Wednesday, 10 June 2026
Hard News Team

สมุทรปราการ-ชื่นมื่น!! นักการเมือง ข้าราชการระดับสูง ร่วมอวยพรพี่ใหญ่ สส.ยงยุทธ สุวรรณบุตร

(23 ก.ค. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 (ที่ผ่านมา) นักการเมือง ผู้นำท้องถิ่น ข้าราชการระดับสูง ฝ่ายปกครอง นักธุรกิจ ร่วมอวยพรเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิด ครบรอบ 63 ปี ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 สมุทรปราการ สมัยที่ 25 และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา

โดยมี นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา พร้อมด้วย นายเมธากุล สุวรรณบุตร กรรมการผู้จัดการ และประธานมูลนิธิแพรกษาเพื่อการศึกษา คณะผู้บริหาร คณะสมาชิกสภาเทศบาล ร่วมให้การต้อนรับ

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก นายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วย นายประทีป นทีทวีวัฒน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ นายสมศักดิ์ แก้วเสนา ปลัดจังหวัดสมุทรปราการ ให้เกียรติเดินทางมาร่วมอวยพรพร้อมทั้งร่วมรับประทานอาหารค่ำ เนื่องในโอกาสครบรอบ 63 ปี วันคล้ายวันเกิด ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร 

นอกจากนี้ ยังมีคณะผู้บริหาร อบจ.สมุทรปราการ คณะสมาชิกสภา อบจ.สมุทรปราการ และทางผู้นำท้องถิ่น อาทิ นายอิม แพหมอ นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษา นาวาเอกอนุศักดิ์ นาคทิม นายกเทศมนตรีตำบลบางเมือง นายธีรพล ชุนเจริญ นายกเทศมนตรีตำบลบางปู ตลอดจนข้าราชการตำรวจ นักธุรกิจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ผู้บริหารสถานศึกษา และแขกผู้ทรงเกียรติจำนวนมากร่วมรับประทานอาหารค่ำ เนื่องในโอกาสครบรอบ 63 ปี วันคล้ายวันเกิด ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร ซึ่งตรงกับวันที่ 22 กรกฎาคม ของทุกปี

โดยก่อนหน้านี้ทางครอบครัวสุวรรณบุตร ได้เลี้ยงอาหารกลางวัน พร้อมทั้งไอศครีม ขนมเค็ก แก่เด็กนักเรียน และน้องๆหนูๆ ทุกคนรวมถึงนักเรียนชั้นอนุบาล จำนวนกว่า 4,000 คน ได้แก่ โรงเรียนวัดแพรกษา โรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา (ชั้นประถม) โรงเรียนมัธยมแพรกษาวิเทศศึกษา และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ระดับเตรียมอนุบาล บ้านเอื้ออาทร 1 บ้านเอื้ออาทร 3 และบ้านเอื้ออาทร 14

โดยบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างชื่นมื่นและอบอุ่น มีซุ้มอาหารจำนวนมากนำมาจัดเลี้ยงแก่แขกที่เดินทางมาร่วมงานในครั้งนี้ พร้อมทั้งรับของที่ระลึกจากทางครอบครัวสุวรรณบุตรที่นำมามอบให้แก่แขกทุกคนที่มาร่วมงาน

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

ยูเครนขอเงินพันธมิตร NATO-EU เพิ่มงบกลาโหม 120,000 ล้านดอลล์!! ในปี 2026 มาเสริมทัพสู้สงครามรัสเซีย

(23 ก.ค. 68) รัฐมนตรีกลาโหมยูเครน เดนิส ชมีฮาล (Denys Shmyhal) เปิดเผยว่า ยูเครนจำเป็นต้องใช้งบประมาณด้านการป้องกันประเทศอย่างน้อย 120,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 4.38 ล้านล้านบาท) ในปี 2026 โดยตั้งเป้าหาเงินครึ่งหนึ่งจากความช่วยเหลือของพันธมิตรต่างชาติ ทั้งจากชาติสมาชิก NATO และสหภาพยุโรป

ชมีฮาลระบุว่า เป้าหมายสำคัญของกองทัพคือเพิ่มการจัดซื้ออาวุธจากผู้ผลิตในยูเครนให้ได้ครึ่งหนึ่งของทั้งหมด พร้อมส่งเสริมให้บริษัทต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุน ตั้งโรงงาน และถ่ายทอดเทคโนโลยีในยูเครน รวมถึงขอความร่วมมือด้านยุทโธปกรณ์จากประเทศเป็นกลาง โดยเฉพาะระบบป้องกันภัยทางอากาศที่สามารถสกัดขีปนาวุธได้

ยูเครนต้องการเงินเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมกลาโหม โดยเน้นผลิตโดรน FPV, โดรนระยะไกล และอาวุธดักสกัด ‘ชมีฮาล’ ระบุเพิ่มเติมว่ายูเครนพร้อมแบ่งปันประสบการณ์และเทคโนโลยีทางทหารให้กับพันธมิตรเพื่อสร้างความร่วมมือในระยะยาว

ทั้งนี้ รัฐบาลยูเครนยังคาดการณ์ว่า งบความมั่นคงจะยังคงเป็นลำดับความสำคัญสูงสุดในช่วง 3 ปีข้างหน้า โดยปี 2026 จะใช้งบ 1.817 ล้านล้านฮริฟเนีย หรือประมาณ 1.78 ล้านล้านบาท แต่จะลดลงในปี 2027 และ 2028 ตามสถานการณ์ความมั่นคงที่คาดว่าจะคลี่คลายลง

รวบสาวใหญ่ ‘หลอกระดมทุน’ เพื่อเด็กยากไร้-รพ.สงฆ์ 2.7 ล้าน สุดท้ายเอาเงินไปใช้ส่วนตัว โพสต์กินหรูอยู่สบายลงโซเชียล

(23 ก.ค. 68) ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กก.3 บก.ป. ร่วมกันจับกุม นางสาวเกศรินทร์ (สงวนนามสกุล) ตามหมายจับคดี “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน” ได้ที่บ้านพักใน ต.หนองแก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ หลังพบว่าเคยร่วมจัดงานเลี้ยงอ้างเป็นกิจกรรมระดมทุนเพื่อการกุศลที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี เมื่อเดือนมีนาคม 2567

โดยภายในงานดังกล่าวมีการเชิญข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เข้าร่วมเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ พร้อมนำของที่ระลึกประจำจังหวัดและภาพวาดชื่อดังมาประมูล โดยอ้างว่าจะนำเงินไปช่วยโรงเรียนยากไร้และโรงพยาบาลสงฆ์ กลุ่มนักธุรกิจจำนวนมากจึงหลงเชื่อร่วมประมูล รวมเป็นเงินกว่า 2.7 ล้านบาท 

อย่างไรก็ตาม หลังงานจบลง ผู้ต้องหาและพวกกลับไม่นำเงินไปบริจาคตามที่กล่าวอ้าง แต่กลับใช้จ่ายส่วนตัวอย่างฟุ่มเฟือยและโพสต์ลงโซเชียล ผู้เสียหายจึงเข้าแจ้งความ ก่อนเจ้าหน้าที่จะสืบจับตัวได้และส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

‘ทรัมป์’ เซ็นข้อตกลงการค้ากับญี่ปุ่นครั้งใหญ่ ลดภาษีสินค้านำเข้าเหลือ 15% แต่ญี่ปุ่นต้องลงทุนมโหฬาร

(23 ก.ค. 68) สหรัฐฯ และญี่ปุ่นบรรลุข้อตกลงทางการค้าใหม่ เพื่อลดภาษีนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นจากเดิมที่ทรัมป์ขู่ไว้ 25% เหลือ 15% โดยญี่ปุ่นตกลงจะลงทุนในสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 550,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 19.8 ล้านล้านบาท) ข้อตกลงนี้ถือเป็นดีลใหญ่ที่สุดในชุดข้อตกลงที่รัฐบาลทรัมป์พยายามเร่งปิดก่อนเส้นตายวันที่ 1 สิงหาคม ซึ่งจะมีการขึ้นภาษีรอบใหม่

นอกจากภาษีสินค้านำเข้าทั่วไป ทั้งสองฝ่ายยังตกลงลดภาษีนำเข้ารถยนต์ญี่ปุ่นจาก 25% เหลือ 15% ซึ่งถือเป็นข่าวดีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่น โดยหุ้นของบริษัทโตโยต้า ฮอนด้า และนิสสันพุ่งขึ้นทันที ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นถึง 2.6% สูงสุดในรอบปี

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์สหรัฐฯ แสดงความไม่พอใจกับข้อตกลงนี้ โดยมองว่าไม่เป็นธรรม เพราะสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่นที่มีชิ้นส่วนผลิตนอกสหรัฐฯ กลับเสียภาษีน้อยกว่าสินค้าจากแคนาดาและเม็กซิโกที่ใช้ชิ้นส่วนจากอเมริกาเป็นหลัก

ญี่ปุ่นถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 5 ของสหรัฐฯ โดยในปี 2024 มีมูลค่าการค้ารวมเกือบ 230,000 ล้านดอลลาร์ (8.28 ล้านล้านบาท) และญี่ปุ่นยังเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ด้วยเงินลงทุนโดยตรงกว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 43.2 ล้านล้านบาท ล่าสุด ทรัมป์ยังเผยว่า ญี่ปุ่นเตรียมร่วมทุนโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติในอะแลสกา ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ผลักดันมานาน

ฟิลิปปินส์ปิดดีล 'ภาษีทรัมป์' สำเร็จในอัตรา 19% แลกยกเลิกภาษีสินค้าสหรัฐฯ 0% บวกพันธมิตรด้านทหาร

(23 ก.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศเตรียมเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากฟิลิปปินส์ในอัตรา 19% จากเดิม 20% โดยระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงทางการค้าที่เพิ่งเจรจากับผู้นำฟิลิปปินส์ที่ทำเนียบขาว แลกกับการให้ฟิลิปปินส์ยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ  และการร่วมมือทางทหารระหว่างสองประเทศ

ทรัมป์ระบุในโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า “เป็นการเยือนที่งดงาม และเราได้ข้อสรุปของข้อตกลงทางการค้าแล้ว” ขณะที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ยังไม่ยืนยันข้อตกลงดังกล่าว และสถานเอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ในกรุงวอชิงตันก็ยังไม่ออกแถลงการณ์ใด ๆ

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ระบุว่า การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าฟิลิปปินส์เป็น 19% มีเป้าหมายเพื่อกดดันให้ประเทศต่าง ๆ ยกเลิกนโยบายการค้าที่สหรัฐฯ มองว่าไม่เป็นธรรม โดยก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยขู่ว่าจะเก็บแค่ 17% เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ทรัมป์เตรียมขึ้นภาษีกับประเทศอื่น ๆ เช่น สหภาพยุโรปและแคนาดาในวันที่ 1 สิงหาคม หากยังเจรจากันไม่สำเร็จ

‘รัฐบาลมาเลเซีย’ ขอลดภาษีทรัมป์จาก 25% เหลือ 20% แต่ปัดเงื่อนไขลดภาษี EV นำเข้าจาก USA และถือหุ้นต่างชาติ

(22 ก.ค. 68) รัฐบาลมาเลเซียกำลังเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อขอลดภาษีนำเข้าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะปรับขึ้นเป็น 25% ในวันที่ 1 ส.ค. เหลือราว 20% ใกล้เคียงกับเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างอินโดนีเซียและเวียดนาม โดยทีมของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) พยายามหาจุดสมดุลที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้

อย่างไรก็ตาม มาเลเซียปฏิเสธข้อเรียกร้องหลายด้านจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะการลดภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าของอเมริกา การลดข้อจำกัดการถือหุ้นของต่างชาติในธุรกิจพลังงานและการเงิน รวมถึงการตัดเงินอุดหนุนชาวประมง ซึ่งเป็นเรื่องอ่อนไหวทางการเมืองภายในประเทศ

นายกฯ อันวาร์ย้ำจุดยืนชัดเจนว่า นโยบายบางอย่าง เช่น การให้สิทธิพิเศษแก่ชาวมาเลย์และชนพื้นเมือง จะไม่ถูกนำมาเจรจา ส่วนสหรัฐฯ มองว่านโยบายฮาลาลและกฎเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นแบบชาวพื้นเมือง (Bumiputera) เป็นอุปสรรคทางการค้า และเป็นเหตุผลหนึ่งที่นำไปสู่ภาษีนำเข้า 24% ตั้งแต่ 2 เม.ย. ที่ผ่านมา 

การเจรจาครั้งนี้มีความสำคัญต่อเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของมาเลเซียที่ตั้งไว้ 4.5–5.5% ในปีนี้ โดยยังมีประเด็นใหญ่เรื่องการไหลเวียนของชิป AI จากตะวันตกไปจีนผ่านมาเลเซียที่สหรัฐฯ กำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด

อิหร่านยืนยันไม่ยอมถอย โครงการนิวเคลียร์คือ ‘ศักดิ์ศรีชาติ’ ‘ทรัมป์’ ไม่สน!! ลั่นพร้อมบอมบ์ฐานนิวเคลียร์อีก ถ้าจำเป็น

(22 ก.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยืนยันว่า หากจำเป็น สหรัฐฯ จะโจมตีฐานนิวเคลียร์ของอิหร่านอีก หลังอับบาส อารักชี (Abbas Araghchi) รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ยอมรับว่าไซต์สำคัญ 3 แห่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีเมื่อเดือนที่แล้ว โดยทรัมป์โพสต์ใน Truth Social ว่า “เราจะทำอีก ถ้าจำเป็น!”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังวิจารณ์สื่อ CNN ว่านำเสนอข่าวบิดเบือน ที่อ้างว่าความเสียหายจากการโจมตีเป็นเพียงการถ่วงเวลาพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านให้ล่าช้าลง ซึ่งทรัมป์ระบุว่าการโจมตีของนักบินสหรัฐฯ ด้วยเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 นั้น ได้ทำลายล้างฐานดังกล่าวไปหมดแล้ว และสื่อควรยอมรับความจริง

ขณะที่ อารักชีให้สัมภาษณ์กับ Fox News ว่า โรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตี และขณะนี้ทางองค์การพลังงานปรมาณูกำลังประเมินความเสียหายอยู่ แต่เขายืนยันว่าอิหร่านจะไม่ยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม เพราะถือเป็นผลงานของนักวิทยาศาสตร์ในประเทศ และเป็นเรื่องของ 'ศักดิ์ศรีชาติ'

ทั้งนี้ ท่ามกลางความตึงเครียด การเจรจารอบใหม่ระหว่างอิหร่านกับกลุ่มประเทศ E3 ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี มีกำหนดจัดขึ้นที่ตุรกีในวันศุกร์นี้ โดยก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้เปิดการเจรจาผ่านตัวกลางจากโอมาน แต่แผนการพูดคุยรอบล่าสุดต้องล่มลงหลังอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 13 มิ.ย. ที่ผ่านมา

‘สมเกียรติ อ่อนวิมล’ เชื่อ ‘ทักษิณ’ ดิ้นตอบ ‘อ.วีระ’ ได้ แต่คนถามต่างหากที่จอดไม่ยอมแจวต่อให้คนสิ้นสงสัย

(22 ก.ค. 68) บนโซเชียลฯ แชร์ไฮไลต์รายการโลกยามเช้า ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 96.5 คลื่นความคิด ดำเนินรายการโดย นายสมเกียรติ อ่อนวิมล สื่อมวลชนอาวุโส และอดีตสมาชิกวุฒิสภา เมื่อวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา แสดงความเห็นถึงกรณีที่นายวีระ ธีระภัทร ถามนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บนเวทีปลดล็อกอนาคตประเทศไทยสู้วิกฤตโลก ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 68 ในประเด็นการกลับประเทศไทย มีดีลลับอะไรหรือไม่ ซึ่งคำถามดังกล่าวทำให้นายทักษิณ มีท่าทีอึดอัดที่จะตอบคำถาม หลายคนใช้คำว่า “ถูกต้อนจนไปไม่เป็น”

โดยนายสมเกียรติ ได้แสดงความเห็นว่า จากคำถามที่คุณวีระถามไปนั้น เชื่อว่าคุณทักษิณไปเป็นและไปต่อได้ แจวต่อไม่ยอมจอดแน่นอน เนื่องจากคุณวีระ ถามนำไปแล้ว แต่ไม่ยอมถามตามให้สิ้นกระบวนความ

พร้อมอธิบาย เพิ่มเติมว่า ความผิดของคุณทักษิณนั้นทุกคนล้วนทราบดีอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องรอการตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญและศาลอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเป็นทางการ แต่ในแง่การให้สัมภาษณ์ของคุณทักษิณนั้น ไม่ว่าจะถามอย่างไรก็จะมีทางออกและสามารถตอบต่อไปได้ แต่การชะงักต่อคำถามในบางครั้งนั้น เป็นเพราะตัวคุณทักษิณเองนั้นเป็นคนที่มีลวดลายและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนกลับมาดูในเวลาที่คุณวีระสัมภาษณ์อีกครั้ง อาจกล่าวได้ว่าคุณวีระต่างหากที่ไปไม่เป็น ด้วยการออกตัวไว้ก่อนว่า “ขอถามตรง ๆ ว่ามีดีลลับหรือไม่มี? ว่าอย่างไรก็อย่างนั้น จะไม่ถามต่อ” เมื่อเป็นเช่นนี้ เท่ากับคุณวีระจอดแล้วไม่แจวต่อ เพราะถามนำไปแล้วแต่ไม่ถามต่อให้สิ้นสงสัย เมื่อคุณทักษิณตอบว่า “ไม่มีดีลลับ” แล้วหยุดชั่วครู่ก่อนจะบอกว่า “ทางการเมือง” นั่นหมายความว่า มีดีลอย่างอื่นใช่หรือไม่ 

“หากเป็นคนที่เป็นนักสัมภาษณ์ที่ดุดันต้องเค้นความจริงออกให้ได้เช่นอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทองหรือคุณสุทธิชัย หยุ่น การยิงคำถามก็จะเป็นสไตล์เค้นหาให้ได้ความจริงจากปากผู้ถูกสัมภาษณ์ แต่ผมกับคุณวีระจะมีส่วนคล้ายกันในด้านอารมณ์และสไตล์การถาม หากรุกถามจนผู้ที่ถูกสัมภาษณ์นั่งคุยกับเราทำท่าจะไปไม่ไหว ทางคุณวีระหรือผมจะคล้ายกันในแง่ที่ว่า เราจะหยุดและไปถามต่อ แต่สำหรับผมจะถามให้พอดี ๆ โดยให้ผู้ฟังจับทางได้ว่า ผู้ที่กำลังให้สัมภาษณ์เรานั้นเขาหลบความจริงหรือเขากำลังจะโกหกมากขึ้น ผมก็จะหยุดถาม”

‘นโรดม แพน โมนิก้า’ ชี้หน้าด่าทหารไทย โดนข้อหาหนัก แจ้งเอาผิด ม.116 ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ประสาน กต. เรียกตัวให้ปากคำ

(22 ก.ค. 68) ตำรวจ สภ.พนมดงรักษ์ จ.สุรินทร์ รับแจ้งความดำเนินคดี 'นโรดม แพน โมนิก้า' หลานสาวของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ อดีตกษัตริย์แห่งกัมพูชา ฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานและยุยงปลุกปั่น ตามมาตรา 116 หลังขึ้นไปชี้หน้าด่าทหารไทยที่ประจำการอยู่ที่ปราสาทตาเมือนธม เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา

รายงานเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ทหารและชาวบ้านร่วมกันแจ้งความ พร้อมระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจอย่างมากต่อชาวไทย และคลิปเหตุการณ์ก็ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ จนกลายเป็นประเด็นร้อน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรายงานผู้บังคับการจังหวัดสุรินทร์ เพื่อแต่งตั้งชุดสอบสวนคดีนี้โดยเฉพาะ

เบื้องต้นมีการตั้งทีมสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งพยานบุคคล พยานแวดล้อม และคลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ในโซเชียล เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม

พร้อมกันนี้ ตำรวจเตรียมทำหนังสือเรียกตัว 'แพน โมนิก้า' มาให้ปากคำ โดยประสานผ่านกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อดำเนินการในขั้นตอนถัดไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ

'พีระพันธุ์' หารือ เอกอัครราชทูตเม็กซิโก หนุนความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดของ 2 ประเทศ

(22 ก.ค.68) เวลา 13.30 น. ณ ห้องรับรอง 1 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นางอิลเซ ลิเลียน เฟร์เรร์ ซิลบา (H.E. Mrs. Ilse Lilián Ferrer Silva) เอกอัครราชทูตสหรัฐเม็กซิโกประจำประเทศไทย เข้าพบหารือนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคีระหว่างไทย-เม็กซิโก โดยเฉพาะในมิติด้านพลังงานทดแทนที่มีศักยภาพ

รองนายกรัฐมนตรีกล่าวยินดีที่ได้พบเอกอัครราชทูตเม็กซิโกฯ และชื่นชมบทบาทที่เข้มแข็งในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนับตั้งแต่เข้ารับหน้าที่ โดยเม็กซิโกและไทยต่างมีความสัมพันธ์ที่ราบรื่นและใกล้ชิด รวมถึงมีความคล้ายคลึงกันโดยต่างเป็นประเทศที่มีรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ มีความชื่นชอบอาหารรสเผ็ดร้อน โดยอาหารเม็กซิโกได้รับความนิยมในประเทศไทยมากขึ้นในช่วงหลายปีนี้ สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ และโอกาสความร่วมมือด้านต่าง ๆ ที่สามารถเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ด้านเอกอัครราชทูตเม็กซิโกฯ แสดงความยินดีที่ได้พบหารือกับรองนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ซึ่งเป็นโอกาสอันดีในการผลักดันความร่วมมือระหว่างสองประเทศในหลากหลายด้าน ทั้งการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ การแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านการจัดการภัยพิบัติจากแผ่นดินไหว วิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงการร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งเม็กซิโกถือเป็นหนึ่งในผู้นำด้านพลังงานทดแทนระดับโลก โดยแสดงความหวังว่าทั้งสองประเทศจะสามารถยกระดับความร่วมมือด้านพลังงานทดแทนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในโอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับเม็กซิโกในปีนี้

ในด้านพลังงาน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะสนับสนุนการประสานความร่วมมือระหว่างกระทรวงพลังงานของทั้งสองประเทศ โดยเน้นไปที่พลังงานสะอาดเป็นหลัก ซึ่งเอกอัครราชทูตเม็กซิโกฯ ได้นำเสนอ 'โครงการพลังงานสะอาดโซโนรา' (Sonora Plan) ซึ่งเป็นแผนพัฒนาพื้นที่ทางตอนเหนือของเม็กซิโก โดยใช้ประโยชน์จากจุดยุทธศาสตร์ที่ใกล้กับชายแดนสหรัฐฯ เพื่อส่งเสริมพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ อุตสาหกรรมลิเธียม และการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเม็กซิโกเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลก ด้านรองนายกรัฐมนตรีแสดงความชื่นชมต่อแนวทางนโยบายของเม็กซิโกในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และเชื่อมั่นว่าทั้งสองประเทศสามารถแลกเปลี่ยนความร่วมมือในด้านดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในอนาคต

ในช่วงท้ายของการหารือ ทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องกันว่า แม้ไทยและเม็กซิโกจะตั้งอยู่ห่างไกลทางภูมิศาสตร์ แต่ด้วยพื้นฐานความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและความคล้ายคลึงกันทางวัฒนธรรม จะเอื้อให้เกิดการเปิดประตูสู่โอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ ระหว่างกันในหลากหลายมิติอย่างเป็นรูปธรรม โดยรองนายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณเอกอัครราชทูตเม็กซิโกฯ และคณะ สำหรับการเยือนและหารือในครั้งนี้ พร้อมแสดงความพร้อมในการประสานความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเม็กซิโกให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นในทุกด้าน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top