Wednesday, 10 June 2026
Hard News Team

‘เซเลนสกี’ ยิ้มร่า!! หลักประกันความมั่นคงใกล้เป็นจริง มาพร้อมแพ็กเกจอาวุธจากสหรัฐฯ มูลค่า 90,000 ล้าน

(19 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน เปิดเผยหลังการหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และผู้นำยุโรปว่า ข้อตกลงด้านหลักประกันความมั่นคงของยูเครนน่าจะได้ข้อสรุปภายใน 7–10 วัน โดยขณะนี้ประเทศพันธมิตรกำลังจัดทำเอกสารอย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้

เซเลนสกีกล่าวว่า สิ่งสำคัญคือสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะเข้ามามีส่วนร่วมในการประสานและเป็นผู้ร่วมรับรองหลักประกันความมั่นคงให้กับยูเครน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญ แม้การเจรจาสันติภาพกับรัสเซียยังไม่ใกล้ความจริง แต่เขายืนยันว่าการพบกับทรัมป์ในครั้งนี้เป็นการเจรจาที่ “ดีที่สุด” เท่าที่เคยมีมา

ผู้นำยูเครนยังระบุว่า ยูเครนพร้อมเจรจากับรัสเซียใน “ทุกรูปแบบ” และจะหารือเรื่องดินแดนกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินโดยตรง แม้ยังไม่มีการกำหนดวันพูดคุยอย่างเป็นทางการ ขณะเดียวกัน เซเลนสกีย้ำว่าประเด็นดินแดนจะเป็นเรื่องที่เขาและปูตินต้องเจรจาโดยตรงเท่านั้น

อีกด้านหนึ่ง ส่วนหนึ่งของหลักประกันความมั่นคงจะมาพร้อมกับแพ็กเกจอาวุธจากสหรัฐฯ มูลค่า 90,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงเครื่องบินและระบบป้องกันทางอากาศ พร้อมทั้งข้อตกลงใหม่ที่สหรัฐฯ จะซื้อโดรนจากยูเครนเมื่อการส่งออกเปิดทาง ถือเป็นผลลัพธ์สำคัญที่ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศควบคู่กันไป

สิงคโปร์ยกทัพนักลงทุน 200 คน เยือนไทย ผลักดันความร่วมมือด้านนวัตกรรมและพลังงานสะอาด

(19 ส.ค. 68) นักลงทุนสิงคโปร์กว่า 200 คนเดินทางเยือนไทย ร่วมงาน Singapore Regional Business Forum ครั้งที่ 9 ที่กรุงเทพฯ โดยบีโอไอและสภาธุรกิจสิงคโปร์ (SBF) จัดงานเพื่อประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์และเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–สิงคโปร์ เน้นดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมสีเขียว

เลขาธิการบีโอไอ นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ ระบุว่า งานนี้ถือเป็นครั้งแรกที่จัดในไทย และมีนักธุรกิจและผู้บริหารภาครัฐจากสิงคโปร์เข้าร่วมกว่า 200 คน รวมถึงผู้เข้าร่วมจาก 25 ประเทศทั่วโลกกว่า 450 คน ภายในงานเน้นแสดงศักยภาพไทยในการรองรับการลงทุนด้านดิจิทัล พลังงานสะอาด และนวัตกรรม

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทย–สิงคโปร์มีความร่วมมือยาวนานในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมอนาคต โดยสิงคโปร์เป็นนักลงทุนต่างชาติอันดับ 1 ของไทย และการลงทุนครอบคลุมโครงการสำคัญ เช่น SATS Food, Oatside และ CapitaLand พร้อมกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคอย่าง AFTA และ RCEP

นายตัน ซี เหล่ง จากสิงคโปร์กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นนวัตกรรมและความยั่งยืน เช่น พลังงานสะอาด การดูแลสุขภาพ อีคอมเมิร์ซ ฟินเทค และการลดก๊าซเรือนกระจก โดยสองประเทศตั้งเป้าสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่และรองรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้ นายนฤตม์ระบุเพิ่มเติมว่า ไทยพร้อมเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ เซมิคอนดักเตอร์ และดิจิทัล รวมทั้งลงนาม MOU กับ SBF เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านอาหาร อิเล็กทรอนิกส์ การแพทย์ เทคโนโลยีชีวภาพ และการท่องเที่ยว ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สิงคโปร์ลงทุนไทยกว่า 8.1 แสนล้านบาท โดยเน้นดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และเทคโนโลยีสูง

ตัวอย่างทั่วโลกชี้ชัด!! รั้วชายแดนป้องกันอาชญากรรม ‘ไทย’ จะทำบ้างกลับถูก ‘กัมพูชา’ วิจารณ์สิทธิมนุษยชน

(19 ส.ค. 68) เฟซบุ๊กปราชญ์ สามสี โพสต์เมื่อเพื่อนบ้านไม่น่ารัก การปักรั้วลวดหนามหรือสร้างกำแพงกั้นแดนไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลก ตรงกันข้าม นี่คือวิธีการที่หลายประเทศเลือกใช้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายในของตน

ตัวอย่างจากทั่วโลก
อินเดีย–บังกลาเทศ
อินเดียสร้างรั้วยาวกว่า 3,000 กิโลเมตร เพื่อหยุดการลักลอบข้ามแดนและอาชญากรรมข้ามชาติ แม้จะมีเสียงวิจารณ์เรื่องสิทธิมนุษยชน แต่รัฐบาลอินเดียยังยืนยันว่ารั้วนี้คือเกราะป้องกันประชาชนของตน

ตุรกี–ซีเรีย
ตุรกีสร้างกำแพงคอนกรีตและลวดหนามยาวกว่า 760 กิโลเมตร เพื่อกันผู้ก่อการร้ายและการลักลอบค้าอาวุธจากฝั่งซีเรีย แม้เป็นรั้วที่แข็งแรงที่สุดเส้นหนึ่งในโลก แต่ตุรกีก็อธิบายชัดว่านี่คือการป้องกันประเทศ ไม่ใช่การรุกราน

ปากีสถาน–อัฟกานิสถาน
หลังจากเกิดการก่อการร้ายต่อเนื่อง ปากีสถานเลือกปักรั้วลวดหนามยาวกว่า 2,600 กิโลเมตร บนเส้น Durand Line เพื่อควบคุมความมั่นคง แม้จะมีข้อพิพาทเรื่องเขตแดน แต่รั้วนี้ช่วยลดความเสี่ยงในพื้นที่เปราะบางได้จริง

ลิทัวเนีย–เบลารุส
เมื่อวิกฤตผู้อพยพถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในยุโรป ลิทัวเนียเร่งสร้างรั้วลวดหนามยาวกว่า 500 กิโลเมตร เพื่อป้องกันการไหลบ่าของผู้ลี้ภัยโดยไม่ผ่านการตรวจสอบ

แล้วไทยผิดตรงไหน?
เมื่อประเทศมหาอำนาจและประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมากใช้กำแพงและรั้วลวดหนามเพื่อป้องกันตัวเอง ทำไมเมื่อไทยทำบ้างจึงถูกกัมพูชาตีความว่า “ละเมิดสิทธิมนุษยชน”?

รั้วลวดหนามที่ไทยสร้างขึ้นไม่ได้มีเจตนาเอาชีวิตใคร ไม่ได้ซ่อนกับระเบิด ไม่ได้ทำให้ใครต้องสูญเสียแขนขา มันเป็นเพียงเส้นแบ่งเขตที่บอกว่า “ตรงนี้คือไทย ตรงนั้นคือกัมพูชา” ตรรกะตรงไปตรงมาเหมือนกับที่หลายประเทศทั่วโลกทำมาแล้ว

สิทธิมนุษยชนที่ถูกบิดเบือน
สิทธิในการมีชีวิตและความปลอดภัยคือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่สุด แต่กัมพูชากลับละเลยปัญหาทุ่นระเบิดที่ทำให้ทหารและชาวบ้านไทยบาดเจ็บล้มตาย กลับกันเมื่อไทยใช้วิธีที่ไม่รุนแรงกว่ามาก—แค่ขึงรั้วลวดหนาม—กลับถูกโจมตีว่า “ละเมิดสิทธิ”

นี่จึงไม่ใช่การพูดถึง “สิทธิมนุษยชน” อย่างจริงใจ แต่คือการใช้คำนี้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อกดดันและโจมตีไทยเท่านั้น

บทสรุป
โลกพิสูจน์แล้วว่า รั้วลวดหนามและกำแพงชายแดนคือเครื่องมือที่ประเทศต่าง ๆ ใช้ป้องกันตนเองอย่างชอบธรรม การที่ไทยจะใช้วิธีเดียวกันเพื่อรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน ไม่อาจถูกตีความว่าเลวร้ายกว่าการซ่อนกับระเบิดใต้ดินที่พรากชีวิตผู้บริสุทธิ์ หากเพื่อนบ้านไม่น่ารัก การสร้างรั้วคือสัญลักษณ์ของการปกป้อง ไม่ใช่การรุกราน

ก.ต. ฟันโทษ ‘บิ๊กศาล’ ลวนลามหญิงบนรถไฟ เรียกเงินแกนนำ กปปส. 175 ล้าน ช่วยวิ่งเต้นคดี

(19 ส.ค. 68) คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) มีมติไล่ออกผู้พิพากษาระดับสูง หลังถูกร้องเรียนหลายคดี ทั้งคุกคามหญิงสาวบนรถไฟ และเรียกรับเงินจากแกนนำ กปปส. อดีต รมต. จำนวน 175 ล้านบาท เพื่อช่วยคดีในชั้นอุทธรณ์ พร้อมส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อ

การประชุม ก.ต. ครั้งที่ 20/2568 มีนางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล ประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ได้พิจารณาคดีวินัยร้ายแรงของผู้พิพากษาหลายราย โดยหนึ่งในนั้นคืออธิบดีผู้พิพากษาศาลขนาดใหญ่ ซึ่งถูกกล่าวหาพยายามลวนลามหญิงสาวบนรถไฟสายกรุงเทพฯ–เชียงใหม่ ทำให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตุลาการอย่างหนัก

อีกคดีคือผู้พิพากษาถูกกล่าวหาว่าเรียกเงินจากแกนนำ กปปส. อดีตรัฐมนตรีรายหนึ่ง เป็นเงินสูงถึง 175 ล้านบาท (ภายหลังลดลงเหลือหลักสิบล้าน) เพื่อแลกกับการช่วยเหลือคดีในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งเข้าข่ายทุจริตอย่างชัดเจน ก.ต.จึงมีมติไล่ออกและส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.สอบสวนเชิงลึก

นอกจากนี้ ยังมีกรณีสั่งปล่อยประกันผู้ต้องหา ทั้งที่ศาลอุทธรณ์เคยสั่งยกคำร้องไปแล้ว ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าต้องสอบสวนเส้นทางการเงินของผู้พิพากษาและคนใกล้ชิด ว่ามีการรับผลประโยชน์แอบแฝงหรือไม่ โดยทั้งหมดชี้ให้เห็นปัญหาจริยธรรมร้ายแรงในวงการตุลาการ ที่สังคมกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด

สวธ. – วธ. – THACCA สนับสนุนเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพมหานคร 2568 ยกระดับวงการหนังไทย ตั้งเป้ากรุงเทพเป็นเมืองหลวงแห่งภาพยนตร์ของภูมิภาค

เมื่อวานนี้ (18 ส.ค.68) ณ วันแบงค็อก ฟอรัม เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพมหานคร 2568 (Bangkok International Film Festival 2025 /BKKIFF 2025) กลับมาอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง โดยทีมงานชุดใหม่ ภายใต้การสนับสนุนของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และ THACCA (Thailand Creative Culture Agency) จับมือโรงภาพยนตร์ทุกเครือในกรุงเทพมหานคร ฉายภาพยนตร์จากทั่วโลก กว่า 200 เรื่อง ระหว่างวันที่ 27 กันยายน - 15 ตุลาคมนี้ ชูภาพยนตร์ไทย “ธี่หยด 3” เปิดม่านเทศกาล 

ในงานแถลงข่าวได้รับเกียรติจาก นพ. สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองประธานที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ  นางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม  นายดรสะรณ โกวิทวณิชชา Festival Director 

นางพิมพกา โตวิระ  Executive Director นายอารักษ์ อมรศุภศิริ ผู้กำกับภาพยนตร์ เรื่อง The Stone พระแท้ คนเก๊ ร่วมงานแถลงข่าว นายแพทย์ สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองประธานที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการ พัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์ ครั้งนี้ กล่าวว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์คือหนึ่งในหัวใจของซอฟต์พาวเวอร์ ที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราว วิถีชีวิต วัฒนธรรม ตลอดจนความคิดสร้างสรรค์ของไทยสู่สายตาชาวโลกได้อย่างทรงพลัง กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และ THACCA จึงร่วมกันผลักดันให้เกิดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพมหานคร 2568 ภายใต้แนวคิด Power in Collaboration เพื่อยกระดับกรุงเทพมหานครสู่การเป็นศูนย์กลางภาพยนตร์และวัฒนธรรมร่วมสมัยของภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้เป็นพื้นที่สำคัญที่จะเชื่อมโยงบุคลากรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์จากทั่วโลก ทั้งผู้สร้างภาพยนตร์และนักลงทุนมาเจอกัน เพื่อสร้างเครือข่ายให้ผู้ประกอบการไทย ได้ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ เข้าถึงตลาดระดับนานาชาติมากขึ้น

สำหรับไฮไลต์ของ BKKIFF 2025 คือ ตลาดหนัง ที่จะเปิดพื้นที่ให้ผู้สร้าง ผู้จัดจำหน่ายและนักลงทุน มาพบปะและต่อยอดโอกาสทางธุรกิจภาพยนตร์และซีรีส์ระดับนานาชาติ โดยกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การออกบูทจากผู้ผลิต และผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยกว่า 50 บริษัท เวทีสัมมนาเชิงลึกจากผู้ซื้อ ภาพยนตร์นานาชาติ กิจกรรมมาสเตอร์คลาสจากผู้กำกับและนักแสดงระดับโลก กิจกรรมประกวดภาพยนตร์สั้น รวมถึงกิจกรรม Asian Project Pitching และ Thai Project Pitchingที่ให้ผู้ผลิตคอนเทนต์ได้นำเสนอโปรเจกต์ ต่อผู้ลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำไปต่อยอดสร้างสรรค์ผลงาน ต่อไป

BKKIFF 2025 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กันยายน - 15 ตุลาคม 2568 ณ โรงภาพยนตร์ทั่วประเทศทั้งในเครือ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์, เอส เอฟ ซีเนม่า, เฮ้าส์ สามย่าน และลิโด้ คอนเน็คท์ โดยพิธีเปิดเทศกาลจะมีขึ้นในวันที่ 29 กันยายน 2568 ณ พินาเคิล ฮอลล์ ไอคอนสยาม พร้อมจัดฉายรอบปฐมทัศน์ของภาพยนตร์ “ธี่หยด 3” ซึ่งได้รับเลือกให้เป็น ภาพยนตร์เปิดม่านเทศกาล ถ่ายทอดเรื่องราวใหม่ ๆ กับการเผชิญหน้าดงผีแห่งใหม่ “บ่องสะโหนดเบียง” ที่จะพาผู้ชมสัมผัสบรรยากาศสยองขวัญบทใหม่อย่างเข้มข้น สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ BKKIFFofficial ทั้ง Facebook, Instagram, TikTok และ X

‘ไปรษณีย์ไทย’ เปิดกำไร 6 เดือนแรก ปี 68 กว่า 631 ล้าน เดินหน้าดันหลากโซลูชันหนุนอีคอมเมิร์ช - ศก. ดิจิทัลไทย

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ประกาศผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรก 2568  มีกำไรสุทธิ 631.56 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา 362.34% รายได้รวม 11,544 ล้านบาท  เติบโตขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา 8.88% 

เมื่อวานนี้ (18 ส.ค.68) นายรัฐพล ภักดีภูมิ ประธานกรรมการ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า เพื่อสอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม การดำเนินงานของไปรษณีย์ไทยในยุคดิจิทัลจึงได้ขับเคลื่อน  ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีดิจิทัลควบคู่กับการยกระดับคุณภาพบริการให้ได้มาตรฐานสากล รวมถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของตลาด และความต้องการของประชาชน เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ของไทย พร้อมกันนี้ ยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการที่โปร่งใสตรวจสอบได้

และยึดหลักธรรมาภิบาลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ โดยมุ่งให้ไปรษณีย์ไทยไม่เพียงเป็นผู้ให้บริการขนส่ง แต่เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล และสร้างคุณค่าทางสังคมในระยะยาว นอกจากนี้ ได้วางแผนขยายความร่วมมือกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนท้องถิ่น เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการเข้าถึงบริการดิจิทัลอย่างทั่วถึง พร้อมทั้งผลักดันโครงการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและวิสาหกิจชุมชนให้สามารถใช้แพลตฟอร์มไปรษณีย์ไทยเป็นช่องทางสร้างรายได้ และเข้าถึงตลาดใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีแรก ปี 2568 ไปรษณีย์ไทยยังคงมีการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง สะท้อนจากรายได้รวม 11,544 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 631.56 ล้านบาท โดยรายได้รวมเติบโตเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 ถึง 8.88% กำไรสุทธิเติบโตขึ้น 362.34% กลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้สูงสุด คือ กลุ่มธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ คิดเป็น 46.83% ของรายได้ทั้งหมด โดยมีรายได้รวม 5,406 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.56% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ปริมาณชิ้นงานเพิ่มขึ้น 6%

เพื่อตอกย้ำศักยภาพสื่อสารและขนส่งของชาติ ในวาระ 142ปี ไปรษณีย์ไทยได้มุ่งการเสริมสร้างทุกความสัมพันธ์ ส่งเสริมทุกการเติบโต พร้อมวางกลยุทธ์ "1-4-2" ให้เป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนองค์กร โดย "1" คือการเป็นขนส่งอันดับ 1 ของคนไทย ที่โดดเด่นทั้งคุณภาพบริการตั้งแต่ระบบรับฝาก ส่งต่อ และนำจ่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีเครือข่ายครอบคลุมเข้าถึงทุกพื้นที่ทั่วประเทศรวมกว่า 50,000 แห่ง ทำให้สามารถให้บริการแบบมืออาชีพ และเหนือความคาดหวังของลูกค้าในทุก Touch point อีกทั้งยังยกระดับองค์กรสู่การเป็น Tech Post อย่างเต็มรูปแบบด้วยการนำเทคโนโลยี AI มาขับเคลื่อนองค์กรในทุกมิติ  ซึ่งในปีที่ผ่านมาไปรษณีย์ไทย มีคะแนน Top of Mind ของแบรนด์ 99.54% และมีคะแนนความไว้วางใจในแบรนด์ 96.11% สะท้อนถึงการเป็นแบรนด์ที่ได้รับความเชื่อมั่นและไว้ใจจากคนไทย

"พลัง" ขับเคลื่อนองค์กร ได้แก่ พลังความเร็ว ที่มุ่งส่งมอบการให้บริการที่รวดเร็ว แม่นยำที่มีความโดดเด่น และได้รับความนิยมสูงที่สุดยังคงเป็นบริการส่งด่วน EMS ที่ทำรายได้คิดเป็น 43.31% ของรายได้รวมไปรษณีย์ไทย พลังเพื่อธุรกิจ ที่ออกแบบโชลูชันรองรับตั้งแต่ผู้ประกอบการรายเล็กถึงรายใหญ่ เช่น คลังสินค้าครบวงจร หรือ THP Fulfillment ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่มีภาคธุรกิจขนาดใหญ่ลงทุนมีการเติบโต และขยายตัวของธุรกิจขนาดเล็ก - กลาง ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานที่จะเอื้อต่อการขยายฐานลูกค้าเป้าหมายของผู้ใช้บริการ พลังเชื่อมโลก ที่พร้อมพาธุรกิจไทยเติบโตได้ครอบคลุม 205 ปลายทาง 193 ประเทศ พลังความล้ำ ที่นำเทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมใหม่มาปรับใช้ในการพัฒนาบริการเพื่อตอบโจทย์โครงสร้างเศรษฐกิจ เช่น Digital Postbox บริการตู้ไปรษณีย์ดิจิทัลจาก Prompt Post ที่ต่อยอดการส่งจดหมายแบบ Physical สู่ Digital สามารถรับ-ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ รวดเร็ว ใช้งานง่าย ปลอดภัย ติดตามสถานะได้ บริการ D/ID ระบบการจ่าหน้าแบบดิจิทัล ที่สามารถแปลงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ส่งและผู้รับเป็นรหัส 6 หลัก ซึ่ง 2 บริการนี้พร้อมจะเปิดตัวในเดือนกันยายนนี้

ขณะที่ '2' คือ 2 แกนหลักที่เป็นผู้เชื่อมทั้งความสัมพันธ์และความสำเร็จ นอกจากนี้ยังมุ่งขับเคลื่อน ดูแลสังคมอย่างยั่งยืน ภายใต้ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม โดยได้นำยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในระบบงาน มุ่งดำเนินงานด้าน Circular Economy ผลักดันโครงการ Green Hub ร่วมกับหน่วยงานโครงการ reBOX โครงการ reBAG โครงการ e-Waste ฯลฯ ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 4,670 ตันคาร์บอนเทียบเท่าในปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังได้ปรับเปลี่ยนเสื้อเครื่องแบบเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ไทยโดยเครื่องแบบแต่ละชุดใช้ผ้าที่ใช้กรรมวิธีช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซดได้ถึง 0.77 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเท่ากับการลดระยะทางขับรถยนต์ได้ประมาณ 3.08 กิโลเมตร ซึ่งจากปริมาณการผลิตทั้งหมดสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 53,360 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเท่ากับการลดระยะทางขับรถยนต์ได้ประมาณ 213,440 กิโลเมตร เท่ากับการเดินทางรอบโลก 5 รอบ

ด้านสังคม มุ่งเน้นการสร้างชุมชนที่ยั่งยืน ด้วยการสร้างงาน สร้างอาชีพ ซึ่งไปรษณีย์ไทยมุ่งสนับสนุนเกษตรกรไทยกระจายสินค้า และผลผลิตผ่านเครือข่ายไปรษณีย์กว่า 1,200 แห่ง และแพลตฟอร์ม ThailandPostMan โดยครึ่งปีแรกของปี 2568 สร้างรายได้แล้วกว่า 360 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 10% และคาดว่าในปี 2568 จะสามารถสร้างรายได้รวมที่ 760 ล้านบาท นอกจากนี้ ไปรษณีย์ไทยยังสนับสนุนบริการเชิงสังคม (PSO) ตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบัน รวมกว่า 28,000 ล้านบาท และในช่วงที่เกิดการปะทะในพื้นที่ชายแดนไปรษณีย์ไทยได้เปิดแคมเปญเชิญชวนคนไทยร่วมส่งสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งมีน้ำใจจากคนไทยส่งผ่านไปรษณีย์ไทยแล้วกว่า 34,302 กล่อง รวมน้ำหนักมากกว่า 104,365 กิโลกรัม

ด้านธรรมาภิบาลและการกำกับดูแล ที่มุ่งเน้นการให้ความสำคัญในเรื่องของการดำเนินธุรกิจที่ถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยในปี 2567 ที่ผ่านมาผลการประเมินคะแนนคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) อยู่ที่ 91.70 คะแนน และยังได้รับรางวัลระบบบริหารจัดการความเสี่ยงการทุจริตระดับ "ดีเยี่ยม" จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) อีกด้วย

"นอกจากกลยุทธ์ "1-4-2" แล้ว ไปรษณีย์ไทยยังมุ่งสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งในช่วงครึ่งปีหลังนี้จะมีการสร้างการจดจำ และสร้างประสบการณ์ใหม่ทั้งในด้านสินค้า บริการ และไลฟ์สไตล์ ภายใต้แนวคิด "POSTsible Together เป็นไปรฯ ได้ ไปรฯ ด้วน" อาทิ การเปิดตัว Super App แอปพลิเคชัน ที่รวบรวมบริการหลากหลายของไปรษณีย์ไทยไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อให้ผู้ใช้สามารถติดตามพัสดุ สร้างใบจ่าหน้า เรียกรับพัสดุชำระค่าบริการ และเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้อย่างครบวงจร พร้อมรองรับการเชื่อมต่อกับบริการภาครัฐและพันธมิตรภาคเอกชน มุ่งเสริมศักยภาพ SME ไทย ให้สามารถเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งที่ผ่านมา ไปรษณีย์ไทยได้ร่วมกับ แพลตฟอร์ม Amazon ในการส่งสินค้าจากผู้ประกอบไทยเข้าคลัง Amazon FBA (Fulfillment by Amazon) ซึ่งออกแบบมาสำหรับผู้ขายบน Amazon.com ที่ต้องการส่งสินค้าเข้าคลังในสหรัฐอเมริกา โดยไปรษณีย์ไทย เป็นผู้รวบรวมสินค้าในประเทศไทย ดำเนินพิธีการศุลกากร และส่งสินค้าสู่คลัง FBA เพื่อสนับสนุนผู้ค้ารายย่อยและSME ไทยกระจายสินค้าสู่ตลาดอเมริกา

นอกจากนี้ ยังมีการต่อยอดแนวคิดการขนส่ง Parcel Defined Logistics ให้มีความเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้นในรูปแบบ Specialized Logistics เช่น Healthcare Logistics for Pet หรือการขนส่งสินค้าเพื่อกลุ่มสัตว์เลี้ยง  ส่งสินค้ามูลค่าสูง และการขนส่งนมแม่ เป็นต้น ขณะที่ในด้านบริการทางการเงิน ไปรษณีย์ไทยพัฒนา e-Payment ให้รองรับการชำระ COD และเชื่อมต่อกับพันธมิตรหลากหลาย ทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น กรมการขนส่งทางบก ทิพยประกันภัย WeChat Pay และ Alipay เพื่อขยายช่องทางชำระเงินอย่างครอบคลุมทุกความต้องการ อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือการต่อยอดข้อมูลขนาดใหญ่สู่ "Data as a Service" ที่จะสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ โดยใช้การวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อพัฒนาบริการที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลและภาคธุรกิจได้อย่างแม่นยำ" ดร.ดนันท์ กล่าวทิ้งท้าย

‘ทรัมป์’ เปิดทำเนียบขาวต้อนรับ ‘เซเลนสกี’ พร้อมผู้นำยุโรปร่วมถก ยุติสงคราม ‘รัสเซีย–ยูเครน’

(19 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดทำเนียบขาวต้อนรับโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน เมื่อคืนวันที่ 18 ส.ค. ตามเวลาประเทศไทย เพื่อหารือแนวทางยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยมีผู้นำยุโรป 7 ประเทศเข้าร่วม ขณะเดียวกันทรัมป์ยังได้โทรศัพท์หารือกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ระหว่างการประชุม

เซเลนสกีกล่าวว่าการเจรจาครั้งนี้เป็นไปในทิศทางที่ดี และยินดีที่สหรัฐฯ พร้อมให้หลักประกันด้านความมั่นคงแก่ยูเครน ส่วนทรัมป์ระบุว่ายุโรปคือแนวป้องกันด่านหน้า แต่สหรัฐฯ จะมีบทบาทช่วยเหลือ และไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะส่งกองกำลังรักษาสันติภาพไปยูเครน

ด้าน ผู้นำยุโรปอย่างฝรั่งเศสและเยอรมนียังคงยืนยันจุดยืนว่า ควรมีการหยุดยิงก่อนจะทำข้อตกลงสันติภาพ แต่ทรัมป์ชี้ว่าการหยุดยิงไม่จำเป็นต้องเป็นเงื่อนไข ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับท่าทีของรัสเซียมากกว่า นอกจากนี้ผู้นำเยอรมนีเผยว่า จะมีการตกลงจัดการประชุมผู้นำรัสเซีย-ยูเครนภายในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า

ทั้งนี้ หลังการหารือ ทรัมป์ยืนยันผ่าน Truth Social ว่า ได้พูดคุยกับปูตินเพื่อปูทางไปสู่การประชุมระหว่างผู้นำรัสเซียและยูเครน โดยสหรัฐฯ จะเป็นผู้ประสานให้ประเทศในยุโรปหลายชาติร่วมมอบหลักประกันด้านความมั่นคงแก่ยูเครน เพื่อขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพต่อไป

แถลงการณ์ฉบับที่ 5 จากสำนักพระราชวัง พระอาการ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ” ยังคงต้องเฝ้ารักษาอย่างใกล้ชิด

(19 ส.ค. 68) สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ฉบับที่ 5 เรื่องพระอาการประชวรของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยระบุว่าพระองค์ทรงพระประชวรหมดพระสติจากพระอาการทางพระหทัย ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2565 และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ต่อมาเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2568 คณะแพทย์รายงานว่าพระองค์มีพระอาการแทรกซ้อน ติดเชื้อรุนแรงในพระกระแสโลหิต ซึ่งได้มีการถวายพระโอสถและการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมอาการ

ล่าสุด คณะแพทย์เผยว่า แม้มีการรักษาอย่างเต็มที่ แต่พระองค์ยังคงมีความดันพระโลหิตต่ำ จำเป็นต้องถวายพระโอสถกระตุ้นความดัน ร่วมกับพระโอสถปฏิชีวนะ อีกทั้งต้องใช้อุปกรณ์ช่วยทดแทนการทำงานของพระวักกะ (ไต) และการช่วยหายพระทัย

สำนักพระราชวังย้ำว่า คณะแพทย์ยังคงต้องเฝ้าติดตามพระอาการอย่างใกล้ชิด พร้อมถวายการรักษาอย่างต่อเนื่อง และจึงได้ออกแถลงการณ์ครั้งนี้เพื่อให้ประชาชนทราบโดยทั่วกัน

กองทัพไทย ผนึกกำลังนานาชาติ จัดประชุม Thailand Security Dialogue 2025 ถกประเด็นความมั่นคงโลก

ในโลกที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ความท้าทายด้านความมั่นคงได้ทวีความซับซ้อนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวและแสดงบทบาทเชิงรุกในการสร้างสันติภาพในภูมิภาค กองทัพไทย โดย สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ จึงได้ริเริ่มจัดงานประชุมสัมมนาความมั่นคงนานาชาติครั้งยิ่งใหญ่ ภายใต้ชื่องาน Thailand Security Dialogue 2025 หรือ TSD 2025 ในหัวข้อ “ความมั่นคงและสันติภาพท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วระดับโลก” (Peace and Security in a Global Disruption) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30-31 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรม ดิ แอทธินี ถนนวิทยุ กรุงเทพมหานคร
พลเอก พงศ์เทพ แก้วไชโย ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กล่าวว่า เวทีดังกล่าวจะส่งเสริมให้ผู้นำทั้งจากระดับโลกและระดับภูมิภาค ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง และนักวิชาการ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแบ่งปันข้อมูลเชิงลึก เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือและนวัตกรรมใหม่ ๆ ในการจัดการกับประเด็นความมั่นคงที่มีผลกระทบต่อทั้งโลก ภูมิภาค และประเทศไทย

การประชุม TSD 2025 จึงมีเป้าหมายหลักในการสร้างพื้นที่แห่งการพูดคุยที่สร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือพหุภาคี และระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาทางออกต่อภัยคุกคามด้านความมั่นคงในปัจจุบัน โดยเฉพาะการสร้างโอกาสให้ผู้เข้าร่วมจากนานาชาติได้พบปะกันอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน อันเป็นรากฐานสำคัญของการทำงานร่วมกันในระดับสากล

เวทีนี้ได้เชิญผู้เข้าร่วมที่มาจากหลากหลายภาคส่วนและนานาชาติ ได้แก่ เอกอัครราชทูตของมิตรประเทศ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดชาติสมาชิกอาเซียน ผู้ช่วยทูตทหาร 24 ประเทศในประเทศไทย องค์กรระหว่างประเทศ 4 องค์กร ได้แก่ UNHCR, TBC, ICRC และ FCCT รวมถึงเครือข่ายหน่วยงานวิชาการด้านความมั่นคงแห่งอาเซียน หรือ Track II Network of ASEAN Defense and Security Institution (NADI) จาก 10 ประเทศ และหน่วยงานคลังสมอง (Think Tank) ชั้นนำจากต่างประเทศ เช่น IISS สิงคโปร์ และ Synergia Foundation จากอินเดีย นอกจากนี้ยังมีผู้แทนจากหน่วยงานของกระทรวงกลาโหม เหล่าทัพ หน่วยงานอื่นของรัฐ สถาบันการศึกษา องค์กรภาคเอกชน และสื่อมวลชนในประเทศไทย

หัวใจสำคัญของการประชุมครั้งนี้คือการทำความเข้าใจผลกระทบของ “Global Disruption” หรือเหตุการณ์ขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นสงครามเศรษฐกิจ หรือการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คน แต่ในมุมมองของกองทัพไทย การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ใช่แค่ภัยคุกคาม หากแต่เป็น โอกาส ที่จะผลักดันให้เกิดการปรับตัวและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ หากเราเตรียมตัวและปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเป็นเจ้าภาพจัดงานในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงบทบาทนำของกองทัพไทยในการเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลกในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงและสันติภาพ โดยการนำผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมารวมตัวกันและส่งเสริมการสนทนาที่มีความหมาย ซึ่งจะนำไปสู่แนวทางแก้ไขที่แปลกใหม่และการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ความสำเร็จของงานจะมาจากแผนงานที่ชัดเจนและเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่ง

การจัดงาน TSD 2025 เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของกองทัพไทยในการสร้างสภาวะแวดล้อมแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจและสันติภาพในภูมิภาค ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก บทบาทของกองทัพไทยในฐานะเจ้าภาพจึงมิใช่เพียงการจัดงาน แต่เป็นการเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ในการร่วมมือกับนานาชาติ เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงและสันติสุขร่วมกัน

จึงขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนผู้สนใจร่วมติดตามข่าวสาร และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนความมั่นคงในระดับสากลไปพร้อมกับกองทัพไทย เพื่อสันติภาพที่ยั่งยืนในยุคแห่งความผันผวนของโลกใบนี้

‘กระทรวงวัฒนธรรม’ เห็นชอบเอกสารสมบูรณ์ ชง ‘แหล่งอนุสรณ์สถานเชียงใหม่ฯ’ ขึ้นทะเบียนมรดกโลก

(19 ส.ค. 68) กระทรวงวัฒนธรรมเผย ที่ประชุมคณะอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรม มีมติเห็นชอบเอกสารฉบับสมบูรณ์การขึ้นทะเบียน “แหล่งอนุสรณ์สถานและภูมิทัศน์วัฒนธรรมเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา” เพื่อเสนอต่อศูนย์มรดกโลกภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 8 พื้นที่ เช่น คูเมืองและกำแพงเมือง วัดพระสิงห์ วัดเจดีย์หลวง และวัดพระธาตุดอยสุเทพ

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบเอกสารการประเมินขั้นต้น (Preliminary Assessment) สำหรับการขึ้นทะเบียนพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นขั้นตอนใหม่ที่ศูนย์มรดกโลกกำหนดก่อนจะจัดทำเอกสารเสนอฉบับสมบูรณ์ โดยจะส่งต่อให้คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกพิจารณาภายใน 15 กันยายน 2568

นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ระบุว่า จังหวัดเชียงใหม่ได้มอบหมายให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นเจ้าภาพหลักในการจัดทำเอกสาร เพื่อผลักดันมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองให้ได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการ และหากผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี จะเป็นการยกระดับคุณค่าเชียงใหม่ในฐานะนครหลวงล้านนาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังติดตามประเด็นการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลกอื่น ๆ ของไทย เช่น ความคืบหน้าปรับแบบสถานีรถไฟความเร็วสูงอยุธยาเพื่อลดผลกระทบ การตรวจประเมินวัดพระมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช และการบรรจุพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามในบัญชีชั่วคราวของศูนย์มรดกโลก ซึ่งล้วนเป็นก้าวสำคัญต่อการผลักดันมรดกทางวัฒนธรรมไทยสู่การรับรองในระดับนานาชาติ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top