Wednesday, 10 June 2026
Hard News Team

กองทุนอนุรักษ์ฯ ขยายเวลายื่นขอจัดสรรทุนถึง 17 ก.ย. 68 พร้อมเปิดให้ยื่นลงทะเบียน Admin เพิ่มเติมรอบ 3

(18 ส.ค. 68) กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานขยายระยะเวลาเปิดรับข้อเสนอหน่วยงานหรือองค์กรที่จะขอรับจัดสรรงบประมาณปี 2568 จากกองทุนฯ ออกไปจากเดิม ซึ่งจะหมดเขต 18 ส.ค. 2568 นี้ โดยขยายไปอีกประมาณ 1 เดือน ในวันที่ 18 ส.ค. 2568 เวลา 16:30 น. - 17 ก.ย. 2568 เวลา 16:30 น. ทั้งนี้เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมได้เตรียมเอกสารให้ครบถ้วน ป้องกันหน่วยงานขอรับทุนตกหล่น มุ่งเฟ้นโครงการที่มีคุณภาพเกิดผลประหยัดพลังงานเป็นรูปธรรมในวงกว้าง พร้อมกับเปิดให้ยื่นลงทะเบียนผู้ดูแลระบบ (Admin) เพิ่มเติมรอบ 3

นายรัฐฉัตร ศิริพานิช ผู้จัดการสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ส.กทอ.) เปิดเผยว่า ทางคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เห็นชอบพิจารณาขยายระยะเวลาการเปิดรับข้อเสนอโครงการเพื่อรับคำขอรับการสนับสนุนเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2568 เวลา 16:30 น. จนถึงวันที่ 17 กันยายน 2568 ภายในเวลา 16.30 น. เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้หน่วยงานที่ประสงค์ขอรับการสนับสนุนมีระยะเวลาเตรียมเอกสารได้อย่างครบถ้วน ป้องกันการตกหล่นของหน่วยงานที่มีคุณสมบัติเหมาะสม สนับสนุนคุณภาพและความหลากหลายของข้อเสนอโครงการด้านการอนุรักษ์พลังงาน และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการอนุรักษ์พลังงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายเงินกองทุน และเพื่อให้การจัดสรรเงินกองทุนได้เกิดประโยชน์สูงสุด เกิดผลประหยัดพลังงานในวงกว้าง รวมทั้งเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนในประเทศมากขึ้น 

ทั้งนี้ ยังช่วยให้หน่วยงานที่มีบทบาทภารกิจในการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์พลังงานและพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกสามารถขอรับการสนับสนุนเงินจากกองทุนได้ตามกรอบยุทธศาสตร์การจัดสรรเงินกองทุนฯ และขยายระยะเวลาเปิดให้ยื่นลงทะเบียนผู้ดูแลระบบ (Admin) ของหน่วยงานเพื่อขอรับการสนับสนุนเงินกองทุนฯ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 (เพิ่มเติม รอบ 3) ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2568 เวลา 16.30 น. จนถึงวันที่ 17 กันยายน 2568 ภายในเวลา 16.30 น. เพื่อให้ครอบคลุมตามระยะเวลาการเปิดรับข้อเสนอโครงการ

สำหรับงบประมาณรวมในการจัดสรรทุนให้โครงการด้านอนุรักษ์พลังงานครั้งนี้มีรวม 2,750 ล้านบาท สาระสำคัญของหลักเกณฑ์เงื่อนไขประกอบด้วย

ผู้ขอรับการสนับสนุนจะต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์  โดยเป็นผู้ได้รับจัดสรรเงินหมุนเวียน เงินช่วยเหลือ เงินอุดหนุน ที่เป็นส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา หรือองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไรโครงการจะต้องสอดคล้องกับ 2 มาตราคือ มาตรา 25 (1) ตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2535 และที่แก้เพิ่มเติม โดยหน่วยงานขอรับการสนับสนุนต้องเป็นส่วนราชการลงทุนและดำเนินการด้านการลดใช้พลังงานด้วยกลไกดำเนินการของบริษัทจัดการพลังงาน (Energy Service Company : ESCO) เพื่อรับประกันผลประหยัดพลังงาน  และการสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่ออนุรักษ์พลังงานในพื้นที่พิเศษ และสอดคล้องมาตรา (3) ตาม พ.ร.บ.ฯ เช่น โครงการด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม งานด้านวิจัย พัฒนา สาธิต ฝึกอบรม สื่อสารเผยแพร่ 

ประเภทโครงการที่ไม่พิจารณา ได้แก่ เปลี่ยนเครื่องปรับอากาศ เปลี่ยนหลอดไฟ LED และการติดตั้งโคมไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ที่ไฟฟ้าเข้าถึง 

กรณีไม่พิจารณาคำขอ ได้แก่ ข้อเสนอไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กำหนด เอกสารไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง ยื่นคำขอไม่ทันภายในกำหนด เป็นหน่วยงานที่เคยสร้างความเสียหายในการดำเนินโครงการปีงบประมาณ พ.ศ.2564 – 2565 ไม่ปฏิบัติตามหนังสือยืนยันการขอรับเงินสนับสนุน ไม่ปฏิบัติตามระเบียบคณะกรรมการกองทุน เพิกเฉยหรือละทิ้งโครงการ ขอยุติ/ยกเลิก/คืนโครงการโดยไม่มีเหตุอันควร และไม่ยื่นข้อเสนอผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ enconfund.go.th 

ประเภทโครงการที่ขอสงวนสิทธิ์อื่นๆ ได้แก่ ไม่สนับสนุนโครงการที่ซ้ำซ้อนกับที่เคยดำเนินการ/ดำเนินการอยู่ เว้นแต่เป็นการพัฒนาต่อยอด สนับสนุนไม่เกินกรอบวงเงินตามประกาศ ไม่สนับสนุนโครงการที่ได้รับงบประมาณจากแหล่งอื่นแล้ว ระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์บ่อบาดาลจะสนับสนุนเฉพาะที่ผ่าน  กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเท่านั้น

หน่วยงานที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นทางการได้ที่ Facebook Page สำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ส.กทอ. และยื่นเอกสารข้อเสนอผ่านระบบออนไลน์เท่านั้นที่ enconfund.go.th หรือสอบถามโทร 02-158-1460 ต่อ 1206 หรือ 1211 ในวันและเวลาราชการ

‘รสนา’ การันตี ‘หมอสุภัทร’ ไม่มีพฤติกรรมส่อทุจริต หวัง ‘รัฐมนตรีสมศักดิ์’ ไม่บ้าจี้ตามคำสั่งของฝ่ายบริหาร สธ.

(18 ส.ค. 68) นางสาวรสนา โตสิตระกูล โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า สังคมอาจลืมไปแล้วว่าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในช่วงปี 2564 รุนแรงขนาดไหน มีคนตายจากโควิดมากเท่าไหร่ รพ. และรพ.สนามเต็มแน่น รพ.เอกชนปฏิเสธรับคนป่วยโควิด เกิดความตื่นตระหนกทั้งสังคม เพราะยังไม่มีทั้งวัคซีน และยารักษาโควิด-19

ในช่วงปี2564 ดิฉันในนามมูลนิธิสุขภาพไทย ได้ทำโครงการแจกเมล็ดพันธุ์ฟ้าทะลายโจรและยาแคปซูลฟ้าทะลายโจรให้กับผู้ติดเชื้อโควิด-19 เริ่มจากในกรุงเทพที่เป็นสถานที่แพร่ระบาดโควิดจากสนามมวย และสถานบันเทิงย่านทองหล่อ และชุมชนคลองเตยที่มีคนทำงาน ทั่วกทม.โดยได้รับการสนับสนุนยาฟ้าทะลายโจรจากมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร  และ จากบริษัทยาพรีราน่า และบริษัทอื่นๆ รวมทั้งเงินบริจาคเพื่อเป็นค่าส่งยาให้ประชาชนที่ติดเชื้อโควิด ต้องกักตัวที่บ้านและขอยาเข้ามา และส่งยาให้กับอสส (อสม.ในกทม )69 เขต เพื่อแจกให้กับประชาชนในแต่ละเขต ในช่วงนั้นยังไม่มีทั้งวัคซีน และยารักษาโควิด

ดิฉันยังจำความโกลาหลของผู้คนที่แตกตื่นจากการระบาดของเชื้อโควิดได้ดี การระบาดกระจายไปทั่วหัวเมือง มีข่าวคนติดเชื้อนอนตายข้างถนนการเดินทางจากคนที่ติดเชื้อ แต่ยังไม่แสดงอาการ เมื่อมีการล็อคดาวน์กรุงเทพ คนงานไม่มีงาน ไม่มีเงินจึงหนีกลับบ้านในต่างจังหวัดและพาเชื้อไปแพร่กระจายในหมู่บ้านตนเอง

การตรวจเชื้อของหน่วยงานรัฐต้องใช้ RT PCR ซึ่งต้องรอคิวเป็นอาทิตย์กว่าจะได้ตรวจเชื้อ คนที่อาการหนัก หลายคนตายไปก่อนได้รับการตรวจเชื้อ การกักตัวเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดตามรพ.และรพ.สนามมากมาย ส่วนการรักษาในรพ.หรือรพ.สนาม ก็รักษาตามอาการ การกักตัวเพื่อลดการแพร่ระบาดเป็นหลัก ใครติดเชื้อน้อย ร่างกายแข็งแรงก็รอด ส่วนคนติดเชื้อมากร่างกายอ่อนแอก็ตาย คนที่ตายจากเชื้อโควิด ถูกนำไปเผาโดยญาติไม่มีโอกาสได้พบหน้ากันเลย 

ช่วงเดือนเมษายน2564 ดิฉันเคยเสนอผ่านเฟซบุ๊ก และให้สัมภาษณ์สื่อไปถึงหน่วยงานรัฐ ให้ใช้ ATK ตรวจคนในชุมชนคลองเตยอย่างรวดเร็วเพื่อแยกคนติดเชื้อออกจากครอบครัว และใช้วัด โรงเรียน หรือหน่วยราชการเป็นที่กักตัว เพราะรพ.สนามเต็มหมด และเสนอให้รัฐบาลต้องให้เงินทดแทนแรงงานคนเหล่านี้เพื่อดูแลครอบครัว ที่ต้องให้หยุดทำงานเพื่อลดการแพร่เชื้อ และเสนอให้ใช้ฟ้าทะลายโจรให้คนติดเชื้อ เพราะฟ้าทะลายโจรมีสรรพคุณรักษาหวัดที่เป็นเชื้อไวรัสอยู่แล้ว ตอนนั้นยังไม่มียาฟาวิพิราเวียร์

ในขณะนั้นหน่วยงานรัฐทั้งรัฐส่วนกลาง และท้องถิ่นยังไม่ได้ทำงานเชิงรุกมากพอ การระบาดจาก สนามมวย สถานบันเทิงในซอยทองหล่อ จึงระบาดแพร่กระจายเป็นวงกว้างไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว

เมื่อทีมงานของแพทย์ชนบท มีหมอสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ และหมอชนบทอีกหลายคนจากหลายรพ.ในต่างจังหวัด ตั้งทีมอาสาสมัครเข้ามาตรวจโควิดให้คนกรุงเทพ โดยใช้ ATK มาตรวจและแยกคนติดเชื้อออกจากคนที่ยังไม่ติด จ่ายยาให้คนติดเชื้อ ซึ่งมีทั้งยารักษาตามอาการ และยาฟาวิพิราเวียร์ สำหรับคนไข้อาการหนัก ซึ่งยาฟาวิพิราเวียร์ยังมีอยู่น้อยและมีราคาแพงมาก (ที่เบิกจากสปสช. ราคาต่อการรักษา 4,200 บาท/1คน ส่วนฟ้าทะลายโจรต่อการรักษา 1 คนแค่ 180 บาท ) ฟ้าทะลายโจรที่พวกเราส่งไปสนับสนุนชาวบ้านที่ติดโควิด ได้ผลดีมาก จึงได้ส่งให้ทีมแพทย์ชนบทที่มาตรวจเชื้อที่ กทม.ด้วย

ถ้าเรามองจากสถานการณ์ในช่วงโควิระบาด การมาช่วยตรวจเชื้อโควิดของหมอชนบทอย่างทีมหมอสุภัทร เป็นงานที่สำคัญ ได้ช่วยเหลือผู้ป่วยที่อยู่ในสภาพตื่นตระหนก ไม่รู้จะพึ่งพาใคร จะดูแลรักษาตัวเอง และคนในครอบครัวอย่างไร ไม่มีคนมาแนะนำ นอกจากทีมตรวจเชื้อของหมอสุภัทรแล้วยังมีอาสาสมัครกลุ่มอื่นที่รับช่วงช่วยกระจายอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่นให้ยืมเครื่องช่วยหายใจในกรณีเคสที่มีอาการหนัก กระจายยาฟ้าทะลายโจร และอาหาร ให้กับผู้ป่วยที่กักตัวที่บ้าน

ดิฉันเห็นว่าเป็นการร่วมมือกันของอาสาสมัครทั้งสังคมเพื่อช่วยกันลดการแพร่ระบาดให้เร็วที่สุด และช่วยเหลือกันในยามวิกฤตที่รัฐบาลไม่สามารถครอบคลุมการช่วยเหลือคนได้ทุกพื้นที่ทั้งหมด

มีคนวิจารณ์เรื่องที่ทีมแพทย์ชนบทมาตรวจเชื้อโควิดใน กทม. เพื่อได้รับค่าตอบแทนเป็นรายหัวจาก สปสช. อย่างเป็นกอบเป็นกำนั้น น่าจะเป็นการมองด้วยอคติเป็นที่ตั้งมากกว่า ถ้าหน่วยงานของท้องถิ่นในกทม.เข้ามาดำเนินการตรวจเชิงรุกแบบเดียวกัน ก็สามารถรับค่าใช้จ่ายตามรายหัวจาก สปสช.ได้อยู่แล้วเช่นเดียวกัน แต่ก็ไม่ทำ ใช่หรือไม่?!

ถ้าจะกล่าวหาเรื่อง ATK ที่หมอสุภัทร และแพทย์ชนบทจัดหามาใช้ว่าแพง ก็น่าพิจารณาว่าการจัดซื้อ ATK  ยี่ห้อเลอพู่จากจีน ขององค์การเภสัชกรรม (อภ.)ที่ซื้อจำนวนมาก แต่ก็พบว่ามีราคาแพงกว่าราคาตลาดที่ซื้อในจำนวนที่น้อยกว่า ใช่หรือไม่ ?!

นอกจากนี้ยังมีข้อน่าสงสัยว่า ผู้ชนะประมูลการจัดซื้อ ATK เลอพู่ ให้อภ.เป็นบริษัทหนึ่ง แต่ อภ.ทำสัญญาจัดซื้อกับอีกบริษัทหนึ่ง เป็นเรื่องถูกต้องของระเบียบการจัดซื้อหรือไม่นั้น แต่ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขก็ไม่ได้มีการตรวจสอบตามที่มีการร้องเรียน ใช่หรือไม่ ?!

ดิฉันเห็นว่าการจะตรวจสอบเอาผิดใคร สามารถเป็นการตั้งธงได้ ดูจากตัวอย่างคดีการทุจริตจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ในกระทรวงสาธารณสุขเมื่อปี 2542 ที่ดิฉันมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ในการทุจริตของนักการเมืองจะทำไปโดยฝ่ายบริหารระดับสูงไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ช่วยเหลือนั้น ไม่ว่าเรื่องการแปลงงบประมาณจากหมวดเงินอุดหนุน เป็นเงินหมวดใช้สอยวัสดุ ที่เปลี่ยนการใช้จ่ายรายหัว เป็นจ่ายตามอำนาจของผู้บริหาร การยกเลิกราคากลางยา เพื่อไม่ให้มีการเพดานราคา ล้วนต้องทำโดยข้าราชการในระดับบริหาร แต่ข้าราชการระดับสูงที่ให้ความเมืองที่ในครั้งนั้น ล้วนแต่ได้รับการช่วยเหลือให้รอดพ้นจากการถูกไล่ออกจากราชการ มีแต่นักการเมืองที่ถูกลงโทษจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยึดทรัพย์จากการร่ำรวยผิดปกติ ที่มีการรับสินบนจากบริษัทยา และจัดซื้อยาแลเวชภัณฑ์ราคาแพงเพื่อให้บรรดาหมอในโรงพยาบาลของรัฐซื้อยาและเวชภัณฑ์ที่แพงเกินสมควร ศาลฯจึงตัดสินให้จำคุกเป็นเวลา 15ปี แต่บรรดาผู้บริหารระดับสูงในครั้งนั้นที่ช่วยนักการเมืองแปลงงบประมาณ  จากงบอุดหนุนในหมวด 800 ที่ต้องจ่ายตามรายหัว เป็นงบหมวดใช้สอยวัสดุ หมวด300 นั้นเป็นการเปิดช่องให้สามารถการซื้อยาและเวชภัณฑ์แพง ถ้าไม่มีชมรมแพทย์ชนบท และชมรมเภสัชชนบทออกมาเปิดโปงการทุจริตในครั้งนั้น และไม่มีเอ็นจีโอช่วยกันตรวจสอบ ไม่มีสื่อช่วยกันตรวจสอบก็ไม่อาจทำให้นักการเมืองถูกยึดทรัพย์และติดคุกอย่างแน่นอน แต่ฝ่ายบริหารระดับสูงไม่ได้ถูกตรวจสอบ เพราะฝ่ายบริหารชุดต่อมาก็ช่วยกันใช่หรือไม่ ?! ผู้บริหารระดับสูงจึงล้วนรอดจากการถูกลงโทษ เมื่อเกษียณแล้วก็ยังได้รับบำเหน็จบำนาญ สวัสดิการทั้งหลายกันต่อไป ใช่หรือไม่ ?!

ส่วนหมอสุภัทร ประธานแพทย์ชนบท ที่ทำงานช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ ดิฉันเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าไม่มีการทุจริต เป็นคนที่มีชีวิตที่สมถะ ไม่เคยเปิดคลินิกส่วนตัว แต่กำลังจะถูกผู้บริหารระดับสูง ลงโทษให้ออกจากราชการ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง หมอสุภัทรจะเหมือนถูกลงโทษประหารชีวิตกันเลยทีเดียว จากความผิดที่มีการอ้างเรื่องการซื้อ ATK มาช่วยชีวิตคนติดเชื้อโควิด ใช่หรือไม่?! 

ถ้าหมอสุภัทรถูกให้ออกจากราชการ จะไม่ได้รับบำเหน็จ บำนาญ ความดีที่เคยทำจะถูกประหารไปพร้อมกับคำสั่งให้ออกจากราชการ คำสั่งเช่นนี้ เป็นการตั้งธงโดยฝ่ายบริหาร ใช่หรือไม่ การลงโทษหมอสุภัทร เป็นสิ่งที่มีความเป็นธรรมแล้วหรือ ต่อไปจะมีใครทำดีให้สังคม ใครแข็งขืนผู้บริหาร ก็จะถูกเชือดไก่ให้ลิงดูแบบหมอสุภัทร ใช่หรือไม่ ?!? 

เราต้องการหมอที่เป็นโรคกระดูกสันหลังเสื่อม ที่ต้องค้อมหลังให้ผู้บริหาร โดยไม่กล้ายืนหลังตรงอย่างนั้นหรือ ?!?

หวังว่ารัฐมนตรีสมศักดิ์ เทพสุทิน คงไม่บ้าจี้ตามคำสั่งของฝ่ายบริหารสธ. ใช่หรือไม่ !?

เศรษฐกิจ ‘จีน’ ดึงดูดบริษัทต่างชาติหน้าใหม่เข้าลงทุน ดันศูนย์เทคโนโลยีอาหาร และอุตสาหกรรมยานยนต์เติบโต

(18 ส.ค. 68) บริษัทข้ามชาติหลายแห่งกำลังเพิ่มการลงทุนในจีน ท่ามกลางความเชื่อมั่นในตลาดที่เติบโตต่อเนื่อง ที่โรงงาน Taiho Kogyo ในเมืองหยานไถ มณฑลซานตง แขนกลและแรงงานมืออาชีพผลิตแบริ่งเครื่องยนต์ และคอมเพรสเซอร์ส่งให้ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่เช่นโตโยต้า (Toyota) กับฟ็อลคส์วาเกิน (Volkswagen) รวมถึงตลาดมอเตอร์ไซค์หรูในจีน

บริษัท Taiho Kogyo สาขาจีนได้รับอิสระเต็มที่จากสำนักงานใหญ่ญี่ปุ่นในการพัฒนาและผลิตสำหรับตลาดจีนโดยเฉพาะ ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้รวดเร็วและใช้ประโยชน์จากศักยภาพการเติบโตของจีน ขณะเดียวกัน Louis Dreyfus Company ของยุโรปลงทุนสร้างศูนย์อุตสาหกรรมเทคโนโลยีอาหารมูลค่า 7 พันล้านหยวนในชิงเต่า คาดแล้วเสร็จปี 2027 จะผลิตโปรตีนอาหารสัตว์ น้ำมันและฟอสโฟไลปิดตามเป้า พร้อมสร้างงานราว 200 ตำแหน่ง

CJ Group จากเกาหลีใต้ก็ขยายการลงทุนในจีนเช่นกัน โดยเพิ่มกำลังการผลิตกรดอะมิโนและวัตถุเจือปนอาหารในเมืองเลียวเฉิง มณฑลซานตง แสดงถึงความมั่นใจในโอกาสและตลาดจีน นายซน คยองชิก (Sohn Kyung-shik) ประธานบริษัทระบุว่า กลุ่มบริษัทมุ่งสร้างความร่วมมือเชิงลึกและโอกาสใหม่ ๆ ในจีน พร้อมรับมือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่า ในปีที่ผ่านมา จีนมีบริษัทลงทุนต่างชาติใหม่ 59,000 แห่ง เพิ่มขึ้น 9.9% และครึ่งปีแรก 2025 มีอีก 30,014 แห่ง เพื่อตอบสนองแนวทางเปิดตลาดจีนระดับสูง จีนยังออกแผนปฏิบัติการปี 2025 เพื่อสร้างเสถียรภาพการลงทุนต่างชาติ และปรับปรุงรายชื่ออุตสาหกรรมที่สนับสนุนการลงทุน ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจจีนยังคงเป็นจุดหมายสำคัญของนักลงทุนข้ามชาติ

‘เดชอิศม์’ โต้ข่าวให้นายอำเภอในสงขลาจัดคิวเวียนต้อนรับ ลั่น ยังเป็นนายกชายคนเดิม ส่วนตำแหน่งแค่หัวโขนชั่วคราว ยัน ไม่เคยสั่งใครให้มาต้อนรับ

(18 ส.ค 68) นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์เฟซบุ๊กตอบโต้ข่าวให้นายอำเภอจัดคิวเวียนต้อนรับ โดยระบุว่า ตำแหน่งแค่หัวโขนชั่วคราว ผมคือ "นายกชาย" คนเดิม ไม่ชอบให้ใครมาต้อนรับแบบเอิกเกริก เอาเวลาไปทำงานดีกว่า เว้นจากมีข้อราชการมาหารือผมเท่านั้น ผมเน้นการทำงานเป็นหลัก ไม่เคยสั่งให้ใครมาต้อนรับ ไม่เคยขอกาแฟใคร ขอทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก็พอครับ

ส่งยานเกราะล้อยาง - ช่างซ่อม ประจำชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมช่วยซ่อมรถฮัมวี่ - รถสายพานลำเลียงพล M113 ฟรี

‘มาดามรถถัง’ ส่งยานเกราะล้อยาง - ช่างซ่อม เข้าประจำชายแดนไทย-กัมพูชา เตรียมพร้อมช่วยซ่อมยานยนต์ทหารฟรี ประกาศช่วยชาติจิตอาสา ไม่มีค่าใช้จ่าย ขอคนไทยสามัคคียามศึก

(18 ส.ค. 68) ที่กองบัญชาการกองทัพไทย นางนพรัตน์ กุลหิรัญ หรือมาดามรถถัง เจ้าของ บริษัท ชัยเสรีเม็ททอลแอนด์รับเบอร์ จำกัด พร้อมลูกชาย กล่าวถึงเหตุการณ์สู้รบ ชายแดนไทย-กัมพูชา  ว่า ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วพี่น้องคนไทยก็ต้องร่วมมือกัน สามัคคีกัน ช่วยอะไรได้ก็ต้องช่วย เพื่อการป้องกันประเทศ

บริษัท ชัยเสรีฯ เป็นบริษัทสัญชาติไทย ในฐานะคนไทย มีหน้าที่ รักษาเอกราช และความมั่นคงของชาติ ขีดความสามารถของชัยเสรี คือการคิดค้นยุทโธปกรณ์ เพื่อการป้องกันประเทศ ที่ได้ดำเนินการไปแล้วคือการออกแบบ ข้อต่อสายพาน ซ่อมรถให้กับกองทัพ และออกแบบรถ เฟิสต์วิน 4x4 และรถสะเทินน้ำสะเทินบก 8x8 ให้กับกองทัพ 

ซึ่งขณะนี้ก็ปฏิบัติงานอยู่ที่ชายแดน เราก็ทำรถเกราะกันกระสุนกันระเบิด ไปช่วยชายแดน และในฐานะที่เราเป็นโรงงานซ่อมสร้างยานยนต์ทหาร เราได้ส่งคณะช่าง อะไหล่ ไปอยู่ประจำที่ชายแดน เพื่อรอซ่อมรถต่างๆ ให้กองทัพ ในภารกิจปกป้องประเทศ  เช่น รถฮัมวี่ และ M113 

พร้อมกันนี้ ยังได้รวบรวมจิตอาสา ในการคิดค้นโดรน เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานที่ชายแดน ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมด ไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นสิ่งที่ภาคเอกชน ร่วมมือกัน

ไขความลับ!! ทำไม ‘ปูติน’ ที่พูดอังกฤษ–เยอรมันคล่อง แต่ยังเลือกใช้ล่าม..ช่วยในการประชุมการทูตระดับสูงเสมอ

(18 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย แม้จะพูดได้ทั้งรัสเซีย อังกฤษ และเยอรมันอย่างคล่องแคล่ว แต่กลับยังคงเลือกใช้ล่ามในการประชุมการทูตระดับสูงเสมอ ล่าสุดในการประชุมกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ปูตินปิดท้ายด้วยคำภาษาอังกฤษว่า “Thank you so much” และ “And next time in Moscow” สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก

ทักษะภาษาอังกฤษของปูตินไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เนื่องจากเขาเคยเป็นเจ้าหน้าที่ KGB ที่ต้องทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะช่วงที่ประจำการในเมืองเดรสเดิน เยอรมนีตะวันออก ซึ่งทำให้เขาพูดเยอรมันได้คล่อง และต่อมาได้พัฒนาภาษาอังกฤษจนถึงขั้นเข้าใจแทบทั้งหมด ถึงขนาดเคยแก้ไขคำแปลของล่ามได้เอง

โฆษกเครมลิน ดมิทรี เพสคอฟ (Dmitry Peskov) อธิบายว่า เหตุผลที่ปูตินเลือกใช้ล่าม ไม่ได้มาจากข้อจำกัดด้านภาษา แต่เพื่อความเป็นทางการและความรอบคอบในการเจรจา อีกทั้งยังช่วยให้มี “พื้นที่เล่นเชิงการทูต” เช่น การหลีกเลี่ยงคำถามอ่อนไหวจากนักข่าวด้วยการทำทีเหมือนไม่เข้าใจ

อย่างไรก็ตาม ปูตินเคยใช้ภาษาอังกฤษและเยอรมันด้วยตนเองในหลายโอกาสสำคัญ เช่น การให้สัมภาษณ์ CNN เรื่องสงครามจอร์เจียปี 2008 การประกาศเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ World Expo 2020 ในปี 2013 และการประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับชาวเยอรมันเมื่อต้นปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นชัดว่า การใช้ล่ามเป็นยุทธศาสตร์การเมือง มากกว่าปัญหาด้านทักษะภาษา

จีนจัดมหกรรมกีฬา “โอลิมปิกหุ่นยนต์” สุดอลังการ รวม 280 ทีมจาก 16 ประเทศ ร่วมโชว์เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

(18 ส.ค. 68) จีนเปิดฉากการแข่งขัน World Humanoid Robot Games หรือที่ถูกขนานนามว่า “โอลิมปิกหุ่นยนต์” ณ กรุงปักกิ่ง โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15–17 สิงหาคม มีทีมเข้าร่วมกว่า 280 ทีมจาก 16 ประเทศ รวมทั้งสหรัฐฯ เยอรมนี และบราซิล โดยเป็นผลงานจากมหาวิทยาลัย 192 ทีม และจากภาคเอกชน 88 ทีม เช่น Unitree และ Fourier Intelligence ของจีน

สำหรับการแข่งขันมีทั้งกีฬามนุษย์ เช่น วิ่ง-ฟุตบอล-ปิงปอง และภารกิจเฉพาะทางของหุ่นยนต์ เช่น คัดแยกยา ขนย้ายวัสดุ และแข่งทำความสะอาด ไฮไลต์คือการแข่งฟุตบอลที่หุ่นยนต์วิ่งชนกันล้มระเนระนาด และการวิ่งระยะ 1,500 เมตร ซึ่งหุ่นบางตัวพังกลางทางก่อนเข้าเส้นชัย สร้างเสียงฮือฮาให้ผู้ชม ขณะที่บัตรเข้าชมเปิดขายในราคา 128–580 หยวน (ราว 600–2,900 บาท)

แม้หุ่นยนต์จำนวนมากยังต้องพึ่งพามนุษย์ช่วยพยุง แต่หลายตัวก็สามารถลุกขึ้นเองได้ ซึ่งได้รับเสียงปรบมือจากผู้ชม นักพัฒนาและนักวิจัยย้ำว่า ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนสำคัญ เพราะช่วยเก็บข้อมูลการเคลื่อนไหว การประสานงาน และการแก้ปัญหาของหุ่นยนต์ ซึ่งจะต่อยอดไปสู่การใช้งานจริงในโรงงานและสายการผลิต

ทั้งนี้ การแข่งขันดังกล่าวสะท้อนถึงการลงทุนมหาศาลของจีนในเทคโนโลยีหุ่นยนต์และ AI เพื่อรับมือสังคมสูงวัยและการชิงความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมกับสหรัฐฯ โดยก่อนหน้านี้จีนเพิ่งจัด “มาราธอนหุ่นยนต์” และเปิดงานประชุมหุ่นยนต์ระดับโลก รวมถึงมีร้านค้าขายหุ่นยนต์โดยเฉพาะ นักวิเคราะห์ชี้ว่านี่คือสัญญาณว่าไม่เพียงแต่รัฐบาล แต่สังคมจีนในวงกว้างก็กำลังตื่นตัวและยอมรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในชีวิตประจำวัน

‘หมอเบ็นซ์’ ชู “Spider Boot” ความหวังของทหารไทย เทคโนโลยีที่อาจช่วยรักษาขาเวลาเหยียบทุ่นระเบิด

(18 ส.ค. 68) นพ. โฆษิต เอี้ยวฉาย หรือ ‘หมอเบ็นซ์ มาสเตอร์พีช’ ได้โพสต์คลิปในช่อง tiktok : dr.benz_masterpiece ว่า ในช่วงเดือนที่ผ่านมา มีรายงานว่าทหารไทย 5 นายต้องสูญเสียขาจากการเหยียบกับระเบิดในพื้นที่เสี่ยง หากมีอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม เหตุการณ์เหล่านี้อาจไม่เกิดขึ้นเลยก็เป็นได้ โดยหนึ่งในนวัตกรรมที่ถูกพูดถึงอย่างมากในวงการทหารคือ “Spider Boot” หรือรองเท้าแมงมุม ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าใช้งานได้จริงในสนามรบยูเครน

หมอเบ็นซ์ ระบุด้วยว่า รองเท้า Spider Boot มีจุดเด่นด้านการออกแบบที่เน้นการลดแรงกระแทกจากการระเบิด โดยมีหลักการทำงานสำคัญ 3 ประการ:

เพิ่มระยะห่างจากพื้น: ตัวรองเท้ายกเท้าของผู้สวมให้สูงจากพื้นถึง 14.4 เซนติเมตร ช่วยลดความรุนแรงของแรงกระแทกจากระเบิดที่เกิดจากพื้นดิน

โครงสร้างขาแมงมุมรับแรงแทน: โครงสร้างภายนอกคล้ายขาแมงมุมจะรับแรงกระแทกโดยตรง และกระจายพลังงานออกในแนวเฉียงตามหลักเวกเตอร์ ทำให้แรงที่ส่งถึงร่างกายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

แผ่นดูดซับแรงกระแทก: พื้นรองเท้าถูกออกแบบมาให้ดูดซับและกระจายแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดโอกาสการบาดเจ็บจากแรงระเบิด

ทั้งนี้ จากการทดลองและการใช้งานจริงในสนามรบ พบว่ารองเท้า Spider Boot สามารถลดโอกาสการสูญเสียขาได้ถึง 70% ซึ่งหมายความว่า หากทหารไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์เดียวกันในการลาดตระเวนชายแดนกัมพูชา  โอกาสรอดจะเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการผลิตหรือดัดแปลงรองเท้าชนิดนี้ในประเทศไทย ดังนั้น จึงอยากให้ผู้ที่มีความสามารถด้านการออกแบบ 3 มิติ หรือมีโรงงานผลิตอุปกรณ์ทางทหาร นำแนวคิดดังกล่าวมาพัฒนา เพื่อช่วยปกป้องชีวิตและร่างกายของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงต่อไป

ไทยชูประเด็นทุ่นระเบิดกลางเวที ‘แม่โขง-ล้านช้าง’ จีนยกมือหนุน!! พร้อมบีบกัมพูชาร่วมแก้ปัญหาด่วน

(18 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี โพสต์…การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง (Lancang-Mekong Cooperation – LMC) ครั้งที่ 10 ที่เมืองอันหนิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน มีประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ ปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีต่างประเทศไทย กล่าวถึงความสูญเสียที่เกิดกับทหารและประชาชนไทยจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคล พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมนานาชาติช่วยสนับสนุนไทยในการผลักดันให้กัมพูชาร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างจริงจัง 【Bangkokbiznews】

ด้าน นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน แสดงจุดยืนชัดว่า จีนเห็นด้วยกับไทยว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนด้านมนุษยธรรม และจีน พร้อมสนับสนุนในเชิงเทคโนโลยีและองค์ความรู้ รวมถึงยินดีทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” เพื่อสร้างบรรยากาศการเจรจาระหว่างไทย–กัมพูชา 【Reuters】

นอกจากนี้ แหล่งข่าวทางการจีนเปิดเผยว่า ภายหลังการประชุมอย่างเป็นทางการ นายหวัง อี้ ได้เชิญรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยและกัมพูชา มาหารืออย่างไม่เป็นทางการในลักษณะ “tea chat” เพื่อแลกเปลี่ยนอย่างเปิดใจ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จีนใช้บทบาทการทูต ผลักดันให้กัมพูชาเข้ามามีส่วนร่วมในการถอดและเก็บกู้ทุ่นระเบิด 【Bangkokbiznews】

สงขลา-มวลชนแห่หนุน “สุพิศ พิทักษ์ธรรม” สู้ศึกดราม่า เงินกู้ 2,000 ล้าน ลั่นทำเพื่อประชาชน ไม่หวั่นถูกโจมตี

(18 ส.ค. 68)  ที่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา มวลชนนับร้อยคนรวมตัวให้กำลังใจ นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายก อบจ.สงขลา ท่ามกลางกระแสโจมตีหนักบนโลกโซเชียล กรณีโครงการ กู้เงิน 2,000 ล้านบาท เพื่อซ่อมแซมและสร้างถนนทั่วทั้งจังหวัด

นายสุพิศ กล่าว ต่อหน้ามวลชนว่า ตนไม่กังวลกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ พร้อมขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ออกมาแสดงพลังสนับสนุน “บางคนอาจมองว่าเราจ้างคนมาสร้างภาพ แต่ความจริงคือประชาชนเป็นห่วงบ้านเมือง” พร้อมย้ำว่า ตลอดเวลาที่เงียบไม่ได้ออกมาตอบโต้ เพราะเลือกที่จะทุ่มเวลาไปทำงานแก้ปัญหาให้เห็นเป็นรูปธรรมมากกว่า

สำหรับการกู้เงิน 2,000 ล้านบาท นายสุพิศชี้แจงว่า เป็นมติร่วมของคณะผู้บริหารและสมาชิกสภา อบจ. จากเสียงสะท้อนของประชาชนที่ทนทุกข์กับสภาพถนนชำรุดพังทลายมานาน “เราได้พิจารณาอย่างรอบคอบตามกฎหมาย ระเบียบวินัยการเงินการคลัง ทุกขั้นตอนมีหน่วยงานกำกับ ไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางการคลัง”

พร้อมทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวว่า “อย่ากังวล ประเทศไทยมีกลไกตรวจสอบ หากผมโกงจริง ป.ป.ช., ป.ป.ง., สตง. ก็เล่นงานผมได้ แต่การสกัดกั้นไม่ให้ทำงานเพื่อประชาชน นั่นไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตย”

อย่างไรก็ตาม วันพรุ่งนี้ (19 ส.ค. 2568) เวลา 10.00 น. เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ภาค 9 และ ผู้อำนวยการ ป.ป.ช. จังหวัดสงขลา เตรียมเข้าตรวจสอบรายละเอียดโครงการกู้เงินดังกล่าว เพื่อสร้างความโปร่งใสและคลายข้อกังวลของสังคม
นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top