Tuesday, 9 June 2026
Hard News Team

ไทยนำเข้าแรงงานศรีลังกา 1 หมื่นคน แทนแรงงานกัมพูชาครึ่งล้านทยอยกลับประเทศ

(21 ส.ค. 68) ไทยเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน หลังแรงงานกัมพูชากว่าคนทยอยกลับประเทศ เนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้นายจ้างหลายพื้นที่กังวลต่อการขาดแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก

ล่าสุด คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้นำเข้าแรงงานต่างชาติผ่านระบบ MOU โดยเบื้องต้นอนุมัติแรงงานศรีลังกา 10,000 คน เข้ามาทำงานในไทยทดแทนแรงงานกัมพูชาที่ขาดหาย ทั้งนี้แรงงานดังกล่าวจะได้รับอนุญาตทำงานครั้งละ 2 ปี และสามารถต่ออายุได้อีก 2 ปี หากผลการดำเนินงานเป็นไปด้วยดี กระทรวงแรงงานเตรียมเสนอขยายโควตาไปยังแรงงานชาติอื่น เช่น เนปาล บังกลาเทศ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

นอกจากนี้ ยังผ่อนผันให้แรงงานกัมพูชา ลาว และเมียนมาที่หมดอายุใบอนุญาตหรือเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่ยังต้องการทำงานในไทย สามารถยื่นขออนุญาตได้ โดยนายจ้างเป็นผู้ดำเนินการและชำระค่าธรรมเนียม 1,000 บาท โดยปัจจุบันไทยมีแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายกว่า 3.78 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานเมียนมากว่า 2.9 ล้านคน

ด้านกรมการจัดหางานเสนอ 5 แนวทางแก้ปัญหาเร่งด่วน เช่น ใช้แรงงานทหาร นักโทษชั้นดี และเยาวชนในสถานพินิจมาช่วยงานชั่วคราว เปิดจดทะเบียนแรงงานผิดกฎหมาย เพิ่มแรงงานจากประเทศใหม่ ใช้แรงงานผู้ลี้ภัยเมียนมา และพัฒนาทักษะ-เทคโนโลยีในภาคธุรกิจเพื่อปรับตัวในระยะยาว ลดการพึ่งพาแรงงานต่างด้าวเกินจำเป็น

21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 รัชกาลที่ ๕ ประกาศกฎหมายเลิกทาสแบบผ่อนปรน จุดเริ่มต้นการปลดแอกคนไทยจากระบบทาส

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระชนมายุเพียงราว 20 พรรษา โปรดเกล้าฯ ให้ตรา พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาส ร.ศ. 93 ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญที่เริ่มวางแนวทางการเลิกทาสแบบผ่อนปรน เพื่อลดแรงกระทบระหว่างเจ้านายเงินกับตัวทาส

ก่อนหน้านั้นในสมัยรัชกาลที่ 3 สถานการณ์ในสังคมไทยมีทาสมากถึงกว่าหนึ่งในสามของประชากรทั้งหมด ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ต้องตกเป็นทาสตามไปด้วย หากไม่มีเงินไถ่ตัวก็ต้องอยู่ในฐานะทาสตลอดชีวิต เพราะกฎหมายถือว่ามี “ค่าตัว” ติดตัวอยู่เสมอ

กฎหมายที่รัชกาลที่ 5 ทรงประกาศครั้งนี้ กำหนดให้ลูกทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา มีการลดค่าตัวลงเรื่อย ๆ เริ่มตั้งแต่อายุ 8 ขวบ และเมื่ออายุครบ 21 ปี จะกลายเป็นไทอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งยังห้ามซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปีเป็นทาสอีก

ต่อมาใน พ.ศ. 2448 พระองค์จึงตรา พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124 กำหนดให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นมา นับเป็นการปิดฉากระบบทาสในสังคมไทยอย่างถาวร และยังมีมาตรการป้องกันไม่ให้คนที่พ้นจากความเป็นทาสแล้วต้องกลับไปสู่วังวนเดิมอีกด้วย

‘ทำเนียบขาว’ เปิดบัญชี TikTok อย่างเป็นทางการ ก่อนเส้นตายแบนแอปฯ ในสหรัฐฯ 17 ก.ย. นี้

(20 ส.ค. 68) ทำเนียบขาวเปิดบัญชี TikTok อย่างเป็นทางการเมื่อวันอังคาร โดยมีเวลาอีกไม่ถึงเดือนก่อนถึงกำหนดเส้นตายของประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ให้แอปพลิเคชันนี้หาผู้ถือครองรายใหม่ หรืออาจถูกแบนในสหรัฐอเมริกา

บัญชีดังกล่าวโพสต์วิดีโอแรกยาว 27 วินาที แสดงภาพทรัมป์เดินและพบปะกับผู้สนับสนุน พร้อมเสียงจากสุนทรพจน์การรับตำแหน่งของเขาที่การประชุมพรรครีพับลิกัน เมื่อปี 2016

ไม่กี่ชั่วโมงหลังโพสต์วิดีโอดังกล่าว บัญชีทางการของทำเนียบขาวมีผู้ติดตามกว่า 57,000 คน ขณะที่บัญชี TikTok ของทรัมป์จากการเลือกตั้งปีที่แล้วมียอดผู้ติดตามกว่า 15 ล้านคน

ทั้งนี้ หากจำกันได้สมัยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก ทรัมป์เคยลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อแบน TikTok ซึ่งเป็นของบริษัทจีน ByteDance หากไม่ขายกิจการในสหรัฐฯ แต่คำสั่งไม่ได้บังคับใช้เนื่องจากถูกฟ้องร้อง ต่อมาในสมัยดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง ทรัมป์ขยายกำหนดเส้นตายสองครั้ง และล่าสุดลงนามคำสั่งให้ TikTok ยังคงใช้งานในสหรัฐฯ จนถึงวันที่ 17 กันยายน 2568

‘พงศ์กวิน’ ยกระดับมาตรฐานปลอดภัยแรงงานไทย เดินหน้าสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แรงงานทุกภาคส่วน

(20 ส.ค. 68) เวลา 13.30 น. นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดงาน “สัมมนาวิชาการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานระดับนานาชาติ OSH Avenue International Conference 2025 (OAIC 2025)” ณ แกรนด์ฮอลล์ ทรูดิจิทัล พาร์ค สุขุมวิท 101 กรุงเทพฯ โดยมี นายนันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และผู้บริหาร สสปท. ให้การต้อนรับ ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน และผู้ประกอบการ ร่วมเป็นเกียรติ 

นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ  เปิดเผยว่า  การจัดงานสัมมนา เชิงวิชาการระดับนานาชาติ  OAIC ในครั้งนี้ นับว่ามีความหมายอย่างยิ่ง ในฐานะเวทีระดับนานาชาติ ที่เปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างนวัตกรรมต่างๆ และเชื่อมโยงเครือข่ายระดับสากล เพื่อสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืน สอดคล้องกับนโยบายที่สำคัญ ของกระทรวงแรงงาน

พร้อมทั้ง สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของแรงงานไทย  ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ความปลอดภัยในสถานที่ทำงานไม่ใช่เพียงแค่หน้าที่ แต่เป็นพันธกิจสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือสุขภาพและชีวิตของพี่น้องแรงงานเรา

“ขอขอบคุณ สสปท. ที่จัดงานนี้ขึ้นมาเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในทุกมิติ ในประเทศไทย รวมทั้งอยากให้ถอดบทเรียนต่างๆ อันล้ำค่าเพื่อมุ่งเน้นให้เห็นว่า “ชีวิตคนทำงาน” ต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด นายพงศ์กวิน  กล่าว

ด้าน นายนันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้อำนวยการ สสปท. กล่าวว่า การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืน เป็นความท้าทายในการผลักดันความปลอดภัยในการทำงานให้ครอบคลุมแรงงานในทุกกลุ่ม การใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วยจะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านความปลอดภัยฯ ในยุคที่มีความเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ๆ ตลอดเวลา เพื่อให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี และไม่เกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน

ทั้งนี้ สสปท. ได้เดินหน้าขับเคลื่อนการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยอย่างยั่งยืน ในทุกภาคส่วนทั้งแรงงานภาคอุตสาหกรรม พนักงานสำนักงาน แรงงานนอกระบบ และแรงงานข้ามชาติอย่างต่อเนื่องในทุกภูมิภาค ผ่านการพัฒนางานวิชาการด้านความปลอดภัยฯ และกิจกรรมส่งเสริมความปลอดภัยในการทำงาน ส่งผลให้สถานประกอบกิจการจำนวนมากสามารถลดสถิติอุบัติเหตุจากการทำงานลงได้อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงเจตนารมณ์ร่วมกันในการสร้าง “วัฒนธรรมความปลอดภัย” ให้หยั่งรากลึก

ทหารสิงคโปร์เยี่ยม กองบิน 7 ยลโฉม Gripen และ SAAB 340 AEW ตามโครงการแลกเปลี่ยนการเยือน ทอ.ไทย-สิงคโปร์

(20 ส.ค. 68) ทหารสิงคโปร์เยี่ยมชมกองบิน 7 ของกองทัพอากาศไทย เพื่อศึกษาขีดความสามารถและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างสองประเทศ โดยมี Brigadier General Marcel Xu ผู้บัญชาการ Participation Command ของกองทัพสิงคโปร์ นำคณะเดินทางเยือน พร้อมด้วย นาวาอากาศเอก ประเสริฐวิษณุ์ มหาขันธ์ รองผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน กรมข่าวทหารอากาศ

การเยี่ยมชมครั้งนี้รวมถึงการรับฟังบรรยายสรุปภารกิจหลักของกองบิน 7 และการสาธิตกริพเพน (Gripen) และเครื่องบินตรวจการณ์ทางอากาศ Saab 340 AEW ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการแลกเปลี่ยนผู้บังคับบัญชาระดับสูงระหว่างกองทัพอากาศไทยและสิงคโปร์

นาวาอากาศเอก ศุภวัจน์ จิตรมนตรี ผู้บังคับการกองบิน 7 พร้อมด้วยเสนาธิการและหัวหน้าหน่วยขึ้นตรงกองบิน 7 ให้การต้อนรับคณะอย่างอบอุ่น ณ กองบิน 7 อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยหวังสร้างความร่วมมือและความเข้าใจด้านการบินและยุทธวิธีระหว่างสองกองทัพอย่างต่อเนื่อง

‘ชัยวุฒิ’ จวก ‘พรรคส้ม’ ด่าศาล ด่าทหาร ใช้เสียงประชาชนปกป้องตระกูลชินวัตร ลั่น สงสารเสียงประชาชนที่เลือกเข้ามา เชื่อ!! “พรรคแดง-พรรคส้ม” พวกเดียวกันชัดเจน

(20 ส.ค.68) จากกรณีนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาย้ำจุดยืนพรรคประชาชนไม่เห็นด้วยในการใช้ศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินเรื่องนามธรรม

โดยนายปกรณ์วุฒิ ระบุว่า “พรรคประชาชน ยืนยันหลักการเดิมว่า “ไม่เห็นด้วย” ที่องค์กรอิสระมาตัดสินเรื่องนามธรรม เช่น ความซื่อสัตย์สุจริตหรือจริยธรรม เพราะเป็นเรื่องที่แต่ละคนตีความต่างกัน…

“พรรคเรียกร้องตั้งแต่ต้นเมื่อมีคลิปเสียงแพร่ว่า สิ่งที่ควรเกิดขึ้นคือการแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง นายกรัฐมนตรีควรลาออกและยุบสภา เพื่อให้ประชาชนตัดสินใหม่ผ่านการเลือกตั้ง เนื่องจากเหตุการณ์ครั้งนี้กระทบความเชื่อมั่นของสังคม และทำลายระบบการเมืองรวมถึงระบอบรัฐสภา…

“เมื่อผู้นำรัฐบาลไม่ลาออกและไม่ยุบสภา กลายเป็นว่าศาลรัฐธรรมนูญถืออำนาจกว้างเกินไปในการวินิจฉัยความสุจริต ซึ่งชะตากรรมของผู้นำประเทศต้องมาอยู่ในมือของตุลาการ 9 คน ทั้งที่เป็นเรื่องนามธรรมที่อาจไม่ควรถูกตัดสินโดยองค์กรอิสระ”

ต่อมา นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวตอบโต้ต่อกรณีนี้ โดยระบุว่า 

“พรรคประชาชน เป็นฝ่ายค้าน แต่พูดโจมตีศาลรัฐธรรมนูญ ประเทศประชาธิปไตย มีตรวจสอบถ่วงดุลคนไม่ดี คนชั่ว ไหนบอกว่า ยึดประชาธิปไตย ผมสงสารเสียงประชาชนที่เลือกคุณมา คุณกลับไม่ปกป้องเสียงประชาชน แต่ใช้เสียงประชาชน ไปปกป้องตระกูล ชินวัตร ไม่ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ด้อยค่าศาล ดูถูกกระบวนยุติธรรม ด่าทหาร ชัดเจนครับ พวกเดียวกัน ส้มสีเลือด”

‘เอกนัฏ’ ส่งทีมสุดซอย บุกค้นบ่อฝังกลบโรงงานปราจีนบุรี พบผิดเงื่อนไขหลายจุด!! กระทบวิถีชีวิตประชาชนในพื้นที่

(13 ส.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มอบหมาย 'ทีมสุดซอย' นำโดยนางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม และ บก.ปทส. เข้าตรวจสอบบริษัท เวสต์ 2 เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ในอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี หลังประชาชนร้องเรียนว่ากิจการส่งผลกระทบต่อชุมชน โดยใช้หมายค้นจากศาลจังหวัดกบินทร์บุรี

จากการตรวจสอบ พบว่าบริษัทได้รับอนุญาตทำกิจการ 3 ประเภท ได้แก่ ผลิตเชื้อเพลิงทดแทน, คัดแยกและฝังกลบของเสียไม่อันตราย แต่กลับพบปัญหาหลายจุด เช่น ไม่มีเครื่องจักรตามอนุญาต มีการตั้งโรงงานบำบัดน้ำเสียโดยไม่ได้รับอนุญาต กากของเสียจำนวนมากถูกกองไว้ และหลุมฝังกลบมีน้ำชะกากล้นไหลเสี่ยงออกนอกพื้นที่ รวมทั้งไม่เว้นระยะ Buffer Zone ตามเงื่อนไข

เจ้าหน้าที่สั่งให้บริษัทหยุดการฝ่าฝืน พร้อมรังวัดแนวเขตที่ดินใหม่ จัดให้มีระบบบำบัดน้ำเสียที่ได้มาตรฐาน และนำน้ำที่ผ่านการบำบัดมาใช้หมุนเวียนในโรงงาน ห้ามปล่อยออกนอกพื้นที่ หากไม่แก้ไขตามคำสั่ง อาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตทันที

นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยและเตือนภัยมลพิษโรงงานภาคตะวันออกได้เก็บตัวอย่างน้ำและกากของเสียไปตรวจวิเคราะห์ หากพบค่าผิดปกติจะดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย โดยทั้งหมดเป็นไปตามนโยบาย 'ปิดประตูตีมาร' เพื่อจัดระเบียบโรงงานรีไซเคิลและปกป้องสิ่งแวดล้อม รวมถึงสุขภาพของประชาชน

‘ปูติน’ ไม่ขัดแนวทางให้ความมั่นคง ‘ยูเครน’ แต่ ‘จีน’ อาจต้องเป็นหนึ่งในผู้ค้ำประกันร่วมสหรัฐฯ

(20 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน ประชุมกับประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา ระบุว่าไม่ขัดข้องต่อแนวคิดการรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน และได้กล่าวถึงจีนว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่อาจต้องทำหน้าที่เป็นผู้รับประกันดังกล่าว

แหล่งข่าวจากสำนักข่าว Axios เผยว่า ปูตินพร้อมหารือเรื่องการรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน แต่มีแนวโน้มว่าจะคัดค้านการจัดตั้งกำลังความมั่นคงที่มีทหารนาโต้เข้าร่วมด้วย 

มีการเปิดเผยอีกว่า ยูเครนและพันธมิตรยุโรปกำลังพิจารณาสร้าง “กลุ่มพันธมิตรอาสา” เพื่อสนับสนุนยูเครนและป้องกันการรุกรานจากรัสเซียในอนาคต

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงยูเครนที่ไม่ประสงค์ออกนามเผยว่า รู้สึกมีความหวังมากขึ้นหลังทรัมป์สนับสนุนแนวคิดการรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน ในการสนทนาทางโทรศัพท์หลังการประชุมสุดยอดกับปูติน

‘ตำรวจ-ทหาร’ ซิ่งรถไล่ล่าแก๊งลักพาตัวเขมร ช่วยสาวจีนถูกอุ้ม!! เรียกค่าไถ่-ค้ามนุษย์

(20 ส.ค. 68) เกิดเหตุระทึกกลางกรุงพนมเปญเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา เมื่อหญิงชาวจีนถูกแก๊งลักพาตัว คาดว่าหวังเรียกค่าไถ่หรือนำไปค้ามนุษย์ โดยเพื่อนของผู้เสียหายรีบแจ้งตำรวจนครบาลและประสานกำลังทหารเข้าติดตามทันที

ต่อมา เจ้าหน้าที่ได้ไล่ล่ารถยนต์ไฟฟ้า GAC สีดำ ไม่มีป้ายทะเบียน บนถนนสาย 1003 ซึ่งขับโดยชายชาวกัมพูชาที่ต้องสงสัยว่าพัวพันกับการลักพาตัว ซึ่งระหว่างหลบหนี รถคันดังกล่าวชนเข้ากับรถเข็นบาร์บีคิวริมทาง

ขณะนั้นผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงออกมา 2 นัด ทำให้สถานการณ์ตึงเครียด ก่อนที่ตำรวจและทหารจะสามารถจับกุมชายชาวกัมพูชาได้ และช่วยเหลือหญิงชาวจีนออกมาอย่างปลอดภัย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเวลาประมาณ 20.30 น. กลางชุมชนใจกลางเมือง ซึ่งสร้างความแตกตื่นแก่ผู้คน โดยขณะเดียวกัน กระทรวงท่องเที่ยวกัมพูชาก็เพิ่งประกาศว่านักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 47% เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

เคทีซี เตือน ระวัง! กลโกงบัตรเครดิตยุคดิจิทัล พร้อมแนะวิธีรับมือ ก่อนเงินหายไม่ทันตั้งตัว

เมื่อวานนี้ (19 ส.ค.68) บมจ. บัตรกรุงไทย หรือ เคทีซี ได้เผยแพร่บทความชื่อว่า ระวัง! กลโกงบัตรเครดิตยุคดิจิทัล ก่อนเงินหายไม่ทันตั้งตัว โดยระบุว่าทุกวันนี้ใคร ๆ ก็ช้อปออนไลน์ จ่ายผ่านมือถือ หรือจองตั๋วเครื่องบินจากแอปได้ในไม่กี่คลิก แต่ความสะดวกสบายเหล่านี้อาจมาพร้อมความเสี่ยงเพราะมิจฉาชีพก็อัปเดตสกิลไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะลิงก์ปลอม เว็บปลอม หรือแอปปลอม ทำให้ข้อมูลบัตรของคุณอาจรั่วไหลได้แบบไม่รู้ตัว

จากข้อมูลของกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท) พบว่าในปี 2567 มีการแจ้งความเกี่ยวกับอาชญากรรมไซเบอร์มากกว่า 400,000 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 60,000 ล้านบาท ขณะที่ครึ่งแรกของปี 2568 มีคดีสะสมสูงถึง 166,600 คดี โดยส่วนใหญ่เป็นคดีเกี่ยวกับการซื้อขายออนไลน์ เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้ใกล้ตัวกว่าที่คิด เคทีซีจึงขอร่วมส่งต่อความรู้ด้านความปลอดภัยทางการเงิน พร้อมรวบรวมกลโกงที่พบบ่อยในปี 2568 ที่ผู้ใช้งานบัตรเครดิตโดยเฉพาะสายช้อปออนไลน์ควรระวังดังนี้

1.ลิงก์ปลอม (Phishing Links) SMS หรืออีเมลที่ดูผ่านๆ เหมือนจากธนาคาร ร้านค้า หรือขนส่ง แจ้งว่าต้องยืนยันตัวตนแล้วแนบลิงก์มาให้ คลิกเมื่อไหร่ ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลบัตรเครดิตก็บินทันที แนะนำให้ copy ลิงก์ไปเช็กในเว็บนี้ก่อน Google Safe Browsing และ VirusTotal

2.เว็บไซต์ปลอมที่หน้าเหมือนของจริง เห็นโฆษณารองเท้าลดราคาบน IG แล้วเผลอกดเข้าไป? ถ้าโชคร้ายอาจหลงเข้าเว็บปลอมที่ออกแบบเหมือนเว็บดังทุกกระเบียดนิ้ว กรอกข้อมูลปุ๊บ ยอดเงินตัดแต่อาจจะไม่ได้ของ อีกทั้งข้อมูลบัตรเครดิตก็ตกไปอยู่ในมือของมิจฉาชีพ

3.แอปพลิเคชันปลอม หลายกรณีมิจฉาชีพปลอมแอปพลิเคชันธนาคารให้เหมือนจริง แล้วหลอกล่อให้เหยื่อติดตั้งแอปนอก Store เมื่อเผลอกรอกข้อมูลเข้าสู่ระบบและกดยินยอม ก็จะโดนดึงข้อมูลหรือถูกควบคุมมือถือ (remote access) เพื่อโอนเงินในบัญชีธนาคารออกไปยังบัญชีม้า หลอกกดเงินสดจากบัญชีบัตรเครดิต นำข้อมูลส่วนตัวออกไปขายหรือเรียกค่าไถ่

และ4.ข้อมูลบัตรรั่วไหลจากแอปที่ผูกไว้ แม้จะไม่ได้ทำธุรกรรมอะไรเลย แต่ก็มีหลายเคสที่บัตรเครดิตถูกนำไปใช้ต่างประเทศ เพราะเคยผูกกับแอปไว้ แล้วข้อมูลหลุด ยิ่งเว็บที่ไม่ต้องยืนยัน OTP ก็มีความเสี่ยง เพราะยอดแปลกๆ ที่ตัดทันที มักมาตอนเราอาจจะกำลังนอนหลับสบายอยู่ก็ได้ แนะนำใช้บัตรเครดิตที่ปลอดภัย ปัจจุบันมีบัตรเครดิตไร้หมายเลขมั่นใจว่าปลอดภัยในการใช้จ่ายในทุกครั้ง

วิธีป้องกันเบื้องต้น

หลีกเลี่ยงการคลิกลิงก์จาก SMS หรืออีเมลที่ไม่น่าไว้ใจ

ตรวจสอบ URL ของลิงก์ก่อนเปิด

ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ก่อนกรอกข้อมูลบัตรทุกครั้ง

ดาวน์โหลดแอปเฉพาะจาก App Store หรือ Google Play เท่านั้น

ตั้งแจ้งเตือนการใช้บัตรเครดิต เพื่อรู้ตัวทันทีหากมีธุรกรรมผิดปกติ

ควบคุมวงเงินบัตรเครดิต และเลือกใช้บัตรเครดิตที่ปลอดภัยสำหรับทุกการใช้จ่าย

ถ้าในลิงก์อ้างชื่อหน่วยงานใด ลองติดต่อผ่านช่องทางที่คุณไว้ใจ เช่น Call Center หรือเว็บไซต์หลัก เพื่อยืนยันว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องจริง

เสริมเกราะป้องกันการตกเป็นเหยื่อ ด้วยบัตรเครดิตที่ปลอดภัยกว่า

อีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงคือการเลือกเครื่องมือทางการเงินที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันความเสี่ยงโดยเฉพาะ อย่างการใช้บัตรเครดิต KTC Digital ที่ไม่มีหมายเลขพิมพ์อยู่บนบัตร และใช้ระบบ Dynamic CVV ซึ่งต้องขอรหัสใหม่จากแอปทุกครั้งก่อนซื้อของออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายผ่านแอป จองตั๋วเครื่องบิน หรือซื้อของบนเว็บไซต์ที่ ทำให้แม้ข้อมูลบัตรที่กรอกไปจะรั่วไหล มิจฉาชีพไม่สามารถนำรหัส CVV ไปใช้ซ้ำได้ ตอบโจทย์การใช้จ่ายของคนยุคใหม่ บัตรเครดิตใสไร้หมายเลขจาก KTC จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มองหาเรื่องความปลอดภัย และยังคงไว้ของสิทธิพิเศษเต็มประสิทธิภาพของบัตรเครดิตที่ผู้ใช้พึงได้รับ เช่นคะแนนสะสม ส่วนลด เครดิตเงินคืน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top