Tuesday, 9 June 2026
Hard News Team

‘สีจิ้นผิง’ เยือนนครลาซา กระตุ้นสร้างความทันสมัยแบบจีน ย้ำความร่วมมือทุกภาคส่วนในการพัฒนา ‘ทิเบต’ แบบครบวงจร

(21 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เดินทางถึงนครลาซา เขตปกครองตนเองทิเบต เมื่อวันที่ 20 ส.ค. เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 60 ปี การก่อตั้งเขตปกครองตนเองทิเบต พร้อมกระตุ้นให้ทุกฝ่ายร่วมกันสร้าง “ความทันสมัยแบบจีน” ในภูมิภาคที่ราบสูงแห่งนี้

สีจิ้นผิง ซึ่งดำรงตำแหน่งทั้งเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน และประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง ได้กล่าวอวยพรถึงประชาชนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ในทิเบต และย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ประธานาธิบดีจีนได้พบปะกับเจ้าหน้าที่จากส่วนกลาง เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น รวมถึงบุคคลในแวดวงศาสนาที่มีความรักชาติ พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงบทบาทของเจ้าหน้าที่ตุลาการและตำรวจในการดูแลความสงบเรียบร้อยของภูมิภาค

นอกจากนี้ สีจิ้นผิงยังพบกับเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูง ตัวแทนบุคคลต้นแบบระดับรากหญ้า และกำลังพลในนครลาซา โดยส่งคำทักทายในนามพรรคฯ และคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง ขณะที่ผู้นำอาวุโส อาทิ หวังฮู่หนิง และไช่ฉี ก็เข้าร่วมการพบปะครั้งนี้ด้วย

ปตท. คว้าอันดับ 1 มูลค่าแบรนด์สูงสุดในไทย 5 ปีซ้อน สะท้อนความแข็งแกร่งพร้อมสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ปตท. ได้รับการจัดอันดับให้เป็นแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงสุดในประเทศไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 (ตั้งแต่ปี 2021-2025) จาก Brand Finance บริษัทที่ปรึกษาด้านการประเมินมูลค่าแบรนด์ชั้นนำของโลก ด้วยมูลค่าแบรนด์ 9.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึงร้อยละ 11 ตอกย้ำความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำด้านพลังงานของประเทศที่ได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ส่งผลให้มีการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักการทำงานด้วยความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล ควบคู่กับการดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสมดุล

สอดคล้องกับการดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ “ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน” หรือ “TOGETHER FOR SUSTAINABLE THAILAND, SUSTAINABLE WORLD” โดยเน้นธุรกิจ Hydrocarbon สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศ อาทิ แสวงหาแหล่งพลังงานทั้งในและต่างประเทศผ่านธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม สร้างมูลค่าเพิ่มในธุรกิจ LNG มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการซื้อขาย LNG ในภูมิภาค เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ตลอดจนปรับพอร์ตธุรกิจสู่สมดุลใหม่เร่งสร้างความแข็งแกร่งจากภายในกลุ่ม ปตท. พร้อมยกระดับ Operational Excellence นำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สร้างการเติบโตควบคู่กับการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 โดยดำเนินการอย่างบูรณาการร่วมกันทั้งกลุ่ม ศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) พัฒนา CCS Hub Model และแสวงหาโอกาสในธุรกิจไฮโดรเจนสำหรับภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น 

นอกจากนี้ ปตท. ยังได้รับการจัดอันดับในประเภทต่าง ๆ ประกอบด้วย

• แบรนด์ที่มีผลดัชนีการรับรู้ด้านความยั่งยืน (Sustainability Perceptions Index 2025) สูงที่สุดในประเทศติดต่อกันเป็นปีที่ 2 และเป็นแบรนด์ไทยเพียงแบรนด์เดียวที่มีผลดัชนีการรับรู้ด้านความยั่งยืนอยู่ใน 500 อันดับแรกของโลก โดยมีค่าการรับรู้ด้านความยั่งยืนที่ 792 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

• แบรนด์ที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับที่ 12 ของโลก ในกลุ่มธุรกิจ Oil&Gas และเป็นแบรนด์จากไทยเพียงแบรนด์เดียวที่อยู่ใน 50 อันดับแบรนด์ Oil&Gas แรกของโลก

• ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ติดอันดับ 4 ใน Energy Brand Guardians 2025 จากการจัดอันดับผู้นำองค์กรด้านพลังงานของโลก เนื่องจากมีความโดดเด่นในเรื่องวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นคุณค่าระยะยาว บนหลักการยั่งยืนอย่างสมดุล

Mr. Alex Haigh, Managing Director, Brand Finance Asia Pacific กล่าวว่า “ในฐานะแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงสุดในประเทศไทย ปตท. แสดงให้เห็นถึงความคล่องตัวที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ซึ่งนอกจากการเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งภาคพลังงานแล้ว ยังมุ่งมั่นสร้างความสมดุลทางพลังงานใน 3 มิติ ประกอบด้วย ความมั่นคงทางพลังงาน ความเสมอภาค ในการเข้าถึงพลังงาน และความยั่งยืน ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายในภาพกว้างของประเทศ ทั้งการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการดูแลสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ Brand Finance ใช้หลักเกณฑ์การประเมินมูลค่าแบรนด์ (Brand Value) ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยในแต่ละปีจะจัดอันดับแบรนด์ในอุตสาหกรรมและประเทศต่าง ๆ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ ปตท. ที่มี ผลการดำเนินงานเป็นเลิศในทุกมิติ มีภาพลักษณ์ที่โดดเด่น สามารถสร้างการรับรู้และความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสาธารณชนในระดับสากล

‘ก.คมนาคม’ ย้ำ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายมาแน่ เปิดลงทะเบียน 25 ส.ค. นี้ ผ่านแอปฯ “ทางรัฐ”

คมนาคม ย้ำ! 25 ส.ค.นี้ เปิดลงทะเบียน ใช้รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ผ่านแอปฯ “ทางรัฐ” 1 คน ลงสิทธิ์บัตร EMV-Rabbit ได้อย่างละ 1 ใบ ยันดันนโยบายเต็มที่เพื่อประโยชน์สูงสุดประชาชน

วันที่ (21 ส.ค. 68) นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงคมนาคม ในฐานะโฆษกกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า มาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุดไม่เกิน 20 บาท (20 บาทตลอดสาย) ขอยืนยันว่าภายในวันที่ 25 สิงหาคม 2568 เวลา 00.01 น. เป็นต้นไป จะเปิดให้ประชาชน ลงทะเบียนใช้สิทธิผ่านแอปฯ "ทางรัฐ" โดยไม่มีจำกัดสิทธิ์จำนวนผู้ลงทะเบียน และไม่มีวันปิดลงทะเบียน  

ทั้งนี้ผู้ลงทะเบียนการใช้บัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือ EMV Contactless (Visa/Mastercard) กับบัตร Rabbit Card ในการลงทะเบียนผ่านแอป "ทางรัฐ" นั้น ผู้ที่ลงทะเบียน 1 คน ต้องเป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทย โดยจะต้องระบุเลขที่บัตรประชาชน 13 หลัก จะสามารถลงทะเบียนบัตร EMV ได้ 1 ใบ และบัตร Rabbit Card ได้ 1 ใบเท่านั้น 

โดยการใช้งานในระยะแรก จะให้บริการ 2 บัตรตามที่ได้ลงทะเบียนผ่านแอปฯ “ทางรัฐ” คือ บัตร Rabbit Card สามารถใช้บริการได้ 4 สาย คือ สายสีเขียว, สีทอง, เหลือง, ชมพู ขณะที่บัตร EMV Contactless ตามเงื่อนไขธนาคารที่เข้าร่วมให้บริการที่กำหนด สามารถใช้บริการได้กับ 6 สาย คือ สายสีแดง, น้ำเงิน, ม่วง, ชมพู, เหลือง, แอร์พอร์ต เรล ลิงค์ (ARL) พร้อมย้ำว่าการใช้งาน จะเสียค่าแรกเข้าการใช้บริการสูงสุด 20 บาทตลอดสาย ทั้งนี้ผู้ใช้บริการหากทำการเปลี่ยนสายการเดินทางนอกสถานีจะจำกัดเวลา 30 นาที ส่วนหากอยู่ในสายเดิมจะจำกัดเวลา 180 นาที ซึ่งหากเกินกว่าระยะเวลาที่กำหนด จะคิดค่าแรกเข้าใหม่ทันที 

"โครงการนี้ไม่ได้จำกัดเวลาในการลงทะเบียน ดังนั้นผู้ที่สนใจจะเข้าร่วมนโยบายในครั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องรีบลงทะเบียน เพราะไม่ได้จำกัดสิทธิ และไม่ได้จำกัดจำนวนแต่อย่างใด คนไทยที่มีเลขบัตรประชาชน 13 หลัก สามารถลงทะเบียนได้ทุกคน" นายกฤชนนท์ กล่าว

สำหรับเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 10 ปี ที่ต้องการลงทะเบียน เนื่องจากเข้าเงื่อนไขของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)สามารถลงทะเบียนได้ที่ได้ที่ห้องจำหน่ายตั๋วโดยสารประจำสถานีรถไฟฟ้าทุกสถานี  

โดยวัตถุประสงค์ของนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสายนั้น ต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และยังแก้ปัญหาการจราจรติดขัดบนท้องถนน ซึ่งประชาชนในกรุงเทพฯจะหันมาใช้รถสาธารณะมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันนี้มีผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าทุกสายต่อวันรวม 1.7 ล้านคน/เที่ยว ซึ่งหากเริ่มใช้จริงแล้ว คาดว่า จำนวนผู้โดยสารจะเพิ่มมากกว่า 20% ซึ่งทางกระทรวงฯ พร้อมที่จะจัดระบบขนส่งสาธารณะ ให้สอดคล้องตามไปด้วย เช่น การเพิ่มความถี่ของการเดินรถไฟฟ้า รวมไปจนถึง นำรถโดยสารประจำทางที่เดินสายยาว นำมาปรับใช้ให้สั้นลงตามจุดต่างๆ ของรถไฟฟ้า เพื่อความสะดวกต่อการเดินทาง

สำหรับ ความคืบหน้าการแก้กฎหมายของ พ.ร.บ. การขนส่งทางราง  พ.ร.บ. ตั๋วร่วม และ  พ.ร.บ. รฟม.  ล่าสุดเข้าสู่การพิจารณาในสภาฯชั้นกฎหมายวาระ 2 และ 3  โดยเมื่อผ่านกระบวนการดังกล่าวแล้วจะเข้าสู่การพิจารณาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ต่อไป ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวจำเป็นต้องใช้เวลา เพื่อทำตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด แต่ขอยืนยันว่ากระทรวงคมนาคมพร้อมที่จะผลักดันนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายอย่างเต็มที่ เพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชน

ฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ติวเข้มทีมงานรองรับงานสภาฯ พร้อมชี้แจงให้ประชาชนรับทราบผลงานของ สส.

เมื่อวันที่ (21 ส.ค. 68) ที่ชั้น 10 สำนักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ได้มีการประชุมทีมงานรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง พร้อมมอบหมายงานที่รับผิดชอบ สืบเนื่องจากได้มีคำสั่งสภาผู้แทนราษฎร ที่ 29/2568 เรื่องมอบหมายให้รองประธานสภาผู้แทนราษฎรปฏิบัติราชการ แทนประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยมีทีมงานเข้าร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง

โดยเฉพาะนายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ได้มีการมอบหมายและมอบอำนาจให้สั่ง และปฏิบัติราชการแทนเกี่ยวกับการบริการราชการของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฏร ประกอบไปด้วย งานด้านการประชาสัมพันธ์ งานด้านวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา งานด้านรักษาความปลอดภัย งานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ งานด้านกิจการสโมสรรัฐสภา และงานอื่นใดที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะมอบหมาย ยกเว้นงานด้านพิธีการ และงานที่กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่และอำนาจของประธานสภาผู้แทนราษฎร

การที่ต้องมีการประชุมและเตรียมความพร้อมของทีมงาน เนื่องจากนายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง เพิ่งได้รับตำแหน่ง จึงต้องมีการเตรียมความพร้อมในการรับมอบหมายงาน เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้องและรวดเร็วในงานสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)

ภาพ/ข่าว ณพล บริบูรณ์, นภชนก เหมือนนามอญ รายงาน

งานแต่งในจีนเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย ทำคุณปู่ที่เลี้ยงดูหลานสาวกำพร้าจนโต น้ำตาซึมตลอดงาน

(21 ส.ค. 68) เมื่อเร็วๆ นี้ คุณปู่นั่งรถออกจากเมืองหนานหยางมณฑลเหอหนาน เดินทางหลายร้อยกิโลเมตรไปเมืองหลินอี๋มณฑลซานตง เพื่อร่วมงานแต่งของหลานสาว ในงานคุณปู่น้ำตาซึมตลอด หลานสาวเช็ดน้ำตาให้คุณปู่ดูแล้วอบอุ่น และบรรดาผู้ร่วมต่างพากันปรบมือดังกึกก้องยาวนาน 

ตามประเพณีจีน ครอบครัวฝ่ายเจ้าบ่าวจะมอบของหมั้นให้ครอบครัวเจ้าสาว และมาตรฐานสังคมจีนในปัจจุบัน ของหมั้นคิดเป็นเงินจะไม่ต่ำกว่า 100,000 หยวน (ราว 500,000บาท) แต่เจ้าสาวคนนี้บอกกับครอบครัวเจ้าบ่าวว่า ฉันไม่เอาทรัพย์สินเงินทองสักสตางค์ เพียงแต่ขอให้คุณปู่มาอยู่ที่บ้านนี้ด้วยกันหลังแต่งงานแล้ว ส่วนครอบครัวเจ้าบ่าวรับปากด้วยความยินดี 

เจ้าสาวชื่อเสี่ยวเยี่ยน (李晓燕) ตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็ก พ่อแม่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ คุณปู่เลี้ยงหลานสาวมาโดยตลอด ปัจจุบัน คุณย่าไม่อยู่แล้ว หลานสาวไม่อยากให้ปู่อยู่คนเดียวที่บ้านอย่างเงียบเหงา เธอตัดสินใจจะดูแลคุณปู่ตลอดไป

ส่องรหัสบนตัวถัง MK 84 ระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ ตัวเลขบ่งชัดผลิตปี 1996 ซ้ำไม่เคยมีประวัติใช้ในอาเซียน

ระเบิด 2,000 ปอนด์ : ความจริงที่รหัสบนตัวถังบอกเรา

ช่วงความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา มีข่าวลือออกมาว่าพบลูกระเบิดหนัก 2,000 ปอนด์ (ประมาณเกือบ ๆ 1 ตัน) อยู่ในพื้นที่สู้รบ แล้วก็มีลือทางโซเชียลมีเดียการพยายามโยนความผิดว่าเป็นฝีมือกองทัพไทยที่เพิ่งใช้ไปหมาด ๆ ไปโจมตีที่บ้านเรือนของชาวกัมพูชา

แต่พอไปดู 'รหัส' ที่เขียนอยู่บนตัวถังระเบิด กลับเล่าอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ
รหัสที่บอกความจริง บนตัวระเบิดมีข้อความว่า
BOMB MK 84 MOD 4 GP 2000 LBS
30003 - 923AS105
LOT NO. 1M 96G015 = 011

ถ้าอ่านผ่าน ๆ คนทั่วไปก็คงมองว่าเป็นแค่ตัวเลขธรรมดา แต่ถ้าแปลออกมาแล้วจะเห็นว่า :
BOMB MK 84 → คือชื่อรุ่นระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ ที่กองทัพสหรัฐฯ ใช้
MOD 4 GP → บอกว่าเป็นระเบิดแบบทั่วไป (General Purpose) รุ่นดัดแปลงครั้งที่ 4
LOT NO. 1M 96G015 = 011 → ตรงนี้สำคัญที่สุด มันบอกว่า ระเบิดถูกผลิตขึ้นใน ปี ค.ศ. 1996 (พ.ศ. 2539)

สรุปง่าย ๆ คือ ลูกนี้มันถูกทำออกมานานกว่า 29 ปีแล้ว ไม่ใช่ของใหม่ที่เพิ่งผลิตแน่นอน

ระเบิดเก่าแบบนี้ไปโผล่ได้ยังไง?
ในปี 1996 กัมพูชายังไม่สงบ ยังมีเขมรแดงสู้รบกับรัฐบาลฮุนเซน มีการยิงกันในป่า มีรัฐประหารในเมืองหลวง แต่ก็ไม่มีหลักฐานว่าใครเคยใช้ระเบิด MK-84 รุ่นนี้ในกัมพูชา

ในทางกลับกัน ระเบิดรุ่นนี้มักใช้ในสงครามตะวันออกกลาง เช่น อิรัก หรืออัฟกานิสถาน ไม่ค่อยมีประวัติว่าใช้ในอาเซียนเลย

เพราะงั้น พออยู่ ๆ เจอลูกที่ผลิตตั้งแต่ปีค.ศ. 1996 มาตกอยู่ตรงชายแดน (เขต บ้านเรือน) ในปี ค.ศ.2025 (2568)มันเลยชวนให้สงสัยว่ามีใคร “เอามาจัดฉาก” มากกว่าจะเป็นการโจมตีจริง ๆ หรือไม่?

ข้อสรุป
รหัสบนตัวระเบิดพูดแทนทุกอย่าง — มันถูกผลิตตั้งแต่ปี 1996 สภาพก็ขึ้นสนิมชัด ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นดูเหมือนเป็นการ 'จัดฉาก' มากกว่า เพื่อสร้างภาพว่าไทยใช้ระเบิดหนักถล่มกัมพูชา ทั้งที่ความจริง มันคือระเบิดเก่าที่ไม่ควรไปโผล่ตรงนั้นด้วยซ้ำ

‘พีระพันธุ์’ ร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ

(21 ส.ค.68) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2568 โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม และมีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อรับทราบและพิจารณาวาระสำคัญต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติม สำหรับกลุ่มที่ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิงและอุตสาหกรรม ตามแผนการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ในช่วงปี 2566-2573 ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาเพื่อหาแนวทางในการดำเนินการให้มีความเหมาะสมต่อทุกภาคส่วน รวมถึงการพิจารณาขยายลู่การเดินเครื่องและการบริหารจัดการไฟฟ้าที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อรักษาความมั่นคงพลังงานในช่วงรอยต่อของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP ฉบับใหม่ และขอให้กระทรวงพลังงานเร่งดำเนินการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับใหม่ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

จีนตั้งเป้าใช้ชิป AI ผลิตเอง 70% ภายในปี 2570 ท้าชนอิทธิพล Nvidia ผู้ครองตลาดชิปกว่า 80%

(21 ส.ค. 68) จีนเดินหน้าลดการพึ่งพาเทคโนโลยีสหรัฐฯ โดยหลายเมืองใหญ่วางเป้าหมายเพิ่มการพึ่งพาตนเองด้านชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างน้อย 70% ภายในปี 2570 เพื่อลดอิทธิพลของ Nvidia ผู้ครองตลาดชิป AI กว่า 80% ในจีน ขณะที่ปักกิ่งตั้งเป้าสูงถึง 100% ส่วนกุ้ยหยาง เมืองที่มีดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมาก กำหนดให้ศูนย์ข้อมูลใหม่ต้องใช้ชิปผลิตในประเทศไม่ต่ำกว่า 90%

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ย้ำในที่ประชุมโปลิตบูโรว่า จีนต้องระดมทรัพยากรทั้งประเทศเพื่อสร้างความแข็งแกร่งและพึ่งพาตนเองในด้าน AI พร้อมส่งสัญญาณสนับสนุนการพัฒนาและการผลิตชิปในประเทศ ซึ่งปัจจุบันผู้พัฒนาบริการ AI ภายในประเทศ เช่น DeepSeek, Alibaba และ Baidu กำลังขยายบทบาท แต่ก็ยังต้องพึ่งพา Nvidia อย่างมาก

หัวเว่ย (Huawei) พยายามสร้างทางเลือกใหม่ด้วยชิปตระกูล Ascend 910 ซึ่งรุ่นล่าสุด 910B มีสมรรถนะราว 85% ของ Nvidia H20 และเตรียมเปิดตัวรุ่น 920 ที่คาดว่าจะทดแทน H20 ได้เต็มรูปแบบ ขณะเดียวกันบริษัทอื่น เช่น Cambricon และ Kunlun ของ Baidu ก็กำลังเร่งพัฒนาชิป AI ร่วมกับโรงงานผลิตชิปในประเทศอย่าง SMIC

นักวิเคราะห์คาดว่า ส่วนแบ่งตลาดชิป AI ของ Nvidia ในจีนจะลดลงเหลือ 50-60% ภายใน 5 ปี ขณะที่ผู้ผลิตจีนจะเพิ่มขึ้นเป็น 40-50% ล่าสุด ไชน่า โมบาย ลงนามจัดซื้อเซิร์ฟเวอร์ AI มูลค่า 19,100 ล้านหยวน โดยใช้ชิปหัวเว่ยทั้งหมด และยังมีรายงานว่า ByteDance อาจหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ของหัวเว่ยด้วย

อย่างไรก็ดี ความพยายามตัดขาดจากสหรัฐฯ ไม่ง่ายนัก เพราะยังมีข้อจำกัดด้านสมรรถนะและความล่าช้าในการพัฒนา เช่น กรณี DeepSeek ที่ถูกชะลอเพราะใช้ผลิตภัณฑ์หัวเว่ย ขณะเดียวกัน จีนยังคงนำเข้าชิป Nvidia ต่อไปในบางภาคส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการดูดซับเทคโนโลยีตะวันตกกับการสร้างนวัตกรรมในประเทศเอง

‘ณวัฒน์’ โพสต์แสดงความเสียใจสำหรับประเทศไทย หลังเวียดนามไฟเขียว ‘เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์’ 7 หมื่นล้าน

(21 ส.ค. 68) จากกรณีเวียดนามไฟเขียวเมกะโปรเจกต์ 'เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์' มูลค่ากว่า 6.6 หมื่นล้านบาท ตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษเวินโด่น จังหวัดกว๋างนิญ โดยมอบสิทธิพัฒนาให้บริษัท Van Don Sun Joint Stock Company ในเครือ Sun Group โดยโครงการนี้ถือเป็นกาสิโนแห่งแรกของเวียดนามที่อนุญาตให้พลเมืองเวียดนามเข้าเล่นได้ ภายใต้เงื่อนไขควบคุมเข้มงวดตามกฎหมาย

พื้นที่โครงการครอบคลุมกว่า 244.45 เฮกตาร์ หรือราว 1,527 ไร่ ถูกออกแบบเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวครบวงจร ประกอบด้วยกาสิโนระดับไฮเอนด์ โรงแรมหรู รีสอร์ท คอนโดเทลและทาวน์เฮาส์เชิงพาณิชย์ ศูนย์การค้า รวมถึงบริการสุขภาพและสถานบันเทิง เม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกำหนดระยะเวลาการดำเนินโครงการสูงสุด 70 ปี และวางกรอบก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 9 ปี

สำหรับชาวเวียดนามที่ต้องการเข้าเล่นกาสิโน กระทรวงการคลังกำหนดให้ซื้อตั๋วราคา 2.5 ล้านดอง (ประมาณ 3,095 บาท) ต่อ 24 ชั่วโมง หรือเลือกซื้อบัตรผ่านรายเดือนในราคา 50 ล้านดอง (ราว 61,913 บาท) เพื่อควบคุมการเข้าถึงและลดผลกระทบทางสังคม

สื่อท้องถิ่นมองว่า โครงการนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับเวียดนามสู่จุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและความบันเทิงระดับนานาชาติ 

ขณะที่ ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ผู้อำนวยการกองประกวดมิสแกรนด์ไทยแลนด์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า “เสียใจด้วยสำหรับไทยเวียดนามอนุมัติเอนเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ มูลค่ากว่า 7 หมื่นล้าน”

รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ วันแม่แห่งชาติ สร้างความอุดมสมบูรณ์ผืนป่า พลเรือตรี พัฒนชัย เฉลิมวรรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ เป็นประธานในพิธีเปิด

(21 ส.ค. 68) รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ วันแม่แห่งชาติ สร้างความอุดมสมบูรณ์ผืนป่า พลเรือตรี พัฒนชัย เฉลิมวรรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ เป็นประธานในพิธีเปิด กิจกรรมโครงการ ปลูกป่าวันแม่แห่งชาติ "เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิม พระชนมพรรษา 93 พรรษา 12 สิงหาคม 2568 โดยมีคณะนายทหารข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง บุคคลากรทาง การแพทย์ นางสาววลีพร อินอนงค์ นายกสโมสรโรตารี พลูตาหลวง สมาชิกโรตารี และนาย ฮารุกิ มากิโนะ นักเรียนเยาวชนแลกเปลี่ยนโรตารี จากประเทศญี่ปุ่น เข้าร่วมกิจกรรม พร้อมมอบทุนร่วมสนับสนุนให้แก่ โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ในโอกาสเดียวกันนี้ด้วย สำหรับ โครงการ ปลูกป่าวันแม่แห่งชาติ "เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ  ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย 

อีกทั้ง ยังเป็นการสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับผืนป่าอันเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร ในการนี้ โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ได้ดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์กองทัพเรือ ยุทธศาสตร์ที่ 3 การเพิ่มการดูดกลับกักเก็บก๊าชเรือนกระจก กองทัพเรือ  โดยมีแผน การปลูกป่าเพิ่มอย่างน้อยปีละ 90 ต้น

พลเรือตรี พัฒนชัย เฉลิมวรรณ์ กล่าวว่า โครงการ "ปลูกป่าวันแม่แห่งชาติ" นอกจากจะเป็นการแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้แล้ว ยังเป็นการสืบสานปณิธานในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ผืนแผ่นดิน อีกด้วย

นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล  ทิพย์ศรี  อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 0909535645,0945565622/086-3684323 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top