Wednesday, 10 June 2026
Hard News Team

กัมพูชาเรียกร้องให้มีการ “หยุดยิงโดยทันที” หลังการสู้รบข้ามพรมแดนระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน ยังยืดเยื้อ

(26 ก.ค. 68) กัมพูชาเรียกร้องให้มีการ “หยุดยิงโดยทันที” หลังการสู้รบข้ามพรมแดนระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน ยังยืดเยื้อ

นายเจีย แก้ว เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรกัมพูชาประจำสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กล่าวว่ากัมพูชาร้องขอให้มีการหยุดยิง “โดยไม่มีเงื่อนไข” และเสริมว่าต้องการทางออกข้อพิพาทโดยสันติ อย่างไรก็ตาม ไทยยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อข้อเสนอการหยุดยิงดังกล่าว แต่มีการส่งสัญญาณถึงการเปิดกว้างต่อการเจรจาเช่นกัน

“กัมพูชาขอให้หยุดยิงทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข และเราขอเรียกร้องให้มีการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติ” นายเจีย แก้ว กล่าวหลังการประชุมลับของ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ซึ่งมีกัมพูชาและไทยเข้าร่วม

‘Khmer News’ สร้างเฟคนิวส์!! ใส่ความ ให้ร้ายประเทศไทย อ้าง!! สำนักสงฆ์ ที่อยู่ติดกับตีนเขาดงเร็ก ถูกปืนใหญ่ยิง

(26 ก.ค. 68) ‘Khmer News’ เผยแพร่ข่าวใส่ร้ายประเทศไทย โดยมีใจความว่า ...

โศกนาฏกรรมที่เจ็บปวดที่สุดจากกองทัพเสียมบุกกัมพูชา ยิงปืนใหญ่ทำลายสำนักสงฆ์ Taman Senchey ในเขต Banteay Ampil จ.อุดาร์ Meanchey พระสงฆ์อยู่ติดกับตีนเขาดงเร็ก สถานที่สักการบูชาของชาวพุทธในบริเวณนั้น

ตำรวจภูธรภาค 2 ส่งครัวเคลื่อนที่เพื่อใช้ประกอบอาหาร ในศูนย์พักพิง 'ผบช.ภ.2' กำชับทุกโรงพักดูแลความปลอดภัยบ้านเรือนผู้อพยพ สั่งทุกพื้นที่ชายแดนเตรียมพร้อมสูงสุดช่วยเหลือประชาชน

(26 ก.ค. 68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ( ผบช.ภ.2 ) เปิดเผย จากสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชาตำรวจภูธรภาค 2 ได้จัดโรงครัวเคลื่อนที่ปรุงอาหารแจกจ่ายให้กับประชาชนที่อพยพมายังศูนย์พักพิงชั่วคราว ขณะนี้หลายพื้นที่แนวชายแดนจำเป็นต้องอพยพประชาชนสู่พื้นที่ปลอดภัยอย่างเร่งด่วน โดยตนได้กำชับให้หัวหน้าสถานีตำรวจทุกแห่ง ในพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ที่มีความเสี่ยง เข้าไปกำกับการช่วยเหลือประชาชน ด้วยตัวเองอย่างใกล้ชิด และย้ำทุกโรงพักว่ากรณีที่ประชาชนต้องอพยพออกจากบ้านเรือนให้จัดกำลังสายตรวจออกตรวจตรา ดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มข้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนโดยให้ถ่ายภาพเป็นหลักฐาน และสื่อสารให้ประชาชนเจ้าของบ้านได้ทราบ เพื่อสร้างความอุ่นใจ สำหรับในพื้นที่ที่ยังไม่มีการอพยพ ประชาชนออกจากบ้านเรือนก็ให้เตรียมความพร้อมขั้นสูงสุดสามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้โดยเร็ว

ผบช.ภ.2 กล่าวว่า ขณะนี้หลายพื้นที่ในความรับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 2 ประกาศกฎอัยการศึก ดังนั้นขอให้ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด และหัวหน้าสถานีตำรวจทำความเข้าใจกับกำลังพลเพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ สอดประสานกับกองทัพโดยเป้าหมายเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติและความสงบเรียบร้อยความปลอดภัยของประชาชน เน้นย้ำการเข้าถึงประชาชนสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องโดยเฉพาะขณะนี้มักมีการปล่อยข่าวลือข่าวลวงสร้างความสับสน ปลุกปั่นให้เกิดความแตกสามัคคีหรือตื่นตระหนก ดังนั้น ตำรวจต้องสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน และพร้อมปฏิบัติหน้าที่ทุกสถานการณ์ ทั้งการปฏิบัติตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง และการสนับสนุนการปฏิบัติต่อกองกำลังป้องกันชายแดน

สตูล จัดพิธีรับ-ส่งหน้าที่ประธาน พสบ.จังหวัดสตูล เดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง  

ที่ห้องประชุมกองบัญชาการกองร้อยทหารราบที่ 5 พัน.2 ค่ายสมันตรัฐบุรินทร์ อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล นายศักระ กปิลกาญจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เป็นประธานในพิธีรับ-ส่งหน้าที่ประธานพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (พสบ.) จังหวัดสตูล และร่วมเป็นสักขีพยานในโอกาสที่มีการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งประธาน พสบ.จังหวัดสตูล โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ คณะ พสบ. และสื่อมวลชนร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียงและอบอุ่น

สำหรับพิธีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งมอบหน้าที่จาก คุณสุภาพรรณ สุนทรารชุน อดีตประธาน พสบ.จังหวัดสตูล ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2566–2568 และได้สร้างผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง อาทิ การสนับสนุนอาหารกลางวันสำหรับนักเรียน การบริจาคสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัย การส่งเสริมกิจกรรมทางศาสนา การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ตลอดจนกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อเพิ่มทรัพยากรธรรมชาติ

ในการนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ได้กล่าวแสดงความชื่นชมต่อผลงานของอดีตประธาน พสบ. ที่มีบทบาทโดดเด่นในการขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ และได้แสดงความยินดีกับ คุณชวรณ สุธาพาณิชย์ ซึ่งได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธาน พสบ.จังหวัดสตูลคนใหม่ พร้อมแสดงความมั่นใจว่าจะสามารถสานต่อเจตนารมณ์ของหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหารที่กองทัพภาคที่ 4 ได้วางแนวทางไว้ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความมั่นคงของพื้นที่ชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืน

'ประชาธิปัตย์' เสนอทีดีอาร์ไอ (TDRI) ยุทธศาสตร์การค้าการลงทุนพืชไร่เศรษฐกิจ มันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อัพเกรดศักยภาพใหม่ประเทศไทย

'อลงกรณ์' ย้ำเศรษฐกิจเกษตรต้องแข็งแกร่งไม่ว่าจะเผชิญสงครามหรือสันติภาพในภาวะโลกร้อนโลกรวน นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์และประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วม การสัมมนาจัดโดยทีดีอาร์ไอ(TDRI)ร่วมกับสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้ากระทรวงพาณิชย์

นายอลงกรณ์นำเสนอในการสัมนาว่าประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารอันดับ12ของโลกมีศักยภาพสูงมากสำหรับพืชไร่เศรษฐกิจเช่นมันสำปะหลังสามารถผลิตได้เป็นอันดับสามของโลกปีละ 30 ล้านตันจากพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 10 ล้านไร่ ในกว่า 54 จังหวัดและเป็นประเทศแชมป์โลกในการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเป็นอันดับหนึ่งของโลกติดต่อกันกว่า 40 ปี ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศ ที่มีวัตถุดิบเป็นของตัวเองแต่เกษตรกรยังยากจนและราคาผันผวนตลอดเวลา

ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 7 ล้านไร่ มีผลผลิต 4–5 ล้านตันต่อปีแต่มีความต้องการในประเทศ 8.1–8.9 ล้านตันจึงต้องนำเข้าจากเพื่อนบ้านภายใต้ AFTA 1–2 ล้านตันส่วนใหญ่นำเข้าจากเมียนมา 93% และประเทศอื่นๆ แสดงว่ายังมีตลาดในประเทศที่มีความต้องการสูงมากปีละ 3-4 ล้านต้นหากพัฒนาผลิตภาพการผลิตด้วยพันธุ์ที่ดีใช้เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมสมาร์ทฟาร์มมิ่ง(Smart Farming)ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้วางรากฐานไว้เช่นเกษตรอาหารเกษตรพลังงานเกษตรสุขภาพและเกษตรท่องเที่ยวจะสามารถเพิ่มปริมาณการผลิตทดแทนการนำเข้าได้อีกมาก

พรรคประชาธิปัตย์มีแนวทางยุทธศาสตร์การค้าและการลงทุนของมันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เวอร์ชั่นใหม่ นั่นคือ การพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพ(BioIndustry)และเศรษฐกิจชีวภาพ(BioEconomy) โดยการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษไบโอรีไฟนารี่(BioRefinary)สำหรับพืชไร่เศรษฐกิจในกลุ่มจังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตหลักเช่น กลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์ซึ่งประกอบไปด้วยนครราชสีมาชัยภูมิ บุรีรัมย์และสุรินทร์โดยนำวัตถุดิบมาเพิ่มมูลค่าแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้แก่อาหารคน อาหารสัตว์ อาหารเสริม ผงชูรส น้ำตาลเทียม เชื้อเพลิงชีวภาพ(BioFuel) ผลิตภัณฑ์ยา กระดาษ ไบโอพลาสติก ไบโอฟิล์ม ฯลฯ

“นี่คือโอกาสการลงทุนใหม่ๆและการสร้างการค้าใหม่ๆสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่มีมูลค่าสูงขึ้นไม่ใช่การค้าการลงทุนที่เป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปขั้นต้นซึ่งมีราคาต่ำและแข่งขันในตลาดล่าง เราต้องก้าวสู่ตลาดผลิตภัณฑ์ราคาสูง “

อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์เจ้าของฉายา มิสเตอร์เอทานอลได้ยกตัวอย่าง ผลงานของพรรคประชาธิปัตย์ที่เกี่ยวกับพืชไร่เศรษฐกิจ กรณี รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีนายชวนหลักภัยเป็นนายกรัฐมนตรีเห็นชอบให้มีการแปรรูปพืชผลทางการเกษตรเป็นเอทานอลใช้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงเรียกว่าแก็สโซฮอลล์ในเดือนกันยายนปี 2543 เป็นครั้งแรกในประเทศไทยนับเป็นการเริ่มต้นศักราชใหม่ของยกระดับการพัฒนาพืชไร่เศรษฐกิจที่มีแป้งและน้ำตาลเป็นองค์ประกอบสำคัญเช่นอ้อย มันสำปะหลังและต่อมามีการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นส่วนผสมของวัตถุดิบผลิตเอทานอลเกรดพรีเมี่ยม

นอกจากนี้นายอลงกรณ์ยังได้ยกตัวอย่างนโยบายเทคโนโลยีเกษตร4.0ของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน เมื่อครั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีและนวัตกรรม(Agritech and Innovation Center:AIC)ทุกจังหวัดถือเป็นโครงสร้างหลักด้านเทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมเมดอินไทยแลนด์ครอบคลุมทั่วประเทศรวมทั้งนโยบายลดโลกร้อนสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน(Carbon Neutrality)และคาร์บอนเป็นศูนย์(Zero Carbon)ตลอดจนการอนุรักษ์และพัฒนาความหลากหลายทางชีวภาพ(Biodiversity)การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การพัฒนาแหล่งน้ำใต้ดินและผิวดิน การพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืนโดยดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคคนปัจจุบันในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

รวมทั้งนโยบายเกษตรสร้างสรรค์ภายใต้นโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ((Creative Economy)ของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรี นโยบายปราบทุจริตโดยนายบัญญัต บรรทัดฐาน หัวหน้าพรรคในขณะนั้นจนรัฐมนตรีเกษตรฯติดคุกจากโครงการปุ๋ยปลอมและนโยบายประกันรายได้เกษตรกร(Universal Basic Income)สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าว ปาล์มและยางพารา 8.13 ล้านครัวเรือนของพรรคประชาธิปัตย์โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงรัฐบาลที่แล้ว 

“นโยบายส่วนหนึ่งเหล่านี้และแนวทางยุทธศาสตร์ใหม่ที่นำเสนอในวันนี้เป็นเสมือนคานงัดอัพเกรดศักยภาพใหม่ให้กับภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร(Agroindustry)เพื่อความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยในการเผชิญกับวิกฤตการณ์ไม่ว่าในยามที่มีสงครามหรือสันติภาพ เราต้องยืนบนขาของตัวเองให้ได้ในภาวะโลกร้อนและโลกรวน“

ทั้งนี้นายอลงกรณ์ยังได้นำเสนอรายงานเรื่อง “การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ(BioEconomy) จากมันสำปะหลังและข้าวโพด: ศักยภาพใหม่พืชเศรษฐกิจไทยศักยภาพใหม่ของพืชไร่ “ต่อที่ประชุมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในแนวนโยบายและยุทธศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรสร้างรายได้ที่สูงขึ้นให้กับเกษตรกรและอุตสาหกรรมต่อเนื่องเพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ

นอกจากนี้ในการสัมนาที่โรงแรม แกรนด์ริชมอนด์ นนทบุรีเมื่อเร็วๆนี้เพื่อระดมความคิดเห็นประเด็นสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตของมันสำปะหลังและข้าวโพดมีภาคส่วนต่างๆเข้าร่วมได้แก่ตัวแทนเกษตรกร สมาคมการค้ามันสำปะหลังและข้าวโพด ตัวแทนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องและผู้ทรงคุณวุฒิรวมทั้งตัวแทนพรรคการเมือง    

ซึ่งดร.วิโรจน์ ณ ระนองหัวหน้าทีมวิจัยทีดีอาร์ไอได้นำเสนอรายงานผลการวิจัยเบื้องต้นเกี่ยวกับการผลิตการแปรรูปและตลาดทั้งในต่างประเทศรวมทั้งปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาพืชเศรษฐกิจทั้งสองชนิดนี้พร้อมกับประเด็นนโยบายสาธารณะในอดีตถึงปัจจุบันเช่นนโยบายการประกันราคานโยบายการประกันรายได้นโยบายการแทรกแซงตลาดจนนโยบายการเพิ่มผลผลิตรวมไปถึงการพัฒนาเกษตรกร เป็นต้น

‘กลุ่ม ปตท.’ ยืนหยัดเคียงข้างคนไทย ส่ง!! ถุงยังชีพช่วยเหลือประชาชน จากเหตุการณ์ไม่สงบชายแดน ไทย-กัมพูชา และผู้ประสบอุทกภัย

เมื่อวานนี้ (25 ก.ค. 68) กลุ่ม ปตท. ได้ส่งมอบความช่วยเหลือไปยังศูนย์พักพิงผู้อพยพของพี่น้องไทยในสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดน 4 จังหวัด ได้แก่ จ.สุรินทร์ จ.ศรีสะเกษ จ.อุบลราชธานี และ จ.บุรีรัมย์ ให้แก่ นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ส่งมอบถุงยังชีพจำนวน 2,000 ชุด บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) และ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) ส่งมอบน้ำดื่มจำนวน 9,480 ขวด และ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน)(GPSC) มอบยาสามัญประจำบ้าน 200 ชุด 

พร้อมกันนี้ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ได้ส่งมอบถุงยังชีพผ่านกองบัญชาการกองทัพไทย จำนวน 1,000 ชุด และ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (PTTEP) มอบถุงยังชีพและน้ำดื่ม 3,200 ชุด ให้แก่ กองทัพภาคที่ 3 นอกจากนี้ ปตท. และ TOP ยังได้ส่งมอบถุงยังชีพรวม 500 ถุงเพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์อุทกภัยที่จังหวัดน่าน ด้วย  

กลุ่ม ปตท. มุ่งมั่นในการยืนหยัดเคียงข้างพี่น้องไทยพร้อมส่งมอบความช่วยเหลือในสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างเต็มที่

ทูตไทย ประจำสหประชาชาติ ทัพหน้าสู้ปมขัดแย้งกัมพูชา ในเวทีคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็น

(26 ก.ค. 68) ในบริบทของความขัดแย้งระหว่างประเทศไทย และประเทศกัมพูชา ในครั้งนี้ บทบาทสำคัญของการแก้ไขสถานการณ์ในเวทีระหว่างประเทศจะตกอยู่ที่ นายเชิดชาย ใช้ไววิทย์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ซึ่งจะต้องเป็นตัวแทนของประเทศไทยในการต่อรองและชี้แจงจุดยืนของไทยต่อประชาคมระหว่างประเทศ

นายเชิดชาย ใช้ไววิทย์ เกิดวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2512 สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ปริญญาตรีจากคณะรัฐศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท Master of Arts (ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) Faculty of Social Science,Keynes College University of Kent at Canterbury สหราชอาณาจักร

ด้วยประสบการณ์การทำงานในกระทรวงการต่างประเทศเป็นเวลากว่า 30 ปี นายเชิดชายมีความเชี่ยวชาญในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียน เขาเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง เริ่มต้นจากเจ้าหน้าที่กองเอเชียใต้ในปี 2537 จนถึงการเป็นอัครราชทูตไทยประจำญี่ปุ่นระหว่างปี 2560-2562 และดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศก่อนจะมาดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติในเดือนพฤษภาคม 2567 

บทบาทและความรับผิดชอบในวิกฤตครั้งนี้

ในฐานะเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ นายเชิดชายมีหน้าที่สำคัญในการเป็นตัวแทนของประเทศไทยในการเข้าร่วมประชุมและกิจกรรมของสหประชาชาติ ประสานงานและสร้างความร่วมมือกับประเทศสมาชิกอื่น รวมทั้งนำเสนอและผลักดันนโยบายและผลประโยชน์ของประเทศไทยในเวทีสหประชาชาติ

การประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติครั้งนี้จะเป็นการทดสอบทักษะการทูตและประสบการณ์ของนายเชิดชายในการปกป้องผลประโยชน์และอธิปไตยของประเทศไทย ท่ามกลางข้อกล่าวหาจากประเทศเพื่อนบ้านและความกดดันจากประชาคมระหว่างประเทศ

🎉 อุตสาหกรรมแฟร์ 2568: รถไฟอุตสาหกรรม นำความสุขสู่คนไทย 🚆 📍 31 ก.ค. – 3 ส.ค. 2568 | สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ (บางซื่อ)

ช้อป ชม ชิลล์ กับ 4 โซนเด็ดที่ไม่ควรพลาด
🛍️ โซนสหพัฒน์ – รวมแบรนด์ดังราคาพิเศษจากเครือสหพัฒน์ อาทิ มาม่า, วาโก้, Arrow, โคโดโม
🚗 โซนรถที่ใช่ ดีลที่ชอบ – โปรแรงจาก 19 ค่ายรถชั้นนำ
⚡ โซนเครื่องใช้ไฟฟ้า – ลดสูงสุด 60%
อาทิ Hatari, Samsung, LG, Hitachi
🎨 โซน SME ของดีทั่วไทย – เสื้อผ้า อาหาร ของแต่งบ้าน รวมกว่า 155 บูธ

✨ พร้อมกิจกรรมสุดว้าว:
🎤 Mini Concert 4 วัน 4 ศิลปิน
💼 Workshop สร้างอาชีพ
🎙️ เสวนาเด็ดๆ จากผู้เชี่ยวชาญ

🚆 เดินทางสะดวกด้วย MRT สายสีน้ำเงิน, รถไฟฟ้าสายสีแดง และรถสาธารณะ

📅 แล้วเจอกัน! งานนี้คนรักของดีราคาคุ้มต้องห้ามพลาด!

รัฐบาลไทย ย้ำท่าที!! ตอบโต้เท่าที่จำเป็น เน้นหลักสันติวิธี ยินดี!! ให้ข้อมูลอย่างเปิดเผย บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง

(26 ก.ค. 68) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  กล่าวว่ากรณีที่มีการรายงานข่าวของสื่อต่างประเทศบางสำนัก เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมีการนำเสนอข้อความและภาพข่าวในลักษณะที่คลาดเคลื่อนจากความจริงหลายประการ เช่น 

1. การพาดหัวข่าวว่า “Thailand bombs Cambodia with F-16s” โดยไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าเป็นการตอบโต้หลังจากที่ฝ่ายกัมพูชาได้เปิดฉากยิงใส่ฝ่ายไทยก่อน ในเวลา 08.20 น. ของวันที่ 24 กรกฎาคม 2568

2.การใช้ภาพที่ถ่ายจากฝั่งประเทศไทย ซึ่งแสดงให้เห็นพลเรือนชาวไทยหลบหนีเข้าไปยังหลุมหลบภัยในฝั่งไทย (ในภาพเป็นภาพในโรงเรียนไทยที่มีอักษรไทยอย่างชัดเจน )แต่กลับระบุว่าเป็นภาพของพื้นที่กัมพูชา

3. การใช้ภาพร้านสะดวกซื้อ ในปั๊มน้ำมัน ปตท.ในประเทศไทยที่กองทัพกัมพูชาระดมยิงด้วยอาวุธร้ายแรง จนได้รับความเสียหายมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แต่กลับไม่ระบุว่าเป็น สถานที่พลเรือนของฝั่งไทยและกลับไม่ได้ชี้แจงแหล่งที่มาของการโจมตี ทำให้ผู้อ่านเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นผลจากการทิ้งระเบิดโดยฝ่ายไทย

นายจิรายุกล่าวต่อไปว่า รัฐบาลไทยทราบถึงความตั้งใจดีของสื่อมวลชนในการรายงานข่าวและเข้าใจดีว่า สถานการณ์การโจมตีที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดจากฝ่ายกัมพูชา ทำให้รีบร้อนในการรายงาน จนไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริง แต่ขอให้ดำเนินการแก้ไขเพื่อความถูกต้องของข่าวสาร

ทั้งนี้ขอย้ำท่าทีของรัฐบาลไทย ดังนี้ 

1. ประเทศไทยยึดมั่นในหลักสันติวิธีและดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อปกป้องอธิปไตย และความปลอดภัยของประชาชน โดยในกรณีที่เกิดการใช้กำลัง ฝ่ายไทยได้ดำเนินการตอบโต้เท่าที่จำเป็น และมีเป้าหมายเพื่อระงับยับยั้งสถานการณ์ ไม่ให้ลุกลามบานปลาย

2. การดำเนินการของฝ่ายไทยในครั้งนี้ เป็นการตอบโต้เพื่อป้องกันตนเองตามหลักการสากล หลังจากที่ฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธหนักยิงเข้ามาในเขตแดนไทย ซึ่งมีประชาชน ที่อยู่ในโรงพยาบาลโรงเรียนและบ้าน ได้รับผลกระทบ บาดเจ็บและเสียชีวิต

3. ภาพที่ใช้ประกอบข่าวบางภาพเป็นภาพเหตุการณ์ในฝั่งประเทศไทย ไม่ใช่ในกัมพูชา

4. การรายงานข่าวที่ขาดความครบถ้วนในบริบท อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงในระดับนานาชาติ

“รัฐบาลไทยยินดีให้ข้อมูลอย่างเปิดเผย บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และด้วยความเคารพในบทบาทของสื่อมวลชนในการสะท้อนข้อเท็จจริงไปยังประชาคมโลก โดยหากสื่อมวลชนมีข้อสงสัย หรือประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนสามารถติดต่อได้ทั้งกระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทย และศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.)” นายจิรายุกล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top