102,263 ล้านบาท สหราชอาณาจักร 93,726 ล้านบาท และญี่ปุ่น 49,819 ล้านบาท ตามลำดับ ทั้งนี้ เงินลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เกิดจากการลงทุนในกิจการ Data Center ขนาดใหญ่จากสิงคโปร์ ฮ่องกง สหราชอาณาจักร จีน และญี่ปุ่น การลงทุนครั้งนี้จะช่วยยกระดับศักยภาพประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค รองรับอุตสาหกรรมใหม่ เช่น AI และ IoT ทั้งในประเทศและสามารถเชื่อมต่อกับตลาดในภูมิภาคอาเซียน

ในด้านพื้นที่ เงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก มีมูลค่า 660,631 ล้านบาท จาก 1,011 โครงการ รองลงมา ได้แก่ ภาคกลาง 333,654 ล้านบาท ภาคใต้ 20,081 ล้านบาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 19,354 ล้านบาท ภาคตะวันตก 11,342 ล้านบาท และภาคเหนือ 4,571 ล้านบาท ตามลำดับ

นอกจากนี้ การขอรับการส่งเสริมตามมาตรการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่ Smart และ Sustainable Industry ซึ่งเป็นการลงทุนปรับปรุงกิจการเดิมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น มีผู้ให้ความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงครึ่งแรก ปี 2568 มีคำขอรับการส่งเสริมจำนวน 365 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 99 และมีมูลค่าเงินลงทุนรวม 26,741 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 43 ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนด้านการประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานทดแทน การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การปรับเปลี่ยนเครื่องจักรให้ทันสมัย การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิต

สำหรับการอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุน ในช่วงครึ่งแรก ปี 2568 มีจำนวน 1,504 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 904,063 ล้านบาท โดยประโยชน์ของโครงการที่ได้รับอนุมัติเหล่านี้ คาดว่าจะเกิดการจ้างงานคนไทยกว่า  110,000 ตำแหน่ง มีการใช้วัตถุดิบในประเทศประมาณ 3.6 แสนล้านบาท/ปี คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 42 ของมูลค่าวัตถุดิบทั้งหมด และทำให้มูลค่าส่งออกของประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 7.8 แสนล้านบาท/ปี ขณะที่การออกบัตรส่งเสริม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใกล้เคียงการลงทุนจริงมากที่สุด มีจำนวน 1,310 โครงการ เงินลงทุนรวม 652,903 ล้านบาท

“ถึงแม้สถานการณ์โลกจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความเสี่ยง แต่โลกธุรกิจต้องเดินหน้าต่อไป และ หลายบริษัทจำเป็นต้องมองข้ามความผันผวนในช่วงนี้ แล้วหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงในระยะสั้น ควบคู่ไปกับการวางยุทธศาสตร์การลงทุนในระยะยาว โดยเลือกแหล่งลงทุนที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดี มีความพร้อมของระบบสาธารณูปโภคและ Supply Chain มีบุคลากรที่มีคุณภาพ รวมทั้งมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งนักลงทุนชั้นนำจำนวนมากให้ความเชื่อมั่นในศักยภาพและตัดสินใจขยายการลงทุนในประเทศไทย ทำให้สถิติการลงทุนในช่วงครึ่งปีแรกยังเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งดิจิทัลและเทคโนโลยี AI ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ยานยนต์และชิ้นส่วน รวมทั้งกลุ่มเกษตร อาหารและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ” นายนฤตม์ กล่าว

นราธิวาส-ผู้ว่าฯ นรา ร่วมแถลงข่าวจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติด พร้อมขยายผลเครือข่าย ตรวจยึดของกลางยาบ้ากว่า 7 แสนเม็ด ยึดทรัพย์มูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท 

(24 ก.ค.68) ที่ตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ตำบลโคกเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส พร้อมด้วย พล.ต.ต.กฤษฎา แก้วจันดี รองผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 9 ,พ.ต.อ.กีรติ แวยูโซ๊ะ รอง รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส นายอนิรุทร บัวอ่อน ปลัดจังหวัดนราธิวาส นายซูปียัน แดเมาะเล็ง นายอำเภอสุไหงโกลก แถลงข่าวความคืบหน้าจับกุมยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส จับกุมและตรวจยึดยาบ้าจำนวน 670,000 เม็ด ยึดทรัพย์มูลค่า1,500,000 บาท

ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า จังหวัดนราธิวาสได้ขานรับนโยบายของรัฐบาลในการเปิดปฏิบัติการ “NO Drugs NO Dealers” เพื่อมุ่งมั่นแก้ไขและปราบปรามปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังในทุกพื้นที่ โดยบูรณาการทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายปกครอง ความมั่นคง ตำรวจ ทหาร และภาคีเครือข่าย และภาคประชาชน ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมร่วมปฏิบัติการสอดส่องดูแลแก้ไขและปราบปรามปัญหายาเสพติด โดยเมื่อวันที่ 22 ก.ค.2568 

เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่าจะมีการนัดส่งมอบยาเสพติดในพื้นที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส จึงได้รายงานให้รับทราบและได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแผนจัดชุดเข้าทำการจับกุม จนขยายผล ตรวจยึดยาบ้า ได้จำนวนทั้งสิ้น 678,000 เม็ด ทั้งนี้การขยายผบจับกุมในครั้งนี้ เป็นผลจากระดมสรรพกำลังเพื่อขับเคลื่อนนโยบายในการแก้ปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง  จนนำไปสู่ปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น จับกุม ทำลายโครงสร้างเครือข่ายกระบวนการผู้ค้ายาเสพติดได้ จึงขอให้ประชาชนมั่นใจในการบูรณาการร่วมกันของทุกฝ่าย ว่าจะสามารถแก้ไขและปราบปรามปัญหายาเสพติดในพื้นที่ให้หมดสิ้นไปได้อย่างแท้จริง

ด้านพล.ท.กฤษฎา แก้วจันดี รองผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 9 ได้แถลงในส่วนของคดีว่า การปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ ชุดปฏิบัติการพิเศษ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ดำเนินการสืบสวนและติดตามพฤติกรรมของผู้ต้องสงสัยอย่างใกล้ชิด กระทั่งสามารถนำไปสู่การจับกุมเครือข่ายยาเสพติดได้สำเร็จ โดยพฤติการณ์และการขยายผลในการจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากวันที่ 22 ก.ค.2568 เวลาประมาณ 15.15 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดขยายผลยาเสพติดและตรวจยึดทรัพย์สินตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ได้รับแจ้งจากสายว่าจะมีการนัดส่งมอบยาเสพติดในพื้นที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส 

จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแผนจัดชุดเข้าทำการจับกุม พบมีรถยนต์เก๋งต้องสงสัยลักษณะมีพิรุจจอดอยู่บริเวณบนถนน บูเก๊ะสามี ม.7 ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดขยายผลฯ จึงได้เข้าตรวจสอบพบ นางสาว อซูรา เจ๊ะมิ ภายในบ้านพักพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก เป็นคนขับรถยนต์คันดังกล่าว และมีถุงกระดาษวางอยู่ข้างเบาะคนขับจึงแสดงตัวขอเข้าทำการตรวจสอบพบของกลางยาเสพติด (ยาบ้า) จำนวน 8,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ถุงกระดาษวางอยู่ข้างเบาะคนขับ 

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดขยายผลฯ ได้ทำการขยายผลได้ทำการขยายผลจนทราบว่ามีการเก็บซุกซ่อนยาเสพติด (ยาบ้า) อีกจำนวนมาก จึงได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าทำการตรวจสอบ บ้านเช่าซึ่งมีลักษณะเป็นแหล่งซุกซ่อนยาเสพติด ในพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ผลปรากฏพบของกลางยาเสพติด (ยาบ้า) จำนวนประมาณ 670,000 เม็ด เจ้าหน้าที่ตำรวจชุด ขยายผลฯ จึงแสดงตัวเข้าจับกุมพร้อมแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกจับกุมทราบว่ามีความผิดฐาน “จำหน่ายยาเสพ ติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นการกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือ ความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป พร้อมยึดของกลาง ประกอบด้วย ยาบ้า 678,000 เม็ด รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อ Nissan สีขาว ป้ายทะเบียน งน 6560 สงขลา 1 คัน โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Oppo Reno 8 จำนวน 1 เครื่อง และจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 1 ราย คือ น.ส.อซูรา (นามสมมุติ)และอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติศาลออกหมายจับบุคคลที่มีส่วน เกี่ยวข้องอีกจำนวนหลายราย และรวมยึดทรัพย์สินตาม พรบ.ยาเสพติด มูลค่า1,500,000 บาท

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการขยายผลการสอบสวน เพื่อสืบหาผู้ร่วมขบวนการและเชื่อมโยงไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม โดยถือเป็นคดีสำคัญที่ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อสังคมอย่างร้ายแรง จึงขอความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นพฤติกรรมที่ผิดปกติหรืออาจเกี่ยวข้องกับยาเสพติด สามารถแจ้งเบาะแสต่อเจ้าหน้าที่ได้ทันที เพื่อร่วมกันสร้างความปลอดภัย และขจัดปัญหายาเสพติดออกจากชุมชนอย่างยั่งยืน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top