Thursday, 11 June 2026
Hard News Team

Nvidia หวังขายชิปรุ่นแรงกว่า H20 ให้จีน หลังสหรัฐฯ ไฟเขียวกลับมาขายได้อีกครั้ง

(18 ก.ค. 68) เจนเซ่น หวง (Jensen Huang) ซีอีโอของ Nvidia บริษัทผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของสหรัฐฯ เปิดเผยระหว่างแถลงข่าวที่กรุงปักกิ่งว่า บริษัทมีแผนจะขายชิปประมวลผลที่ล้ำหน้ากว่า H20 ให้กับจีนในอนาคต โดยหวังเพิ่มยอดขายในตลาดใหญ่อันดับสองของโลก หลังจากสหรัฐฯ เคยสั่งห้ามส่งออกชิปรุ่นใหม่ๆ ไปยังจีนเพราะเหตุผลด้านความมั่นคง

ก่อนหน้านี้ Nvidia พัฒนาชิป H20 ขึ้นมาเป็นรุ่นพิเศษสำหรับจีน ซึ่งมีสมรรถนะต่ำกว่ารุ่นปกติเพื่อให้ผ่านเกณฑ์ควบคุมการส่งออกของรัฐบาลสหรัฐฯ แต่ล่าสุดบริษัทได้รับอนุญาตให้กลับมาขาย H20 ได้แล้ว และซีอีโอหวงย้ำว่า เขาหวังจะได้ขายชิปรุ่นใหม่ที่แรงกว่า H20 หากกฎหมายในอนาคตเอื้อให้ทำได้

“เทคโนโลยีมันไม่หยุดอยู่กับที่” เจนเซ่น หวง กล่าว “วันนี้ Hopper ยังดีอยู่ แต่ในอนาคตเราจะมีของที่ดีกว่านี้อีก และผมคิดว่าถ้าเราขายได้ เราก็ควรขายให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลา” โดย Hopper คือสถาปัตยกรรมชิปที่ใช้กับรุ่น H20

Nvidia เคยขาดทุนถึง 4.5 พันล้านดอลลาร์ จากการที่ H20 ขายไม่ออกในช่วงที่โดนแบน และประเมินว่ายอดขายในไตรมาสก่อนจะสูงขึ้นอีก 2.5 พันล้านดอลลาร์ ถ้าไม่มีข้อจำกัดเรื่องการส่งออก หวงยังมองว่าตลาด AI ของจีนอาจมีมูลค่าสูงถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์ใน 2-3 ปี และเตือนว่าบริษัทอเมริกันอาจ “เสียโอกาสครั้งใหญ่” หากไม่ได้เข้าไปแข่งขันในตลาดนี้

แม้ว่า Nvidia วางแผนออกชิปรุ่นใหม่เพิ่มเติม แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะอนุญาตให้ขายให้จีนหรือไม่ อย่างไรก็ตาม โฮเวิร์ด ลัทนิก (Howard Lutnick) รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ แสดงท่าทีว่าจะยังอนุญาตให้ขายบางส่วนต่อไป เพื่อให้บริษัทจีนยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีของอเมริกา โดยระบุว่า “จีนสร้างเองได้อยู่แล้ว แต่เราต้องนำหน้าเขาหนึ่งก้าว เพื่อให้เขายังต้องซื้อของจากเรา”

‘เอกนัฏ’ มอบนโยบาย กนอ. เร่งล้างบาง 'นิคมศูนย์เหรียญ' ตั้งเป้าเพิ่มอุตสาหกรรมดีแทนที่ อนุมัติให้ง่าย แต่ทำให้ถูก

'เอกนัฏ' มอบนโยบายเข้มให้ กนอ.ชี้ชัดความจำเป็นเร่งด่วนปราบปราม 'อุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ' หรือ 'โรงงานสีเทา' บ่อนทำลายเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม กำชับ กนอ.ในฐานะฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่ยุคใหม่ที่โปร่งใสและยั่งยืน!

(18 ก.ค.68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้มอบนโยบายแก่คณะกรรมการ กนอ.และผู้บริหารระดับสูงของ กนอ. เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยประกาศเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการทำงานที่เหมือนเป็นการทำงานวันสุดท้าย เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมย้ำว่า ภาคอุตสาหกรรมคือความหวังของประเทศ โดยเฉพาะการลงทุน (Investment) ที่จะดึงดูดกลุ่มลูกค้าให้เข้ามาลงทุน สร้างงาน และส่งออกสินค้าสู่ตลาดโลก ซึ่งเปรียบเสมือนการ 'จ้างช่างซ่อมที่ชื่อ เอกนัฏ พร้อมพันธ์' มาฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันภาคอุตสาหกรรมไทย ยังต้องเผชิญความท้าทายจากการแข่งขัน โดยเฉพาะมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่กำหนดขอบเขตภาษีสูงถึง 36% ในบางสินค้า รวมถึงปัญหาห่วงโซ่อุปทาน(Supply Chain) ที่ซับซ้อน เช่น กรณีปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่อาจเพิ่มต้นทุนการขนส่งจากการปรับเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอื่น  

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยังได้สั่งการให้ กนอ. ดำเนินการเร่งด่วน คือ 1.ปราบปราม 'อุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ' หรือ 'โรงงานเถื่อน' อย่างเข้มงวด โดยใช้ พ.ร.บ.โรงงานฯ มาตรา 39 วรรค 1 เพื่อจัดการกับโรงงานที่เข้ามากอบโกยผลประโยชน์แต่ไม่สร้างมูลค่า ลดคุณภาพสินค้า ปล่อยมลภาวะ และทิ้งกากขยะอุตสาหกรรม 2. ป้องกันคุณภาพสินค้าและสิ่งแวดล้อม โดยเน้นย้ำมาตรฐานอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะปัญหากากอุตสาหกรรม ที่ขณะนี้ พ.ร.บ.กากอุตสาหกรรมฯกำลังอยู่ในระหว่างการผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็น พ.ร.บ.กากอุตสาหกรรมฉบับแรกของไทย 

3. อุดช่องว่างทางกฎหมาย ตรวจสอบความผิดพลาดการออกใบอนุญาตและการประกอบกิจการโรงงาน รวมถึงปัญหาช่องว่างการออกใบอนุญาตแรงงานต่างด้าว เพื่อป้องกันการผลิตโดยไม่แจ้งประกอบกิจการ รวมทั้งลดช่องว่างระหว่าง กนอ.และกรมโรงงานอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ BOI จะสนับสนุนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) แต่ GDP ของประเทศกลับไม่ดีขึ้น สะท้อนถึงปัญหาที่ต้องแก้ไขที่ต้นตอ คือ การจัดการกับ 'อุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ' และ 'โรงงานเถื่อน' ขณะเดียวกันมองว่าแม้ กนอ.จะเป็นรัฐวิสาหกิจแต่ไม่ได้ทำหน้าที่แค่หน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) เท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่สำคัญในการป้องกันความเสียหาย และอำนวยความสะดวกในการลงทุน โดยเชื่อว่า “ทุกการเปลี่ยนแปลง ทุกความท้าทาย ในวิกฤติมักมีโอกาสเสมอ”

“หลักการง่าย เร็ว โปร่งใส เพื่อลดขั้นตอนการอนุมัติ ผมยกตัวอย่างสิงคโปร์เป็นต้นแบบ ที่สามารถดำเนินการต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว และไม่มีปัญหา สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมได้อย่างเต็มที่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะดึงดูดให้ผู้พัฒนานิคมฯ สามารถลงทุนได้เร็วขึ้น การ “เปิดดำเนินการให้เร็ว ปิดให้เร็ว” คือหัวใจสำคัญ หมายถึงเมื่อเปิดดำเนินการรวดเร็ว แต่หากพบการทำผิดกฎหมาย ก็ต้องสามารถปิดกิจการได้โดยเร็วเช่นกัน” นายเอกนัฏ กล่าว 

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ขอให้ทุกหน่วยงานร่วมมือกันแก้ไขปัญหาผังเมือง และให้ กนอ. สื่อสารความต้องการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมถึงรูปแบบแรงจูงใจ (Intensive) ที่ดึงดูดโรงงานเข้าสู่นิคมอุตสาหกรรมให้มากขึ้น เพื่อกำจัดโรงงานศูนย์เหรียญและคืนมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ และยังฝากให้ กนอ. คำนึงถึงประโยชน์ของ SMEs โดยการเปิดพื้นที่ในนิคมฯ ให้กับ SMEs มากขึ้น

นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเสริมว่า ทั้งกระทรวงฯ และ กนอ. ต้องทำงานเป็นหนึ่งเดียว และต้องเปิดรับการเปลี่ยนแปลง เราจะทำงานแบบเดิมไม่ได้แล้ว

ด้านนายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการ กนอ. กล่าวว่า กนอ.พร้อมรับลูกนโยบายเต็มที่ โดยประกาศกร้าวว่า ต่อไปในนิคมฯ จะต้องไม่มีโรงงานศูนย์เหรียญ ไม่มีการดำเนินงานที่ผิดกฎหมาย และนิคมฯ จะต้องเป็นแหล่งรวมของอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่ปราศจากตราบาป

ขณะที่นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ กนอ. กล่าวว่า กนอ. จะดำเนินมาตรการควบคู่ไปกับกระทรวงอุตสาหกรรม และขอรับมอบทุกนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โดยจะเร่งสานต่อเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการและผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม

กมธ.ทหารฯ ลงพื้นที่ติดตามและดูงานรับฟังปัญหาการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงชายแดนทิศตะวันตก ณ จังหวัดกาญจนบุรี

เมื่อวานนี้ (17 ก.ค.68) เวลา 10.00 - 12.30 นาฬิกา คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ลงพื้นที่ติดตามและศึกษาดูงาน ณ กองบัญชาการกองกำลังสุรสีห์ จังหวัดกาญจนบุรี

โดยมีพลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการทหารฯนายสมบูรณ์ หนูนวลรองประธานคนที่หนึ่ง ร.ต.อ.ฉลอง ทองนะ รองฯ คนที่สอง ว่าที่พ.ต.กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์รองฯ คนที่สาม นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล เลขานุการและโฆษกคณะกรรมาธิการ นางสาวนวลนิจ หงษ์วิวัฒน์ รองเลขานุการคณะกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ และที่ปรึกษา นักวิชาการ เลขานุการประจำได้ร่วมประชุมหารือร่วมกับส่วนราชการฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน ณ ห้องประชุม 1 บก.พล.ร. 9  ตำบล ลาดหญ้า อำเภอเมืองกาญจนบุรี

โดยมี (1) นายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะรองผอ.รมน.จว. (2) พล.ต.อัษฎาวุธ ปันยารชุน ผู้บัญชาการกองกำลังสุรสีห์ (3) พลตรี ชนมากรณ์ ภิบาลชนม์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 17 หรือหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคตะวันตก (นบ.ยส.17) และส่วนราชการในพื้นที่เข้าร่วมสรุปผลการดำเนินงาน

ในการนี้ คณะกรรมมาธิการได้รับทราบผลการดำเนินงานของกองกำลังสุรสีห์ในการติดตามสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนของกำลังพลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งความพร้อมของอาวุธยุทโธปกรณ์ที่จำเป็นในการใช้เป็นเครื่องมือที่ทันสมัยโดยเฉพาะการใช้เครื่องเอ็กซเรย์ กล้องวงจรปิดอากาศยานไร้คนขับเพื่อสกัดกั้น ปราบปรามหรือป้องกันการกระทำผิดกฎหมายตลอดแนวชายแดนในความรับผิดชอบของกองกำลังสุรสีห์ประมาณจำนวน 860 กิโลเมตรตั้งแต่จังหวัดตากถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ของกลุ่มขบวนการที่กระทำผิดกฎหมายต่าง ๆ หรือก่อเหตุอื่นอันกระทบต่อความมั่นคงด้วย

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการได้สอบถามถึงพื้นที่ติดเขตดูแลของกลุ่มรัฐกระเหรี่ยงที่ทางรัฐบาลของประเทศเมียนมาร์อาจควบคุมไม่ได้และได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนและกวดขันอย่างเต็มที่ อีกทั้ง กำลังพลมิควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมายต่าง ๆ รวมถึงคณะกรรมาธิการพร้อมสนับสนุนกองกำลังสุรสีห์เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อภารกิจป้องกันประเทศและความมั่งคงของชาติโดยรวมอย่างดีที่สุด

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการได้มอบสิ่งของบริโภคให้กับกำลังพลของกองกำลังสุรสีห์เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติ ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และประชาชนสืบไป

คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูลข้อเท็จจริงที่ได้รับมาประกอบการพิจารณาตามบทบาทหน้าที่และอำนาจที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติไว้
ต่อไป

‘ทักษิณ’ ซัด ‘ฮุนเซน’ คนไร้จริยธรรม แต่เรากลับไปเข้าข้าง พรรคที่เพิ่งหลุดจากรัฐบาลหาว่า ‘อิ๊งค์’ ขายชาติ ถามกลับเป็นคนไทยหรือเขมร

เมื่อวันที่ (17 ก.ค.68) ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมปาฐกถาพิเศษ ในงานเสวนาปลดล็อกอนาคตประเทศไทยสู้วิกฤตโลก(Unlocking Thailand’s Future) โดยมีคนการเมือง และภาคธุรกิจแห่ร่วมงานจำนวนมาก

โดยนายทักษิณ ได้ขึ้นเวทีปาฐกถา เมื่อเวลาประมาณ 19.30 น.โดยกล่าวว่า ตนพูดมาหลายรอบมีเรื่องใหม่บ้าง เก่าบ้าง และเรื่องเคยพูดสมัยเมื่อเป็นนายกฯ 20 ปีที่แล้ว วันนี้มันไม่ค่อยไปไหน หลายเรื่องมีถอยไปด้วยซ้ำ ตนก็งงว่าจากประเทศไปหลายปี กลับมาเจอหลายเรื่องแย่กว่าเดิม แต่ละเรื่องก็ก้าวหน้ามาก โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวข้องกับภาคเอกชน หรือส่วนราชการ ที่มีคนเก่ง ๆ ประเทศไทยวันนี้เราต้องการความเชื่อมั่น ในหมู่คนไทยด้วยกัน

วันนี้บางทีคนไทยก็ไม่เชื่อมั่นในตัวเอง และไม่พยายามที่จะรวมพลังกัน ให้มีความเป็นหนึ่งเพื่อจะแก้ไขปัญหาด้วยกัน

“เรื่องที่เกิดขึ้นกับกัมพูชา ตนก็แปลกใจ ผู้นำเขมร ไอ้มันไร้จริยธรรมจะตาย แต่เรากลับไปเข้าข้างมัน ผมงงว่าทำไมวันนี้คนไทยไม่รักกัน ทั้ง ๆ ที่เป็นสิ่งที่ไม่น่าเกิด ไม่มีผู้นำที่ไหนในโลกเขาทำกัน แต่ว่าเรากลับอื้ม.. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคเพิ่งหลุดออกไปจากรัฐบาลนี้ ก็กลับมามองว่าเป็นการขายชาติ เลยไม่รู้ว่าตกลงเค้าเป็นเขมรหรือเป็นไทย ไม่แน่ใจ” นายทักษิณ กล่าว

นายทักษิณกล่าวต่อว่า วันนี้สิ่งที่เราสะดุดปัญหาของประเทศ อย่างแรกคือปัญหาการเมือง การเมืองในสมัยรัฐธรรมนูญปี40 เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน วันนั้นพรรคไทยรักไทยเข้ามา เลือกตั้งครั้งแรก เป็นครั้งแรกที่ขายนโยบาย แล้วชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย แต่ตอนหลังความแข็งแรงของพรรคไทยรักไทย ในช่วงรัฐธรรมนูญปี40 เมื่อมีการปฏิวัติก็เลยถอยกลับ วันนี้การตั้งรัฐบาลผสมและหลายพรรค ก็นึกถึง 51 ปีที่แล้ว ตอนช่วยราชการอยู่กับ นายปรีดา พัฒนถาบุตร อดีตรัฐมนตรีหลายสมัย โดยมีหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี เหมือนกันเลยการเมืองไม่มีเสรีภาพ ล้มกันไปล้มกันมา ผลสุดท้ายบ้านเมืองไม่ไปไหน แต่ตนอยากขอร้องทุกคนว่า การเมืองเปลี่ยนเเปลงได้ แต่บ้านเมืองต้องถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นั่นคือข้าราชการต้องทำงานต่อไป ภาคเอกชนก็ต้องทำงานต่อไป และรัฐบาลก็มีหน้าที่สนับสนุน ให้ภาคเอกชนแข็งแรง

นายทักษิณกล่าวว่า อีกเรื่องที่เราสะดุด คือเรื่องภาษีทรัมป์ ที่เรากำลังเจรจาอยู่ ทีมไทยแลนด์กำลังเจรจาอยู่ โดยได้ยื่นข้อเสนอใหม่ๆ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็นั่งกำกับ ไม่ให้เราเสียเปรียบ ไม่ให้เราถูกเบียดเบียน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสินค้าเกษตร อย่างที่ตนเคยบอกว่ามี3 ก้อน ก้อนหนึ่งคือเราเอาของเข้ามาจากจีน แล้วประกอบและส่งไป เป็นผลิตในประเทศไทย อีกสองคือส่งไปในอเมริกา โดยเทคโนโลยีและบริษัทอเมริกัน มาตั้งในประเทศไทย สองตัวนี้จะไม่กระทบอะไรกับเรามาก แต่ที่กระทบมากคือตัวที่เกี่ยวข้อง กับสินค้าที่เราส่งไป เช่นสินค้าเกษตร สินค้า SMEs หรือพวกอัญมณี ซึ่งเรากำลังแก้ไข และให้แนวทางกันว่า ถ้าเราจะนำเข้าสินค้าจากอเมริกา แล้วมาแข่งขัน กับสินค้าที่เรานำเข้าจากประเทศอื่น ก็เป็นเรื่องที่ดี เรายอมรับให้เข้ามาแข่งกันเอง เช่นเนื้อ ที่จะมีการแข่งขันกับออสเตรเลีย หรือมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ ก็ไม่เป็นอะไร หลายอย่างที่เราเปิดได้เราก็เปิด สิ่งที่เราเปิดวันนี้เราก็คุยกัน น่าจะเป็นข้อเสนอ ที่นำไปสู่การตกลงใจกันได้ แต่ให้จำไว้ว่า คำว่าดีลไม่มีจบ ถ้ายังไม่พอใจก็ดีลกันต่อ นี่เป็นลักษณะการเจรจาธุรกิจ คำว่าประเทศ เขาใช้คำว่า Economic ก็คล้าย ๆ ธุรกิจ ที่ต้องเจรจากันต่อเนื่องตลอดไป เพราะฉะนั้นเราหยุดตรงนี้ไม่ได้

นายทักษิณ กล่าวว่า สิ่งที่เป็นปัญหาของประเทศเราอีกอัน จากการวิเคราะห์ทั่วโลก GDP ของประเทศไทย โตน้อยเกินศักยภาพ ไประหว่าง 22-75 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เราอยู่อันดับที่ 24 ของโลก GDP ที่โตช้า มาจากหลายสาเหตุ ซึ่งการบริหารจัดการที่ผิดพลาดเป็นเรื่องใหญ่ คือเราบริหารโดยไม่บริหารมานาน ไม่มีกลยุทธ์ ว่าจะแข่งขันกับเขาอย่างไร ทำให้เราช้า อีกเรื่องคือธนาคารแห่งประเทศไทย พยายามจะรักษาสถานะ ของธนาคารพาณิชย์ เพราะกลัวธนาคารพาณิชย์จะพลาด เหมือนยุคต้มยำกุ้ง ทำให้ดึงฐานเงินออกจากระบบ เป็นจำนวนมาก จนทำให้ธนาคารพาณิชย์มีความเสี่ยงน้อย ธุรกิจก็เหนื่อย ไม่รู้จะไปหาแหล่งทุนที่ไหน ประกอบกับการที่เราไม่ป้องกันตัวเอง พอจีนส่งสินค้าเข้ามา มีคอร์รัปชันตามชายแดน ศุลกากรต่างๆ ก็ทำให้SMEsของเราตาย ซึ่งเราสู้เขาไม่ได้ ในเชิงของ Economies of Scale อยู่แล้ว และเทคโนโลยีเราก็ไม่ค่อยทันสมัย มาเจอสินค้าที่เข้ามาทุ่มตลาด ราคาถูกโดยไม่ผ่าน มอก. และไม่มีอย. พอตนต่อว่าไป เขาบอกว่าอย.ขอยากมาก นี่เป็นสิ่งที่เราต้องไปแก้กติกาของเรา นี่เป็น3ข้อที่ทำให้เศรษฐกิจไทย ชะงักเงินในช่วงนี้

นายทักษิณ กล่าวว่า ตนพยายามอย่างยิ่ง ที่จะจัดตั้ง AMC ( Asset Management Company) หรือ บริษัทจัดการสินทรัพย์ ของภาคประชาชน เพราะหนี้ครัวเรือนสูงเหลือเกิน แต่คลังยังไม่รับลูกเท่าไหร่ แต่ตนเชื่อว่าเที่ยวนี้มันจำเป็น วันนี้นี่ครัวเรือนสูง อาจจะต่อเนื่องมาตั้งแต่โควิด-19 และคนไทยก็ไปเสียเงิน จากการเล่นหวยเล่นพนันออนไลน์ ซึ่งวันนี้หนี้สินอยู่ที่ 92% ของGDP วันนี้ถ้าเราซื้อหนี้ภาคประชาชน ออกมาจัดตั้งAMC ซึ่งเป็นคนละสายพันธุ์ กับ AMC ที่มีอยู่ แต่สามารถทำในสาขาแยกออกมาได้ ถ้าใช้พันธุ์เดียวกันจะมีปัญหา ใช้กฎหมายเดียวกันได้ แต่ต้องแยกมนุษย์คนละพันธ์ุมาบริหาร เพราะเป็นลูกค้าคนละกลุ่ม พร้อมย้ำว่า AMC จำเป็นอย่างยิ่ง ต้องเอาจริงจัง ถ้าไม่ทำคนไทยหายใจไม่ได้ กำลังซื้อจะไม่กลับมา และไม่มีทางที่จะดิ้นรนทำมาหากิน ในเรื่องใหม่ ๆ ได้

นายทักษิณกล่าวอีกว่า การลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ อย่างเรื่องไฟฟ้า วันนี้ตนอยากจะพูดยาวหน่อย วันนี้ถ้าเราใช้รถไฟฟ้า แต่ถ้าเป็นของจีนทั้งหมด เราเจ๊งก่อน แล้วจะทำอย่างไร ถึงจะสร้างอุตสาหกรรม ที่มีอีโคซิสเต็มส์ (Ecosystem) ของเรา ที่แข็งแรงแล้ว โดยใช้โรงงานผลิตในประเทศไทย ใช้อุตสาหกรรมต่อเนื่องทางรถยนต์ ที่เรามีระบบที่ดีอยู่แล้วให้ได้ แล้วส่งเสริมไฟฟ้าอย่างจริงจัง มันเป็นเรื่องที่ควรต้องทำ เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้ภาคประชาชน

นายทักษิณ กล่าวว่า สำหรับเรื่อง 20 บาทตลอดสาย สิ่งที่เราคิดวันนี้ต้องลดค่าจราจร ซึ่งตนเป็นคนเสนอสร้างรถไฟฟ้า 10 สาย ซึ่งปรากฏว่าคนยังใช้ไม่มาก เพราะไม่มีฟีดเดอร์ และวันนี้หากลดค่าบริการลงเหลือ 20 บาทตลอดสาย ทำให้ประชาชนสามารถใช้บริการได้ และนำรถเมล์เปลี่ยนเป็นฟีดเดอร์ เราจึงจะประสบความสำเร็จที่สุด เพื่อให้ประชาชนใช้ระบบสาธารณะ และรถราต่าง ๆ จะลดน้อยลง ขณะเดียวกันถนนใหญ่ ๆ ต้องทำถนนชาร์จไฟแบบไร้สาย ซึ่งต่างประเทศเขาทำกัน เพื่อนำเงินส่วนนี้มาเป็นเงินอุดหนุนให้กับคนทั่วไปที่ใช้รถสาธารณะ ซึ่งจะเร่งให้เสร็จภายใน 2-3 เดือนนี้

นอกจากนี้ประสิทธิภาพของภาครัฐเป็นปัญหามาก เพราะส่วนราชการใหญ่ขึ้นจำนวนข้าราชการมีมากขึ้น และการบริการแย่ลง เมื่อก่อนตอนที่ตนอยู่เราพยายามให้ข้าราชการให้บริการ รวมถึงช่วงวันเสาร์อาทิตย์ แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว ซึ่งวันนี้ต้องมาแก้ไขระบบราชการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และถ้าจะปรับโครงสร้างระบบราชการทุกกระทรวงไม่ว่าจะเป็นองค์กร ระเบียบกฎหมาย และงบประมาณ ซึ่งอาจจะขอให้มหาวิทยาลัยรับไปดูแลในแต่ละกระทรวงเพื่อทำแผน และนำเสนอให้กับรัฐบาลเพื่อเห็นแนวทางในการปรับปรุงการบริหารของระบบราชการ และต้องพยายามประหยัดค่าใช้จ่ายภาครัฐลง เพราะวันนี้ค่าใช้จ่ายภาครัฐสูงมาก สูงจนไม่มีเงินจะบริหาร จึงต้องดูว่าจะปรับปรุงข้าราชการอย่างไร

นายทักษิณ กล่าวว่า เช่นที่ดูไบไม่มีภาษี แต่เขามีคำว่า Fee คือการเก็บค่าธรรมเนียมบริการใช้บริการของภาครัฐ และนำสิ่งเหล่านี้มาเป็นสวัสดิการของข้าราชการ ซึ่งจะทำให้การบริการดีขึ้น และไม่มีใต้โต๊ะ และคำนวณได้ว่าค่าใช้จ่ายจะเป็นเท่าไหร่ ในการเดินงานแต่ละเรื่อง ทั้งอย่างรวดเร็วทันใจ และเป็นระบบดิจิทัลหมด ดังนั้นวันนี้ต้องแก้ไขระบบราชการให้ทันสมัย และประหยัด รวมถึงพยายามเก็บเป็น Fee มากกว่าใต้โต๊ะ เช่น ที่ข้างบ้านเล็กๆ 60 ตารางวา ขอรังวัดที่ดินมีค่าธรรมเนียมถูกต้องตามกฎหมาย และมีค่าวัดขั้นตอนเพื่อให้รวดเร็วขึ้น ซึ่งแพงกว่าค่าธรรมเนียม เราก็ต้องจ่ายไม่เช่นนั้นก็ไม่ได้รังวัดสักที นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย ดังนั้นสู้เก็บบนโต๊ะ และเก็บมากหน่อยเพื่อนำไปแบ่งกับข้าราชการ เป็นค่า Fee จะดีจะดีกว่าหรือไม่ซึ่งตนมองว่าเป็นสิ่งที่ต้องรีบ ส่วนงบประมาณของรัฐต้องประหยัด เช่น วันนี้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขนั่งอยู่สำหรับเรื่อง 30 บาทรักษาทุกที่ ซึ่งมีการกลบงบประมาณเพิ่มขึ้นทุกปี แต่กลับไม่ได้ไปรีวิวว่าเทคโนโลยีเปลี่ยนไป การบริการค่าใช้จ่ายผิดไปแล้ว ต้องเริ่มที่การจัดทำงบประมาณโดยความจำเป็น (Zero Based) ได้หรือไม่ ซึ่งต้องคำนวณว่าเป็นเท่าไหร่ต่อหัว อาจจะทำให้เราประหยัดได้มาก ไม่ใช่กลบไปเรื่อย ๆ ไม่เช่นนั้นสวัสดิการบ้านเราจะรับไม่ไหว

นายทักษิณ ยังกล่าวถึงเรื่องงบประมาณทหาร ซึ่งสูงขึ้นมากระหว่างที่ตนไม่อยู่ น่าจะถึงเวลาที่ต้องหาทางลดและปรับ เพราะต่อไปจะเป็นสงครามไซเบอร์ ต้องปรับเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ ไม่เช่นนั้นเราจะล้าหลังและล้าสมัย รวมถึงสิ้นเปลือง ซึ่งหลายอย่างเราเก็บซากไว้เพื่อเบิกค่าน้ำมัน เราต้องแก้ไขในจุดนี้ ดังนั้นระบบสวัสดิการของข้าราชการจึงจำเป็นอย่างยิ่ง ถ้าใช้มหาวิทยาลัยเข้าไปดูแต่ละกระทรวงว่าจะปรับอะไรได้บ้าง ดีกว่าเอานักการเมืองเข้าไปดู เขาจะหาว่านักการเมืองไปกลั่นแกล้ง พร้อมย้ำว่า ต้องลดค่าใช้จ่ายภาคประชาชน และภาครัฐ

นายทักษิณ กล่าวต่อว่า วันนี้สิ่งที่ทำให้สะดุดปัญหาของประเทศที่ทำให้ประเทศนั้นชะงักอยู่ อันแรกคือปัญหาการเมือง ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ที่ตอนนั้นพรรคไทยรักไทยเข้ามาจากการเลือกตั้งครั้งแรก โดยเป็นการขายนโยบาย และชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย แต่ตอนหลังความเข้มแข็งของพรรคไทยรักไทย หลังมีการปฏิวัติกลับถดถอย วันนี้การตั้งรัฐบาลผสมหลายๆ พรรค ต้องนึกถึงเมื่อ 51 ปีที่แล้วที่ตนไปช่วยราชการนายปรีดา พัฒนถาบุตร อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เหมือนกันเลยที่การเมืองไม่มีเสถียรภาพล้มกันไปล้มกันมา ผลสุดท้ายบ้านเมืองไม่ไปไหน ตนก็อยากจะขอร้องทุกคนว่าการเมืองเปลี่ยนแปลงได้ แต่บ้านเมืองต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่องต่อไป ไม่ว่าการเมืองจะเป็นอย่างไร ข้าราชการ นักธุรกิจก็ทำงานต่อไป ใครเป็นรัฐบาลก็มีหน้าที่มาเสริมทำให้ภาคเอกชนแข็งแรง

นายทักษิณ ยังกล่าวถึงปัญหานักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงว่า เกิดจากข่าวดาราจีนที่มาไทยแล้วถูกหลอกไปทำงานคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก ทำให้นักท่องเที่ยวกลัวเรื่องความไม่ปลอดภัย วันก่อนมีคนทิ้งระเบิดควันไปที่ข้างบ้านของเพื่อนบ้านตอนตี 3 ตี 4 ตำรวจก็ตามจนไปเจอจากรูปในเซเว่นฯ แถววงเวียนใหญ่แล้วตามจับได้หมด ดังนั้นหากมีการทำเมืองเป็นสมาร์ทซิตี้ ติดกล้องวงจรปิด จะมีความปลอดภัยสูง สามารถเรียกความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวได้

นายทักษิณ กล่าวอีกว่า ตนไปประเทศจีนรอบหน้าจะให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์จีนด้วยตัวเอง ใครมาเมืองไทยโดนฆ่าโดนปล้นขอรับผิดชอบเองและตนจะจ่ายเงินให้เอง เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวจีนมาประเทศไทยให้ได้

นายทักษิณกล่าวอีกว่าตนเองเป็นคนชอบเสี่ยงทั้งชีวิต แต่ไม่การเล่นการพนัน ตอนสมัยที่เป็นนายกฯ ตอนนั้นโรคซาร์สกำลังระบาดคนก็พากันใส่หน้ากากอนามัย แต่โรคชนิดนี้ตนรู้ว่ามันไม่ติดต่อกันทางอากาศ จึงบอกกับรัฐมนตรีพากันไปสนามโดยไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัย จนคนเชื่อมั่น หรือตอนไข้หวัดนก ตนเองก็ไปกินไก่โชว์ เพราะรู้ว่าไก่ถ้าทำให้สุกเกิน 80 องศาไม่มีเชื้อโรค ก็ไปทำครัวกลางสนามหลวงและไปโชว์กินไก่แล้วไก่ก็ขายได้ราคาดี ดังนั้นถ้าให้มาเสี่ยงเพื่อบ้านเมืองตนไม่เคยกลัว

ส่วนเรื่องเอนเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ที่มีคนบอกว่าสามารถทำได้โดยไม่ต้องมีกาสิโน ตนก็อยากถามว่าใครจะมาลงทุน ชิโนไทย(ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของตระกูลชาญวีรกูล) มาลงทุนไหม ซึ่งเอนเตอร์เทนคอมเพล็กซ์มีสิทธิ์ที่จะเป็นศูนย์รวมท่องเที่ยวหลายอย่าง เช่น อาจจะมีที่เล่นสกี ไม่ต้องไปเล่นที่ต่างประเทศ ส่วนกาสิโนไม่ใช่ใครจะเดินเข้าไปได้ง่าย หากใครไม่มีรายได้มากมายก็เข้าไม่ได้ ไม่ใช่จะมาบอกว่าทำแล้วจะมามอมเมา มันยังไม่ได้รู้เรื่องเลย แล้วจะมาบอกว่ามอมเมาได้ยังไง สิ่งเหล่านี้ก็ต้องเดินหน้าต่อไป

“พวกที่ว่ามอมเมา ยังไม่รู้อะไรเลย พวกที่รู้น้อยพูดมาก น่ารำคาญ” นายทักษิณ กล่าว

ส่วนเรื่องการเปลี่ยนรัฐบาล นายทักษิณกล่าวว่า การเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนนายก ไม่มีหรอก เราต้องทำงานต่อเนื่อง น.ส.แพทองธาร เป็นนายกฯ ก็แถมตนเข้าไปด้วย

"ผมขอเป็นเสมียนประเทศ รวบรวมทุกอย่างส่งให้นายกฯ ให้รัฐมนตรี ไปดูหน่อยสิ ไปทำต่อทั้งหมดเป็นเรื่องที่ผมอยากเห็น” นายทักษิณกล่าว

ศาลอาญาระหว่างประเทศ ปัดคำร้องถอนหมายจับ ‘เนทันยาฮู’ ผู้นำอิสราเอลยังถูกล่าตัวตามกฎหมาย คดีสงครามกาซา

(18 ก.ค. 68) ผู้พิพากษาศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ปฏิเสธคำร้องของอิสราเอลที่ขอให้ถอนหมายจับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) และอดีตรัฐมนตรีกลาโหม โยอาฟ กัลแลนต์ (Yoav Gallant) จากข้อกล่าวหาอาชญากรรมสงครามในฉนวนกาซา โดยระบุว่าหมายจับจะยังมีผลต่อไปจนกว่าจะมีคำวินิจฉัย

คำตัดสินซึ่งเผยแพร่บนเว็บไซต์ ICC ยังระบุด้วยว่าศาลไม่รับคำขอให้งดการสอบสวนคดีอาชญากรรมในดินแดนปาเลสไตน์ โดยก่อนหน้านี้ ICC ได้ออกหมายจับเนทันยาฮู, กัลแลนต์ และผู้นำฮามาสอีก 1 รายในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว

แม้อิสราเอลจะโต้แย้งว่า ICC ไม่มีเขตอำนาจตามคำตัดสินของศาลอุทธรณ์เมื่อเดือนเมษายน แต่ผู้พิพากษาระบุว่าเหตุผลดังกล่าว “ไม่ถูกต้อง” และยืนยันว่าหมายจับยังมีผลจนกว่าศาลจะพิจารณาเสร็จสิ้น

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ออกมาตรการลงโทษผู้พิพากษา ICC จำนวน 4 รายเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้กรณีศาลออกหมายจับผู้นำอิสราเอล โดยในจำนวนนี้มี 2 รายที่มีส่วนร่วมในการตัดสินปัดคำร้องของอิสราเอลในครั้งนี้ด้วย

18 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สมเด็จย่าของปวงชนชาวไทย เสด็จสวรรคต

วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 หรือวันนี้เมื่อ 30 ปีก่อน เป็นอีกหนึ่งวันที่ปวงชนชาวไทยต่างร่ำไห้ด้วยความโศกเศร้า เมื่อทราบข่าว สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ ‘สมเด็จย่า’ เสด็จสวรรคตที่โรงพยาบาลศิริราช

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ ‘สมเด็จย่า’ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2443 ทรงเป็นบุตรคนที่ 3 ใน พระชนกชู และ พระชนนีคำ พระนามเดิมคือ สังวาลย์ ตะละภัฏ ในวัยประมาณ 7-8 ขวบ ครอบครัวได้นำพระองค์ไปฝาก คุณจันทร์ แสงชูโต ซึ่งเป็นพระพี่เลี้ยงในพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ ทรงเข้าเรียนมัธยมที่โรงเรียนสตรีวิทยา จากนั้นเข้าโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์ และหญิงพยาบาลแห่งศิริราช ซึ่งเป็นโรงเรียนพยาบาลแห่งเดียวในประเทศไทยในขณะนั้น

ทรงเป็นนักเรียนที่มีอายุน้อยที่สุดในรุ่นของพระองค์ซึ่งมีจำนวนเพียง 14 คน พระองค์ทรงเรียนได้ดีและทรงศึกษาสำเร็จภายในสามปี และทรงทำงานต่อที่โรงพยาบาลศิริราช ตามข้อผูกพันของการเป็นนักเรียนหลวง

ในปี พ.ศ. 2460 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงได้รับทุนให้ไปเรียนวิชาพยาบาลเพิ่มเติมที่สหรัฐอเมริกา ในระหว่างที่ทรงศึกษาอยู่นั้น ได้ทรงพบกับ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ (พระบรมราชชนก) ซึ่งได้ทรงถูกพระทัย และขอพระราชทานพระราชานุญาตหมั้นกับ นางสาวสังวาลย์

จากนั้นได้ทรงจัดพิธีอภิเษกสมรส ที่วังสระปทุมเมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2463 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อประชาชนไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะด้านการแพทย์ ทรงจัดตั้งหน่วยแพทย์อาสาเดินทางไปรักษาผู้ป่วยในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ ทรงตั้งมูลนิธิขาเทียมออกจัดทำขาเทียมให้ผู้พิการ

นอกจากนี้ ตลอดพระชนม์ชีพ พระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชนชาวไทยอย่างมากมาย อาทิ ทรงให้การอุปถัมภ์ราษฎรชาวไทยภูเขาที่อาศัยในถิ่นทุรกันดาร เพื่อให้มีอาชีพ ตลอดจนมีคุณภาพชีวิตที่ดี จนเป็นที่มาของ ‘มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง’ นอกจากนี้ยังทรงเป็นแบบอย่างของความพอเพียง ทรงสอนพระโอรสและพระธิดา ให้รู้จัก ‘การให้’ มาตั้งแต่เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ โดยพระองค์จะทรงตั้งกระป๋องออมสินเรียกว่า ‘กระป๋องคนจน’ หากทรงนำเงินไปทำกิจกรรมแล้วมีกำไร จะต้องถูก ‘เก็บภาษี’ หยอดใส่กระปุกนี้ 10% และทุกสิ้นเดือนพระองค์จะเรียกประชุมเพื่อตรัสว่า จะนำเงินในกระป๋องไปทำอะไร เช่น มอบให้โรงเรียนตาบอด มอบให้เด็กกำพร้า หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจน

ตัวเลขอาถรรพ์ : ชะตากำหนด หรือคนกำหนดเอง? | THE STATES TIMES Story EP.177

เรื่องของ ‘ตัวเลข’ ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของคน และมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข โดยตีความตัวเลขไปในทั้งเชิงบวกและเชิงลบ 

สำหรับคนไทยมีความเชื่อเรื่องตัวเลขหลายตัว วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว จะมีตัวเลขอะไรบ้าง ไปดูกัน…

กัมพูชาพึ่งพาเชื้อเพลิงจากต่างชาติ 100% ทุ่มกว่า 1.2 พันล้านดอลล์ นำเข้า 'น้ำมัน-ก๊าซ'

(17 ก.ค. 68) กระทรวงพาณิชย์ของกัมพูชารายงานว่าการนำเข้าน้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน และก๊าซที่สามารถเผาไหม้ได้ (combustion gas) ของกัมพูชา ในช่วงครึ่งปีแรก (มกราคม-มิถุนายน) ของปี 2025 ลดลงร้อยละ 13.2

ในรายละเอียด กัมพูชานำเข้าน้ำมันดีเซลเป็นวงเงิน 680 ล้านดอลลาร์ ลดลงร้อยละ 10 ขณะน้ำมันเบนซินอยู่ที่ 395 ล้านดอลลาร์ ลดลงราวร้อยละ 23 ส่วนการนำเข้าก๊าซเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ร้อยละ 2.43 หรือราว 168 ล้านดอลลาร์

แม้ยอดนำเข้าจะลดลงในปีนี้ แต่กัมพูชายังคงพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซทั้งหมด เนื่องจากยังไม่มีการขุดเจาะแหล่งพลังงานในประเทศ โดยกระทรวงเหมืองแร่ฯ คาดว่าความต้องการพลังงานภายในประเทศจะพุ่งแตะ 4.8 ล้านตันในปี 2030

ปัจจุบันกัมพูชาจึงอยู่ในสถานะผู้นำเข้าพลังงานเต็มรูปแบบ และต้องเฝ้าระวังผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกอย่างใกล้ชิด ขณะที่ความพยายามในการพัฒนาแหล่งพลังงานภายในประเทศยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น

‘พีระพันธุ์’ ชี้แจงความคืบหน้าร่างกม. ปฏิรูปพลังงาน ย้ำทุกอย่างเป็นไปตามแผนเร่งลดภาระพี่น้องประชาชน

(17 ก.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ตอบกระทู้ถามสดด้วยวาจาจาก นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 พรรครวมไทยสร้างชาติใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1. ความคืบหน้าของ พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์  2. ความคืบหน้าของกฎหมายปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน และ 3. แผนการบริหารเรื่องพลังงานและนโยบายของกระทรวงพลังงานในการช่วยลดค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน

นายพีระพันธุ์ ชี้แจงถึงความคืบหน้าของร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ของกระทรวงพลังงานว่า กฎหมายฉบับนี้จะส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์เพื่อใช้เอง โดยมีเป้าหมาย ดังนี้  1. ต้องลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน 2. ต้องทำให้ประชาชนติดต่อหน่วยงานของรัฐได้สะดวกยิ่งขึ้น 3. ต้องทำให้เกิดความรวดเร็วในการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานของรัฐ  เพราะที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่มีกฎหมายที่ใช้บังคับชัดเจนเกี่ยวกับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ของประชาชน ทำให้ทุกหน่วยงานที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ต่างก็ออกกฎระเบียบของตนเอง โดยปัจจุบันประชาชนต้องติดต่อขออนุญาตติดตั้งโซลาร์เซลล์ผ่านหน่วยงานภาครัฐถึง 4 แห่ง หลังจากที่ทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้ยกเลิกการขออนุญาตการติดตั้งโซลาร์เซลล์จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนไปแล้วขั้นหนึ่งในปีที่ผ่านมา

นายพีระพันธุ์กล่าวว่า กระทรวงพลังงานได้นำส่งร่างกฎหมายฉบับนี้ไปที่สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเพื่อรอบรรจุเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ตั้งแต่เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 แต่เนื่องจากทางสำนักงานกฤษฎีกาได้ให้ความเห็นว่าควรแก้ไขปรับปรุงจากกฎหมายเดิมที่มีอยู่ ตนจึงได้ชี้แจงเหตุผลยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่เคยมีกฎหมายที่บังคับใช้โดยตรงมาก่อน จึงจำเป็นต้องออกเป็นกฎหมายใหม่  ซึ่งคาดว่าจะสามารถนำเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีภายในเดือนนี้ และเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรต่อไป 

สำหรับความคืบหน้าเกี่ยวกับกฎหมายปรับโครงสร้างราคาน้ำมันนั้น นายพีระพันธุ์กล่าวว่า กระทรวงพลังงานมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันเพียงฉบับเดียวคือ พระราชบัญญัติค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 แต่กฎหมายฉบับนี้ไม่มีการบัญญัติเกี่ยวกับการควบคุมการค้าน้ำมันของผู้ค้าน้ำมัน ทำให้เกิดปัญหาว่าผู้ค้าน้ำมันอยากจะขึ้นราคาก็ขึ้น ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานใช้การขอความร่วมมือ ทั้งที่เราเป็นรัฐบาล แต่ไม่สามารถกำหนดอะไรได้เลย เนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับ จึงเป็นที่มาของการยกร่างกฎหมายที่จะกำกับดูแลผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร จะต้องแจ้งต้นทุนอย่างไร และจะกำหนดราคาขายอย่างไร เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อประชาชนมากที่สุด

“กฎหมายฉบับนี้ยกร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากมีประเด็นเกี่ยวข้องทางเทคนิคเกี่ยวกับการประกอบกิจการค้าน้ำมันที่ซับซ้อน โดยคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนนี้ และจะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป” นายพีระพันธุ์กล่าว 

ในด้านความคืบหน้าเกี่ยวกับแผนการบริหารเรื่องพลังงานและนโยบายของกระทรวงพลังงานเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนนั้น นายพีระพันธุ์ชี้แจงว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งล่าสุด ที่ประชุมได้มีมติแต่งตั้งให้คณะกรรมการจัดทำแผนพัฒนาพลังงานไฟฟ้า หรือ แผน PDP ซึ่งเป็นการกำหนดกรอบการผลิตและการใช้ไฟฟ้าในประเทศไทยขึ้นมาใหม่ โดยให้มีการสำรวจพลังงานทดแทนทุกประเภทว่า ในแต่ละปีมีขีดความสามารถในการผลิตไฟฟ้าเท่าใด และให้เน้นผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเป็นลำดับแรก เพราะที่ผ่านมา การเพิ่มโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ใช้ขยะและเศษวัสดุทางการเกษตรในการผลิตไฟฟ้าไม่สามารถขยายขีดความสามารถเพิ่มเติมได้ เนื่องจากปัจจุบันโรงไฟฟ้าชีวมวลมีครบตามแผน PDP แล้ว

ผู้นำโคลอมเบียประกาศจุดยืนชัด ตัดสัมพันธ์ NATO จวกพันธมิตรตะวันตกมีส่วนสังหารเด็กในกาซา

(17 ก.ค. 68) ประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร (Gustavo Petro) ของโคลอมเบีย ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ประเทศของเขาจะยุติความร่วมมือกับ NATO และห่างจากรัฐบาลยุโรปที่มีส่วนร่วมในการโจมตีทางทหาร โดยกล่าวว่า “เราต้องออกจาก NATO ไม่มีทางเลือกอื่น”

คำประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการปิดการประชุมกลุ่ม The Hague Group ที่กรุงโบโกตา ซึ่งเปโตรชี้ว่า โคลอมเบียไม่ควรเกี่ยวข้องกับพันธมิตรที่ “ทิ้งระเบิดใส่เด็ก” และเสริมว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศควรยึดหลักสันติภาพ ไม่ใช่อาวุธ

โคลอมเบียเคยลงนามข้อตกลงเป็น “พันธมิตรโลก” ของ NATO เมื่อปี 2018 และเป็นประเทศแรกในละตินอเมริกาที่เข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรนี้ แต่ในช่วงหลัง ประธานาธิบดีเปโตรแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อบทบาทของ NATO และรัฐบาลตะวันตก

ที่ผ่านมา เปโตรยังเคยวิจารณ์การกระทำของอิสราเอลในฉนวนกาซา และไม่เห็นด้วยที่กระทรวงกลาโหมโคลอมเบียยังซื้ออาวุธจากอิสราเอล แม้เคยออกคำสั่งให้หยุดแล้วก็ตาม โดยเขายืนยันว่า หากต้องเผชิญแรงกดดันจากภายนอก ก็ยังมีชาติอื่นพร้อมสนับสนุนและซื้อสินค้าจากโคลอมเบีย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top