Wednesday, 10 June 2026
Hard News Team

รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ย้ำเตรียมชี้แจงจุดยืนสำคัญ หลังการประชุมสุดยอดผู้นำระหว่าง ‘ปูติน-ทรัมป์’ ในฐานทัพอเมริกา

(15 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน และประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมพบกันที่ฐานทัพร่วมเอลเมนดอร์ฟ-ริชาร์ดสัน ของสหรัฐอเมริกา ใกล้อังเคอเรจ รัฐอะแลสกาในวันศุกร์นี้ (ตามเวลาท้องถิ่น) ซึ่งถือเป็นการพบกันแบบตัวต่อตัวครั้งแรก หลังทรัมป์ชนะเลือกตั้งใหม่และนับเป็นการประชุมสุดยอดครั้งล่าสุดระหว่างทั้งคู่ ซึ่งครั้งสุดท้ายที่พบปะกันต้องย้อนกลับไปในปี 2019

กระทรวงต่างประเทศรัสเซียเผยว่า การประชุมครั้งนี้รัสเซียจะชี้แจงจุดยืนอย่างชัดเจน โดยหลายประเด็นได้มีความคืบหน้าแล้วจากการเยือนของทูตพิเศษสหรัฐฯ สตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steve Witkoff) 

“เราไม่เคยวางแผนล่วงหน้า แต่เรามีข้อโต้แย้งและจุดยืนที่ชัดเจน ซึ่งจะชี้แจงอย่างครบถ้วน” เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ (Sergey Lavrov) รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียกล่าว

ขณะที่ อดีตนายกรัฐมนตรีรัสเซีย เซอร์เกย์ สเตปาชิน (Sergei Stepashin) ระบุว่า การพบกันตัวต่อตัวสำคัญมาก โดยเฉพาะระหว่างผู้นำที่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวดี “สำคัญที่ประธานาธิบดีปูตินจะนำเสนอจุดยืนของรัสเซียต่อทรัมป์ด้วยตัวเอง การจับมือและพูดคุยโดยตรงมีน้ำหนักมากกว่าการส่งเอกสารหรือทางโทรศัพท์”

นอกจากนี้ สเตปาชินยังกล่าวถึงการประชุมกับตัวแทนยูเครนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยระบุว่าแม้เขาจะมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความชอบธรรมของประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แต่การประชุมก็จะถูกจัดขึ้นตามแผนเดิมอย่างแน่นอน

สำรวจ ‘กำแพงกั้นพรมแดน’ ระหว่างประเทศทั่วโลก แนวทางที่ ‘ไทย’ กำลังศึกษาถึงความเป็นไปได้

(15 ส.ค. 68) กระแสการสร้างกำแพงไทย–กัมพูชากำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ขณะนี้ฝ่ายทหารก็เริ่มศึกษาความเป็นไปได้จริง ในอดีตและปัจจุบัน หลายประเทศทั่วโลกใช้กำแพงหรือรั้วพรมแดนเพื่อควบคุมการอพยพ ป้องกันการลักลอบนำเข้าสิ่งผิดกฎหมาย รวมถึงเสริมความมั่นคงจากข้อพิพาทเขตแดน ตัวอย่างที่เรารู้จักกันดี เช่น กำแพงเมืองจีน และกำแพงเบอร์ลิน

เมื่อไม่กี่สิบปีก่อน โลกมีเพียง 16 กำแพงพรมแดน แต่รายงานเมื่อปีก่อนโดย Elisabeth Vallet นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยควิเบก แคนาดา ระบุว่าตัวเลขเพิ่มเป็น 66 แห่ง แสดงให้เห็นว่าการใช้กำแพงยังคงเป็นเครื่องมือที่หลายประเทศเลือกใช้ แม้จะมีข้อโต้แย้งเรื่องสิทธิมนุษยชนและผลกระทบต่อชุมชนชายแดน

สหรัฐอเมริกา–เม็กซิโก เริ่มสร้างรั้วสมัยประธานาธิบดีคลินตันปี 1990 และขยายยาวกว่า 1,000 กม. หลังปี 2006 เพื่อสกัดแรงงานผิดกฎหมายและค้ายาเสพติด ส่วนซาอุดีอาระเบียสร้างรั้วสูง 7 เมตรตามชายแดนอิรัก ยาว 900 กม. พร้อมหอสังเกตการณ์ 78 แห่ง เพื่อรับมือกลุ่มก่อการร้ายอิสลาม

ขณะที่ อิสราเอลสร้างกำแพงกั้นเวสแบงก์ตั้งแต่ปี 2002 อ้างป้องกันการโจมตีของชาวปาเลสไตน์ แต่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการยึดพื้นที่ ขณะที่ฮังการีสร้างรั้วยาว 177 กม. ติดชายแดนเซอร์เบียและโครเอเชีย เพื่อสกัดผู้อพยพหลังวิกฤตผู้ลี้ภัยยุโรป

ด้าน สเปนมีรั้วไฮเทคในดินแดน Ceuta และ Melilla ในแอฟริกาเหนือ เพื่อกันคนจากโมร็อกโกลอบเข้า แต่มีผู้เสียชีวิตจากการพยายามข้ามรั้ว อินเดียก็ล้อมบังกลาเทศด้วยรั้วลวดหนามตั้งแต่ปี 1993 ทำให้ชาวบ้านกว่า 100,000 คนกลายเป็นคนไร้สัญชาติจากข้อพิพาทเขตแดน

ทั้งนี้ ยังมีเกาะไซปรัสที่ถูกกำแพงแบ่งเหนือ–ใต้ตั้งแต่ปี 1974 เพราะความขัดแย้งเชื้อชาติ และแม้ปัจจุบันเป็นประเทศอิสระ แต่เกาะก็ยังแบ่งเป็นสองส่วนดังเดิม ส่วนไทยเองก็มีกำแพงกั้นชายแดนมาเลเซียในบางพื้นที่ แม้ไม่เป็นที่พูดถึงมากนัก

‘กองทัพบก’ ยันไม่มีทหารเขมรปลดธง-รื้อลวดหนาม เชื่อ กัมพูชาสร้างข่าวเท็จเบี่ยงเบนกระแส

โฆษก ทบ.ยันทหารไทยในพื้นที่รายงานไม่มีเหตุการณ์ทหารเขมรปลดธงชาติไทย-รื้อถอนลวดหนามที่ช่องจุ๊บตาโมก เสาธงในภาพไม่มีอยู่จริงในพื้นที่ คาดฝ่ายกัมพูชาสร้างข่าวปลอม เบี่ยงเบนกระแสภายในประเทศ หากทำจริงฝ่ายไทยต้องตอบโต้เพราะอยู่ในเขตแดนไทย

(15 ส.ค.68) พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณีสื่อสังคมออนไลน์เผยแพร่ภาพอ้างว่า เป็นการรื้อถอนลวดหนามในพื้นที่จุ๊บตะโมก บริเวณปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ โดยจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับหน่วยทหารในพื้นที่ประจำปราสาทตาเมือนธม ยืนยันว่าไม่ปรากฏเหตุการณ์ หรือการปฏิบัติใด ๆ ของทหารกัมพูชาตามที่มีการกล่าวอ้าง

ทั้งนี้ หากมีการรื้อถอนลวดหนามในพื้นที่จริงจะต้องมีการเข้าดำเนินการตอบโต้จากฝ่ายไทย เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตแดนไทย ภายใต้มาตรการรักษาความมั่นคงอย่างเข้มงวด

อีกทั้งจากการตรวจสอบยังพบว่า เสาธงที่ปรากฏในภาพไม่ได้มีอยู่จริงในพื้นที่ที่กล่าวอ้าง

จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ กองทัพบกประเมินว่า เป็นการจัดทำข่าวปลอมโดยฝ่ายกัมพูชา เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจและลดกระแสกดดันจากสังคมภายในประเทศ จากการที่ฝ่ายไทยสามารถยึดพื้นที่คืนจากทหารกัมพูชาได้จำนวน 11 พื้นที่ หลังการสู้รบที่ผ่านมา

วุฒิสภาลงพื้นที่ระยอง–เกาะเสม็ด ยกเครื่องมาตรการความปลอดภัยท่องเที่ยว ครอบคลุมบก–น้ำ เสริมเครือข่ายกู้ชีพ 1669 รับมือเหตุฉุกเฉิน

วันที่ 14-15 สิงหาคม 2568 คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา นำโดย พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง ประธานคณะอนุกรรมาธิการความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่ศึกษาดูงานด้านความปลอดภัยในจังหวัดระยอง พร้อมอนุกรรมาธิการและที่ปรึกษา โดยมีนายกัฬชัย เทพวรชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง และนายประสานต์ พฤกษชาติ รองนายก อบจ.ระยอง รวมถึงหน่วยงานรัฐ–เอกชน ร่วมให้การต้อนรับ

ที่ประชุมได้บรรยายสรุปมาตรการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ การสร้างเครือข่ายแพทย์ฉุกเฉินระหว่าง อบจ.ระยอง กับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (1669) ครอบคลุมทั้งการเดินทางทางบกและทางน้ำ พร้อมพัฒนาระบบประสานงานให้การช่วยเหลือรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

คณะอนุกรรมาธิการฯ ได้เยี่ยมชมศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 ณ สนามกีฬากลางจังหวัดระยอง รวมถึงการฝึกอบรมหลักสูตรผู้ช่วยครูผู้สอนด้านปฐมพยาบาลและกู้ชีพขั้นพื้นฐาน ณ โรงแรมคามิโอ แกรนด์ เพื่อเสริมทักษะและสร้างเครือข่ายความปลอดภัยในพื้นที่ท่องเที่ยว

จากนั้น ลงพื้นที่ท่าเรือ อบจ.ระยอง และเกาะเสม็ด เพื่อตรวจมาตรการความปลอดภัยทางน้ำ การจัดระเบียบเรือโดยสาร และการทำงานของตำรวจท่องเที่ยว พร้อมประชุมกับหน่วยแพทย์ฉุกเฉินและหน่วยสาธารณสุข เสนอเพิ่มอุปกรณ์–บุคลากร จัดซ้อมแผนกู้ชีพร่วมทุกหน่วยงาน และพัฒนาระบบส่งต่อผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ คณะอนุกรรมาธิการฯ ยังหารือกับอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า–หมู่เกาะเสม็ด เรื่องการติดตั้งธงแดงเตือนภัยคลื่นลมแรง และประชาสัมพันธ์นักท่องเที่ยว พร้อมตรวจเยี่ยมสำนักงานท่าเรือนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและหอควบคุมการเดินเรือ

พล.ต.ต.อังกูร ระบุว่า ความปลอดภัยคือปัจจัยสำคัญที่นักท่องเที่ยวใช้ตัดสินใจเลือกจุดหมาย จึงต้องมีมาตรการชัดเจน รับมือสถานการณ์ฉุกเฉินได้จริง พร้อมย้ำบทเรียนจากเหตุเรือล่มภูเก็ตว่าการวางแผน ซ้อมแผน และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ–เอกชน เป็นหัวใจในการป้องกันเหตุซ้ำรอย และสร้างความเชื่อมั่นให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

‘เสธ.เบิร์ด’ ท้า!! ‘ฮุน เซน’ ถอนทัพชายแดน แลกปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชา 18 คน

(15 ส.ค. 68) พลตรี วันชนะ สวัสดี หรือ 'เสธ.เบิร์ด' ผู้อำนวยการสำนักงานประสานภารกิจด้านความมั่นคง กรมยุทธการทหาร โพสต์เฟซบุ๊กท้าทายสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้พิสูจน์ความจริงใจ ด้วยการถอนกำลังทหารออกจากแนวชายแดนไทยก่อน แลกกับการปล่อยเชลยศึกชาวกัมพูชา 18 คน

เสธ.เบิร์ด ระบุว่า หากฮุน เซน ห่วงชีวิตกำลังพลจริง ควรกล้าถอนกำลังเผชิญหน้าทั้งหมด เพื่อแลกกับการได้ตัวเชลยกลับไป พร้อมย้ำว่า หากเป็นฝ่ายไทยมีทหารถูกจับแม้เพียง 1 คน ก็พร้อมถอนกำลังเพื่อแลกอิสรภาพเช่นกัน แต่หากฮุน เซน เงียบหรือไม่ตกลง ก็สะท้อนว่าเป็นเพียง 'ละครลวงโลก'

เหตุผลที่ไทยยังไม่ปล่อยตัวเชลยศึก 18 คน เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนยังคงมีการเผชิญหน้าของกองกำลังทั้งสองฝ่าย เสี่ยงเกิดการปะทะซ้ำ อีกทั้งผู้ถูกปล่อยตัวอาจกลับมาจับอาวุธสู้รบได้อีก

ทั้งนี้ เสธ.เบิร์ด เสนอว่า หากกัมพูชาถอนกำลังทั้งหมด ไทยก็พร้อมถอนเช่นกัน โดยจะเริ่มถอนหลังจากกัมพูชาถอนแล้ว 5 ชั่วโมง เพื่อยุติความตึงเครียด และลดโอกาสปะทะทางทหารให้หมดสิ้น

ITEL จ่อผนึกพันธมิตรต่างชาติเสริมศักยภาพ รุกตลาดบริการ Cloud ครบวงจรทั้งในและต่างประเทศ

ITEL เล็งผนึกพันธมิตรต่างชาติ ที่มีโครงข่ายสื่อสารระหว่างประเทศ ศูนย์ (Data Center และระบบคลาวด์ระดับโลกเสริมศักยภาพ ปูทางสู่ Regional Player

ดร.ณัฐนัย อนันตรัมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL เปิดเผยว่า ทิศทางการดำเนินงานในอนาคต บริษัทเร่งขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็น 'Cloud Implementor' หรือผู้ให้บริการติดตั้งและวางระบบคลาวด์ครบวงจร เพื่อรุกตลาดที่มีศักยภาพและอัตราการเติบโตสูง ควบคู่ไปกับการยกระดับ Interlink Data Center ให้ได้มาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก PCI DSS เวอร์ชัน 4.0.1 เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าองค์กรที่ต้องการความปลอดภัยขั้นสูงของข้อมูล 

นอกจากการขยายธุรกิจแล้ว บริษัทยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืน โดยตระหนักถึงผลกระทบของการขยายตัวของ Data Center ต่อการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จึงได้ดำเนินโครงการ 'ITEL Green Data Center' เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานและส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมได้รับรางวัล Climate Action Leader ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทผู้นำด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน โครงการนี้ไม่เพียงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมดิจิทัล เพิ่มศักยภาพการให้บริการ AI และ Cloud Infrastructure รวมถึงช่วยลดต้นทุนพลังงาน ซึ่งส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิของบริษัทเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยกลยุทธ์และทิศทางที่ชัดเจน ทำให้บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้รวมปี 2568 ไว้ที่ 3,500 ล้านบาท จากทุกบริษัทในกลุ่ม

ขณะเดียวกัน บริษัทกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญของการขยายสู่เวทีระดับภูมิภาค ด้วยการเจรจากับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์จากต่างประเทศ ซึ่งมีเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมครอบคลุมหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นผู้เล่นรายสำคัญในตลาดดิจิทัลของภูมิภาค 

“ความร่วมมือที่กำลังอยู่ระหว่างการหารือมีเป้าหมายเพื่อผสานศักยภาพของ ITEL เข้ากับโครงข่ายสื่อสารระหว่างประเทศ ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และระบบคลาวด์ระดับโลก เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ครอบคลุมทั้งในและนอกประเทศ พร้อมรองรับการเติบโตของการใช้งานดิจิทัลในอนาคต” ดร.ณัฐนัย กล่าว 

ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวยุทธศาสตร์ที่จะเสริมให้บริษัทขยับจากการเป็นผู้ให้บริการภายในประเทศ สู่การเป็น 'Regional Player' อย่างเต็มตัว ด้วยการขยายการเชื่อมโยงโครงข่ายและบริการสู่ประเทศเพื่อนบ้าน เปิดโอกาสเข้าร่วมโครงการดิจิทัลขนาดใหญ่ในภูมิภาค และสร้างเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งในหลายตลาด ทั้งหมดนี้จะช่วยยกระดับสถานะของ ITEL ให้เป็นศูนย์กลางดิจิทัลที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาภูมิภาคในระยะยาว

ทั้งนี้ ปัจจุบัน ITEL และพันธมิตรได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent – LOI) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดเชิงลึกของความร่วมมือ ก่อนเข้าสู่กระบวนการอนุมัติอย่างเป็นทางการ โดยบริษัทมีแผนที่จะเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น (EGM) เพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวในลำดับถัดไป

สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2568 บริษัทยังคงรักษาเสถียรภาพทางธุรกิจและความแข็งแกร่งของธุรกิจหลักอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทมีรายได้รวมทั้งสิ้น 663 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 21 ล้านบาท จากการดำเนินงานปกติ สะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก ขณะที่บริษัทย่อยขาดทุนสุทธิ 18 ล้านบาท เนื่องจากการรับรู้รายการผลขาดทุนด้านเครดิตของลูกค้ารายหนึ่งที่เพิ่มขึ้นอย่างมีสาระสำคัญ ซึ่งทำให้ต้องมีการตั้งสำรองทางบัญชีเพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต ส่งผลให้ผลประกอบการรวมขาดทุนเล็กน้อย

ทั้งนี้ รายได้หลักยังได้รับแรงหนุนจากรายได้ประจำ (Recurring Income) ที่เติบโตต่อเนื่องจากฐานลูกค้าองค์กรและเอกชนที่เหนียวแน่น พร้อมการเซ็นสัญญาลูกค้ารายใหม่อย่างสม่ำเสมอ คิดเป็นมูลค่าเพิ่มกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งรายได้ประจำถือเป็นรากฐานที่มั่นคงและยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว โดย ณ สิ้นไตรมาส 2/2568 บริษัทมีงานในมือรอรับรู้รายได้ (Backlog) รวมมูลค่า 1,800 ล้านบาท 

นอกจากนี้ บริษัทเตรียมความพร้อมเต็มที่เพื่อคว้าโอกาสจากโครงการสำคัญของประเทศ ได้แก่ โครงการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและเพื่อสังคม (USO Phase 3) ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้อย่างเท่าเทียม โดยโครงการนี้คาดว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตของบริษัทในครึ่งปีหลังและต่อเนื่องในอนาคต

ดร.ณัฐนัย กล่าวว่า หัวใจของ ITEL คือการเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกมิติ บนพื้นฐานของมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดและการเติบโตอย่างยั่งยืน ความมุ่งมั่นในการรักษาเสถียรภาพ พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง สะท้อนถึงรากฐานที่แข็งแกร่ง วิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล และศักยภาพในการนำพา ITEL สู่การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศไทยและภูมิภาค

จ.ตราด ไทย-เขมร เปิดประชุม RBC วันแรก 5 ข้อหลักพื้นที่ชายแดน

(15 ส.ค. 68) เวลา 09.30 น.ที่ห้องประชุมของโรงแรมทะเลภูรีสอร์ท อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ไทยและกัมพูชา ร่วมประชุม RBC โดยฝั่งไทยมี น.อ.อุดม กุลศิริปัญโญ เสธ.กปช.จต.เป็นประธานฝ่ายไทย และฝั่งกัมพูชามี พล.ต.มุม ซาเมอดี รอง ผบ.ภท.3 เจ้าหน้าที่ฝ่ายเกาะกง น.อ.สุรชัย ตันเจริญ รอง เสธ.กปช.จต. นายเตีย สุระชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดเกาะกง นายสุวรรณ บุนเทือน ประธาน สนง.ตรวจสอบจุดผ่านแดนถาวรจําเยียม และ น.อ.ภริศวร์ วงษ์เพ็ญศรี ผบ.ฉก.นย.ตราด น.อ.ธรรมนูญ วรรณา หก.ยก.กปช.จต.และอีกหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมกว่า 30 หน่วยงาน

หลังจากเข้าห้องประชุมไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปฟังการประชุมและบันทึกภาพ ส่วนการประชุม RBC ในวันนี้ จะเป็นการประชุมระดับเลขานุการด้านชายแดนก่อนเบื้องต้น ประเด็นหลักๆมี 5 ประเด็นด้วยกัน คือ 1.การหยุดยิง ด้วยอาวุธทุกชนิด ทั้งการโจมตีบุคคลพลเรือน เป้าหมายทางพลเรือน และเป้าหมายทางทหารทุกกรณีและทุกพื้นที่ 2 .ให้ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน และทุกพื้นที่ โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลังตลอดแนวชายแดน 3.ให้ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันว่าจะไม่มีการเพิ่มกำลังเข้ามาในพื้นทีอำเภอชายแดนตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา 4.การยั่วยุ ห้ามทั้งสองฝ่ายมีการยั่วยุกันอาจนำไปสู่การตรึงเครียด และระเว้นการปฏิบัติการทางทหารเพื่อรุกล้ำเขตน่านฟ้า และการใช้อากาศยานไร้คนขับ และ 5.ให้ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันปฏิบัติตามกฏมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ดูแลเรื่องความเป็นอยู่ พักอาศัย อาหาร และการรักษาพยาบาลในกรณีได้รับบาดเจ็บ โดยทางทหารที่อยู่ในความควบคุมจะต้องได้รับการปล่อยตัวและส่งกลับประเทศทันที

นี่คือแนวทางการประชุม RBC ของวันนี้ ส่วนไทยและกัมพูชาจะรับข้อเสนอได้อย่างไรต้องรอการประชุมเสร็จสิ้นก่อน และพรุ่งนี้ 16 ส.ค. 68 คาดจะมีการประชุม RBC  ระดับผู้นำเหล่าทัพอีกครั้งหนึ่ง 

‘แอร์เอเชียเอกซ์’ แจงเหตุเครื่องแลนด์ดิ้งผิดสนามบินในเกาหลีใต้ ยอมรับมีการสื่อสารผิดพลาดระหว่างลูกเรือและกัปตัน

(15 ส.ค. 68) ผู้โดยสารบนสายการบินแอร์เอเชียเอกซ์ (AirAsia X) เที่ยวบิน D7 506 จากกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซียไปยังสนามบินอินชอน เกาหลีใต้ ต้องเผชิญความล่าช้านานกว่า 2 ชั่วโมง หลังเครื่องบินถูกเปลี่ยนเส้นทางไปลงที่สนามบินกิมโป เนื่องจากสภาพอากาศเลวร้ายและความแออัดของการจราจรทางอากาศ

เดิมที เครื่องบินมีกำหนดถึงอินชอนเวลา 19.50 น. ของวันที่ 13 สิงหาคม แต่เครื่องกลับแลนด์ดิ้งที่สนามบินนานาชาติกิมโป ตอนเวลา 20.08 น. ส่งผลให้ผู้โดยสารหลายคนเกิดความสับสนบนเครื่องบิน บางคนระบุว่าบรรดาลูกเรือก็ยังดูไม่ทราบการเปลี่ยนแปลงจนกระทั่งผู้โดยสารแจ้งให้มองที่หน้าต่าง ถึงรู้ว่านี่คือสนามบินกิมโป ไม่ใช่อินชอน

ขณะที่ AirAsia X ชี้แจงว่า การเปลี่ยนเส้นทางเป็นไปเพื่อความปลอดภัยและเรื่องน้ำมัน หลังจากลงที่กิมโปเครื่องบินก็ออกเดินทางต่อเวลา 22.03 น. และถึงอินชอนเวลา 22.56 น. อย่างไรก็ตาม บริษัทยอมรับว่ามีการสื่อสารผิดพลาดระหว่างพนักงานต้อนรับ และกัปตันได้ชี้แจงและขออภัยต่อผู้โดยสาร

ทั้งนี้สายการบิน AirAsia X ประกาศจะปรับปรุงมาตรการสื่อสารบนเครื่องบน และมอบบัตรกำนัลการเดินทางเป็นการเยียวยา “ขอขอบคุณผู้โดยสารทุกท่านสำหรับความเข้าใจ และความร่วมมือในการปรับเปลี่ยนปฏิบัติการเดินทางครั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของทุกคนบนเครื่อง”

กฟผ. จัดเต็ม 4 ฐานกิจกรรมสร้าง 'ฮีโร่ด้านพลังงาน' ปลูกฝังเรื่องพลังงานผ่านฐานการเรียนรู้ที่น่าตื่นตาตื่นใจ

กลับมาอีกครั้งกับการร่วมออกบูทเพื่อการเรียนรู้ของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2568 ซึ่ง กฟผ. ได้ออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ผ่าน 4 ฐานกิจกรรมที่จะช่วยปลุกพลังการเป็นฮีโร่ในตัวเด็กๆ ให้เป็น ‘ฮีโร่พลังงาน’ โดยในแต่ละฐานมุ่งสร้างประโยชน์และทักษะที่แตกต่างกันให้แก่เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ในเรื่องที่ยากและซับซ้อนให้กลายเป็นการเรียนรู้ที่น่าตื่นตาตื่นใจ

สำหรับในปีนี้ กฟผ. ได้เตรียมกิจกรรมในรูปแบบ 'EGAT FINDING HEROES FOR ALL' ผ่าน 4 ฐานกิจกรรมที่จะช่วยปลุกความเป็นฮีโร่ที่ซ่อนอยู่ในตัวเด็ก ๆ ด้วยการเปลี่ยนเรื่องพลังงานที่ซับซ้อนให้กลายเป็นการผจญภัยที่น่าตื่นเต้น เป็นการปลูกฝังความรู้เรื่องพลังงานในวันนี้ สร้างความเข้าใจและตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อโลก ก่อนที่พวกเขาจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใช้งานในอนาคต ซึ่งที่ผ่านมาได้สร้างเหล่าฮีโร่ด้านพลังงานออกไปร่วมพิทักษ์โลกของเราแล้วเป็นจำนวนมาก ผ่านการเรียนรู้จากฐานกิจกรรมต่าง ๆ ที่เน้นการเรียนรู้จริง เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ ดังนี้

เริ่มตั้งแต่ฐาน E: Energy Innovation ฐานนี้ เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้เรื่องนวัตกรรมพลังงานสะอาดที่ กฟผ. พัฒนาขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การจำลองโรงไฟฟ้า SMR (Small Modular Reactor หรือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก) ที่จะให้เด็ก ๆ ได้สัมผัสถึงหลักการทำงานโดยตรง รวมไปถึงระบบกักเก็บพลังงาน Energy Storage System (ESS) โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ และโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ล้วนเป็นพลังงานสะอาด ที่จะช่วยปลุกจินตนาการให้เด็ก  ๆ สนใจในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และด้านพลังงานได้เป็นอย่างดี

ฐานถัดมา G: Green Learning Society เป็นฐานที่จะสร้างจิตสำนึกรักษ์โลก ให้กับเด็ก ๆ เริ่มจากการ ฝึกสร้างโลกสมดุลคาร์บอน เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ 'ห้องเรียนสีเขียว' แหล่งความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและการประหยัดพลังงาน พร้อมสร้างสรรค์ผลงานศิลปะผ่านกิจกรรม Interactive 3D Painting เป็นการเรียนรู้และลงมือทำด้วยตัวเอง ซึ่งจะช่วยปลูกฝังให้เด็ก ๆ ได้ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่วันนี้

จากนั้นจะนำพาเด็ก ๆ ได้เรียนรู้ทักษะการใช้พลังงานในชีวิตประจำวันกับฐาน A: Appliances & Energy ซึ่งฐานการเรียนรู้นี้ จะเสริมทักษะการประหยัดพลังงาน เรียนรู้และเข้าใจความสำคัญของฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ที่ไม่ใช่แค่ฉลาก แต่เด็ก ๆ จะสามารถเรียนรู้และตัดสินใจในการเลือกซื้อและเลือกใช้สินค้าที่ประหยัดไฟฟ้าได้ด้วยตัวเองและความรู้เหล่านี้จะติดตัวเด็ก ๆ ตลอดไป

ส่วนฐานสุดท้ายจะเป็นเรื่องของการสร้างแรงบันดาลใจสู่การเป็นฮีโร่พลังงาน กับฐาน  T: Transformative Learning เป็นการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ไปกับศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. 8 แห่งทั่วประเทศ พร้อมทั้งให้เด็ก ๆ ได้จำลองการเแปลงร่างผ่าน AI เป็นฮีโร่ด้านพลังงาน และสามารถสแกนภาพถ่ายเก็บไว้เป็นที่ระลึกได้ด้วย          

นายสไกร คงธรรม ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายจัดการด้านการใช้พลังงาน กฟผ. ย้ำว่า บูทนิทรรศการ 'EGAT FINDING HEROES FOR ALL' ที่ กฟผ. จัดเตรียมไว้ต้อนรับผู้ที่สนใจในปีนี้ จะมีทั้งความสนุกสนาน และจะเป็นห้องเรียนมีชีวิตที่จะสร้างทั้งองค์ความรู้และแรงบันดาลใจให้กับเด็ก ๆ โดยคาดหวังว่า เมื่อเขาเติบโตขึ้น จะไม่ได้เป็นแค่ผู้ใช้พลังงาน แต่จะเป็นผู้สร้างความยั่งยืนให้กับโลกใบนี้ เพื่อก้าวไปเป็น 'ฮีโร่ด้านพลังงาน' ได้อย่างแท้จริง

เหลือเวลาอีกเพียง 2 วัน ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 17 สิงหาคมนี้เท่านั้น สำหรับน้อง ๆ ที่สนใจอยากร่วมฐานฝึกเป็นฮีโร่ด้านพลังงานกับบูทนิทรรศการของ กฟผ. แล้วพบกันที่งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2568 ระหว่างเวลา 09.00-19.00 น. ณ Exhibition Hall 5 ชั้น LG ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

‘วีนา ปวีนา’ สปีชกลางเวที ‘มิสยูนิเวิร์ส ไทยแลนด์ 2025’ ส่งเสริมให้มี ‘กาสิโน’ ในจังหวัดภูเก็ต เชื่อช่วยไทยยั่งยืน

(15 ส.ค. 68) หลังจบการประกวดรอบ Queen Of Phuket เวที 'มิสยูนิเวิร์ส ไทยแลนด์ 2025' ณ โรงแรม Angsana Convention and Exhibition Space (ACES) จ.ภูเก็ต ซึ่งตำแหน่งชนะเลิศตกเป็นของ เดล นฤมล พิมพ์ภักดี สาวงามจากบ้านภูเก็ต ด้วยการเฉือนชนะ วีนา ปวีนา ซิงห์ ไปอย่างฉิวเฉียด

โดยรอบประกวดนี้เต็มไปด้วยความสูสี ทั้งสองสาวมีเพอร์ฟอร์แมนซ์และไหวพริบในการตอบคำถามใกล้เคียงกัน กรรมการจึงจัดรอบสปีชเพิ่มเติมให้วีนาและเดลได้ฟาดฟันกันอีกครั้ง โดยคำถามสำคัญคือ “Queen Of Phuket มีความหมายและประโยชน์อย่างไรต่อ จ.ภูเก็ต”

วีนา ปวีนา ตอบว่า “QUEEN OF PHUKET จะต้องเป็นคนที่นำเสนอได้ดีมากๆเป็นคนที่นำเสนอเรื่องการท่องเที่ยว และที่สำคัญเลยส่งเสริมด้านเอนเตอร์เทนคอมเพล็กซ์ และวีนาอยากจะเป็นคนนั้น และส่งเสริมให้มีกาสิโนในจังหวัดภูเก็ตเพราะวีนามองว่า นักท่องเที่ยวที่มีมากอยู่แล้วสามารถส่งเสริมเศรษฐกิจ ให้กับจังหวัดภูเก็ตและประเทศไทยได้อย่างยั่งยืนค่ะ ขอบคุณค่ะ”

ทั้งนี้ ตรงประเด็นการสร้าง Entertainment Complex และการส่งเสริมกาสิโนในภูเก็ต ในคำตอบของเธอได้ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกโซเชียล โดยมีคนจำนวนมากร่วมตั้งคำถาม และถกเถียงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top