Saturday, 6 June 2026
Hard News Team

พักหนี้-ดีพร้อม ยกต้นยกดอก อัตโนมัติ 4 เดือน ช่วยลูกหนี้ SME น้ำท่วมภาคใต้ อัดผ่านสินเชื่อ เงินช่วยภัยพิบัติ ดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน

เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 68 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) ขานรับนโยบายเร่งด่วนของ นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ดำเนินมาตรการเร่งด่วน
“การบรรเทา ฟื้นฟู และให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการอุตสาหกรรม” หรือสินเชื่อ “เงินง่าย ฟื้นใต้ ช่วยภัยพิบัติ” เพื่อให้ความช่วยเหลือ และลดภาระด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ในพื้นที่ภาคใต้ผ่านเงินทุนเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย หรือดีพร้อมเปย์ (DIPROM Pay) 

โดยลูกหนี้ชั้นดีรายเดิมจะได้รับการพักชำระหนี้อัตโนมัติทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ไม่เกิน 4 เดือน พร้อมลดภาระค่างวดผ่อนชำระรายเดือนและขยายระยะเวลาชำระหนี้ได้ไม่เกิน 2 ปี ส่วนลูกหนี้รายใหม่สามารถกู้วงเงินได้ รายละไม่เกิน 5 แสนบาท ปลอดดอกเบี้ย 6 เดือนแรก พร้อมพักชำระหนี้อัตโนมัติ 3 เดือน

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า จากสถานการณ์อุทกภัยขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ 9 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 หลายจังหวัดได้รับผลกระทบความเสียหายรุนแรง โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ถูกจัดเป็นพื้นที่ความรุนแรงระดับหนักมาก 

ส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนและความเสียหายแก่ทรัพย์สิน ของประชาชนจำนวนมาก รวมทั้งผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการรายย่อย และวิสาหกิจชุมชน กระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้การนำของ นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชนในพื้นดังกล่าว จึงสั่งการให้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) เร่งให้ความช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชน และในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย

จึงออกมาตรการเร่งด่วนผ่าน “มาตรการบรรเทา ฟื้นฟู และให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการอุตสาหกรรม” กรอบวงเงินล็อตแรก 50 ล้านบาท เพื่อมุ่งช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่เป็นลูกหนี้สินเชื่อของเงินทุนหมุนเวียนฯ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินให้ได้รับการผ่อนผันการชำระหนี้ลดอัตราดอกเบี้ย ให้สิทธิรีไฟแนนซ์ (Refinance) นอกจากนี้ ลูกค้ารายใหม่ยังสามารถยื่นขอสินเชื่อ “เงินง่าย ฟื้นใต้ ช่วยภัยพิบัติ” ภายใต้มาตรการดังกล่าว เพื่อนำไปใช้ปรับปรุง ซ่อมแซม ฟื้นฟูกิจการ และทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย หรือเสริมสภาพคล่อง ในการดำเนินธุรกิจให้มีโอกาสฟื้นตัวในการประกอบอาชีพ หรือธุรกิจต่อไป 

นางสาวณัฏฐิญา กล่าวต่อว่า สำหรับคุณสมบัติของผู้ประกอบการที่ประสงค์ขอรับความช่วยเหลือต้องอยู่ในพื้นที่ที่ประกาศเป็นพื้นที่ประสบอุทกภัยและเป็นลูกหนี้เงินทุนหมุนเวียนฯ ชั้นดี รายเดิม หรือมีประวัติการค้างชำระ ไม่เกิน 1 ปี จะได้รับสิทธิ ดังนี้ (1) พักชำระหนี้อัตโนมัติ ไม่เกิน 4 เดือน และยกดอกเบี้ยระหว่าง 4 เดือนนี้ ให้ลูกหนี้โดยไม่ต้องชำระคืนภายหลัง (2) ลดค่างวดผ่อนชำระรายเดือน ร้อยละ 50 ตามสัญญาเดิม เป็นระยะเวลา 4 เดือน (3) สามารถขอขยายระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ได้ไม่เกิน 2 ปี โดยรวมแล้วต้องไม่เกินระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาเดิม และ (4) สามารถขอรีไฟแนนซ์เงินกู้ (Refinance)

โดยวงเงินกู้ใหม่จะต้องไม่เกินวงเงินกู้เดิม ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบและต้องการเสริมสภาพคล่อง ยังสามารถยื่นขอรับสินเชื่อ “เงินง่าย ฟื้นใต้ ช่วยภัยพิบัติ” โดย ดีพร้อม มีมาตรการพิเศษเพื่อการบรรเทา ฟื้นฟู และให้ความช่วยเหลือฯ ผ่านวงเงินกู้ไม่เกิน 500,000 บาท ต่อราย/กิจการ ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 2 ปี ปลอดดอกเบี้ยเดือนที่ 1 – 6 และเดือนที่ 7 – 24 อัตราดอกเบี้ยพิเศษแบบขั้นบันได ไม่เกินร้อยละ 6 ต่อปี พร้อมสิทธิการพักชำระหนี้อัตโนมัติ ไม่เกิน 3 เดือน

นอกจากมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนในภาวการณ์ฉุกเฉินแล้ว ดีพร้อม
ยังเร่งเตรียมส่งธารน้ำใจไปยังผู้ประสบภัยด้วยถุงยังชีพผ่าน “ศูนย์อุตสาหกรรมรวมใจ ช่วยพี่น้องชาวไทยประสบภัยพิบัติ” โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาคเอกชนและหน่วยงานเครือข่าย รวบรวมสิ่งของเครื่องใช้ เครื่องอุปโภค บริโภค และน้ำดื่ม ส่งมอบให้แก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน นางสาวณัฏฐิญา กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถยื่นคำขอได้ด้วยตนเอง หรือส่งคำขอทางไปรษณีย์มาที่ กลุ่มบริหารเงินทุน สำนักงานเลขานุการกรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ชั้น 4 ถนนพระรามที่ 6 เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ 0 2430 6865 – 66 ต่อ 1051 หรือ DIPROM Center 1-11 ที่ประจำอยู่ในแต่ละเขตพื้นที่รับผิดชอบ
 

บันไดสู่งานดี ทุนเรียนต่อต่างประเทศ ศูนย์สอนภาษาเผยแผนพัฒนา ด้วยการใช้ AI ช่วยฝึกการเรียนรู้

(1 ธ.ค. 68) ที่ศูนย์ Golden Education Sharing Center (GESC) เขตฮไล่งตะยาร์ ในนครย่างกุ้ง ห้องเรียนแน่นไปด้วยนักเรียนที่สลับไปมาระหว่างภาษาพม่าและภาษาจีน หลายคนบอกตรงกันว่าภาษาจีนไม่ใช่วิชาเสริมอีกต่อไป แต่คือ “ทางลัด” ไปสู่งานที่ได้เงินเดือนสูงขึ้น ทุนเรียนต่อ และโอกาสเดินทางไปต่างประเทศในอนาคต

ตอว์ดาร์ ตุน วัย 26 ปี เริ่มจากการมาเรียนภาษาจีนแบบเข้มข้นที่ GESC เป็นเวลา 2 ปี ก่อนสอบได้คะแนนสูงจนได้กลับมาเป็นผู้ช่วยครู เธอบอกว่ามีความสุขที่สุดตอนเรียนภาษา เพราะ “ภาษาเปิดประตูและเติมความมั่นใจเวลาเดินทาง” ขณะที่เด็กหนุ่มวัย 16 ปี อย่าง เทต เว ยาน ลิน เลือกเรียนจีนวันละ 2–3 ชั่วโมง เพราะมองว่าเป็น “การลงทุนเพื่อโอกาสงาน” ส่วนซอว์ หล่าย โม วัย 20 ปี มาเรียนเพื่อช่วยธุรกิจครอบครัวที่นำเข้าสินค้าจากจีน จะได้คุยงานกับคู่ค้าจีนได้เอง

ฝั่งครูชาวจีนอย่าง หยาง หรงชิว เล่าว่า การสอนร้องเพลง นิทาน และกิจกรรมให้ห้องเรียนคึกคัก เพราะโทนเสียงและตัวอักษรจีนคืออุปสรรคใหญ่ของนักเรียนเมียนมา แต่ผลตอบแทนคุ้มค่า หลายคนที่เรียนจบกลับไปทำงานโรงงานได้ค่าแรงเพิ่ม 2–3 เท่า
.
ปัจจุบัน GESC มีนักเรียนราว 10,000 คน จากที่สอนมาแล้วกว่า 100,000 คนตั้งแต่ปี 2006 ขยายสาขาครอบคลุม 6 เขตในย่างกุ้ง มีครูราว 90 คน ใช้เครื่องมือ AI ช่วยการบ้าน–ฝึกเขียน และจับมือกับโรงงานกว่า 500 แห่ง รวมถึงโรงแรมและบริษัทที่ต้องการพนักงานพูดจีนได้

ขณะที่ Bowen Chinese School เน้นกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เตรียมตัวไปเรียนต่อหรือใช้ภาษาในสายวิชาการ ที่แคมปัส Times City แม่วัย 35 ปีอย่างซูซาน เล่าว่าพาลูกสาววัย 8 ขวบมาเรียนจีนเพื่อ “ให้มีทางเลือกในอนาคตมากขึ้น” ลูกของเธอเรียนทั้งพม่า จีน และอังกฤษไปพร้อมกัน 

ด้านครูหนุ่มวัย 19 ปี ไพง์ มิน ข่อง ซึ่งมีเชื้อสายจีน บอกว่าอยากส่งต่อภาษาและวัฒนธรรมให้เด็ก ๆ ผ่านเกม เพลง และการเต้น แม้โทนเสียงและการเขียนตัวอักษรจะยาก แต่ถ้าเรียนได้ก็มีทางไปต่อทั้งสายล่ามหรือเรียนต่อที่จีน ปัจจุบัน Bowen มีนักเรียนราว 1,400 คน ใน 4 สาขา ทั้งย่างกุ้งและเนปิดอว์ มีครูกว่า 100 คนดูแล

นอกห้องเรียน ยังมีผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยที่หันมาเรียนภาษาจีนผ่านคอร์สออนไลน์ เช่น ออง ทู วัย 32 ปี เขามองว่าภาษาจีนกำลังสำคัญไม่แพ้ภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะในเอเชีย สำหรับเขาการรู้ภาษาเพิ่มอีกหนึ่งภาษา ก็เหมือนเปิดหน้าต่างอีกบานให้มองโลกได้กว้างขึ้น” และภาษาจีนก็กำลังกลายเป็นหน้าต่างบานใหม่ของคนเมียนมาหลายหมื่นคนในวันนี้



ที่มา : Xinhua 

 

ชวนเที่ยวงาน ‘พรรณไม้งามอร่ามสวนหลวง ร.9’ ประจำปี 2568 ยกขบวนพืชพรรณให้คนกรุงท่องโลกธรรมชาติ ตั้งแต่ 1-10 ธ.ค. 68

หากจะเปรียบ “สวนหลวง ร.9” ภายใต้การบริหารดูแลของ “มูลนิธิสวนหลวง ร.9” เป็นเหมือนสวนหลังบ้านของคนกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ก็คงไม่เกินจริงนัก เพราะที่นี่เป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่เปิดต้อนรับคนทุกเพศทุกวัยให้เข้ามาใช้เวลาอย่างผ่อนคลายท่ามกลางธรรมชาติ

ไม่ว่าจะเป็นคนรักสุขภาพที่มาเดิน-วิ่งออกกำลังกาย กลุ่มคนที่มาเล่นโยคะ เต้นแอโรบิก ปั่นจักรยานในโซนที่กำหนด ครอบครัวที่มาปูเสื่อปิกนิก อ่านหนังสือ นั่งชมวิวริมน้ำ เด็ก ๆ ที่มาวิ่งเล่นและให้อาหารปลา ไปจนถึงผู้ที่ตั้งใจมาชมสวนดอกไม้ เรือนพฤกษศาสตร์ มาถ่ายรูปพรีเวดดิ้ง หรือร่วมงานเทศกาลและงานเฉลิมฉลองต่าง ๆ

ทุกกิจกรรมที่กล่าวมานี้ทำให้สวนหลวง ร.9 กลายเป็นพื้นที่พักผ่อนและตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมืองในทุกช่วงวัยอย่างแท้จริง

“สวนหลวง ร.9” กลายเป็นสวนสาธารณะที่ถูกพูดถึงเป็นชื่อแรก ๆ และเป็นแลนด์มาร์กสีเขียวที่ไม่ว่าใครก็อยากจะลองไปเยือนสักครั้ง แต่หลายคนก็อาจยังไม่ทราบว่า จุดเริ่มต้นของพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่แห่งนี้ เกิดขึ้นจากการผลักดันของผู้คนที่เห็นความสำคัญของพืชพรรณและธรรมชาติ ที่ต้องการสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (ตามพระอิสริยยศในขณะนั้น) เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เมื่อปี พ.ศ. 2530 บนพื้นที่ประมาณ 500 ไร่ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงเทพมหานคร และที่ดินผืนนี้ กรุงเทพฯ ได้มอบให้มูลนิธิสวนหลวง ร.9 เป็นผู้ดำเนินการและดูแล

พลังความร่วมมือของทุกฝ่าย ทำให้สวนหลวง ร.9 ไม่ได้เป็นเพียงสวนสาธารณะธรรมดา แต่เป็นพื้นที่สีเขียวที่เกิดจากความตั้งใจและการทำงานอย่างเป็นระบบ ซึ่งยังคงมอบความร่มรื่นและคุณค่าทางธรรมชาติให้กับคนเมืองมาจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบัน “สวนหลวง ร.9” เปิดดำเนินการมานานแล้วเกือบ 4 ทศวรรษ ขึ้นชื่อว่าเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่และสวนพฤกษศาสตร์แห่งแรกของประเทศไทย และดำเนินการจัด “งานพรรณไม้งามอร่ามสวนหลวง ร.9” ซึ่งถือเป็นงานใหญ่ประจำปีที่จัดขึ้นในช่วงต้นเดือนธันวาคมของทุกปี

ในปี 2568 นี้ สวนหลวง ร.9 ก็จัดงานพรรณไม้งามอร่ามสวนหลวง ร.9 ภายใต้ชื่องาน “เจ้าฟ้าแห่งพฤกษาพรรณ มิ่งขวัญของปวงประชา 70 พรรษา” ระหว่างวันที่ 1-10 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 05.00-19.00 น. โดยภายในงานครั้งนี้ ได้มีการจัดแสดง “สวนพันธมิตร” ซึ่งเป็นสวนที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และหน่วยงานพันธมิตรให้การสนับสนุน ได้แก่

>>สวนญี่ปุ่น ดินแดนแห่งเทพเจ้า

เป็นสวนสไตล์ญี่ปุ่น ประกอบด้วยเสาโทริอิ ทางเดินข้ามสะพาน ไปสู่ทางเชื่อมจิตวิญญาณ พร้อมโคมไฟไม้ไผ่ เพิ่มความอบอุ่นและส่องประกาย

>>สวนศิลปะแห่งสีสันและอารมณ์

เน้นการผสมผสานงานศิลปะเข้ากับธรรมชาติ รูปดอกม่วงเทพรัตน์ คือ ประติมากรรมดอกไม้ที่จัดวางอย่างจงใจ สวนนี้เป็นการเล่นกับสีสันที่ตัดกันอย่างชัดเจน (สีแดง-ม่วง-ชมพู-เขียว) สร้างความตื่นเต้นและท้าทายสายตาผู้เข้าชม เป็นเหมือนแกลเลอรีกลางแจ้งที่เต็มไปด้วยพลังงาน

>>สวนฟาร์มมิลี่ (Family)

ฟาร์มแสนสุข ที่ทั้งครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน จัดแสดงในรูปแบบสวนที่เป็นทั้งฟาร์มและบ้าน จัดวางในรูปแบบโรงนา และกังหันลม พร้อมองค์ประกอบในฟาร์ม เช่น ฟางก้อน สัตว์เลี้ยง แปลงปลูกผัก ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย และสนุกสนาน

>>สวนอเมซอน หัวใจแห่งป่าฝน

จำลองบรรยากาศและความรู้สึกของการเดินสำรวจป่าฝนอเมซอน ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและความลึกลับ โดยเน้นพืชพรรณเขตร้อน ความอุดมสมบูรณ์ เขียวชอุ่ม และความหลากหลายทางชีวภาพ สัตว์ป่าสีสันสดใส

>>สวนเทศกาลฤดูหนาว

สวนฤดูหนาวออกแบบให้สื่อถึงความอบอุ่นท่ามกลางบรรยากาศเย็นสบาย ใช้โทนสีแดง-เขียว-ทอง สร้างความสดใส และสมดุลกับสีเขียวของไม้พุ่มและต้นสน จัดองค์ประกอบให้มีจุดศูนย์กลางเป็นต้นไม้ตกแต่ง รายล้อมด้วยแปลงดอกไม้และพืชกระถาง เพิ่มความน่าสนใจด้วยรถไฟจำลองและกวางคู่ สร้างภาพลักษณ์สวนที่มีชีวิตชีวา เหมาะสำหรับพักผ่อนและเป็นมุมถ่ายภาพในฤดูหนาว

>>สวนประดับกินได้

ใช้พืชผักมาประยุกต์ให้สวยงาม เน้นเส้นสายเส้นตรงของซุ้ม สร้างจุดเด่นด้วยพืชผักที่มีเถา

นอกจากสวนพันธมิตรแล้ว ภายในงานยังมีโซนจัดแสดงถาวรที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ทั้ง “อาคารแสดงพรรณไม้ในร่ม” ซึ่ง กฟผ. ให้การสนับสนุนต่อเนื่องมาเกือบ 40 ปี นำเสนอพืชหายากและพืชเฉพาะถิ่น อาทิ ปาล์มเจ้าเมืองถลาง หวายทะนอย เรือนเฟิร์น กล้วยไม้ อีกทั้งยังมีอาคารพันธุ์ไม้ทะเลทราย สวนนานาชาติ หอรัชมงคล และโซนอื่น ๆ ภายในสวนหลวง ร.๙ ที่สวยงามและร่มรื่นไม่แพ้กัน

อีกทั้งยังมีการจัดแสดงต้นไม้ที่ชนะการประกวด 11 ประเภท ได้แก่ กระบองเพชร โป๊ยเซียน เฟิร์น ไม้อวบน้ำ พญามังกร แก้วกาญจนา ลิ้นมังกร บอนสี ชวนชม โกศล และหน้าวัวใบ นำมาจัดแสดงบริเวณสนามราษฎร์ (ด้านถนนเฉลิมพระเกียรติ เข้าประตู 6 เฟื่องฟ้า)

พร้อมกันนี้ยังมีซุ้มตรวจดวงชะตา โดยนักพยากรณ์ชื่อดังจากหลากหลายแขนง บริเวณศาลามะหาด กันเกรา หมากขาม (เกาะ 3) ในวันที่ 1, 5, 6, 7, 9, 10 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 09.30-18.30 น. จำหน่ายบัตรราคา 300 บาท

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าเที่ยวชมงาน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ค่าบัตรเข้าชมคนละ 20 บาท เพื่อใช้ในการดูแลบำรุงรักษา ปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรวมของสวนหลวง ร.9 ให้คงความสวยงาม และเป็นพื้นที่พักผ่อนสีเขียวให้คนกรุงเทพฯ ตลอดไป

ผู้ที่นำรถส่วนตัวมา สามารถจอดรถได้ที่สวนหลวง ร.9 โดยจะเก็บค่าจอดรถคันละ 50 บาท หรือจอดที่ห้างพาราไดซ์พาร์ค หรือ ซีคอนสแควร์ ซึ่งจะมีรถมินิบัสไฟฟ้าของ กทม. ให้บริการรับ-ส่ง ฟรี ส่วนผู้ที่เดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะ สามารถใช้รถไฟฟ้า MRT สายสีเหลือง ลงที่สถานีสวนหลวง ร.๙ ได้เลย

สวนหลวง ร.9 ไม่ใช่เพียงสวนสาธารณะเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่สีเขียว เป็นปอดกลางกรุง เป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ ให้ชาวกรุงเทพฯ ทุกคน ได้ใกล้ชิดธรรมชาติ

 

ไม่เคยเป็นประเทศ เป็นชื่อเก่าจาก ‘ปาตานี’ เมืองท่ามลายู ปรากฏในฮิกายัต–เอกสารอาหรับ–ยุโรป ไม่เคยถูกยอมรับเป็นรัฐเอกราชในเวทีโลก ต้องแยกข้อเท็จจริงออกจากวาทกรรมการเมือง

(1 ธ.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า… คำว่า “ฟาตอนี” ไม่ได้เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน แต่มีรากมาจากการออกเสียงแบบมลายู–อาหรับของคำว่า “ปาตานี” เมืองท่าโบราณริมชายฝั่งมลายู ที่เป็นศูนย์กลางการค้าและวัฒนธรรมมาตั้งแต่หลายร้อยปีก่อน ปรากฏทั้งในเอกสารมลายู เช่น Hikayat Patani, เอกสารอาหรับที่บันทึกเส้นทางการเดินเรือ จนถึงบันทึกของนักเดินทางยุโรปที่เข้ามาค้าขายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์ “ฟาตอนี” ไม่เคยเป็นชื่อของรัฐเอกราช หรือประเทศที่มีเส้นเขตแดนของตนเอง มันเป็นเพียงชื่อเมือง—หรือชื่อหัวเมืองมลายูที่มีเจ้าปกครองตามแบบนครรัฐในภูมิภาค ซึ่งมีความสัมพันธ์แบบขึ้นต่ออำนาจใหญ่กว่า ไม่ว่าจะเป็นอยุธยา รัตนโกสินทร์ กลันตัน หรือสุลต่านรัฐต่าง ๆ ในแหลมมลายู

เมื่อกาลเวลาผ่านไป โลกเปลี่ยนเข้าสู่ยุคของ “รัฐชาติสมัยใหม่” ที่ต้องมีเงื่อนไขชัดเจน เช่น ประชากรถาวรที่รัฐควบคุมได้จริง เส้นเขตแดนชัดเจน รัฐบาลที่บริหารได้ทั่วพื้นที่ และความสามารถในการทำความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ชื่อ “ฟาตอนี” จึงกลายเป็นคำในประวัติศาสตร์มากกว่าจะเป็นชื่อของรัฐจริงตามหลักกฎหมายโลก

แต่ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา คำนี้กลับถูกหยิบกลับมาครั้งใหม่โดยบางกลุ่มที่ผลักดันแนวคิดแบ่งแยกดินแดน พวกเขาใช้ชื่อโบราณนี้เพื่อสร้างอัตลักษณ์ทางการเมืองใหม่ ทำให้ผู้คนจำนวนหนึ่งเข้าใจผิดว่า “ฟาตอนี” เคยเป็นประเทศเต็มรูปแบบที่ถูกผนวกหรือยึดไป ทั้งที่ประวัติศาสตร์จริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น

จึงเกิดความสับสนขึ้นในสังคม—ระหว่าง ฟาตอนีในฐานะชื่อโบราณ กับ ฟาตอนีในฐานะวาทกรรมทางการเมืองสมัยใหม่ ข้อเท็จจริงคือสองสิ่งนี้ไม่เหมือนกัน และไม่ควรนำมาปะปนกัน

ในภาพรวมแล้ว คำว่า “ฟาตอนี” มีอยู่จริงในเอกสารประวัติศาสตร์ แต่ไม่เคยอยู่ในสถานะ “รัฐเอกราช” ที่เป็นที่ยอมรับในระดับระหว่างประเทศ การใช้คำนี้ในปัจจุบันจึงเป็นการตีความใหม่เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง มากกว่าจะอิงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของภูมิภาคนี้



เรื่อง : ปราชญ์ สามสี
 

เร่งจ่ายเยียวยา ‘น้ำท่วมภาคใต้’ พร้อมเปิดศูนย์ฯ แก้วิกฤต รับร้องเรียน ชงมาตรการเร่งด่วน ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน

(1 ธ.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ และคณะผู้บริหารพรรค ร่วมแถลงข่าวที่รัฐสภาเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมเสนอแนะปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาลควรเร่งแก้ไข และมาตรการระยะสั้นที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ส่งผลให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนหลายแสนคนได้รับความเดือดร้อนในชีวิตและทรัพย์สิน และแม้ปัจจุบันระดับน้ำจะลดลงแล้ว แต่การฟื้นฟูเยียวยาและช่วยเหลือประชาชนยังเป็นไปอย่างล่าช้า ประชาชนจำนวนมากยังไม่รู้ว่าต้องดำเนินการอย่างไร และจะได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสมหรือไม่

พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะพรรคการเมืองที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนมาเป็นลำดับแรก และเล็งเห็นถึงความเดือดร้อนอันแสนสาหัสของประชาชนในครั้งนี้ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทบทวนหลักเกณฑ์การจ่ายเงินช่วยเหลือและมาตรการเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย 2568 โดยเฉพาะประเด็นค่าชดเชยน้ำท่วมที่ขาดความเป็นธรรม และไม่สอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ พร้อมกันนี้พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เสนอมาตรการความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาเพื่อให้รัฐบาลเร่งพิจารณา

สำหรับปัญหาเร่งด่วนที่พรรครวมไทยสร้างชาติ เล็งเห็นว่ารัฐบาลต้องเร่งแก้ไขมี 5 ประการ ประกอบด้วย

1. ประกาศตัวเลขผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตที่ถูกต้องในทุกจังหวัด โดยควรที่จะเร่งระดมหน่วยงานที่สามารถช่วยดำเนินการได้เข้าร่วมตรวจสอบอย่างเปิดเผย เช่น สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ สถาบันนิติเวช และหน่วยอาสาสมัครต่างๆ เข้าร่วมตรวจสอบแล้วประกาศรายชื่อ ข้อมูล หรืออัตลักษณ์ เพื่อให้ญาติพี่น้องสามารถตรวจสอบได้โดยเร็วที่สุด
 2. จัดตั้งหน่วยรับแจ้งคนสูญหายและผู้เสียชีวิตทุกจังหวัดที่เกิดอุทกภัย รวมทั้งวางระบบการรายงานผลการตรวจสอบและการติดตามผล ให้ญาติและประชาชนตรวจสอบได้โดยเร็ว ด้วยวิธีการที่ง่าย สะดวก และรวดเร็วที่สุด
 3. จัดตั้งหน่วยรับแจ้งความเสียหายของบ้านเรือน ร้านค้า กิจการ และธุรกิจต่างๆ รวมทั้งวางระบบการรายงานผล การติดตาม และการตรวจสอบของผู้แจ้งโดยเร็ว ด้วยวิธีการที่ง่าย สะดวก และรวดเร็วที่สุด
 4. แก้ไขระบบบริการสาธารณะและพลังงานให้กลับมาให้บริการตามปกติให้เร็วที่สุด ได้แก่ ไฟฟ้า ประปา น้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซหุงต้ม และสัญญาณอินเตอร์เน็ต เป็นต้น รวมทั้งต้องจัดหาน้ำมันให้หน่วยงานและทีมอาสาสมัครที่ต้องให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างเพียงพอ
 5. เร่งวางระบบรักษาความปลอดภัยให้ประชาชน และการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคต่างๆ รวมทั้งระบบการรักษาพยาบาลโดยเร่งด่วน โดยให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลัก และให้โรงพยาบาลและโรงพยาบาลเอกชนที่ประสงค์จะร่วมดำเนินการเข้าร่วมด้วย 

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับมาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการ ประกอบด้วย
 1. เร่งตรวจสอบรายชื่อและจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต รวมทั้งบ้านเรือน กิจการ และร้านค้าที่เสียหาย เพื่อจ่ายเงินเยียวยาให้เสร็จภายในไม่เกิน 1 เดือน
 2. จัดระบบและระดมการจัดหาน้ำดื่ม และรถฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อทำความสะอาดเมือง กำจัดขยะ และสิ่งปฏิกูล ให้เร็วที่สุด โดยระดมความช่วยเหลือจากท้องถิ่นใกล้เคียงและอาสาสมัครร่วมดำเนินการเพราะกำลังคนภาครัฐไม่เพียงพอ รวมทั้งวางระบบสนับสนุนการทำความสะอาดบ้านเรือนของประชาชนด้วย
 3. แก้ปัญหาการคมนาคมโดยเร็ว โดยต้องไม่เกิดความเสียหายกับรถยนต์และยานพาหนะที่เสียหายจากอุทกภัย พร้อมระดมหน่วยงานของรัฐและอาสาสมัครช่วยซ่อมแซมรถยนต์และยานพาหนะที่เสียหายจากอุทกภัยและไม่อาจเคลื่อนย้ายได้
4.วางระบบตรวจสอบสถานการณ์ฝนและปริมาณน้ำฝนที่อาจเกิดมีขึ้นในระยะต่อไป โดยต้องวางระบบสั่งการ การป้องกัน และการอพยพ อย่างเป็นระบบ ตามแผนป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติที่วางไว้ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้บัญชาการ มีอำนาจสูงสุดตามกฎหมายการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ โดยต้องดำเนินการและใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าวอย่างถูกต้องและเคร่งครัด
 5. ควบคุมราคาค่าโดยสารเครื่องบินให้อยู่ในราคาตามปกติ มิให้มีการปรับขึ้นราคาอันเป็นการซ้ำเติมประชาชน 

นายพีระพันธุ์ ยังได้กล่าวถึงมาตรการระยะสั้น 5 ข้อ ที่พรรครวมไทยสร้างชาติเล็งเห็นว่ารัฐบาลพึงดำเนินการในช่วงนี้ 
1. จัดเตรียมหน่วยให้คำปรึกษาและรับฟังปัญหาของประชาชน เพื่อช่วยผ่อนคลายความเครียดและฟื้นฟูสภาพจิตใจของประชาชน
 2. จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจการค้า รวมทั้งจัดให้มีพื้นที่สำหรับให้ประชาชนค้าขายหรือตลาดนัด เพื่อฟื้นภาวะเศรษฐกิจและเพื่อให้เกิดการสร้างรายได้แก่ประชาชนในระยะสั้น เพื่อฟื้นชีวิตประชาชนกลับมาเร็วที่สุด
 3. ปรับอัตราเงินเยียวยาความเสียหายของบ้านเรือนให้เหมาะสม และจัดเงินงบกลางอย่างเพียงพอเพื่อเป็นทุนฉุกเฉินให้ประชาชนฟื้นชีวิต ทั้งเพื่อการประกอบอาชีพ สุขภาพ ฟื้นฟูกิจการ และร้านค้า 
4. เร่งทำความสะอาดและฟื้นฟูโรงเรียนและสถานศึกษาเพื่อให้นักเรียนและนักศึกษากลับเข้าเรียนได้ตามปกติ พร้อมจัดทุนการศึกษาให้ครอบครัวและนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจนไม่สามารถจ่ายค่าเล่าเรียนได้
5. จัดตั้งโรงครัวเพื่อให้บริการอาหารแก่ประชาชนโดยทั่วถึง

ในการนี้ นายพีระพันธุ์ ได้เปิดเผยถึงการจัดตั้ง 'ศูนย์ประสานงานแก้วิกฤตผู้ประสบอุทกภัย พรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อเป็นสื่อกลางในการประสานความช่วยเหลือและเยียวยาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัย

"ผมและคณะผู้บริหารพรรครวมไทยสร้างชาติ เล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัย จึงได้จัดตั้ง 'ศูนย์ประสานงานแก้วิกฤตผู้ประสบอุทกภัย พรรครวมไทยสร้างชาติ' เราขอยืนยันว่า ศูนย์ฯ นี้จะทำหน้าที่ประสานความช่วยเหลือ ติดตาม ตรวจสอบ และทวงถามทุกขั้นตอนของการเยียวยาจากรัฐบาลอย่างไม่ลดละ เพื่อเป็นช่องทางในการบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน และผมขอให้กำลังใจพี่น้องประชาชนทุกคนให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้โดยเร็ว" นายพีระพันธุ์ กล่าว

ทั้งนี้ พี่น้องประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากค่าชดเชย การประเมินความเสียหาย หรือการจ่ายเงินเยียวยา สามารถส่งข้อมูลร้องเรียนมาที่ "ศูนย์ประสานงานแก้วิกฤตผู้ประสบอุทกภัย พรรครวมไทยสร้างชาติ" กรอกข้อมูลที่ลิงก์ : https://forms.gle/GaRks3gNTURDRC4R8 หรือ สแกน QR Code และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 3 ช่องทาง
1.        โทรศัพท์ : 062-262-7416
2.        อินบ็อกซ์แฟนเพจ : พรรครวมไทยสร้างชาติ United Thai Nation Party
3.        อีเมล : [email protected]

 

จบโทแล้ว ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ฝ่าหลักสูตรโหด 2 ปีเต็ม เรียนหนักควบงานบันเทิง มุ่งมั่นพัฒนาวิชาชีพตัวเอง

(1 ธ.ค. 68) 'ปันปัน สุทัตตา อุดมศิลป์' นักแสดงแถวหน้าของวงการบันเทิงไทย คว้าปริญญาโทด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ หลังผ่านการเรียนอย่างหนักตลอด 2 ปี เพื่อฟันฝ่าเส้นทางสายวิทยาศาสตร์ที่ไม่ใช่สายเดิมของเธอ

โดยปันปันโพสต์บน X ว่า "ถ้าเลี่ยงถ่ายเสาร์–อาทิตย์ได้จะขอบคุณมาก เพราะต้องเข้าเรียน" แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจอย่างจริงจัง ทั้งยังต้องแบ่งเวลาระหว่างงานในวงการและการศึกษาอย่างเคร่งครัด

ปันปันวางแผนชีวิตอย่างละเอียด ด้วยการเรียนในวันหยุดสุดสัปดาห์ตลอด 2 ปีเต็ม โดยต้องศึกษาทั้งชีวเคมี ระบบฮอร์โมน และการทำงานของเซลล์ ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับคนที่ไม่ได้เรียนสายวิทยาศาสตร์มาก่อน แต่เธอยอมรับความท้าทายเหล่านี้เป็น "ความสนุก" ของการได้พัฒนาตัวเอง

แรงผลักดันสำคัญมาจากความตั้งใจที่จะนำความรู้ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยไปใช้ดูแลพ่อและครอบครัว เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปริญญาโทใบนี้จึงไม่ใช่แค่เครื่องหมายความสำเร็จ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความทุ่มเทและการเลือกเส้นทางชีวิตที่เธอรักอย่างแท้จริง

ปันปันเป็นตัวอย่างชัดเจนของคนรุ่นใหม่ที่กล้าเริ่มต้นใหม่ แม้ต้องเผชิญความยากลำบาก และพิสูจน์ว่าแม้เริ่มจากศูนย์ในสายวิทยาศาสตร์ ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยความมุ่งมั่นและความรักในสิ่งที่ทำ

จบโทแล้ว ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ฝ่าหลักสูตรโหด 2 ปีเต็ม เรียนหนักควบงานบันเทิง มุ่งมั่นพัฒนาวิชาชีพตัวเอง

(1 ธ.ค. 68) 'ปันปัน สุทัตตา อุดมศิลป์' นักแสดงแถวหน้าของวงการบันเทิงไทย คว้าปริญญาโทด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ หลังผ่านการเรียนอย่างหนักตลอด 2 ปี เพื่อฟันฝ่าเส้นทางสายวิทยาศาสตร์ที่ไม่ใช่สายเดิมของเธอ

โดยปันปันโพสต์บน X ว่า "ถ้าเลี่ยงถ่ายเสาร์–อาทิตย์ได้จะขอบคุณมาก เพราะต้องเข้าเรียน" แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจอย่างจริงจัง ทั้งยังต้องแบ่งเวลาระหว่างงานในวงการและการศึกษาอย่างเคร่งครัด

ปันปันวางแผนชีวิตอย่างละเอียด ด้วยการเรียนในวันหยุดสุดสัปดาห์ตลอด 2 ปีเต็ม โดยต้องศึกษาทั้งชีวเคมี ระบบฮอร์โมน และการทำงานของเซลล์ ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับคนที่ไม่ได้เรียนสายวิทยาศาสตร์มาก่อน แต่เธอยอมรับความท้าทายเหล่านี้เป็น "ความสนุก" ของการได้พัฒนาตัวเอง

แรงผลักดันสำคัญมาจากความตั้งใจที่จะนำความรู้ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยไปใช้ดูแลพ่อและครอบครัว เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปริญญาโทใบนี้จึงไม่ใช่แค่เครื่องหมายความสำเร็จ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความทุ่มเทและการเลือกเส้นทางชีวิตที่เธอรักอย่างแท้จริง

ปันปันเป็นตัวอย่างชัดเจนของคนรุ่นใหม่ที่กล้าเริ่มต้นใหม่ แม้ต้องเผชิญความยากลำบาก และพิสูจน์ว่าแม้เริ่มจากศูนย์ในสายวิทยาศาสตร์ ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยความมุ่งมั่นและความรักในสิ่งที่ทำ

‘ดร.เอ้’ เสนอแก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ ทั้งมาตรการเร่งด่วน และมาตรการระยะยาว ช่วยพี่น้องชาวใต้ไม่ให้เจออุทกภัยซ้ำ

(1 ธ.ค. 68) ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ เสนอแก้น้ำท่วมหาดใหญ่เป็น 2 ชั้นใหญ่ ๆ 1. มาตรการเร่งด่วน – เจาะเปิดถนนลพบุรีราเมศวร์ชั่วคราว ระบายน้ำออกให้เร็วที่สุด 2. มาตรการระยะยาว – สร้าง “อุโมงค์ระบายน้ำลอดใต้เมืองหาดใหญ่” + ปฏิรูปผังเมือง/ผังน้ำ ใช้พันธบัตรโครงสร้างพื้นฐานระดมทุน

1. มุมมองสาเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่ (ตามที่ ดร.สุชัชชวีร์อธิบาย)

สาเหตุสำคัญด้านวิศวกรรมคือ ถนนลพบุรีราเมศวร์ สร้าง “ขวางทางน้ำ” จากเมืองหาดใหญ่ลงสู่ ทะเลสาบสงขลา

ภาพถ่ายดาวเทียมชี้ว่า มวลน้ำขาดตอนตรงแนวถนน ทำให้ถนนทำหน้าที่เหมือน “คันกั้นน้ำ/เขื่อนยักษ์” น้ำเลยค้างอยู่ฝั่งเมืองหาดใหญ่ ระบายออกไม่ทัน จนน้ำสูง 3–4 เมตรในบางจุด 

หาดใหญ่เองเดิมมีคลองและทางน้ำธรรมชาติหลายสาย แต่ถูกบุกรุก/กลายเป็นชุมชน ทำให้ แทบไม่มีทางระบายน้ำธรรมชาติในเมืองเหลืออยู่ แล้ว 

2. แนวทาง “เร่งด่วน” แก้น้ำท่วมหาดใหญ่

2.1 เจาะเปิดคันถนนลพบุรีราเมศวร์ชั่วคราว

ดร.สุชัชชวีร์เสนอว่า ถ้าจะให้น้ำลดเร็วสุด ต้อง เปิดทางให้น้ำไหลจากเมืองหาดใหญ่ลงทะเลสาบสงขลาให้ไวที่สุด โดย

1. “เจาะเปิดคันถนน” ลพบุรีราเมศวร์หลายจุด

เปิดเป็นช่องระบายน้ำขนาดพอเหมาะ หลายตำแหน่ง

ให้มวลน้ำที่ค้างในเมืองไหลผ่านถนนไปยังพื้นที่รับน้ำและต่อเนื่องสู่ทะเลสาบสงขลาได้เร็วขึ้น
 

2. ใช้ สะพานเหล็กเคลื่อนที่ของกรมทหารช่าง/กองทัพภาคที่ 4

นำสะพานเหล็กแบบทหาร (ใช้ลำเลียงรถถัง/ยุทโธปกรณ์) มาวาง “คร่อม” จุดที่เจาะถนน

ทำได้เร็วในระดับ “ไม่กี่นาที” ต่อจุด (ตามศักยภาพที่เคยไปดูที่กรมทหารช่าง ราชบุรี)

รถยังสัญจรได้ ขณะเดียวกันก็เปิดช่องระบายน้ำด้านล่างด้วย 

3. อพยพ/ดูแลพื้นที่ปลายน้ำอย่างเป็นธรรม

พื้นที่ที่เป็นทางผ่านของน้ำหลังเจาะถนน แม้จะมีบ้านเรือนน้อยกว่าในเมือง ก็ต้องมีการอพยพ ชดเชย และจัดการอย่างยุติธรรม ไม่ให้คนปลายน้ำเดือดร้อนแบบไร้การดูแล 

ดร.เอ้ย้ำว่า ถ้าไม่กล้าตัดสินใจ “เปิดคันถนน” ตอนนี้ น้ำก็จะลงช้าและความเสียหายจะยืดเยื้อไปอีก อยู่ที่ “ความกล้าหาญของผู้นำ” ว่าจะกล้าทำหรือไม่ 

3. แนวทาง “ระยะยาว/ถาวร” ที่เสนอ

3.1 สร้าง “อุโมงค์ระบายน้ำลอดใต้เมืองหาดใหญ่”

เสนอให้สร้าง อุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ใต้ดิน ลอดใต้เมืองหาดใหญ่ เพื่อพาน้ำจากลุ่มน้ำในเมืองออกสู่คลองหลัก/ทะเลสาบสงขลา
 

ข้อดีที่ยกตัวอย่าง:

ไม่ต้องเวนคืนที่ดินยาว ๆ เหมือนการขุดคลองเปิดโล่งกลางเมือง (ซึ่งช้าและแพงมาก) เป็นวิธีที่ หลายเมืองใหญ่ เช่น ฮ่องกง โตเกียว สิงคโปร์ ใช้แก้น้ำท่วมเมืองแล้วได้ผล งานวิศวกรรมซับซ้อนน้อยกว่าอุโมงค์รถไฟ/รถยนต์ใต้ดินด้วยซ้ำ 

มองว่าถ้าขับเคลื่อนจริงจัง อุโมงค์นี้ อาจเห็นเป็นรูปธรรมได้ใน 2–3 ปี หลังเริ่มสร้าง 

3.2 ปฏิรูป “ผังเมือง + ผังน้ำ” หาดใหญ่

หาดใหญ่เคยมีการพูดเรื่องผังน้ำ/อุโมงค์มาตั้งแต่หลังน้ำท่วมใหญ่ปี 2553 แต่ไม่เกิดการปฏิรูปจริงจัง 

ดร.สุชัชชวีร์เสนอให้จัดทำ ผังเมืองที่สอดคล้องกับทางน้ำ:

กันพื้นที่รับน้ำ/พื้นที่ลุ่มต่ำไว้ ไม่ให้ถูกถมเป็นที่อยู่อาศัย-เชิงพาณิชย์

ปกป้องคลอง/ทางน้ำที่เหลืออยู่ไม่ให้ถูกบุกรุก

วางโครงสร้างพื้นฐานใหม่ (ถนน สะพาน ฯลฯ) ให้ “ไปกับน้ำ” ไม่ใช่ “ขวางน้ำ” เช่นกรณีถนนลพบุรีราเมศวร์ 

3.3 วิธีหาเงินสร้าง ไม่เพิ่มภาระงบประมาณ

เสนอให้ระดมทุนด้วย “พันธบัตรโครงสร้างพื้นฐาน” (Infrastructure Bond) ภาครัฐออกพันธบัตร เพื่อให้ประชาชน/เอกชนซื้อ แทนเอาเงินไปฝากธนาคารดอกเบี้ยต่ำ รัฐให้ดอกเบี้ยสูงกว่าดอกเบี้ยฝากประจำ เพื่อจูงใจให้ลงทุน

ทำให้ ไม่ต้องดึงงบประมาณภาษีปีต่อปีมาสร้างทั้งหมด และไม่ต้องกู้เพิ่มมาก 

4. สรุปให้สั้นที่สุด

ถ้าเอาคำตอบแบบสั้นมาก ๆ ตามแนวคิดของ ดร.สุชัชชวีร์ คือ

1. ตอนนี้ (เร่งด่วน)

เจาะเปิดถนนลพบุรีราเมศวร์หลายจุด

ใช้สะพานเหล็กทหารวางคร่อม เพื่อให้น้ำไหลผ่านไปทะเลสาบสงขลาได้เร็วสุด

2. อนาคต (ระยะยาว/ถาวร)

สร้าง “อุโมงค์ระบายน้ำใต้เมืองหาดใหญ่” เหมือนเมืองใหญ่ต่างประเทศ

ปรับผังเมือง–ผังน้ำใหม่ทั้งระบบ

ใช้ “พันธบัตรโครงสร้างพื้นฐาน” หาเงิน ไม่ต้องพึ่งแต่งบประมาณแผ่นดิน
 

นามว่า ‘ลอรองต์ ซีมงส์’ คว้าปริญญาเอกฟิสิกส์ควอนตัม เร็วสุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ อัจฉริยะตัวน้อยที่โลกต้องตะลึง

(1 ธ.ค. 68) โลกมี “Little Einstein” ตัวจริงแล้วเมื่อ ลอรองต์ ซีมงส์ เด็กชายเบลเยียมวัย 15 ปี 9 เดือน เพิ่งป้องกันดุษฎีนิพนธ์สาขาฟิสิกส์ควอนตัมที่มหาวิทยาลัยแอนต์เวิร์ปสำเร็จ กลายเป็นหนึ่งในผู้รับปริญญาเอกฟิสิกส์ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ (รองจาก Karl Witte ที่จบตอน 13 ในปี 1814 เท่านั้น!)

เส้นทางสุดโหดของลอรองต์
- อายุ 4 ขวบ → เข้าเรียนประถม
- อายุ 6 ขวบ → จบประถม
- อายุ 9 ขวบ → จบมัธยมปลาย (ด้วยคะแนนสูงสุด)
- อายุ 12 ขวบ → จบปริญญาโทฟิสิกส์ควอนตัม
- อายุ 15 ขวบ → จบปริญญาเอก เรื่อง “Bose polarons ใน superfluids และ supersolids” (หัวข้อที่นักฟิสิกส์ทั่วไปยังไม่กล้าแตะตอนอายุ 30)

IQ 145 (อยู่ใน 0.1% ของประชากรโลก) + ความจำถ่ายรูปได้ทุกหน้า อาจารย์ที่ปรึกษาบอกว่า “คุยกับลอรองต์เหมือนคุยกับเพื่อนร่วมงาน ไม่ใช่นักศึกษา”

จุดเริ่มต้นของไฟในตัวเขาเกิดตอนอายุ 11 ปี เมื่อคุณตาคุณยายเสียชีวิต ทำให้ลอรองต์ตั้งเป้าชีวิตว่า “จะถอดรหัสความลับของอายุยืน” เพื่อให้มนุษย์มีชีวิตยาวขึ้นแบบมีคุณภาพ ไม่ใช่แค่ตัวเอง แต่เพื่อทุกคน

ตอนนี้บริษัทเทคยักษ์ใหญ่ทั้งอเมริกาและจีนยื่นข้อเสนอเงินหลักร้อยล้านดอลลาร์ให้ครอบครัว แต่พ่อแม่ปฏิเสธหมด บอกว่า “ลูกต้องโตตามจังหวะของเขาเอง”

แผนต่อไปของลอรองต์? เขาจะเรียนปริญญาเอกใบที่สองสาขา Medical AI เพื่อคิดค้นเทคโนโลยี “ต่ออายุขัย” และฝันไกลถึงการสร้าง “superhumans” ที่ไม่ต้องตายจากโรคชรา

จากห้องเรียนอนุบาลสู่ดุษฎีนิพนธ์ (ป.เอก) ในเวลาแค่ 11 ปี ลอรองต์ ซีมงส์ ไม่ใช่แค่เด็กอัจฉริยะ แต่คือ “อนาคตของมนุษยชาติ” ที่เพิ่งเริ่มเดินทางเท่านั้น


ที่มา : คัดข่าว/หาดใหญ่ 

ทางการแพทย์ให้ รพ.เทพา จ.สงขลา ช่วยเสริมศักยภาพการรักษา ผู้ป่วยและฟื้นฟูระบบสาธารณสุข หลังวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่

(1 ธ.ค. 68) บีไอจี ผู้นำนวัตกรรมก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของประเทศไทย ส่งมอบออกซิเจนทางการแพทย์ให้แก่ โรงพยาบาลเทพา จังหวัดสงขลา เพื่อช่วยเสริมศักยภาพการรักษาผู้ป่วยและฟื้นฟูระบบสาธารณสุขหลังเหตุการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ในจังหวัดสงขลาและพัทลุงอย่างรุนแรง

นางอรลา เจริญลาภ Chief Finance Officer บีไอจี กล่าวว่า “บีไอจีตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาพยาบาลในภาวะวิกฤติที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรสำคัญอย่างออกซิเจนทางการแพทย์ เราได้ระดมกำลังและดำเนินการอย่างเต็มที่ในการจัดส่งออกซิเจนให้กับโรงพยาบาลหาดใหญ่และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (มอ.) อย่างเร่งด่วน เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญกับโรงพยาบาลอื่น ๆ ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเฉพาะโรงพยาบาลเทพา จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูและเสริมความพร้อมของระบบสาธารณสุข”

การสนับสนุนครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบีไอจีในการยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทยในยามวิกฤต พร้อมร่วมมือกับหน่วยงานสาธารณสุขเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและปลอดภัย โดยจะประสานงานกับบุคลากรของโรงพยาบาลเพื่อให้การจัดส่งออกซิเจนเป็นไปอย่างราบรื่นและทันต่อความต้องการ และให้การสนับสนุนเพิ่มเติมตามความจำเป็น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่ให้ก้าวผ่านวิกฤตนี้โดยเร็วที่สุด
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top