ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ชี้ ถึงเวลารัสเซีย – สหรัฐฯ ฟื้นสัมพันธ์ มุ่งสู่การเจรจามากกว่าเผชิญหน้า
ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ชี้ ถึงเวลารัสเซีย – สหรัฐฯ ฟื้นสัมพันธ์ มุ่งสู่การเจรจามากกว่าเผชิญหน้า
ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ชี้ ถึงเวลารัสเซีย – สหรัฐฯ ฟื้นสัมพันธ์ มุ่งสู่การเจรจามากกว่าเผชิญหน้า
(17 ส.ค. 68) รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ได้ดูและฟังคุณมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข สนทนาถกเถียงกับคุณพรรณิการ์ วานิช ในรายการ “คนดังนั่งเคลียร์” ในเรื่องสงครามระหว่างไทย กับ กัมพูชา ดูโดยรวม คุณพรรณิการ์ แม้จะใช้คำหรูๆ วางมาดเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ แม้พูดแต่ละครั้ง จะทำให้บรรดาสาวก 3 นิ้วฟังแล้วพยักหน้าด้วยความชื่นชม แต่พอคุณมัลลิกาโต้มาแต่ละครั้ง ตัดสินได้เลยว่า สำหรับคนส่วนใหญ่ คุณมัลลิกาสามารถได้ใจคนดูและคนฟังมากกว่าคุณพรรณิการ์
สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นน่าจะเป็นเพราะ กิริยาท่าทาง ถ้อยคำและวิธีพูดของคุณพรรณิการ์ดูจะเหยียดๆคู่สนทนาว่ามีความรู้ด้อยกว่าตน และดูเหมือนว่าจะคิดว่าตัวเองรู้ดีกว่าคนอื่นในเรื่องที่กำลังพูด ในขณะที่คุณมัลลิกาแม้จะโผงผาง แต่ดูออกว่ามีความจริงใจในการแสดงออก ข้อมูลและเหตุผลที่มาใช้โต้แย้ง ส่วนใหญ่ก็ดูว่าจะน่าเชื่อถือมากกว่าคุณพรรณิการ์เสียด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ดี มีประเด็นหนึ่งที่ถกเถียงกัน ซึ่งคุณพรรณิการ์ พยายามแสดงภูมิอย่างเต็มที่ว่าตัวเองรู้เรื่องกฎหมายระหว่างประเทศดีกว่า นั่นคือประเด็นที่คุณพรรณิการ์เสนอว่า ไทยไม่ควรใช้ความรุนแรงตอบโต้กัมพูชา กรณีที่ทหารไทยต้องสูญเสียขาไปจากการเหยียบกับระเบิดในเขตไทยหลังจากการตกลงหยุดยิง แต่ควรหาประเทศพันธมิตร เช่น สหรัฐอเมริกา หรือญี่ปุ่นซึ่งมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการเก็บกู้ระเบิด มาช่วย แล้วเผยแพร่ข่าวไปทั่วโลก
เหตุผลที่เสนอเช่นนี้ เพราะคุณพรรณิการ์เชื่อว่า การตอบโต้ที่รุนแรงเกินไป นอกจากจะไม่ได้สัดส่วนกับการที่ทหารไทยถูกกับระเบิดแล้ว กลับจะไปเข้าทางสมเด็จฮุนเซ็น เพราะฮุนเซ็นจะหาเหตุลากไปสู่ศาลโลก คุณมัลลิกาโต้ว่า เราไม่ยอมรับอยู่ในเขตอำนาจของศาลโลกหรือ International Court of Justice (ICJ) อยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องไป คุณพรรณิการ์โต้ว่า จำเป็นต้องไป หากฮุนเซ็นยื่นศาลโลกกรณีพื้นที่เช่น ภูมะเขือ เพราะเป็นพื้นที่ต่อเนื่องกับปราสาทพระวิหาร หากเราไม่ไป ศาลก็จะพิจารณาฝ่ายเดียว ทำให้เราเสียเปรียบ และเราไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจที่จะทำเช่นนั้นได้ โดยไม่ต้องเกรงว่าองค์การสหประชาชาติจะมากดดันเรา
เพื่อแสดงข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ จะขอถอดข้อความจากเว็บไซท์ของ ICJ เป็นภาษาไทยมาให้อ่านดังนี้
“เฉพาะประเทศเหล่านี้เท่านั้น (ประเทศที่เป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ และประเทศอื่นๆที่เป็นคู่กรณีตามกฎหมายของศาล หรือยอมรับเขตอำนาจของศาลภายใต้เงื่อนไขเฉพาะบางประการ) จึงจะเป็นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในกรณีที่กำลังถกเถียงกันได้
ศาลจะสามารถพิจารณาข้อพิพาทได้ก็ต่อเมื่อประเทศที่เกี่ยวข้องยอมรับเขตอำนาจของศาลโดยวิธีใดวิธีหนึ่งดังต่อไปนี้
โดยเข้าสู่ข้อตกลงพิเศษ เพื่อยื่นร้องข้อพิพาทต่อศาล
โดยอาศัยเขตอำนาจศาลที่กำหนดไว้ เช่น เมื่อคู่พิพาทอยู่ในสนธิสัญญาซึ่งมีบทบัญญัติที่แต่ละฝ่ายเห็นไม่ตรงกันในการตีความหรือในการบังคับใช้ ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอาจนำข้อพิพาทดังกล่าวยื่นร้องต่อศาล
โดยการประกาศที่มีผลผูกพันทั้งสองฝ่าย ภายใต้กฎเกณฑ์ โดยที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับเขตอำนาจของศาลให้เป็นภาคบังคับในกรณีที่เกิดข้อพิพาทกับอีกประเทศที่ประกาศเช่นเดียวกัน คำประกาศเช่นนี้จำนวนหนึ่ง ซึ่งต้องฝากไว้กับเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ มีเงื่อนไขที่จะไม่รวมถึงข้อพิพาทบางประเภท”
“ประเทศไม่จำเป็นต้องยอมรับเขตอำนาจของศาลโลก นอกเสียจากประเทศนั้นตกลงยินยอมเอง ศาลโลกจะพิจารณาคดีได้ก็ต่อเมื่อทุกประเทศที่เกี่ยวข้องตกลงยอมรับเขตอำนาจจของศาล ด้วยการทำข้อตกลงพิเศษ หรือโดยกำหนดข้อความในสนธิสัญญา หรือโดยการประกาศยอมรับเขตอำนาจ ให้การยื่นให้ศาลโลกพิจารณาเป็นภาคบังคับในการพิจารณาข้อพิพาทต่างๆ”
ในขณะที่ประเทศที่เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติทั้งหมด 193 ประเทศ มีเพียง 73 ประเทศเท่านั้นที่ประกาศยอมรับเขตอำนาจของศาลโลกให้เป็นภาคบังคับในการพิจารณาข้อพิพาทระหว่างประเทศ ซึ่งหมายความว่า สำหรับประเทศทั้งหมดที่เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติซึ่งมีถึง 120 ประเทศรวมทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ไม่ได้ยอมรับเขตอำนาจของศาลโลก
สรุปง่ายๆคือ เราไม่จำเป็นต้องไปศาลโลก และเมื่อกัมพูชาเป็นประเทศที่ยื่นร้องต่อศาลโลกเพียงฝ่ายเดียว
ศาลโลกจะไม่สามารถพิจารณาข้อพิพาทที่กัมพูชายื่นร้องได้ หากเราไม่ยินยอมตกลงด้วย
คุณพรรณิการ์ วานิช เป็นหนึ่งในแกนนำคณะก้าวหน้า ที่เป็นต้นแบบทางความคิด ซึ่งนำไปสู่พฤติกรรมของพรรคก้าวไกล และพรรคประชาชนในปัจจุบัน หากจะสรุปลักษณะและอุปนิสัยของคนที่เป็นต้นแบบทางความคิดของชาว 3 นิ้ว เราสามารถแจกแจงได้ดังต่อไปนี้
คิดว่าตัวเองมีความคิดที่ถูกต้อง ทันสมัยกว่า และอยู่เหนือกว่าผู้อื่นเสมอ
2. นิยมชาติตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ไม่ชอบรัสเซีย และจีน
3. มักจะเหยียดผู้อื่นที่มีความคิด และพฤติกรรมไม่เหมือนตัวเอง
4. หลงใหลในระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตก เชื่อว่า การเลือกตั้งทั่วไปคือวิธีเดียวที่จะให้ได้คนดีคนเก่งมาบริหารประเทศ ผู้ที่ได้รับเลือกมาโดยประชาชนลงคะแนนให้ ไม่มีใครแม้กระทั้งศาลจะมาถอดถอนออกจากตำแหน่งได้
5. มีความกลัวมาก ว่าประเทศไทยจะไม่ได้รับการยอมรับจากต่างชาติ หากไม่ใช้ระบอบการปกครองแบบประเทศตะวันตก
6. พยายามใช้วาทกรรม คำหรูๆ เพื่ออวดภูมิว่าคัวเองมีความรู้ และทันโลกมากว่าผู้อื่น แต่หลายๆครั้ง หรือส่วนใหญ่เสียด้วยซ้ำ สิ่งที่แสดงภูมิก็ไม่ได้เป็นจริงตามนั้น
7. ต้องแสดงออกในทุกโอกาสว่า ตัวเองให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมกันในสังคม และความเท่าเทียมกันทางเพศ ทั้งที่บางครั้งบางคนก็ไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นจริงๆ
8. มีทัศนคติลบอย่างรุนแรงต่อทหารทุกเหล่าทัพ และพยายามขัดขวางการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์กองทัพในทุกโอกาสที่มี
9. มีทัศนติลบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่เชื่อว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงของประเทศ พยายามตัดทอนงบประมาณที่เกี่ยวกับสถาบันและโครงการตามพระราชดำริ ในทุกโอกาสที่ทำได้ และมีความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
10. รีบร้อนแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆข้างต้น โดยยังไม่ได้สืบค้นข้อมูลเพื่อได้ข้อเท็จจริง จนต้องออกมาขอโทษผู้เสียหายอยู่เนืองๆ
(17 ส.ค. 68) ถ้าจะบอกว่าประชาคมโลก “ไม่รู้ความจริง” ก็คงไม่ถูกต้องนัก เพราะสำนักข่าวต่างประเทศชั้นนำ เขารู้และเห็นภาพทั้งหมดชัดเจนแล้ว — ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นตรงชายแดนไทย–กัมพูชาไม่ได้เป็นเพียง “อุบัติเหตุ” อย่างที่บางฝ่ายพยายามบิดเบือน แต่คือการวางระเบิดแฝงจริง ๆ
คุณลองดูสิครับ ทั้ง Associated Press (AP) รายงานอย่างตรงไปตรงมาว่า “ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดซ้ำหลายครั้ง หลังการประกาศหยุดยิง” จนถึงขั้นที่ประเทศไทยต้องออกมาเตือนว่าอาจจะใช้สิทธิ์ ป้องกันตัว (self-defense) หากสถานการณ์ยังดำเนินต่อไป 【AP】
ขณะเดียวกัน Financial Times ก็เขียนชัด ว่ามีการปะทะต่อเนื่อง และหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์บานปลายคือการ “ซ่อนอาวุธและทุ่นระเบิด” ที่ยังคงเป็นภัยต่อทหารไทยและพลเรือน 【FT】
ยังไม่นับ The Guardian, Reuters, Al Jazeera ที่พาดหัวไปในทำนองเดียวกันทั้งหมด — ว่าทหารไทยบาดเจ็บจากทุ่นระเบิด และข้อกล่าวหาหลักที่โลกได้ยิน ก็คือ “กัมพูชาละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศด้วยการวางทุ่นระเบิด”
นี่คือสิ่งที่สะท้อนว่า Narrative ระหว่างประเทศไม่ได้เข้าข้างกัมพูชา อย่างที่พยายามปั้นภาพเลย เพราะสำนักข่าวอิสระเหล่านี้ต่างมีแหล่งข่าวของตัวเอง และเมื่อรายงานตรงกันทั้งหมด ก็หมายความว่าความจริงมันปรากฏอยู่ชัดเจนแล้ว
ไม่จำเป็นที่ต้องใช้ Michel Alfaro หรอกครับ เพราะแค่นักข่าว influencer จากรายการพอดแคสต์ใน Chicago เท่านั้น
ไม่ได้มีคุณค่าทางการข่าวลึกหรือสูงกว่านักข่าวต่างประเทศที่มีความสามารถยังมีอีกเยอะครับสู้เราเชิญมาหลายๆสำนักยิ่งมีความเป็นไปได้มากกว่า
ผมเลยอยากถามจริงๆรัฐบาลแกล้งโง่หรือโง่จริงครับหรือพยายามจะเข้าข้างรัฐบาลกัมพูชาด้วยการเตะถ่วงด้วยการเชิญสื่อรับจ้างของกัมพูชามาทำข่าวในประเทศไทย
อยากให้คิดดูดีๆนะครับ
(17 ส.ค. 68) โฆษก ทบ.อัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขเก็บกู้ทุ่นระเบิดก็ต่อเมื่อหยุดยิงโดยสมบูรณ์ สะท้อนว่ายังคงต้องการใช้ทุ่นระเบิดคุกคามไทย ย้อนถามข้อตกลงหยุดยิงจะสมบูรณ์ได้ยังไง ถ้ายังคุกคามทำร้ายฝ่ายไทยไม่หยุด ซ้ำดูย้อนแย้ง ได้เงินนานาชาติมาเก็บกู้ แต่กลับเพิกเฉยสิ่งที่ควรทำ
จากกรณี พล.ท.(หญิง) มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (RBC) ที่จังหวัดตราด ที่สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 16 ส.ค.โดยที่ฝ่ายกัมพูชายังไม่ตอบรับข้อเสนอของไทยในการร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมตามแนวชายแดน โดยอ้างว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างสมบูรณ์ และจะดำเนินการได้ในพื้นที่ที่มีการปักปันเขตแดนแล้ว หรือในพื้นที่ที่ไม่มีข้อพิพาท ตามที่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ของทั้งสองประเทศเห็นชอบร่วมกัน เนื่องจากคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (RBC) ไม่มีอำนาจตัดสินใจ ควรนำไปหารือในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) นั้น
วันนี้(17 ส.ค.) พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก (ทบ.)กล่าวว่า การที่กัมพูชากล่าวในลักษณะดังกล่าว ย่อมแสดงถึงการยอมรับว่าฝ่ายกัมพูชามีการใช้ทุ่นระเบิดคุกคามทำร้ายฝ่ายไทยจริงอย่างชัดเจน โดยกัมพูชาแสดงท่าทีที่จะมีการดำเนินการในเรื่องทุ่นระเบิดนี้ ก็ต่อเมื่อข้อตกลงหยุดยิงสมบูรณ์แล้ว ซึ่งในสภาพความเป็นจริง หากฝ่ายกัมพูชายังคงใช้ทุ่นระเบิดอยู่ ข้อตกลงหยุดยิงจะมีความสมบูรณ์ได้อย่างไร โดยเฉพาะสิ่งนี้ยังเป็นอาวุธที่กัมพูชาใช้คุกคามทำร้ายฝ่ายไทยอยู่ตลอดเวลาเพียงฝ่ายเดียว มีปรากฏหลักฐานเป็นที่ประจักษ์มากมาย ซึ่งพิจารณาได้จากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเกี่ยวกับทุ่นระเบิดในห้วงที่ผ่านมา
พล.ต.วินธัย กล่าวว่า อีกทั้งยังดูย้อนแย้งกับบทบาทในเวทีนานาชาติที่เข้าใจว่า กัมพูชาเอาจริงเอาจังในการต่อต้านทุ่นระเบิด เพื่อมนุษยธรรม ทั้งที่กัมพูชาเป็นประเทศที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนในการดำเนินการในเรื่องทุ่นระเบิดจากนานาชาติปีละจำนวนมาก แต่กลับเพิกเฉยในสิ่งที่ควรกระทำ แม้จะกระทบภาพลักษณ์กัมพูชาต่อสายตานานาชาติ โดยเฉพาะภาคีสมาชิกอนุสัญญาออตตาวา และผู้ให้เงินทุนสนับสนุนกับกัมพูชา
‘กรุงเทพมหานคร’ คว้าอันดับหนึ่ง “เมืองที่ดีที่สุดในโลกสำหรับ Gen Z” ปี 2025
เมื่อวันที่ (16 ส.ค. 68) กรณีนายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ ส.ส.นนทบุรี พรรคประชาชน เสนอตัดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) โดยยกตัวอย่าง โครงการสร้างขวัญและกำลังใจบุคลากรเผยแผ่เพื่อเดินทางไปสักการะสังเวชนียสถานในอินเดีย-เนปาล ไม่คุ้มค่า ไม่เกิดประโยชน์ ไม่ตอบโจทย์ภารกิจสำนักพุทธฯ พร้อมเสนอให้ยกเลิกโครงการทั้งหมด พร้อมถ้อยคำว่า "กราบอะไรก็ไม่รู้"
ล่าสุด นายนนท์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ชี้แจงถ้อยคำอภิปรายเกี่ยวกับสังเวชนียสถานดังนี้ ข้าพเจ้า ขอแสดงความเสียใจและขอโทษต่อพุทธศาสนิกชนและสังคม ต่อถ้อยคำที่ใช้ในระหว่างการอภิปราย ซึ่งทำให้หลายท่านขุ่นเคืองและรู้สึกว่ากระทบกระเทือนศรัทธาและความเคารพต่อสังเวชนียสถาน โดยเฉพาะมหาโพธิมณฑลสถาน
ข้าพเจ้าขอชี้แจงว่า เจตนาของการอภิปราย มิใช่เพื่อดูหมิ่นหรือทำร้ายความเชื่อของผู้ใด แต่เพื่อหยิบยกประเด็นการพิจารณางบประมาณแผ่นดินซึ่งหน่วยรับงบประมาณพึงอธิบายเป้าประสงค์และผลสัมฤทธิ์ของการใช้จ่ายงบประมาณในเชิงความคุ้มค่า ความเหมาะสมและความทั่วถึง ภายใต้หลักการตรวจสอบการใช้ทรัพยากรสาธารณะ ซึ่งเป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ
ถ้อยคำที่ว่า “กราบอะไรก็ไม่รู้” นั้น เป็นความประมาทพลาดพลั้ง แม้ว่าข้าพเจ้าต้องการให้ผู้ฟังพิจารณาถึงการแก้ไขปัญหาด้านโครงสร้างรวมถึงปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่ผ่านมา แต่การเลือกใช้ถ้อยคำดังกล่าวเป็นการลืมเลือนความเคารพที่ข้าพเจ้าควรจะมีในฐานะผู้แทนราษฎร ต่อความเชื่อและสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจของผู้คน และกราบขออภัยทุกท่านมา ณ ที่นี้ ข้าพเจ้าขอน้อมรับข้อวิจารณ์ และจะใช้ความรอบคอบมากยิ่งขึ้นในการอภิปรายครั้งต่อไป
นนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นนทบุรี เขต 8
(17 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีทรัมป์แนะยูเครนทำข้อตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย ชี้มอสโกเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่มาก แต่ยูเครนไม่ใช่
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ กล่าวในวันเสาร์ (16 ส.ค.) ว่า ยูเครนควรทำข้อตกลงเพื่อยุติสงครามกับรัสเซีย เพราะ “รัสเซียเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่มาก แต่พวกเขาไม่ใช่” หลังจากประชุมสุดยอดร่วมกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซียในรัฐอะแลสกา เมื่อวันศุกร์ (15 ส.ค.) ซึ่งมีรายงานว่าเขาได้เรียกร้องดินแดนจากยูเครนเพิ่ม
รอยเตอร์สรายงานอ้างอิงแหล่งข่าวว่า หลังจากผู้นำทั้งสองหารือกัน ทรัมป์ได้บอกประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกีว่า ปูตินเสนอที่จะตรึงแนวหน้าส่วนใหญ่ไว้ (รักษาการควบคุมแนวหน้าโดยไม่รุกคืบหรือถอยร่น) หากเคียฟยอมยก “โดเนตส์ก” ภูมิภาคอุตสาหกรรมที่เป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของมอสโก
แหล่งข่าวเผยว่า เซเลนสกีปฏิเสธความต้องการดังกล่าว ขณะที่รัสเซียควบคุมพื้นที่ 1 ใน 5 ของยูเครนแล้ว รวมถึงพื้นที่โดเนตสก์ราว 3 ใน 4 ซึ่งรัสเซียรุกคืบเข้าไปตั้งแต่ปี 2014
ทรัมป์กล่าวด้วยว่า เขาเห็นด้วยกับปูตินที่ข้อตกลงสันติภาพควรทำข้อตกลงสันติภาพโดยไม่ต้องหยุดยิงก่อนตามที่ยูเครนและพันธมิตรยุโรปต้องการ ซึ่งนั่นถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจุดยืนของเขาก่อนที่จะประชุมร่วมกับปูติน โดยทรัมป์เคยบอกไว้ว่าเขาจะไม่แฮปปี้ถ้าไม่มีการตกลงหยุดยิงเกิดขึ้น
ทรัมป์โพสต์บนทรูธโซเชียล
"ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าวิธีที่ดีที่สุดในการยุติสงครามอันเลวร้ายระหว่างรัสเซียและยูเครนคือการบรรลุข้อตกลงสันติภาพโดยตรง ซึ่งจะยุติสงครามได้ ไม่ใช่แค่ข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งมักจะใช้ไม่ได้ผลเสมอไป”
ด้านเซเลนสกีกล่าวว่าความไม่เต็มใจของรัสเซียในการยุติการสู้รบจะทำให้ความพยายามสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนมีความซับซ้อนมากขึ้น
“การยุติการสังหารเป็นองค์ประกอบสำคัญของการยุติสงคราม” ประธานาธิบดียูเครนโพสต์ใน X
อย่างไรก็ตาม เซเลนสกีกล่าวว่าเขาจะพบกับทรัมป์ที่วอชิงตันในวันจันทร์ (18 ส.ค.)
ทั้งนี้ รัสเซียเปิดฉากการรุกรานยูเครนอย่างเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 และค่อยๆ รุกคืบไปในยูเครนมาหลายเดือนแล้ว สงครามครั้งนี้ที่เป็นสงครามนองเลือดที่สุดในยุโรปในรอบ 80 ปี ได้คร่าชีวิตและทำให้ประชาชนของทั้งสองฝ่ายบาดเจ็บมากกว่าหนึ่งล้านคน รวมถึงพลเรือนหลายพันคนที่ส่วนใหญ่เป็นชาวยูเครน
ยูเครนต้องได้รับประกันความมั่นคง
ที่ผ่านมาเซเลนสกียืนยันมาอย่างต่อเนื่องว่าเขาไม่สามารถยอมเสียดินแดนได้หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญของยูเครน และเคียฟมองว่า “เมืองป้อมปราการ” ของโดเนตส์ก เช่น สโลเวียนส์กและครามาทอร์สก์ เป็นปราการด่านหน้าที่จะใช้ต้านทานการรุกรานของรัสเซีย
ปธน.ยูเครนยังยืนยันว่าต้องมีการรับประกันความมั่นคงเพื่อยับยั้งไม่ให้รัสเซียรุกรานอีก
เซเลนสกีกล่าวว่าตนและทรัมป์ได้หารือถึง “สัญญาณเชิงบวก” เกี่ยวกับการที่สหรัฐเข้ามามีส่วนร่วม และว่ายูเครนต้องการสันติภาพที่ยั่งยืน ไม่ใช่ “แค่การหยุดพักชั่วคราว”
ขณะที่ปูติน ซึ่งเคยคัดค้านการมีส่วนร่วมของกองกำลังภาคพื้นดินจากต่างประเทศ กล่าวว่า เขาเห็นด้วยกับทรัมป์ว่าความมั่นคงของยูเครนต้องได้รับการ “รับประกัน”
‘อุ๊ กรุงสยาม’ ไล่ ‘ภัณฑิล น่วมเจิม’ สส. พรรคประชาชน ไปใช้ชีวิตหาประสบการณ์ก่อน ค่อยมาเป็นตัวแทนประชาชน หลังอภิปรายด้อยค่าวงการสงฆ์และพระพุทธศาสนา
(17 ส.ค. 68) สำนักงานโฆษก ทร. เผย กองบัญชาการป้องกันจันทบุรีและตราด จัดการประชุม คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee - RBC ) ร่วมกันระหว่าง ไทย -กัมพูชา เป็นไปตามกรอบ GBC เน้นย้ำ ประเทศไทย มุ่งไปสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ตามกติกาสากล และผลักดันข้อเสนอเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและปราบปรามสแกมเมอร์
เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ รองโฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า พลเรือโท อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด และ พลตรี อุย เฮียง ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 3 ของ กองทัพบก กัมพูชา ตลอดจนคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ของทั้งสองฝ่ายได้จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย -กัมพูชา สมัยวิสามัญ (Regional Border Committee ) หรือ RBC ณ ประเทศไทย ที่บ้านทะเลภูรีสอร์ท อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เพื่อร่วมกันหารือ ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อความสงบเรียบร้อยในพื้นที่และการดำเนินชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศด้วยสันติวิธี และได้ลงนามใน ”บันทึกความตกลงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาครับ(RBC) สมัยวิสามัญระหว่าง กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ราชอาณาจักรไทย กับภูมิภาคที่ 3 ราชอาณาจักรกัมพูชา วันที่ 16 สิงหาคม 2568 ณ จังหวัดตราด ประเทศไทย“
รองโฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้เป็นไปตามกรอบ GBC เมื่อ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา เน้นย้ำ ประเทศไทย มุ่งไปสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ตามกติกาสากล โดยฝ่ายไทยได้มีการเพิ่มข้อเสนอเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และการปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งก่อนหน้านี้ ไม่ได้รับความร่วมมือใดๆ จากทางกัมพูชาเท่าที่ควร และจากผลการประชุมในวันนี้ ก็ยังไม่ได้การตอบรับใดๆ จากฝ่ายกัมพูชา โดยยังหวังว่าฝ่ายกัมพูชาจะแสดงความจริงใจในการสนับสนุนภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ยังคงตกค้างอยู่ตลอดแนวชายแดนและการปราบปรามสแกมเมอร์ ในการประชุมครั้งต่อไป
เมื่อวันที่ (16 ส.ค. 68) นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา และ ประธานชมรมแพทย์ชนบท โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ผมกำลังจะถูกให้ออกจากราชการ!!
ข้าราชการไทยอยู่ยาก ต้องเดินกุมเป้า เงียบๆ พูดน้อย นายว่านกเราก็นก เห็นความทุจริต ไร้ประสิทธิภาพ นโยบายเพี้ยน ก็ต้องทำไม่รู้ไม่ชี้ จึงจะมีความเจริญก้าวหน้า
ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังให้ความเห็นแย้งคัดค้านบางเรื่องในกท.สธ.และเรื่องสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด ปลัดกระทรวงคนปัจจุบัน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ มีธงลงมือจัดการผมทุกทาง ในฐานะกรวดในรองเท้าของใครบางคน หวังให้ผมเงียบ อยู่ในโอวาท
สามปีที่ผ่านมา ผมจึงถูกสธ.ตั้งกรรมการสอบวินัยกว่า 10 เรื่อง แต่ได้แค่ตักเตือน ภาคทัณฑ์ จนกระทั่งมีการสั่งย้ายผม โดยมิชอบ ให้พ้นจากโรงพยาบาลจะนะ ให้ไปอยู่ที่โรงพยาบาลสะบ้าย้อย พอสั่งย้ายปุ๊บก็ส่งทีมชุดใหญ่เข้ามาตรวจสอบภายในเพื่อขุดหาความผิด พร้อมทั้งให้ข่าวว่าผมทุจริต และตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงผมเรื่องการจัดซื้อ ATK แพทย์ชนบทบุกกรุง
แพทย์ชนบทบุกกรุง 3 รอบ ในช่วงก.ค.-ส.ค.64 สิ่งที่ยากที่สุดเป็นจริงอย่างไม่น่าเชื่อ โรงพยาบาลต่างๆอาสาบุกกรุงมาตรวจ ATK 3 รอบ ทีมชุมชนในกทม.แข็งขันจัดการสถานที่จัดคิวอำนวยการทุกอย่าง ความยากที่สุดคือ เราจะต้องจัดซื้อ ATK มาใช้เอง สธ.ไม่มีให้ ในขณะนั้น มาตรฐาน สธ.ยังใช้ RT-PCR แกนนำหลายโรงพยาบาลแบ่งหน้าที่ช่วยกันจัดซื้อ ATK ผมก็จัดซื้อในนามโรงพยาบาลจะนะ จัดซื้อตามสถานการณ์หน้างานที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ว่า คนมารับการตรวจจะมากหรือน้อย เราจะทำไหวที่จำนวนเท่าไหร่ แต่จุดยืนตอนนั้นคือ ทุกคนที่มารอต้องได้ตรวจ เราตรวจไปทั้งหมด 192,905 คน พบผู้ติดเชื้อและได้จ่ายยาไปมากถึง 22,451 คน
การบุกกรุง 3 ครั้ง โรงพยาบาลจะนะทำการจัดซื้อ ATK ไป 5 ครั้ง จึงเปิดช่องให้ผมถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าจัดซื้อผิดระเบียบ แบ่งซื้อแบ่งจ้าง แต่โรงพยาบาลอื่นที่จัดซื้อในคราวนั้นไม่ถูกสอบสวนนะครับ
การชี้แจงของผมอย่างละเอียดไม่เป็นผล ในเมื่อกรรมการมีธง มีมติให้ผมออกจากราชการ ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญก่อนเกษียณของปลัดโอภาส ให้ทันก่อน 30 ก.ย.68 นี้
ที่ผ่านมาผมพยายามชี้แจงตามระบบ ไม่เปิดเรื่องสู่สาธารณะ คิดว่าระบบราชการยังให้ความเป็นธรรมได้บ้าง แต่วันนี้ผมถูกต้อนจนเข้ามุม ถึงเวลาที่จะต้องเปิดความจริงให้สาธารณะทราบ ถ้าเชื่อมั่นในความเป็นผม “สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ” เรามาสู้ด้วยกัน
ระบบราชการต้องมีความเป็นธรรมให้กับข้าราชการและประชาชนได้ ประเทศจึงจะมีความหวัง