ชาวเน็ตทั่วโลกคอมเมนต์ ฮุนเซน & เขมร
ชาวเน็ตทั่วโลกคอมเมนต์ ฮุนเซน & เขมร
บอกได้เลยว่า ในสายตาชาวโลกตอนนี้ ภาพพจน์ ฮุนเซน & เขมร เละ!!
ชาวเน็ตทั่วโลกคอมเมนต์ ฮุนเซน & เขมร
บอกได้เลยว่า ในสายตาชาวโลกตอนนี้ ภาพพจน์ ฮุนเซน & เขมร เละ!!

พลเรือเอก ณัฏฐพล เดี่ยววานิช ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ กองทัพเรือ ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมกำลังรบ หน่วยกำลังทางเรือในพื้นที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับความพร้อมรบขั้นสูงสุดในการเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นในทุกมิติ
ผบ.กองเรือยุทธการ ได้ตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติการหลัก อาทิ หมู่เรือพิฆาต หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ (หน่วยซีล) ซึ่งถือเป็น “นักรบ 3 มิติ” และหน่วยเฮลิคอปเตอร์ปฏิบัติการทางเรือ เพื่อประเมินสมรรถภาพของยุทโธปกรณ์และความพร้อมของกำลังพล

พลเรือเอก ณัฏฐพล ได้กล่าวให้โอวาทและสร้างขวัญกำลังใจแก่กำลังพล พร้อมเน้นย้ำให้ทุกนายมีความพร้อมสูงสุดทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์อธิปไตยของชาติอย่างมั่นคง ภายใต้แนวทางการใช้กำลังตามแผนป้องกันประเทศ 'จักรพงษ์ภูวนารถ' หรือ 'แผนกษัตริย์ศึก' ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์สำคัญของกองทัพเรือ
ผู้บัญชาการฯ ยังได้กำชับให้ทุกหน่วยเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยยึดหลักความคล่องตัวในการปฏิบัติภารกิจและสามารถตอบโต้ภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังได้แสดงความห่วงใยต่อครอบครัวของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ พร้อมให้คำมั่นว่า กองเรือยุทธการจะดูแลสวัสดิการของครอบครัวกำลังพลอย่างดีที่สุด เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติได้อย่างภาคภูมิใจ







(26 ก.ค.68) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธ์ุเพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ขณะนี้ ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันสำนักงานตำรวจแห่งชาติพบว่าในสื่อสังคมออนไลน์ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ดังกล่าว ทั้งที่เป็นความจริงและไม่เป็นความจริง สร้างความสับสนและก่อให้เกิดความตื่นตระหนกต่อพี่น้องประชาชนชาวไทย รวมไปถึงอาจมีการฉวยโอกาสของผู้ไม่หวังดี ใช้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องมือในการหลอกลวงพี่น้องประชาชน
สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอเตือนพี่น้องประชาชน ให้ระมัดระวัง อย่ารีบตัดสินใจหลงเชื่อข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ โดยไม่มีการตรวจสอบความถูกต้อง เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดี ที่ฉวยโอกาสในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนี้
1.เผยแพร่ข่าวปลอม สร้างความตื่นตระหนก - เผยแพร่ข่าวปลอมหรือบิดเบือนเกี่ยวกับสถานการณ์บริเวณแนวชายแดน โดยอาจมีการนำภาพเก่า หรือภาพจากเหตุการณ์อื่น มาประกอบกับข้อความเพื่อให้คนตื่นตกใจ
2.เผยแพร่ข้อมูลเพื่อสร้างความเกลียดชัง – เผยแพร่ข้อมูลเพื่อยุยงปลุกปั่นพี่น้องประชาชน โดยมุ่งหวังเพื่อให้เกิดความไม่สงบ หรือเกิดสถานการณ์ความรุนแรงภายในประเทศไทย อันจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในมุมมองของประชาคมโลก
3.หลอกรับบริจาค - อาศัยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของคนไทย หลอกเปิดรับบริจาคจากพี่น้องประชาชน อ้างว่าจะนำไปช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบตามแนวชายแดน
โดยขอให้พี่น้องประชาชนระมัดระวังในการส่งต่อข้อมูลข่าวสาร และขอให้ยุติการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง เนื่องจากอาจถูกฝ่ายตรงข้ามนำไปใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนสู้รบกับประเทศไทย
และหากพี่น้องประชาชนพบเห็นการเผยแพร่ข่าวปลอม เผยแพร่ข้อมูลเพื่อสร้างความเกลียดชัง หรือหลอกลวงรับบริจาค สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 191 และ 1599 หรือหากได้รับความเสียหายจากการหลอกลวงของมิจฉาชีพ สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ บนเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
(26 ก.ค. 68) ทหารกัมพูชาเปิดพื้นที่ใหม่เริ่มโจมตีทหารไทยเวลา05.10 น.
บริเวณบ้านชำราก จ.ตราด ทางทหารจากกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ได้ตอบโต้ เริ่มการปะทะ
กองทัพเรือ จึงได้เปิดยุทธการ 'ตราดพิฆาตไพรี1' ทำการผลักดันและทำลายพื้นที่ทหารกัมพูชาวางกำลังรุกล้ำเขตแดนไทย 3 จุด กระทั่งเวลา 05.40 น. กำลังทหารเรือได้สามารถผลักดัน ฝั่งกัมพูชาได้ถอยออกไป
กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ประกาศ เรื่องให้ใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ โดยที่ปรากฏว่า ประเทศกัมพูชาใช้กำลังและอาวุธรุกรานเข้ามาในราชอาณาจักรไทยตลอดแนวชายแดน จึงมีความจำเป็นโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ที่ต้องใช้กำลังทหาร ตำรวจ พลเรือน ตลอดจนประชาชนชาวไทยทุกคน เพื่อป้องกันประเทศให้พ้นจากภัยคุกคามอันมีที่มาจากภายนอกราชอาณาจักรดังกล่าว
เพื่อรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติและบูรณภาพแห่งดินแดน ตลอดจนชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทย และจำเป็นต้องประกาศใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่เพิ่มเติม อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 176 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ 2457
จึงให้ใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่เพิ่มเติม ดังต่อไปนี้
1.จังหวัดจันทบุรี อำเภอเมืองจันทบุรี อำเภอท่าใหม่ อำเภอมะขาม อำเภอแหลมสิงห์ อำเภอแก่งหางแมว อำเภอนายายอาม และอำเภอเขาคิชฌกุฏ
2.จังหวัดตราด อำเภอเขาสมิง ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ต่อมามีประกาศกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด(เฉพาะ) ที่ 1290/2568
เรื่อง การปิดจุดผ่านแดนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งทางบกและทางทะเล ตามมาตรการเสริมความเข้มแข็งในการรักษาอธิปไตยตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งทางบกและทางทะเลในพื้นที่ จ.จันทบุรี และพื้นที่ จ.ตราด
โดยกำหนดมาตรการดังนี้
1.งดการผ่านเข้า-ออกของยานพาหนะทุกประเภท
2.งดการเดินทางผ่านเข้า-ออกของประชาชน การค้าขายทุกประเภท นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย
3.งดการสัญจรทางทะเลในเขตน่านน้ำประเทศไทย (พื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด)
เมื่อเร็ว ๆ นี้ - บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ร่วมกับ บริษัท ธิสเซ่นครุปป์ อูเด้ห์ (ประเทศไทย) จำกัด และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ลงนามสัญญาความร่วมมือโครงการศึกษาโอกาสความเป็นไปได้ในการพัฒนาไฮโดรเจนสีเขียวและผลิตภัณฑ์คาร์บอนที่ยั่งยืน ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย ภายใต้กรอบของโครงการ 'H2Uppp' ซึ่งได้รับการสนับสนุนทางการเงิน จากกระทรวงเศรษฐกิจและพลังงานแห่งสหพันธรัฐเยอรมนี
การร่วมมือกันในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก Mr. Dieter Wurche ผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย เข้าร่วมในพิธีลงนาม โดยมี ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืน ปตท. พร้อมด้วย นายยศศิริ พร้อมเชื้อแก้ว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธิสเซ่นครุปป์ อูเด้ห์ (ประเทศไทย) จำกัด และ Ms. Regine Dietz ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการไฮโดรเจน GIZ ร่วมลงนาม เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการผลิตไฮโดรเจนสีเขียว
รวมถึงผลิตภัณฑ์คาร์บอนที่ยั่งยืน อาทิ อี-เมทานอล และ อี-มีเทน โดยใช้พลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย โดยครอบคลุมการศึกษาเทคโนโลยีที่เหมาะสม การประเมินทรัพยากรในพื้นที่ และการวิเคราะห์ศักยภาพของตลาด ตลอดจนการจัดทำแผนแม่บท เพื่อพัฒนาโครงการในเชิงพาณิชย์ในอนาคต สอดรับกับพันธกิจของ ปตท. ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
(25 ก.ค. 68) กัว เจียคุน (Guo Jiakun) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวว่าจีนมีความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา และหวังว่าทั้งสองประเทศจะแก้ไขข้อพิพาทอย่างเหมาะสมผ่านการเจรจาหารือ
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวว่า ไทยและกัมพูชาต่างเป็นเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรของจีน รวมถึงเป็นสมาชิกคนสำคัญของอาเซียน โดยการเป็นเพื่อนบ้านที่ดีและการจัดการความแตกต่างอย่างเหมาะสมนั้นสอดคล้องกับผลประโยชน์พื้นฐานในระยะยาวของทั้งสองฝ่าย
ทั้งนี้ จีนยึดมั่นจุดยืนอันเป็นธรรมและเป็นกลาง ยังคงส่งเสริมการหารือเพื่อสันติภาพผ่านวิถีทางของตนเอง และมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการช่วยลดทอนความรุนแรงของสถานการณ์ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์และความกังวลร่วมของประเทศในภูมิภาค
(25 ก.ค. 68) กองทัพบกออกประกาศเชิญชวนประชาชนทั่วประเทศร่วมกัน 'ประดับธงชาติไทย' ตามสถานที่ต่าง ๆ ทั้งบ้านเรือน อาคารราชการ โรงเรียน ร้านค้า และพื้นที่สาธารณะ เพื่อแสดงพลังความเป็นหนึ่งเดียวของคนไทย ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา
ภายใต้แนวคิด “ยืนหยัดเพื่อชาติ ศักดิ์ศรี และความเป็นไทย” การประดับธงในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคี ความเสียสละ และจิตวิญญาณแห่งความรักชาติ ที่พร้อมเคียงข้างกองทัพในการปกป้องแผ่นดิน ท่ามกลางสถานการณ์ที่ต้องการพลังใจจากคนทั้งชาติ

(25 ก.ค.68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) เดินทางไปตำรวจภูธรจังหวัดตราด ซึ่งเป็นหนึ่งใน 3 จังหวัดในพื้นที่รับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 2 ที่มีพื้นที่ติดต่อกับประเทศกัมพูชา โดยได้ประชุมกำชับการปฏิบัติตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง และอพยพประชาชน โดยให้เตรียมความพร้อมขั้นสูงสุดให้สามารถปฏิบัติภารกิจสนับสนุนส่วนหน้าได้ทันท่วงทีเมื่อจำเป็น หรือมีการสั่งการ
พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวว่า ได้ตรวจความพร้อมของกำลังพล อาวุธ ยุทโธปกรณ์ การดำรงการสื่อสาร และแผนการปฏิบัติการบัญชาการต่าง ๆ โดยเฉพาะกำลังของหน่วยปฏิบัติการพิเศษ กำชับให้มีความพร้อมในการสนับสนุนภารกิจของส่วนหน้าได้ทุกเมื่อ โดยย้ำให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันให้มีแผนการปฏิบัติในการอพยพประชาชนที่ชัดเจน เตรียมความพร้อมในทุก ๆ สถานการณ์ อาทิ เตรียมพร้อมการเคลื่อนผู้ป่วยในสถานพยาบาล การลำเลียงทางการแพทย์ โดยให้สำรวจพื้นที่หลบภัย ศูนย์พักพิง สำรวจประชากรกลุ่มเปราะบางวางแผนการเข้าช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งได้สอบถามถึงการส่งกำลังบำรุง โดยทางตำรวจภูธรภาค 2 พร้อมสนับสนุน และเป็นกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติทุกนาย

ผบช.ภ.2 กล่าวว่า กำชับให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตรา ระวังภัย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ติดต่อชายแดน ให้ประสานงานหน่วยร่วมปฏิบัติ สืบสวนหาข่าวเชิงลึก เกาะติด แสดงกำลัง ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด บังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ เฝ้าระวังผู้ไม่ประสงค์ดี และอาชญากรที่ฉวยโอกาสก่อเหตุในสถานการณ์เช่นนี้

“ในการปฏิบัติการต่าง ๆ เช่น การตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ต้องสร้างความเข้าใจกับประชาชน ไม่ทำให้ตื่นตระหนกหรือเข้าใจผิด กรณีเกิดสถานการณ์ที่ต้องอพยพประชาชนจากบ้านเรือนให้มีมาตรการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่าตำรวจพร้อมดูแล และให้ฝ่ายสอบสวนเตรียมความพร้อมด้านการสอบสวน การดำเนินคดีต่าง ๆ โดยให้ประสานงานศูนย์พิสูจน์หลักฐานตำรวจในพื้นที่ให้พร้อมปฏิบัติงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ”

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวว่า ขอให้ตำรวจลงพื้นที่เข้าไปพูดคุยทำความเข้าใจกับประชาชน ชี้แจงประชาสัมพันธ์ข่าวสารที่ถูกต้อง ต่อต้านข่าวเท็จ ข่าวลวงที่สร้างความตื่นตกใจกระทบขวัญของประชาชน โดยย้ำว่าตำรวจภูธรภาค 2 ต้องเป็นที่พึ่งของประชาชน อยู่เคียงข้างดูแลประชาชน ทำหน้าที่พิทักษ์ส่วนหลังอย่างเต็มกำลังความสามารถ
(26 ก.ค. 68) นายบดินทร์ บุญวิสุทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมโทร กรุ๊ป จำกัด เผยว่า “ภายใต้หลักการ Win Win Win ความซื่อสัตย์และจริงใจกับคู่ค้าทางธุรกิจและลูกค้าที่ส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น ส่งผลให้เมโทร กรุ๊ป ประสบความสำเร็จ สร้างความมั่นคงทางธุรกิจยานยนต์มากว่า 70 ปี สามารถสร้างเป็นเครือข่ายยานยนต์ที่แข็งแกร่ง ด้วยฐานลูกค้ามากกว่า 200,000 ราย”
“นวัตกรรมพลังงานสะอาดของรถยนต์ไฟฟ้า เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ความสนใจด้านสิ่งแวดล้อมของเราและเป็นแรงบันดาลใจให้เลือก ZEEKR รถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนมาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ด้วยเหตุผลที่ว่า ZEEKR เป็นบริษัทในเครือ Geely Automobile ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่จากประเทศจีนที่มีความมั่นคง มีความหลากหลายของยานยนต์ที่อยู่ในความดูแล และ ZEEKR มีความโดดเด่นเรื่องการออกแบบและเทคโนโลยีต่างๆ ในลักษณะของการผสานกันระหว่างยานยนต์ตะวันออกและตะวันตก (East Meet West) และการจับมือกับ ZEEKR ในครั้งนี้ส่งให้ เมโทร กรุ๊ป ก้าวสู่การเป็นกลุ่มธุรกิจยานยนต์ครบวงจร ประเดิมเปิด ZEEKR Metro Flagship โชว์รูมและศูนย์บริการ ที่บางนา กม. 5 โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ 60 คันต่อเดือน”
'ZEEKR Metro Flagship' มีเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในทุกกระบวนการของการซื้อ และบริการหลังการขาย ภายใต้แนวคิด 'Customer-first Experience' เชื่อมต่อนวัตกรรมล้ำสมัย ความพรีเมียม และไลฟ์สไตล์ ไว้ในที่เดียวกัน ผ่าน 3 หลักการคือ Hardware มีโชว์รูม ที่กว้างขวาง สวยงาม สะดวกสบาย ด้วยพื้นที่จัดแสดงรถขนาดหน้ากว้าง 92 เมตร พร้อมบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ คาเฟ่เต็มรูปแบบ และ Share Working Space ที่สามารถรองรับกิจกรรมต่างๆ ที่หลากหลาย
หลักการที่สอง Software ระบบการทำงานและการจัดเก็บข้อมูลลูกค้า ที่จะเป็นผู้ช่วยที่ดีให้กับลูกค้าในการมารับบริการ และหลักการสุดท้าย Peopleware เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรในด้านต่าง ๆ ในทุกภาคส่วน โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งมอบการบริการและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ให้ลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด อาทิ โปรแกรม 'Metro Lux' ที่ให้ลูกค้าที่เป็นสมาชิกสามารถสะสมคะแนน และรับสิทธิพิเศษมากมาย”
นอกจากนี้ เรามีบริการ 'ใกล้ไกล เรา ใกล้คุณ' เป็นการบริการส่งรถทดลองขับถึงบ้านลูกค้า โดยไม่มีค่าใช้จ่าย บริการรับ-ส่งรถเมื่อถึงกำหนดเข้ารับบริการ โดยการนัดหมายล่วงหน้า บริการรถสำรองให้ลูกค้า บริการรถสไลด์ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นต้น ซึ่งเมื่อผนวกแนวคิดการทำงานแบบ “มาด้วยกัน ไปได้ไกล - Together We Can” ของเมโทร กรุ๊ป เข้ากับวิสัยทัศน์อันก้าวไกลของ ZEEKR แล้ว เรามั่นใจว่าลูกค้าจะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดอย่างแน่นอน”
โชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจร ZEEKR Metro Flagship บางนา ก.ม.5 พร้อมให้บริการทุกวัน ไม่มีวันหยุด ตั้งแต่เวลา 07.00-19.00 น.
ติดตามข่าวสารของ ZEEKR Metro เพิ่มเติมได้ที่
Facebook : ZEEKR Metro
หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Call Center 02-0123-999
เมื่อวันที่ (24 ก.ค.68)นายก่อแก้ว พิกุลทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญยุติคำสั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่ของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลว่าประเทศอยู่ในภาวะสงคราม จึงควรมีผู้นำที่มีอำนาจเต็มเพื่อรับมือกับสถานการณ์ได้ทันท่วงที
นายก่อแก้วระบุว่า ทุกภาคส่วนควรร่วมแรงร่วมใจฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน โดยเฉพาะในยามที่ประชาชนต้องการความมั่นคงและความชัดเจน พร้อมขอให้ศาลทบทวนคำสั่งเดิม เพื่อคืนอำนาจบริหารให้แก่ผู้นำที่สามารถตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด
ทั้งนี้ ข้อเรียกร้องดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชากำลังตึงเครียด ขณะที่ น.ส.แพทองธาร ยังอยู่ระหว่างการหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญจากกรณีตรวจสอบคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี