Wednesday, 10 June 2026
Hard News Team

‘ดร.สุวินัย’ ชี้ ไทยเสี่ยงมากต่อการเป็นรัฐล้มเหลว เหตุสถาบันการเมือง – ศก. เสื่อมถอยปล่อย "ทุนเทา" ครอบงำ

เมื่อวันที่ (18 ส.ค. 68) รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า ไทยเสี่ยงมากต่อการเป็นรัฐล้มเหลว: มุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง

1. นิยามและสัญญาณของ “รัฐล้มเหลว”
รัฐล้มเหลว (failed state) มิได้หมายถึงการพังทลายของดินแดน หากหมายถึง ความไร้สมรรถภาพของรัฐ ในการทำหน้าที่หลัก 3 ประการคือ
1) รักษาความมั่นคงและกฎหมาย
2) จัดบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน
3) บริหารเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ
เมื่อรัฐไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ สังคมย่อมเข้าสู่ “ดุลยภาพต่ำ” ที่ทุนดีถอยออกไป เหลือเพียงทุนเทาและทุนผิดกฎหมายที่ครองอำนาจ

2. จุดพลิกผันเชิงเศรษฐกิจหลังปี 2562
> ระหว่างปี 2559–62 เศรษฐกิจไทยเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว:
การลงทุนต่างประเทศโดยเฉพาะในเขต EEC
การส่งออกและภาคเกษตรเริ่มฟื้น
มีการรื้อระบบกองทุนและสัมปทานที่เคยเป็นช่องทางทุจริต
> แต่หลังปี 2563 เป็นต้นมาบริบทกลับพลิกผัน:
นักลงทุนต่างชาติชะลอการลงทุน ขณะที่ทุนเทา (จีนเทา, เขมรเทา) เข้ามาแทน
โครงสร้างการอนุญาตและบอร์ดรัฐวิสาหกิจถูกยึดครองโดยกลุ่มผลประโยชน์
โครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) ถูกเบี่ยงไปตอบสนองเครือข่ายทางการเมือง
นี่คือ การเสื่อมถอยของทุนทางสถาบัน (institutional capital) ที่ทำให้ประเทศไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในสายตาโลก

3. วงจรคอร์รัปชันกับทุนเทา
ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมือง เมื่อรัฐถูกครอบงำโดย “กลุ่มผลประโยชน์” จะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า state capture
คือ กฎหมายและนโยบายถูกออกแบบเพื่อเอื้อทุนเทามากกว่าทุนขาว

ผลที่ตามมา:
> รายได้รัฐรั่วไหลไปยังธุรกิจผิดกฎหมาย (พนันออนไลน์ ยาเสพติด โรงงานผิดกฎหมาย)
> ต้นทุนธุรกิจขาวเพิ่มขึ้นจากการถูกรีดไถ ทำให้ผู้ประกอบการที่มีประสิทธิภาพถอยออก
> ระบบราชการสูญเสียความสามารถในการบังคับใช้กฎหมาย
นี่คือกลไกที่ผลักประเทศเข้าสู่วงจรของ “รัฐล้มเหลวแบบเงียบ” (silent state failure) ... 
ฟังให้ดีนะ ประเทศไทยเริ่มก้าวแรกของการเป็นรัฐล้มเหลวแบบเงียบ (หรือแบบ "ต้มกบ") ตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งบัดนี้ผ่านมา 5 ปีเต็มแล้ว หลายคนจึงเริ่มตระหนักได้ชัดเจนว่า ทิศทางของประเทศไทยขณะนี้กำลังดิ่งลงเหว

4. ทางรอดที่เป็นไปได้
หากเราไม่ต้องการให้ประเทศไทยตกลงไปในหุบเหวแห่งรัฐล้มเหลวแบบสิ้นหวังสุด ๆ  เราจำเป็นต้องทำการ “ผ่าตัดโครงสร้าง” อย่างน้อยสามด้าน
1. จัดการกับกลุ่มการเมือง–ทุนเทาที่ครอบงำรัฐ
ใช้กลไกทางกฎหมายและเศรษฐกิจ ยึดทรัพย์และตัดวงจรเงินผิดกฎหมายที่เลี้ยงการเมือง
2. ฟื้นฟูสถาบันตรวจสอบ
องค์กรอิสระต้องกลับมาทำหน้าที่แท้จริง ทั้งการปราบคอร์รัปชัน ตรวจสอบงบประมาณ และการเลือกตั้ง
3. สร้างแรงจูงใจเชิงบวกต่อทุนขาว
ออกแบบระบบภาษี ใบอนุญาต และกฎระเบียบให้โปร่งใสและแข่งขันได้ เพื่อดึงดูดนักลงทุนที่สร้างนวัตกรรม ไม่ใช่ทุนที่ทำลายโครงสร้างเศรษฐกิจ

5. บทสรุปเชิงวิชาการ
หากมองด้วยสายตาเศรษฐศาสตร์การเมือง ปัญหาของไทยไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่คือ ความเสื่อมถอยของสถาบันการเมือง–เศรษฐกิจ ที่เปิดช่องให้ "ทุนเทา"เข้าครอบงำ

คำตอบจึงไม่ใช่การเปลี่ยนผู้นำเพียงหน้าเดียว แต่คือการ "ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง" เพื่อสร้างแรงจูงใจใหม่ให้ระบบหันกลับไปสู่ความโปร่งใสและประสิทธิภาพ ... ซึ่งผู้เขียนก็ไม่เห็นทางเหมือนกันว่าจะทำได้อย่างไรในสภาพการเมืองแบบนี้ พรรคการเมืองแบบนี้ ทั้งพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน 

เพราะฉะนั้น ไทยจะเดินเข้าสู่ “รัฐล้มเหลว” เป็นแน่แท้ภายใน 10 ปีต่อจากนี้ โดยการยอมจำนนต่อมะเร็งที่กัดกินอยู่ภายใน

จีนเผย 'บ็อกซ์ออฟฟิศ' ฤดูร้อน ทะลุ 1 หมื่นล้านหยวน ขณะที่หนังจีนพาเหรดยึดหัวหาด 3 อันดับแรก

ปักกิ่ง, 18 ส.ค. (ซินหัว) -- เมาเหยี่ยนและเบคอน สองแพลตฟอร์มจำหน่ายบัตรชมภาพยนตร์ของจีน รายงานว่ารายได้จากการจำหน่ายบัตรชมภาพยนตร์ (box office) ของจีน ช่วงฤดูร้อน ปี 2025 สูงเกิน 1 หมื่นล้านหยวน (ราว 4.52 หมื่นล้านบาท) เมื่อนับถึงวันจันทร์ (18 ส.ค.) โดยภาพยนตร์ที่ผลิตภายในประเทศครอง 3 อันดับแรก

รายงานระบุว่า 'เดด ทู ไรท์ส' (Dead To Rights) ภาพยนตร์เกี่ยวกับเหตุการณ์สังหารหมู่หนานจิงในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ครองอันดับหนึ่งด้วยรายได้จากการจำหน่ายบัตรชมภาพยนตร์ 2.6 พันล้านหยวน (ราว 1.17 หมื่นล้านบาท) เมื่อนับตั้งแต่เข้าฉายวันที่ 25 ก.ค. ที่ผ่านมา

อันดับสองคือ 'โนบอดี' (Nobody) ภาพยนตร์ภาคแยกจากซีรีส์แอนิเมชันชื่อดัง "นิทานพื้นบ้านจีน-เยา" (Yao-Chinese Folktales) ทำรายได้มากกว่า 1 พันล้านหยวน (ราว 4.52 พันล้านบาท) เมื่อนับตั้งแต่เข้าฉายวันที่ 2 ส.ค. ทำให้เป็นภาพยนตร์แอนิเมชันสองมิติที่ทำรายได้สูงสุดของจีน

'เดอะ ลิชี โรด' (The Lychee Road) ภาพยนตร์ย้อนยุคหวานปนขม ซึ่งดัดแปลงมาจากนวนิยายขายดีที่มีฉากหลังอยู่ในยุคราชวงศ์ถัง (ปี 618-907) ครองอันดับสามด้วยรายได้กว่า 670 ล้านหยวน (ราว 3.02 พันล้านบาท) เมื่อนับตั้งแต่เข้าฉายวันที่ 18 ก.ค. ที่ผ่านมา

อนึ่ง มหกรรมชมภาพยนตร์ช่วงฤดูร้อนของจีนตรงกับวันที่ 1 มิ.ย.-31 ส.ค. ถือเป็นหนึ่งในช่วงเก็บรายได้จากการจำหน่ายบัตรชมภาพยนตร์ที่มีความโดดเด่นมากที่สุดของจีน

(แฟ้มภาพซินหัว : คนเดินผ่านโปสเตอร์ภาพยนตร์ที่โรงภาพยนตร์แห่งหนึ่งในเมืองหนานจิง มณฑลเจียงซูทางตะวันออกของจีน วันที่ 17 ส.ค. 2025)

‘พะยูน’ ลดลง สัญญาณเตือนจากท้องทะเลไทย สะท้อนระบบนิเวศชายฝั่งและทะเลไทยเสื่อมโทรมหนัก

(19 ส.ค.68) สืบเนื่องจาก ‘วันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ’ (17 สิงหาคม) พวงผกา ขาวกระโทก นักวิจัย สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเผยว่า “พะยูน” หรือที่หลายคนเรียกอย่างเอ็นดูว่า “น้องหมูน้ำ” หรือ “วัวทะเล” คือสัตว์ทะเลสงวน ที่เป็นดัชนีชี้วัดสุขภาพของระบบนิเวศหญ้าทะเลในประเทศไทย ปัจจุบันสถานะของพะยูนกำลังส่งสัญญาณเตือนภัยอย่างชัดเจน ปี 2566 เหลือเพียง 282 ตัวในฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, 2567) การลดลงของประชากรพะยูนไม่ใช่แค่ปัญหาสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ แต่สะท้อนถึงความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศชายฝั่งและทะเลไทยโดยตรง

ข้อมูลสถิติพบว่า...
• ปี 2564: พบพะยูน 261 ตัว (อันดามัน 229 ตัว / อ่าวไทย 32 ตัว)
• ปี 2565: เพิ่มเป็น 273 ตัว (อันดามัน 242 ตัว / อ่าวไทย 31 ตัว)
• ปี 2566: เพิ่มเป็น 282 ตัว (อันดามัน 250 ตัว / อ่าวไทย 32 ตัว)

แม้จำนวนดูเหมือนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ตัวเลขการตายกลับน่าตกใจ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ระบุว่า ปี 2562–2567 พะยูนมีการตายเฉลี่ยอยู่ที่ 25 ตัวต่อปี เพิ่มจากปี 2548–2561 ที่เฉลี่ยปีละ 13 ตัว และยังมากกว่าอัตราการเกิดใหม่ที่มีเพียง 17.5 ตัวต่อปีเท่านั้น ช่วงต้นปี 2568 สูญเสียไปแล้วมากกว่า 13 ตัว (ข้อมูล ณ เดือนเมษายน 2568) ขณะที่ปี 2567, 2566, 2565, 2564, 2563 มีพะยูนเสียชีวิต 42, 40, 19, 25 และ 16 ตัวตามลำดับ สะท้อนว่าช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พะยูนไทยตายแล้วกว่า 142 ตัว

ผลการชันสูตรพบว่า ส่วนใหญ่พะยูนตายเพราะผอมแห้งจากการขาดอาหาร อันมีสาเหตุมาจาก การลดลงของหญ้าทะเล ซึ่งเป็นอาหารหลัก โดยหญ้าทะเลลดลงจากหลายปัจจัย เช่น
• คลื่นลม อุณหภูมิน้ำทะเล
• การเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ
• ปริมาณน้ำจืด และการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่
• การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมชายฝั่ง เช่น ตะกอนจากการถมทะเล เกษตรกรรม การท่องเที่ยว
• กิจกรรมมนุษย์ที่ทำลายถิ่นอาศัยและแหล่งอาหาร เช่น การปล่อยน้ำเสีย การสร้างท่าเรือ การขุดร่องน้ำ การก่อสร้างที่ทำให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่ง และขยะจากเรือประมงและเรือท่องเที่ยว รวมทั้งการลักลอบขุดหญ้าทะเลจำหน่าย

นอกจากนี้ พะยูนยังตายจากการป่วย การติดเครื่องมือประมง การชนเรือ และการกินขยะทะเลโดยไม่ตั้งใจ โดยเฉพาะพลาสติก ซึ่งอุดตันทางเดินอาหารจนขาดสารอาหารและเสียชีวิตในที่สุด

ในระดับโลก พะยูน (Dugong dugon) ถูกจัดอยู่ในบัญชีแดง IUCN ให้มีสถานะ “ใกล้สูญพันธุ์” (Vulnerable) โดยมีการกระจายพันธุ์ในกว่า 37 ประเทศ ตั้งแต่ชายฝั่งตะวันออกของแอฟริกา ผ่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงหมู่เกาะแปซิฟิกตะวันตก อย่างไรก็ตาม ประชากรโลกได้ลดลงราวร้อยละ 20 ในช่วง 90 ปีที่ผ่านมา และบางพื้นที่ เช่น แอฟริกาตะวันออกและนิวแคลิโดเนีย ถูกจัดให้อยู่ในภาวะ “ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง” (Critically Endangered) สาเหตุหลักมาจากการสูญเสียแหล่งหญ้าทะเล การติดเครื่องมือประมง การชนเรือ มลภาวะชายฝั่ง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หลายประเทศได้นำมาตรการอนุรักษ์เข้มงวดมาใช้ เช่น ออสเตรเลียจัดตั้งเขตอนุรักษ์ทางทะเลขนาดใหญ่ (Marine Protected Areas) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรนห้ามใช้เครื่องมือประมงที่คุกคามพะยูน ขณะที่อียิปต์กำหนดเขตอนุรักษ์เฉพาะในทะเลแดง นอกจากนี้ ยังมีข้อตกลงความร่วมมือระดับนานาชาติภายใต้ Dugong MoU ของอนุสัญญาว่าด้วยการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์อพยพ (CMS) เพื่อผลักดันการฟื้นฟูและติดตามประชากรพะยูนในทุกภูมิภาค ซึ่งประเทศไทยได้เข้าร่วมตั้งแต่ ปี 2554 และมีพื้นที่คุ้มครองทางทะเล 28 แห่ง แต่ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาและฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลอย่างยั่งยืน

สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าระบบนิเวศชายฝั่งของไทยกำลังถูกคุกคามอย่างหนัก หญ้าทะเลซึ่งเป็น “สัญญาณชีวิต” ของทะเลกำลังร่อยหรอ หากไม่มีการฟื้นฟูอย่างจริงจัง พะยูนจะต้องอพยพหรือสูญพันธุ์ และความหลากหลายทางชีวภาพของทะเลไทยจะหายไป

จากเหตุการณ์สูญเสีย “น้องมาเรียม” และ “ยามีล” ทำให้สังคมตระหนักถึงความเร่งด่วนของวิกฤติ จนนำไปสู่การประกาศให้วันที่ 17 สิงหาคมเป็น วันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจและพันธสัญญาร่วมกันของรัฐ ภาคเอกชน ชุมชนชายฝั่ง และประชาชน ในการฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล ควบคุมกิจกรรมที่กระทบต่อพะยูน และพัฒนาระบบติดตามวิจัยอย่างต่อเนื่อง
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย หรือ TEI ในฐานะองค์กรวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งมาอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี ขอย้ำว่าการรักษาพะยูนไม่ใช่เพียงการปกป้องสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ แต่คือการคุ้มครองระบบนิเวศชายฝั่งที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิต เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ เราจำเป็นต้องเร่งดำเนินการเชิงนโยบายและการดำเนินงานระดับพื้นที่อย่างบูรณาการ ทั้งการฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล ควบคุมกิจกรรมที่ทำลายถิ่นอาศัย บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และสนับสนุนงานวิจัยติดตามระยะยาว ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐ-เอกชน-ภาควิชาการ-ชุมชน ร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทะเลไทยยังคงเป็นบ้านที่ปลอดภัยของพะยูน และยังคงความหลากหลายทางชีวภาพไว้ให้คนรุ่นต่อไปได้พึ่งพิงอย่างยั่งยืน

‘แอ็คมี่ วรวัฒน์’ เศรษฐีคริปโตฯ ผนึกกำลัง ACT Warriors เตรียมบริจาคหุ่นยนต์กวาดทุ่นระเบิดให้กองทัพไทย

เมื่อวันที่ (18 ส.ค. 68)  “แอ็คมี่” วรวัฒน์ นาคแนวดี นักธุรกิจและนักลงทุนชื่อดัง ประกาศผ่านเฟซบุ๊กเพจ “Acme Traderist - Worawat Narknawdee” ว่าได้ผนึกกำลังกับเครือข่าย ACT Warriors เตรียมจัดหาและบริจาค หุ่นยนต์กวาดทุ่นระเบิดควบคุมระยะไกล DOK-ING MV-4 Remote Controlled Mine Clearance System จากประเทศโครเอเชีย มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ให้แก่ กองทัพบกไทย เพื่อนำไปใช้ในภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อเสริมความปลอดภัยให้กับทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่แนวหน้า

โดยวรวัฒน์ได้แท็กข้อความไปยังเฟซบุ๊ก “กองทัพบก Royal Thai Army” พร้อมย้ำว่า ความตั้งใจดังกล่าวไม่ใช่เพื่อจัดหาอาวุธทำสงคราม แต่เพื่อหยุดยั้งการสูญเสียจากกับระเบิดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย

คุณสมบัติหุ่นยนต์ DOK-ING MV-4

หุ่นยนต์กวาดทุ่นระเบิดรุ่นนี้สามารถทำงานได้ด้วยความเร็ว 3–5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ควบคุมจากระยะไกลได้ถึง 1,500 เมตร โครงสร้างทนต่อแรงระเบิดและสภาพแวดล้อมรุนแรง อายุการใช้งานยาวนาน 10–15 ปี อีกทั้งยังมีขนาดเหมาะสมกับภูมิประเทศไทย สามารถเข้าปฏิบัติภารกิจในพื้นที่เสี่ยงได้ต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานโดยตรง

กระบวนการจัดหาและบริจาค

วรวัฒน์ระบุว่า แม้ขั้นตอนการจัดหายุทโธปกรณ์ดังกล่าวมีความซับซ้อน ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งการติดต่อผู้ผลิตจากโครเอเชีย การยืนยันการใช้งานเพื่อการทหารและการบริจาคที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ การประสานงานผ่านกองทัพไทยและหน่วยงานด้านความมั่นคง รวมถึงการขออนุญาตนำเข้าตาม พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ แต่ตนและกลุ่ม ACT Warriors จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้การบริจาคสำเร็จและส่งมอบหุ่นยนต์ให้กองทัพไทยใช้ในภารกิจจริง

“ประเทศไทยสมควรมีสิ่งนี้ ไม่ใช่เพื่อรบกับใคร แต่เพื่อหยุดการสูญเสีย และเพื่อยืนยันว่าชีวิตของประชาชนไทยทุกคนมีค่ามากเกินกว่าจะปล่อยให้ถูกพรากไปเพราะกับระเบิด” วรวัฒน์กล่าว

ย้ำไม่เปิดรับบริจาค

ทั้งนี้ วรวัฒน์ย้ำชัดว่า โครงการนี้จะไม่มีการเปิดระดมทุนเพื่อรับบริจาค และขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อบุคคลที่แอบอ้างในทุกกรณี

ทั้งนี้ แอ็คมี่ วรวัฒน์ คือนักธุรกิจนักลงทุนชื่อดัง และเป็นมหาเศรษฐีคริปโตฯ ที่ถือครองบิตคอยน์มากเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชียกว่า 11,000 BTC และเป็นผู้ก่อตั้งสกุลเงินดิจิทัล ACT (ACET) เหรียญอันดับหนึ่งของไทย ที่มีอายุ 4 ปี มีมูลค่าการซื้อขายรวมกว่า 506 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 18,000 ล้านบาท) มีผู้ถือครองเหรียญมากกว่า 164,000 คนทั่วโลก โดยในปี 2024 เขายังเคยสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญด้วยการจัดงาน “Acme Vampire Day ครั้งที่ 3” ที่มีผู้ถือครองเหรียญ ACT(ACET) นับพันคนมาร่วมกันบริจาคโลหิต 1 ล้านซีซี พร้อมบริจาคเงิน 1 ล้านบาท ให้แก่สภากาชาดไทย นอกจากนี้ แอ็คมี่ วรวัฒน์ ยังเป็นผู้เสนอแนวคิดให้ประเทศไทยใช้บิตคอยน์เป็นกองทุนสำรองของประเทศ และยังประกาศให้รัฐบาลกู้บิตคอยน์โดยไม่คิดดอกเบี้ยอีกด้วย

‘กองทุนดีอี’ ไฟเขียวงบรอบแรก 36 โครงการ 1.6 พัน ลบ. วางกรอบให้ทุนปี 69 หนุนพัฒนาด้าน AI ของประเทศ

เมื่อวันที่ (15 ส.ค. 68) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 4/2568 โดยมี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และนางสาววรรณศิริ พัวศิริ ผู้อำนวยการกองบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) กรุงเทพฯ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประธานในที่ประชุม กล่าวว่า การบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นการมุ่งเน้นการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ตามวัตถุประสงค์หลักของกองทุนฯ โดยมีเป้าหมายหลัก คือ การเพิ่มสัดส่วนมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital GDP) ของไทยให้เป็น 30% ภายในปี 2570 ซึ่งจะสอดคล้องและเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งส่งเสริมการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ก่อให้เกิดประโยชน์และผลต่อประชาชนในวงกว้าง อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นรัฐบาลที่ในอนาคต 

โดยคณะกรรมการฯ ในรอบแรกนี้ ได้มีมติเห็นชอบโครงการตามมาตรา 26 (1) และ (2) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 36 โครงการ งบประมาณ 1,599.8 ล้านบาท นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ได้เห็นชอบแผนปฏิบัติการระยะยาว (พ.ศ. 2569 - 2573) เพื่อเป็นการวางยุทธศาสตร์ระยะยาวของกองทุนฯ และแผนปฏิบัติการประจำปี 2569 ซึ่งประกอบด้วยแผนปฏิบัติการดิจิทัล แผนการบริหารทรัพยากรบุคคลของกองทุนฯ โดยได้ร่วมกันกำหนดการวางยุทธศาสตร์ และกรอบนโยบายการให้ทุน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มุ่งยกระดับขีดความสามารถของประเทศ ความมั่นคงปลอดภัยทางดิจิทัล การสร้างพัฒนา ต่อยอดทุนมนุษย์ รวมไปถึงตอบสนองนโยบาย Cloud first policy ของรัฐบาล  สำหรับการให้ทุนเเบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1)  กรอบนโยบายการให้ทุนสนับสนุนแบบทั่วไป (Open Grant) 5 ด้าน ได้แก่ AI, Manpower, Agriculture, Technology & Security และ Health และ 2) กรอบนโยบายการให้ทุนสนับสนุนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Grant) เน้นการพัฒนาด้าน AI ของประเทศ 

ทั้งนี้ ในที่ประชุม ได้มีการรายงานผลการดำเนินงานของกองทุนฯที่ผ่านมาประกอบด้วย การดำเนินงานของคณะอนุกรรมการ และคณะทำงานภายใต้คำสั่งแต่งตั้งของคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ประกอบด้วยคณะอนุกรรมการกลั่นกรองพิจารณาโครงการ คณะอนุกรรมการติดตามและประเมินผล คณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย ข้อบังคับ และระเบียบของกองทุนฯ และคณะทำงานวิเคราะห์โครงการหรือกิจกรรมของกองทุนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 3 ด้าน ได้แก่ ด้าน Digital Technology (High Impact & Scalability) ด้าน Digital Manpower ด้าน Digital Trust & Security สำหรับผลการปฏิบัติงานที่สำคัญของกองทุนฯ ได้แจ้งผลการดำเนินงานตามมติคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ครั้งที่ 3/2568 วันที่ 18 มิถุนายน 2568 รวมถึงระบบบริหารความเสี่ยง ระบบบริหารจัดการสารสนเทศ และระบบบริหารทรัพยากรบุคคล

19 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ไทยรอดพ้นสถานะผู้แพ้สงคราม หลังสหรัฐฯ ยืนยัน “ไม่เคยถือว่าไทยเป็นศัตรู”

19 สิงหาคม พ.ศ. 2488 สหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์ประกาศชัด “ไม่เคยถือว่าไทยเป็นศัตรู” แม้ไทยจะเคยประกาศสงครามต่อสหรัฐฯ และอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยให้เหตุผลว่า ไทยคือมิตรประเทศที่ถูกบังคับมากกว่าจะเป็นฝ่ายตรงข้ามโดยเจตนา

ในแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า ช่วง 4 ปีที่ผ่านมา วอชิงตันมองว่าไทยต้องได้รับการปลดปล่อยจากอำนาจศัตรู และหวังว่าเมื่อสงครามสิ้นสุด ไทยจะกลับคืนสู่ประชาคมโลกในฐานะประเทศเอกราช เสรี และมีอธิปไตยเต็มที่

ไม่กี่วันก่อนหน้านั้นเอง (16 สิงหาคม 2488) ไทยได้ออก “ประกาศสันติภาพ” ชี้ชัดว่าการประกาศสงครามเมื่อ 25 มกราคม 2485 เป็นโมฆะ เพราะไม่ตรงกับเจตจำนงของประชาชน และขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทำให้ท่าทีของสหรัฐฯ สอดรับกับการฟื้นคืนภาพลักษณ์ของไทยบนเวทีโลก

เหตุการณ์นี้จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้ไทยไม่ถูกนับเป็นประเทศผู้แพ้สงครามโดยตรง และเปิดทางให้ฟื้นความสัมพันธ์กับนานาชาติได้อย่างรวดเร็ว

‘โฆษก รทสช.’ ไม่เชื่อรัฐบาลดีลซื้อโหวต 10 ล้าน มั่นใจรัฐบาลสามารถผ่านกฎหมายได้แม้เสียงปริ่มน้ำ

โฆษก รทสช. ไม่เชื่อปลายสายคลิปเสียงซื้อโหวต 10 ล้านมาจากซีกรัฐบาล ย้ำวิปกำชับเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียง ไม่มีความจำเป็นต้องซื้อโหวต บี้ สส. ผู้กล่าวอ้างเปิดหลักฐาน หวั่นผู้ไม่หวังดีดิสเครดิตรัฐบาล

วันที่ (18 ส.ค. 68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยถึงกรณีมีการกล่าวหาว่ามีการซื้อเสียงโหวตจาก สส.ฝ่ายค้านในการลงมติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2569 ว่า 

กรณีมีการกล่าวหานั้น ตนทั้งในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติและหนึ่งในวิปรัฐบาล ในลำดับแรกขอเรียนว่ากรณีดังกล่าว เชื่อว่าไม่น่าจะเป็นความจริง 

เนื่องจากเสียงของ สส. ฝ่ายรัฐบาลนั้นเพียงพอในการผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2569 ถึงแม้ว่าเสียงจะปริ่มน้ำก็ตาม แต่พวกเราในฐานะวิปรัฐบาลมีความมั่นใจว่าจะสามารถผ่านกฎหมายดังกล่าวได้โดยราบรื่น 

ดังนั้นเสียงในคลิปไม่น่าจะเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคร่วมรัฐบาล น่าจะเป็นแก๊งต้มตุ๋น

สำหรับที่มีการสะท้อนมาว่าคลิปเสียงดังกล่าวเป็นการสร้างสถานการณ์ด้วยตนเองหรือไม่ นั่นก็เป็นสิ่งที่ สส. คนดังกล่าวต้องออกมาชี้แจงกรณีดังกล่าวด้วยตนเองผ่านการแสดงพยานหลักฐาน รวมทั้งแจ้งความดำเนินคดีให้เห็นเป็นรูปธรรม เพื่อลบล้างข้อกล่าวหาว่า สส. คนดังกล่าวสร้างสถานการณ์เพื่อดิสเครดิตรัฐบาล มิเช่นนั้นจะเกิดความเสียหายต่อสภาผู้แทนราษฎร และที่สำคัญคนอาจมองว่าเป็นการสร้างคะแนนนิยมให้กับพรรคการเมืองที่ สส.ที่เปิดประเด็นนี้สังกัดอีกด้วย

‘เจนเซน หวง’ ซีอีโอ Nvidia เผย ถ้าย้อนกลับไปเป็นวัยรุ่นอีกครั้ง ขอเลือกเรียน ‘วิทยาศาสตร์กายภาพ’ แทนสาย ‘ซอฟต์แวร์’

(18 ส.ค. 68) เจนเซน หวง (Jensen Huang) ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Nvidia กล่าวระหว่างการเดินทางที่ปักกิ่งว่า หากเขาอายุ 20 ปี และเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยในยุคนี้ จะเลือกศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพมากกว่าวิทยาศาสตร์ซอฟต์แวร์ โดยชี้ว่าสาขานี้ครอบคลุมการเรียนรู้เกี่ยวกับระบบที่ไม่มีชีวิต เช่น ฟิสิกส์ เคมี ดาราศาสตร์ และวิทยาศาสตร์โลก

ซีอีโอ Nvidia เล่าย้อนว่า ตนเองจบวิศวกรรมไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยรัฐโอเรกอน และต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ก่อนจะก่อตั้ง Nvidia ในปี 1993 ที่ร้านอาหารเดนนี่ส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ปัจจุบัน Nvidia กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดในโลก และเพิ่งทำสถิติแตะมูลค่าตลาดกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ซีอีโอ Nvidia ยังอธิบายพัฒนาการของ AI ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา โดยเริ่มจากยุค “Perception AI” ที่เน้นการรับรู้ภาพ ต่อมาเข้าสู่ยุค “Generative AI” ที่ AI สามารถสร้างภาษา ภาพ และโค้ดได้เอง และปัจจุบันคือยุค “Reasoning AI” ที่ AI สามารถเข้าใจ แก้ปัญหา และใช้เหตุผลได้ใกล้เคียงมนุษย์

สำหรับคลื่นลูกใหม่ หวงเรียกว่า “Physical AI” หรือ AI ที่เข้าใจกฎฟิสิกส์ แรงเสียดทาน ความเฉื่อย และเหตุ-ผล เช่น คาดการณ์การกลิ้งของลูกบอล หรือคำนวณแรงที่ใช้หยิบวัตถุไม่ให้เสียหาย ซึ่งเมื่อนำมารวมกับหุ่นยนต์ จะเป็นเทคโนโลยีสำคัญต่อโรงงานอัตโนมัติในอนาคต

หวงทิ้งท้ายว่า ภายใน 10 ปีข้างหน้า โรงงานและสายการผลิตทั่วโลกจะพึ่งพาหุ่นยนต์และ Physical AI มากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และเป็นก้าวสำคัญของเศรษฐกิจอุตสาหกรรมยุคใหม่

ปตท.สผ. คว้า 2 รางวัลการกำกับดูแลกิจการที่ดี ระดับอาเซียนจาก ASEAN CG Scorecard 2567

(18 ส.ค. 68) น.ส.ชลิดา ศรีกรกุล ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายกำกับดูแลองค์กรและบริหารงานบริษัทย่อยบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. รับมอบรางวัล Top 50 ASEAN PLCs และ Top 5 PLCs from Thailand ในฐานะ 1 ใน 50 บริษัทจดทะเบียนในภูมิภาคอาเซียน และ 1 ใน 5 บริษัทจดทะเบียนจากประเทศไทย ที่มีการกำกับดูแลกิจการที่ดีจากการประเมิน ASEAN Corporate Governance Scorecard ประจำปี 2567 โดยมี Atty. Francisco Edralin Lim Chair, ASEAN Capital Markets Forum (ACMF) Working Group on Corporate Governance และ Dr. Ismet Yusoff ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Minority Shareholders Watch Group (MSWG) ให้เกียรติมอบรางวัล ในงาน ASEAN Corporate Governance Conference & Awards ประจำปี 2568 ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

การมอบรางวัลจาก ASEAN CG Scorecard สนับสนุนโดย ACMF ร่วมกับ MSWG เพื่อยกย่องและประกาศเกียรติคุณให้แก่บริษัทจดทะเบียนในภูมิภาคอาเซียนที่ดำเนินธุรกิจโดยยึดหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีตามมาตรฐานสากล

FSB รัสเซียยืนยัน สกัดแผนบึ้มสะพานไครเมียสำเร็จ แฉ!! ‘ยูเครน’ วางแผนใช้คนขับรถระเบิดพลีชีพ…แบบไม่รู้ตัว

(18 ส.ค. 68) หน่วยงานความมั่นคงของรัสเซีย (FSB) แถลงยืนยันสามารถขัดขวางแผนก่อการร้ายของหน่วยข่าวกรองยูเครน ที่พยายามลอบวางระเบิดสะพานไครเมีย โดยซุกซ่อนวัตถุระเบิดแรงสูงไว้ในรถยนต์ พร้อมผู้ขับขี่ที่ไม่รู้ตัวว่าจะกลายเป็นมือระเบิดพลีชีพ

FSB ระบุว่า รถต้องสงสัยคันดังกล่าวเป็นเชฟโรเลต โวลต์ (Chevrolet Volt) เดินทางเข้ารัสเซียจากยูเครน ผ่านหลายประเทศ ก่อนเข้าสู่พรมแดนรัสเซีย-จอร์เจีย ที่จุดตรวจสากลเวอร์คห์นีย์ ลาร์ส (Verkhniy Lars) และถูกส่งต่อโดยรถบรรทุกรถยนต์เพื่อไปยังแคว้นคราสโนดาร์

อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่รัสเซียสามารถตรวจพบและเก็บกู้วัตถุระเบิดได้ทัน ก่อนที่รถจะถูกส่งต่อให้คนขับรายใหม่ซึ่งไม่รู้แผนการดังกล่าว พร้อมจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องกับการลำเลียงวัตถุระเบิดทั้งหมดไว้ได้เรียบร้อยแล้ว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top