Wednesday, 10 June 2026
Hard News Team

“เอฟเคไอไอ.-สถาบันทิวา“ผนึกหอการค้าไทย-สมาคมเอไอ.เปิดเวทีขับเคลื่อนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI)อัพเกรดประเทศไทยสู่ศักยภาพใหม่เป้าหมายผู้นำอาเซียน 

(17ส.ค. 68) “อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์”แนะรัฐเร่งออกกฎหมายปัญญาประดิษฐ์ ชี้จุดอ่อนประเทศไทยขาดแคลน“คนเอไอ.”

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.และรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์เปิดเผยวันนี้ว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเป็นคานงัดในการพัฒนาประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยซึ่งจากการศึกษาของ “Oxford Insights”ในปี2023ไทยอยู่อันดับ 37 ของโลกด้านความพร้อมใช้ AI ในภาครัฐ (คะแนน 63.03 จาก 193 ประเทศ)  ซึ่งสะท้อนทั้งโอกาสและความท้าทายในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนี้

ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับการพัฒนาเทคโนโลยี AI โดยมีการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดประเทศหนึ่งในภูมิภาคโดยตั้งเป้าหมายก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านAI ของอาเซียนภายในปี พ.ศ. 2580 (ค.ศ. 2037)ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561–2580)โดยมีแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ. 2565 - 2570) ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ 
 1. ด้านจริยธรรมและกฎระเบียบ AI โดยมีเป้าหมายสร้างความเข้าใจและความตระหนักด้านจริยธรรมในการใช้ AI อย่างน้อย 6 แสนคน และมีกฎหมายและข้อบังคับด้าน AI ที่จำเป็น
 2. ด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI เพื่อให้เกิดการลงทุนด้าน AI เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ต่อปี
 3. ด้านกำลังคน AI มีเป้าหมายผลิตกำลังคน AI 3 หมื่นคน 
4. ด้านวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม AI ตั้งเป้าสร้าง 100 นวัตกรรม AI ที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจ 4.8 หมื่นล้าน 
 5. ด้านการส่งเสริมธุรกิจและการใช้ AI โดยมีการใช้นวัตกรรม AI ใน 600 หน่วยงานทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตามได้มีการปรับเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ในการพัฒนาบุคลากรด้าน AI ภายในปี 2570โดยเฉพาะในกลุ่ม AI Professional และ AI Developer ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรม AI ของประเทศไทย ตัวเลขสองกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นจาก 10,000 คน เป็น 140,000 คน หรือสูงขึ้นถึง 14 เท่าซึ่งประเทศไทยขาดแคลนคนเอไอ.อย่างมากและเป็นจุดอ่อนที่สำคัญ

อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์ ประธานเอฟเคไอไอ.กล่าวต่อไปว่า
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI) ได้แทรกซึม ไปในทุกๆ ที่ทั่วโลก ขณะนี้ทุกประเทศและทุกอุตสาหกรรมต่างแข่งขันกันเพื่อมุ่งสู่การใช้ AI
การเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังเป็นไปอย่างก้าวกระโดด “ไอดีซี” คาดการณ์ว่าจากปี 2565 เป็นต้นมาการใช้จ่ายด้าน AI ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จะเติบโตเฉลี่ย 28.9% ต่อปี และเมื่อถึงปี 2570 มูลค่าจะขยับขึ้นไปแตะ 90,700 ล้านดอลลาร์ สัดส่วนมาจาก GenAI 23% และ AI อื่นๆ 77%

การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยAIภายใต้เทคโนโลยีดิจิตอลของไทยมีจุดแข็งจุดอ่อนที่ต้องเสริมเติมเต็มโดยเฉพาะการพัฒนาผู้ใช้ผู้พัฒนาผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพทั้งภาครัฐภาคเอกชนและภาควิชาการรวมถึงร่างกฎหมายปัญญาประดิษฐ์ที่ต้องเร่งบัญญัติออกมาโดยเร็ว”

สถาบันเอฟเคไอไอ.เชื่อว่าAI เป็นเครื่องมือในการอัพเกรดศักยภาพประเทศทั้งด้านเทคโนโลยี การศึกษา การวิจัยและพัฒนา การพัฒนาเมือง การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การพัฒนาภาคเกษตร-อุตสาหกรรม-การท่องเที่ยว-การลงทุน-ธุรกิจการค้า การบริการภาครัฐและการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจเพื่อตอบโจทย์ที่ท้าทายอนาคตของประเทศจึงได้จัดงานเสวนา FKII National Agenda
“AI Thailand อัปเกรดศักยภาพประเทศไทย”
ในวันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 – 11.30 น. ณ สวนเสียงไผ่ สถาบันทิวา ทาวน์อินทาวน์ กรุงเทพมหานคร

จึงขอเชิญชวนทุกภาคส่วนมาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการยกระดับขีดความสามารถและศักยภาพของประเทศไทย โดยมีวิทยากรหลายท่านอาทิ นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII Thailand ,นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา และผู้อำนวยการสถาบัน FKII Thailand รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ประธานคณะกรรมการเอไอและโรบ็อท หอการค้าไทยดร.ชาญวิทย์ บุญช่วย นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) นายพุทธิพงษ์ สิริโชดก ซีอีโอ.บริษัทแม็กอัพ เอไอ. อินโนเวท นายอาศิสกานต์ ศรีลาธนาตย์ ซีอีโอ.บริษัทซอร์สโค้ด รวมทั้งวิทยากรและผู้เข้าร่วมเสวนาจากภาคส่วนต่างๆ
ท่านที่สนใจสามารถลงทะเบียนที่ LineOA FKII Thailand
หรือติดต่อสอบถาม
นายวรวุฒิ ชิระนุรังสี 091-1805459
นางสาวลิต้า บุญส่ง 093-1252012

เซ็นทรัลพัฒนา ขอเป็นตัวแทนคนไทย ส่งกำลังใจถึงแนวหน้า มอบเสื้อ สกรีนคำขอบคุณจากหัวใจคนไทยถึง “ฮีโร่ของชาติ” 

(18 ส.ค. 68) บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ยืดหยัดเคียงข้างคนไทยและประเทศชาติเสมอ จึงได้อาสาเป็นสื่อกลางเชิญชวนคนไทยทั่วประเทศร่วมเขียนคำขอบคุณถึงเหล่าทหารผู้กล้าผ่าน Social Campaign “To Our Heroes” ซึ่งได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามบนโซเชียลมีเดีย โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ผู้บริหารเซ็นทรัลพัฒนา นำโดย คุณรุจิเรศ นีรปัทมะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานรัฐกิจสัมพันธ์ และสรรหาที่ดิน และคุณพรวดี โรจน์รุ่งสัตย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการการตลาด และสื่อสารองค์กร ได้สานต่อแคมเปญ ด้วยการนำเสื้อ “To Our Heroes” สกรีนคำขอบคุณและกำลังใจจากคนไทยจำนวน 1,000 ตัว มอบให้แก่เหล่าทหารกล้า ณ กองบัญชาการกองทัพบก โดยมี พลโท อนุภาพ ศิริมณฑล รองเสนาธิการทหารบก เป็นผู้รับมอบ เพื่อนำกำลังใจและคำขอบคุณจากคนไทยส่งต่อถึงทหารแนวหน้า

เซ็นทรัลพัฒนา ในฐานะผู้พัฒนาและบริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ เน้นย้ำถึงบทบาทการเป็น “Centre of Life” ที่เป็นทั้งจุดหมายปลายทางและศูนย์กลางการใช้ชีวิต แต่ยังเป็น “พื้นที่” และสื่อกลางในการเชื่อมใจผู้คนจากทุกภูมิภาค ทั้งนี้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศได้พร้อมใจกันแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ แสดงภาพธงไตรรงค์ขึ้นจอยักษ์ที่หน้าศูนย์การค้า อีกทั้งยังได้ตั้งศูนย์รับบริจาคและศูนย์บริจาคโลหิตที่สาขาต่างๆ และล่าสุดกับการส่งข้อความจากใจคนไทย To Our Heroes… ที่สกรีนไว้บนเสื้อ เพื่อให้ทุกครั้งที่เหล่าทหารสวมใส่ พวกเขาจะรับรู้ว่าคนไทยทั้งประเทศซาบซึ้งในความเสียสละอันยิ่งใหญ่ และร่วมส่งกำลังใจให้ทหารทุกท่านปฏิบัติหน้าที่อย่างปลอดภัย

ภายใต้ Brand Purpose “Imagining better futures for all” เซ็นทรัลพัฒนาเชื่อมั่นว่า “พลังใจ” คือพลังขับเคลื่อนสำคัญของประเทศ และจะยืนหยัดเคียงข้างคนไทยเสมอ เพื่อให้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเป็นทั้งหัวใจของชุมชนและศูนย์กลางชีวิตของคนไทยและประเทศไทยอย่างแท้จริง

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2568

อดีตควรปล่อยไว้ตามอดีต 
อนาคตควรปล่อยไว้ตามกาลของมัน 
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ 
เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ไม่สุดวิสัย

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต

IEA คาดน้ำมันโลกปีหน้าอาจ ‘ล้นสต็อก’ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2026

(16 ส.ค. 68) สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เผยคาดการณ์ล่าสุดว่า ตลาดน้ำมันโลกปี 2026 อาจเผชิญภาวะ 'น้ำมันล้นตลาด' สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากอุปสงค์โตช้าลง แต่กำลังการผลิตจากทั้งกลุ่มโอเปกพลัสและนอกโอเปกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกมีแนวโน้มถูกกดดันให้ลดลงอีก หลังจากปีนี้ปรับตัวลงไปแล้วกว่า 12% เหลือเฉลี่ยราว 66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

รายงานของ IEA ระบุว่า ปริมาณสต็อกน้ำมันดิบทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นถึง 2.96 ล้านบาร์เรลต่อวัน สูงกว่าช่วงวิกฤตโควิด-19 ปี 2020 ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันทั้งปีนี้และปีหน้า จะเพิ่มขึ้นเพียงราว 680,000–700,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2019 โดยเฉพาะใน จีน อินเดีย และบราซิล ที่การบริโภคน้ำมันยังซบเซา

ในด้านอุปทาน กลุ่มโอเปกพลัส (OPEC+) นำโดยซาอุดีอาระเบีย ได้เร่งกลับมาผลิตน้ำมัน หลังจากช่วงก่อนหน้านี้ชะลอกำลังการผลิตลง อีกทั้งการผลิตนอกกลุ่มโอเปกก็กำลังขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากภูมิภาคอเมริกา ทำให้ตลาดเผชิญภาวะ 'น้ำมันล้น' ชัดเจนมากขึ้น

IEA เตือนว่า หากไม่มีมาตรการจัดสมดุล อุปทานอาจแซงหน้าอุปสงค์ไปไกล แต่สถานการณ์ยังอาจเปลี่ยนได้ หากมีมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ต่อรัสเซียหรืออิหร่าน ซึ่งจะทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดลดลง ขณะเดียวกัน IEA ยังคาดว่าความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกจะ หยุดเติบโตภายในสิ้นทศวรรษนี้ จากการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาด

‘เอกนัฏ’ ส่งทีมสุดซอยบุกโกดังย่านประเวศ ยึดพาวเวอร์แบงก์-อะแดปเตอร์เถื่อน มูลค่ากว่า 13.5 ล้าน

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มอบหมายทีม 'สุดซอย' ลงพื้นที่ตรวจโกดังย่านประเวศ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา พบการนำเข้าและจำหน่ายเซลล์แบตเตอรี่ พาวเวอร์แบงก์ และอะแดปเตอร์ ที่ไม่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) รวมมูลค่ากว่า 13.5 ล้านบาท

การตรวจสอบพบว่า บริษัทผู้ประกอบการ 2 แห่งในพื้นที่เดียวกัน มีการนำเข้าเซลล์แบตเตอรี่กว่า 10,000 ชิ้น ที่ไม่มีเครื่องหมายมาตรฐาน และอะแดปเตอร์กว่า 1 แสนอัน ที่มีรายละเอียดผลิตภัณฑ์ไม่ตรงกับใบอนุญาต ซึ่งเข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.บ. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 มีโทษทั้งจำและปรับตามกฎหมาย

เจ้าหน้าที่จึงอายัดสินค้าทั้งหมดเพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอน โดยรวมมูลค่าของกลางที่ยึดไว้กว่า 13.5 ล้านบาท ขณะเดียวกันได้ย้ำว่าผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตแล้วแต่ยังนำเข้าสินค้าไม่ได้มาตรฐาน จะต้องถูกตรวจสอบและลงโทษอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการซื้อพาวเวอร์แบงก์และอะแดปเตอร์ที่ไม่มีเครื่องหมาย มอก. เพราะเสี่ยงต่อการระเบิด ไฟฟ้าลัดวงจร และอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน พร้อมยืนยันจะเดินหน้าตรวจสอบกวาดล้างสินค้าลักลอบและไม่ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง

ตราด -ไทย-กัมพูชา ลงนามร่วมกัน ตามข้อตกลง GBC 

(16 ส.ค.68 ) การประชุม RBC ที่โรงแรมทะเลภูรีสอร์ท อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ทั้งสองประเทศยังคงยึดหลักการประชุมของ GBC โดยมีการประชุมกันนานกว่า 30 นาที มี พล.ร.ท.อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (ฝั่งไทย) เป็นประธาน ขณะที่ฝั่งกัมพูชา มี พล.ต.อุย เฮียง ผู้บัญชาการทหารภูมิภาคที่ 3 พร้อมด้วยผู้ว่าราชการเกาะกง คุณหญิงมิถุนา ภูทอง นำคณะเข้าร่วมประชุม พร้อมด้วยฝ่ายไทยหลายหน่วยงานเข้าร่วม โดยทั้งสองประเทศยังคงวางกรอบข้อตกลงทั้ง 13 ข้อ ที่ได้จากการประชุม GBC ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

การประชุมในวันนี้ได้เพิ่มประเด็น การเก็บทุ่นระเบิด และ ปราบปรามแก๊งสแกนเมอร์ เป็นประเด็นหลักในการหารือในวันนี้ ยังคงไม่พูดถึงเรื่องการเปิดด่าน และการค้าชายแดน การท่องเที่ยว ก่อนที่จะมีการลงนามในบันทึกข้อตกลง และจับมือร่วมกัน ก่อนถ่ายรูปร่วมกัน การประชุมเป็นไปอย่างเรียบร้อยด้วยดีทั้ง 2 ฝ่าย

รฟท. จับมือมาเลเซีย เตรียมเปิดรถไฟสายกรุงเทพ–บัตเตอร์เวอร์ธ ท่องเที่ยวอาเซียน!! นั่งยาวถึงปีนัง โดยไม่ต้องเปลี่ยนขบวน

(16 ส.ค. 68) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ร่วมกับการรถไฟมาเลเซีย (KTMB) จัดประชุมร่วม SRT–KTMB Joint Conference เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านระบบรางระหว่างสองประเทศ ครอบคลุมการเดินรถข้ามแดน การพัฒนาเส้นทางรถไฟทางคู่ การบูรณาการระบบตั๋วโดยสาร และการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางรถไฟ

นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรฟท. กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้อยู่ภายใต้แนวคิด 'Railnaissance' หรือการฟื้นคืนพลังระบบราง เป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานความร่วมมือระหว่างไทย–มาเลเซีย ตอกย้ำบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของระบบรางในอาเซียน และมุ่งสู่การเดินทางและขนส่งไร้รอยต่อ

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ การฟื้นฟูเส้นทางรถไฟ กรุงเทพ–บัตเตอร์เวอร์ธ หลังจากที่ต้องยกเลิกตั๋วตั้งแต่ปี 2559 ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายเตรียมความพร้อม คาดว่าจะเปิดให้บริการเที่ยวแรกภายในปีนี้ เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางและส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ ผู้โดยสารที่เดินทางไปรัฐปีนังสามารถซื้อตั๋วจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ โดยขบวนรถไฟที่ 45 ไปยังปาดังเบซาร์ ก่อนลงเพื่อทำพิธีตรวจหนังสือเดินทาง จากนั้นต่อรถ KTM Komuter ไปยังบัตเตอร์เวิร์ธ และต่อเรือเฟอร์รี่ไปเมืองจอร์จทาวน์ การฟื้นเส้นทางนี้ช่วยให้ผู้โดยสารเดินทางต่อเนื่องไม่ต้องเปลี่ยนขบวน เพิ่มความสะดวกเหมือนเส้นทางกรุงเทพ–เวียงจันทน์

ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 16 สิงหาคม 2568

รางวัลที่ 1 รางวัลละ 6,000,000 บาท : 994865
รางวัลเลขหน้า 3 ตัว รางวัลละ 4,000 บาท : 602  247
รางวัลเลขท้าย 3 ตัว รางวัลละ 4,000 บาท : 834  989
รางวัลเลขท้าย 2 ตัว รางวัลละ 2,000 บาท : 63
รางวัลข้างเคียงรางวัลที่ 1 จำนวน 2 รางวัล รางวัลละ 100,000 บาท : 994864  994866

ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 2 จำนวน 5 รางวัล รางวัลละ 200,000 บาท : 614735  125498  186972  214818  470306

ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 3 จำนวน 10 รางวัล รางวัลละ 80,000 บาท : 143483  863033  999696  266113  882121  
529861  287931  637633  745255  513832  

ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 4 จำนวน 50 รางวัล รางวัลละ 40,000 บาท
373039  563319  482573  428105  565227  
014009  162627  056218  061418  855063  
710608  468121  085364  013278  310000  
068914  414365  459608  405963  625936  
601842  238882  144860  480296  996640  
499611  312875  237001  963590  184058  
966871  892195  391483  389053  390112  
321760  269016  671937  297657  633043  
901394  744031  473791  634439  591320  
848933  880096  381344  746746  590879  

ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 5 จำนวน 100 รางวัล รางวัลละ 20,000 บาท
248778  375112  677505  106155  067602  
297637  901273  440544  926536  603032  
685690  137282  064427  011786  079001  
900034  156478  772390  785675  889693  
654692  186004  838185  445006  459485  
403109  317582  842653  637587  042655  
424177  615286  568807  014431  920575  
389192  758277  351638  156979  469741  
349672  276252  630146  205084  602978  
741573  269624  928960  952539  336799  
334912  723261  255463  499182  125019  
600999  307095  707559  278751  337330  
616672  873126  580474  992585  282595  
821010  273955  802817  264396  617086  
651213  450505  282577  719503  555875  
107168  843202  322164  200642  178897  
902587  207298  957037  937727  302404  
223344  344137  704621  909687  611866  
009012  298608  861656  171850  707162  
357666  778655  250059  224856  512548 

‘พีระพันธุ์’ เป็นประธานมอบโล่รางวัลและใบประกาศเกียรติคุณ การประกวดจัดทำภาพยนตร์สั้น โครงการอนุรักษ์ความเป็นไทย

เมื่อวานนี้ (15 ส.ค.68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ เป็นประธานมอบโล่รางวัลและใบประกาศเกียรติคุณแก่เยาวชนที่ชนะการประกวดภาพยนตร์สั้น Short Film Contest หัวข้อ “ความเป็นไทย : Thainess สืบสาน อนุรักษ์ สร้างสรรค์เอกลักษณ์วัฒนธรรมไทย” ณ ห้องศรีอยุธยา หอวชิราวุธานุสรณ์

โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ได้เรียนรู้และตระหนักถึงคุณค่าของเอกลักษณ์ไทย สร้างความรัก ความศรัทธา และความภูมิใจในความเป็นไทย โดยมีผู้สนใจส่งผลงานเข้าประกวดทั้งสิ้น 108 ทีม และมีทีมที่ได้รับรางวัลรวม 13 ทีม

ผลงานที่เข้าประกวดเป็นภาพยนตร์สั้น ความยาวไม่เกิน 10 นาที ถ่ายทอดมุมมองความเป็นไทยผ่านสายตาคนรุ่นใหม่ เพื่อสืบสานและสร้างสรรค์วัฒนธรรมไทยให้เข้ากับยุคสมัย ขณะเดียวกันยังสะท้อนถึงพลังสร้างสรรค์ของเยาวชนไทยที่พร้อมอนุรักษ์รากเหง้าวัฒนธรรมชาติ

ทั้งนี้ ทางสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จะได้เผยแพร่ภาพยนตร์สั้นที่ได้รับรางวัลผ่านช่องทางต่าง ๆ ของโครงการ ซึ่งสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ https://www.facebook.com/thainess.opm/ และ www.youtube.com/@Thainess_opm

‘ทรัมป์’ บอกยังไม่จำเป็นต้องลงโทษ ‘จีน’ ในตอนนี้ แต่เตือน!! พร้อมขึ้นภาษีอัตราสูง หากยังนำเข้าน้ำมันรัสเซีย

(16 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ว่า เขาไม่มีแผนจะใช้มาตรการลงโทษจีนทันทีจากการซื้อปิโตรเลียมรัสเซีย แต่ไม่ปฏิเสธว่าอาจต้องพิจารณาภายใน '2-3 สัปดาห์' ข้างหน้า

ทรัมป์เคยขู่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย รวมถึงมาตรการรองต่อประเทศที่นำเข้าน้ำมันรัสเซีย หากเครมลินยังไม่มีความเคลื่อนไหวยุติสงครามยูเครน โดยจีนและอินเดียถือเป็นผู้ซื้อหลักของรัสเซีย ขณะที่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์เพิ่งสั่งเก็บภาษีนำเข้า 25% กับสินค้าจากอินเดียเนื่องจากยังนำเข้าน้ำมันรัสเซีย

แต่ทรัมป์ยังไม่ได้ใช้มาตรการเดียวกันกับจีน เมื่อถูกถามโดยผู้สื่อข่าวจาก Fox News หลังการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน ที่อะแลสกา ทรัมป์ระบุว่า “เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ ผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องพิจารณาเรื่องนั้นในตอนนี้ อาจต้องคิดในอีก 2-3 สัปดาห์ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ การประชุมวันนี้ไปได้ดีมาก”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top