Wednesday, 22 July 2026
Hard News Team

‘Dogen City’ เมืองลอยน้ำทนทานต่อ Climate Change รองรับคนได้มากถึง 1 หมื่นคน คาด!! เปิดใช้งานปี 2030

‘เมืองลอยน้ำ’ หรือ ‘Dogen City’ ของบริษัทสตาร์ตอัปญี่ปุ่นที่มีคอนเซ็ปต์ ‘Floating sustainable city’ เพื่อรองรับ Climate Change สึนามิ และการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล ซึ่งเมืองนี้สามารถรับผู้อยู่อาศัยได้ประมาณ 10,000 คน แถมยังสามารรับนักท่องเที่ยวได้นับหมื่นคนอีกด้วย

‘Dogen City’ หรือ ‘เมืองลอยน้ำ’ เป็นแบบเมืองในอนาคตอันใกล้ที่ออกแบบโดยบริษัทสตาร์ตอัปด้านสถาปัตยกรรมของญี่ปุ่น ชื่อ ‘N-ARK’ ซึ่งเป็นบริษัทออกแบบให้คำปรึกษาอสังหริมทรัพย์ของญี่ปุ่น ได้เปิดภาพแบบเมืองลอยน้ำ ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันสึนามิและทนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

รายละเอียดคร่าวๆ ของเมืองลอยน้ำนี้มีขนาดเส้นรอบวง 4 กิโลเมตร รองรับผู้อยู่อาศัยได้ประมาณ 10,000 คน และรับนักท่องเที่ยวได้อีกนับหมื่นคน Dogen City มีรูปร่างทรงกลมออกแบบมาให้ทนทานกับ Climate Change ได้มากขึ้น

เมืองลอยน้ำแห่งนี้เต็มไปด้วยมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย มีทั้งพื้นที่ผลิตอาหาร โรงพยาบาล โรงเรียน สนามกีฬา สำนักงาน สวนสาธารณะ และโรงแรม ฯลฯ

เท่านั้นยังไม่พอบริษัท N-ARK ยังวางแผนออกแบบให้เมืองลอยน้ำ Dogen City เป็นสถานที่ปล่อยและจอดจรวด และการบริการด้านสุขภาพที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง เช่น ผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์

นอกจากนี้ เมืองลอยน้ำยังเป็นมิตรกับโลกด้วยการใช้ food waste หรือขยะอาหารประมาณ 7,000 ตัน นำมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ Dogen City ผู้ออกแบบได้ทำการคำนวณน้ำที่จะใช้ประมาณ 2 ล้านลิตร/ปี และการกำจัดขยะ 3,288 ตัน/ปี

ส่วนการก่อสร้างเมืองลอยน้ำนี้จะเริ่มดำเนินการเมื่อไร ยังไม่มีรายละเอียดเปิดเผยมากนัก แต่มีการคาดการณ์ตั้งเป้าว่าภายในปี 2030 จะเปิดใช้งาน
 

‘พ่อน้องเตย’ เผย เหตุไม่ได้ส่งเสียลูก เพราะรายได้ไม่พอ ยืนยันไม่เคยทิ้งลูก ลั่น!! ไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับเงินบริจาค

‘พ่อน้องเตย’ เปิดใจ!! เหตุที่ไม่ได้ส่งเงินไปให้ เพราะรายได้ไม่พอ ดีใจลูกได้รับการช่วยเหลือ ไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับเงินบริจาค เตรียมกลับไปหาลูกสาววันหยุดยาว เดือน ส.ค.

จากกรณี ‘น้องเตย’ เด็กหญิง วัย 4 ขวบ ชั้นอนุบาล 2 ดูแลนางเสา จินดาศรี อายุ 68 ปี ย่าที่พิการตาบอดทั้งสองข้างตามลำพัง หลังเป็นข่าวออกไป มีธารน้ำใจหลั่งไหลช่วยเหลือ ยอดเงินบริจาคทะลุล้าน รองผู้ว่าฯ รุดช่วย รวมถึงพิธีกรดังอย่าง ‘นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา’ ประกาศขอส่งเสียน้องจนจบปริญญาเอก นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานเตรียมซ่อมแซมบ้านให้ ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด วันที่ 14 มิ.ย. 66 นายศักดิ์สยาม (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี พ่อของน้องเตย อายุ 4 ขวบ ได้ให้สัมภาษณ์กับทางผู้สื่อข่าวว่า ปัจจุบันตนทำงานอยู่ในบริษัทผลิตยางรถยนต์แห่งหนึ่ง ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง โดยแม่ของน้องเตยก็ทำงานและพักอาศัยอยู่ด้วยกัน กรณีที่เสนอข่าวออกไปว่า ตนไม่เคยกลับไปเยี่ยมลูกสาวและแม่เลย ซึ่งความจริงแล้ว ตนและแม่ของน้องเตย เพิ่งเดินทางกลับไปหาน้องเตย ในช่วงเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

ส่วนเรื่องการส่งเงิน ตนยอมรับว่า ไม่ได้ส่งเงินไปช่วยเหลือเลย เพราะมีภาระทั้งค่าผ่อนรถ ค่าเช่าบ้าน จึงไม่พอต่อการส่งไปช่วยเหลือ แต่ก็เตรียมจะส่งเงินไปช่วยเหลือในเดือน ต.ค.นี้ หลังผ่อนรถหมดแล้ว และเตรียมเดินทางกลับไปเยี่ยมน้องเตยกับแม่ในเดือน ส.ค.นี้ ในช่วงวันแม่ เพราะเป็นวันหยุดยาว ที่ผ่านมาแม่ของตนจะมีเงินช่วยเหลือจากภาครัฐไว้ใช้จ่ายกัน 2 คน เป็นรายได้ทางเดียว

นายศักดิ์สยาม กล่าวต่อว่า ตนมีลูก 2 คน อีกคนให้ยายเป็นคนเลี้ยง ส่วนน้องเตยให้ย่าเป็นคนช่วยเลี้ยงตั้งแต่อายุ 8 เดือน จนถึงปัจจุบัน เพราะตนและภรรยาต้องเดินทางมาทำงานที่ จ.ระยอง ดีใจที่ลูกสาวได้รับความช่วยเหลือ พร้อมทั้งขอขอบคุณ คุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา พิธีกรชื่อดัง ที่เสนอตัวขอเป็นคนออกค่าใช้จ่าย ส่งน้องเตยเรียนเท่าที่เรียนไหว รวมถึงขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้การช่วยเหลือลูกสาวและแม่

“ผมกับภรรยาขอสัญญาว่า จะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับยอดเงินบริจาคทั้งหมด แค่เห็นแม่และลูกสาวมีคนช่วยเหลือ แค่นี้ก็ดีใจแล้ว โดยเฉพาะน้องเตยที่จะได้เรียนสูงๆ ส่วนผมเองกับภรรยาก็จะขอทำงานอยู่ที่จ.ระยองต่อไป จึงวอนขอให้สังคมเข้าใจด้วย เพราะรายได้ไม่เพียงพอ จึงทำให้ไม่สามารถส่งเงินไปให้น้องเตยและแม่ได้ ผมและภรรยา ก็เหมือนกับพ่อแม่ทุกคน ที่ต้องรักลูกและเป็นห่วงลูกอยู่แล้ว แต่ด้วยความยากจน เงินเดือนที่ได้ก็แค่มีใช้เพียงเดือนชนเดือนเท่านั้น จึงขอให้สังคมเข้าใจด้วย” พ่อน้องเตย กล่าว

‘ดร.หิมาลัย’ เผย ‘ภราดรภาพ’ คือการผสานความคิดเก่า-ใหม่ เพื่ออยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข ชี้!! ‘ประชาธิปไตย’ ไม่ควรทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 66 ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้ประสานงานพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้เล่าถึงประเด็น ความเป็นประชาธิปไตย กับ ภราดรภาพ ที่จะอยู่ร่วมกัน ระหว่างความคิดแบบเก่า และ ความคิดแบบใหม่ได้ โดยไม่ขัดแย้ง ผ่านรายการ ‘คุยกับ ดร. หิมาลัย’ EP.3 โดยระบุว่า…

ผมคิดว่าบรรยากาศของประชาธิปไตยมันเบ่งบานมาตั้งนานแล้วตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งแล้ว แต่ละพรรคการเมืองก็จะนำเสนอจุดเด่นของตัวเองเพื่อให้พี่น้องประชาชนนั้นได้พิจารณา หลักการของประชาธิปไตยนั้นก็ง่ายๆก็คือเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ และก็ความเสมอภาค สิทธิและเสรีภาพก็มักจะไปควบคู่กัน ทุกคนมีสิทธิในการเลือกตั้งจะเห็นว่าการหาเสียงนั้นก็เป็นไปอย่างคึกคัก อันนี้คือสิทธิและเสรีภาพทางการเมือง แต่จริงๆแล้วมันยังมีอีกหลายด้าน ทางเศรษฐกิจทางสังคมและทางวัฒนธรรม ซึ่งผมคิดว่าประเทศไทยไม่ได้มีปัญหา กับบริบทต่างๆเหล่านี้ แต่บางท่านอาจจะคิดว่ามันอาจจะดีได้มากกว่านี้ มันควรจะเด่นชัดกว่านี้หรือตรงนั้นตรงนี้ควรจะได้รับการแก้ไข ก็นำไป แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงในปัจจุบันนี้ก็คือ นอกจากสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคแล้ว สิทธิและเสรีภาพถ้าเราใช้มากเกินไปมันก็จะไปละเมิดสิทธิของคนอื่น เสรีภาพนั้นมันมีหลายอย่างบางครั้งคนที่คิดเห็นไม่ตรงกันก็อาจจะมีการกระทบกระทั่งกัน ระหว่างความเชื่อ อาจจะมีคนที่มีความเชื่อแบบใหม่เสรีภาพแบบใดซึ่งเขาก็ถูกของเขา แต่ก็อย่าลืมว่าคนที่มีความคิดความเชื่อแบบเก่าๆนั้นเขาก็มีเสรีภาพแบบเก่าๆของเขาอยู่เช่นเดียวกัน อย่าไปตีค่าว่าเขาเป็นคนเลว มันเป็นความคิดเห็นของแต่ละคน อันนี้มันจะต้องเป็นการเปิดใจให้กว้าง แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือการทำลายรากฐานความคิดของสังคมเลย มันก็เคยมีบทเรียนมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติ เรดการ์ด ของประเทศจีน ตอนนั้นก็จะมีความเชื่อพื้นฐานของการเคารพบรรพบุรุษการกตัญญูซึ่งก็มีการพยายามทำลายความเชื่อพื้นฐานต่างๆเหล่านี้ คือมีความคิดที่ว่าสิ่งต่างๆ จะดีขึ้นได้นั้น จะต้องทำลายของเก่าก่อน แต่หลังจากที่ได้ทำลายของเก่าแล้วมันก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นมา ภาพความขัดแย้งเช่นนี้ ไม่อยากให้เกิดขึ้นในประเทศไทยของเรา
.
ถ้าเราจะสร้างสังคมขึ้นมาใหม่หรืออะไรก็ตาม นอกจากเรื่องของสิทธิและเสรีภาพแล้ว ในประชาธิปไตยมันมีอยู่ 1 คำก็คือ คำว่าภราดรภาพ ภราดรภาพมันก็คือการอยู่ร่วมกันแบบฉันมิตร อยู่กันแบบพี่น้อง หมายความว่าในความเห็นต่างนั้นเราต้องพยายามแสวงหาจุดร่วมกัน ที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข

ในการจะก้าวเดินไปข้างหน้านั้น มันมีอยู่คำพูดหนึ่งนั่นก็คือเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง นี่คือหลักการของภราดรภาพเลย เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ในขณะที่น้องๆก้าวเดินไปกับความทันสมัย วันนี้หลายธุรกิจก็ไปทำอยู่ในโลกของดิจิตอลนั่นคือความก้าวหน้า สมมุติว่าวันนี้ยกเลิกเงินเก่าระบบที่เป็นเงินกระดาษทั้งหมด ยกเลิกเงินเหรียญทั้งหมด เพื่อใช้ดิจิตอล เพื่อให้มันทันสมัยกว่า มันจะมีข้อดีหรือข้อเสียมากกว่ากัน มันก็ไม่สามารถจะทำลายสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้หายไปได้ ในความคิดของน้องๆ อายุ 30 กว่าที่เติบโตขึ้นมาที่จะดูแลประเทศ เราก็จะต้องยอมรับความคิดของเขาแต่ในขณะเดียวกันน้องๆ อายุ 30 กว่าๆที่กำลังเติบโตขึ้นมานั้น ก็อย่าเพิ่งคิดว่าความคิดของรุ่นพี่ ๆ นั้นมันล้าสมัยทั้งหมด หรือมันเสียหายทั้งหมด ที่ผ่านมานั้นมันก็มีสิ่งที่ดีอยู่เหมือนกัน 

ใครที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ก็จะต้องทำสิ่งที่ดีให้กับประเทศ ถ้าเขาคนนั้นเป็นคนกตัญญู ทำไมถึงพูดอย่างนี้ เพราะถ้าเขากตัญญูต่อบรรพบุรุษของเขา เขาก็จะรักษาชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล รักษาชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลคืออะไร นั่นคือไม่ทำสิ่งที่มันเสียหาย จริงๆแล้วความกตัญญูที่คนรุ่นใหม่มองว่ามันล้าสมัยนั้น แท้ที่จริงแล้ว มันก็มีประโยชน์

ก่อนจะมีความเชื่อเรื่องความกตัญญูนั้น ก็ต้องมีความเชื่อเรื่องความดีก่อน ซึ่งมาจากศาสนา ทุกศาสนาก็จะพูดถึงเรื่องของการทำความดี ละเว้นความชั่ว นั่นคือความเชื่อในเรื่องของความดี 2 สิ่งนี้คือพื้นฐานของสิ่งเก่าที่มีประโยชน์ ในอดีตมีความพยายามสร้างสิ่งใหม่โดยการทำลายสิ่งเก่า ซึ่งมันก็ไม่ประสบความสำเร็จ ถ้าเราจะเอาบทเรียนจากในอดีตนั้นมาใช้ ก็อยากจะให้มองว่าในสิ่งเก่าสิ่งไหนที่มันดีอยู่แล้วก็ให้เก็บเอาไว้สิ่งไหนที่มันจะต้องปรับปรุงแก้ไขก็ปรับเปลี่ยนกันไป แก้ไขกันไป มันต้องเกื้อกูลกันทั้งสองอย่าง

การแบ่งแยกดินแดนนั้น ท่านเกิดมาเป็นคนไทย ถือบัตรประชาชนไทย สิทธิประโยชน์ทุกอย่าง ท่านก็ได้รับเหมือนคนไทยทุกคนเท่ากัน รัฐบาลไทยดูแลทุกคนเหมือนกันเท่าเทียมกัน แล้วมันมีความจำเป็นอะไรที่จะต้องไปแบ่งแยก เพื่อให้เกิดความแตกแยกกันขึ้นมา ถ้าเราปรับความคิดที่จะแบ่งแยก มาเป็นช่วยกันพัฒนามันจะดีกว่าไหม พัฒนากันไปให้มันมีความเจริญก้าวหน้า เราช่วยกันพัฒนาประเทศไปด้วยกัน เดินไปด้วยกันมันจะดีกว่าไหม แทนที่จะคิดแบ่งแยกกันออกไป

หลายท่าน ยกฝรั่งเศส เป็นประเทศแม่แบบแห่งประชาธิปไตย ท่านรู้ไหมครับ ว่า ฝรั่งเศสเขาเขียนไว้ 3 คำ เสรีภาพ เสมอภาค และมีภราดรภาพด้วย ไม่รู้ว่านักการเมืองรุ่นใหม่เวลาเข้าพูดถึงประชาธิปไตยเขาได้พูดถึงคำว่าภราดรภาพด้วยหรือไม่ เพราะถ้ามีคำว่าภราดรภาพ มันจะไม่ปลุกเร้า มันจะไม่แรง แต่ถ้านักการเมืองที่เป็นนักประชาธิปไตย และต้องการให้เป็นประชาธิปไตยเพื่อส่วนรวมนั้น เขาจะต้องเน้นคำว่าภราดรภาพ แต่ถ้าเป็นนักประชาธิปไตยที่ต้องการเปลี่ยนแปลงตามความคิดของตัวเองเป็นหลัก เขาจะไม่เน้นคำว่าภราดรภาพ แต่เขาจะไปเน้นเรื่องอื่น แต่ถ้าประเทศเราจะยึดมั่นในประชาธิปไตยให้ถูกต้องแล้ว ก็ควรจะเน้นคำว่าภราดรภาพลงไปด้วย ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ กล่าวทิ้งท้าย

‘แก๊งคอลเซ็นเตอร์’ ลวงนักศึกษาจีน เดินทางข้ามประเทศ จากสิงคโปร์มาเขมร เพื่อจับตัวไปเรียกค่าไถ่ 3 ล้านหยวน!!

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ นับวันยิ่งมีกลยุทธเหนือเมฆขึ้นทุกวัน ล่าสุดสามารถหลอกเหยื่อให้เดินทางข้ามประเทศมาให้จับตัวเรียกค่าไถ่กันเลยทีเดียว

เมื่อไม่นานนี้ หน่วยงานด้านการบังคับใช้กฎหมายในหลายประเทศ และสถานทูตจีนในสิงคโปร์ ได้รับแจ้งเหตุการลักพาตัวเรียกค่าไถ่ของนักศึกษาจีนคนหนึ่ง ที่กำลังเรียนในสิงคโปร์ ว่าเขาถูกจับตัวเรียกค่าไถ่เป็นเงินสูงถึง 3 ล้านหยวน (ประมาณ 14.4 ล้านบาท) โดยกลุ่มมิจฉาชีพในกัมพูชา

เหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา นักศึกษาจีนรายนี้ได้รับโทรศัพท์ปริศนา อ้างว่าเขากำลังถูกตามจับโดยรัฐบาลจีน และควรหลบหนีออกจากสิงคโปร์เพื่อซ่อนตัว

ด้วยความกลัว นักศึกษาจีนขอความช่วยเหลือจากปลายสาย และได้รับคำแนะนำให้เดินทางมายังสีหนุวิลล์ เมืองชายฝั่งชื่อดังของกัมพูชา โดยจะมีคนช่วยหาที่หลบซ่อนตัวให้

นักศึกษาจีนหลงเชื่อ รีบจับเครื่องบินจากสิงคโปร์ ไปลงที่สีหนุวิลล์ทันที และถูกแก๊งมิจฉาชีพจับตัวไปขัง พร้อมถ่ายคลิปวิดีโอเรียกค่าไถ่จำนวน 3 ล้านหยวน ส่งไปให้พ่อแม่ของเขาที่ประเทศจีน

แต่เมื่อครอบครัวของนักศึกษาจีนผู้เคราะห์ร้ายได้รับคลิปวิดีโอข้อความเรียกค่าไถ่ พวกเขารีบแจ้งตำรวจทันที ซึ่งทางการจีนก็ประสานงานไปยังสถานทูตจีนในกรุงพนมเปญ ให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในการตามล่าจับตัวคนร้าย และสามารถช่วยเหลือนักศึกษาจีนที่ถูกลักพาตัวได้อย่างปลอดภัยโดยไม่มีการจ่ายเงินค่าไถ่

ปฏิบัติการครั้งนี้ ต้องใช้เจ้าหน้าที่หลายภาคส่วนทั้ง จีน กัมพูชา และสิงคโปร์ กว่าจะจับกุมแก๊งมิจฉาชีพคอลเซ็นเตอร์ และช่วยเหลือเหยื่อออกมาได้ ต่อมา สถานทูตจีนในสิงคโปร์ได้ออกประกาศเตือนนักศึกษา และ ชาวจีนในสิงคโปร์ ให้ระวังอย่าหลงเชื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามประเทศ

ทางการสิงคโปร์ย้ำว่า เจ้าหน้าสิงคโปร์ไม่เคยขอข้อมูลส่วนตัวทางโทรศัพท์ และไม่ควรเปิดเผยชื่อ ที่อยู่ สถานะครอบครัว หรือเลขบัญชีธนาคารกับคนที่เราไม่รู้จักทางโทรศัพท์โดยเด็ดขาด

ในปัจจุบันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ระบาดหนักในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจากข้อมูลของหน่วยงานด้านคดีค้ามนุษย์และลักลอบเข้าเมืองของตำรวจสากล พบว่ากลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้เริ่มมองหาเหยื่อที่เป็นกลุ่มที่มีการศึกษาดี จบระดับมหาวิทยาลัยมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่เชี่ยวชาญด้าน IT หรือสนใจเรื่องเทคโนโลยี ที่มักถูกหลอกไปลงทุนในธุรกิจคริปโตเคอร์เรนซี แชร์ลูกโซ่ หรือเล่นพนันออนไลน์

ในปี 2022 ที่ผ่านมา มีคดีที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในสิงคโปร์มากถึง 771 เคส ที่รวมมูลค่าความเสียหายมากกว่า 97.6  ล้านเหรียญสิงคโปร์ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมักพบว่าแก๊งมิจฉาชีพเหล่านี้ฝังตัวอยู่ในกัมพูชา ลาว และ พม่า

มาคราวนี้ หลอกลักพาตัวข้ามชาติกันไปเลย แต่ยังโชคดีที่สามารถติดตามตัวช่วยเหลือได้ทันท่วงที เพราะหลายครั้ง เหยื่อที่ถูกลักพาตัวมักถูก กักขัง ทำร้ายร่างกาย หรือล่วงละเมิดทางเพศ 

ดังนั้น เราจึงไม่ควรหลงเชื่อปลายสายที่เราไม่รู้จัก หรือติดต่อเข้ามาด้วยหมายเลขแปลกๆ หากสงสัย หรือรู้ตัวว่าอาจถูกหลอก ควรรีบแจ้งตำรวจก่อนจะทรัพย์จะหายจนสายเกินแก้
 

‘เปลว สีเงิน’ ชี้!! ไม่มีใครขวางจัดตั้ง รบ. ทุกอย่างทำตามขั้นตอน แนะ ‘ติ่งส้ม’ ดูกลเกม ‘พท.’ เป็นตัวอย่าง อย่ามัวแต่พล่ามไปเรื่อย

วันที่ (14 มิ.ย. 66) ‘เปลว สีเงิน’ นักหนังสือพิมพ์และคอลัมนิสต์ชื่อดัง ได้นำเสนอบทความ ในหัวข้อ “พล่านกันเอง "จนพัง" โดยระบุว่า…

ท่านว่าที่นายกฯ พิธาครับ

หมู่นี้ ท่านไม่ซ่าเหมือนโซดาเปิดขวดใหม่ๆ เลยนะครับ

ไม่เอาน่า… โซดาตายไม่ดีหรอก แฟน ๆ ‘สุราเสรี’ เขาจะเซ็ง เพราะเติมลงไป ปร่าเหมือนน้ำล้างตีน!!

‘ก้าวไกล’ เป็นพรรคตรวจสอบมิใช่หรือ เห็นตรวจสอบดะ (ไม่เลือก) ไม่เว้นแม้กระทั่งงบประมาณ ‘สถาบันพระมหากษัตริย์’ ที่เว้นตรวจสอบ เห็นมีแต่คดี ‘แม่สมพร-ธนาธร-พี่สาว’ รุกป่าสงวน กับคดีน้องชายว่าด้วย ‘สินบน 20 ล้าน’ เจ้าพนักงานทุจริตที่ดินทรัพย์สินฯ เท่านั้น

น่าจะส่ง ‘แอลคาโปน-วิโรจน์’ ไปตรวจสอบตำรวจหรืออัยการดูหน่อยนะว่า “มันติดอยู่ขั้นตอนไหน จะสิบปีแล้ว คดีจึงยังไม่ไปถึงศาล?”

ทีคดี ‘เอ๋-ปารีณา’ รุกป่าละก็ แหม… แจ้งปุ๊บ จับปั๊บ ฟันฉับทันที พ้นสภาพ ส.ส. ถูกตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต คดีอาญาว่าด้วยโทษคุกตามมาเป็นพรวน

หรือกับ นายกฯ พลเอกประยุทธ์ ตอนเป็นรัฐบาลอำนาจเต็ม ถ้าจับแก้ผ้าตรวจได้ ก้าวไกลคงทำไปแล้ว เพราะช่วงนั้น เห็นทั้งตรวจ ทั้งสอบทุกอิริยาบถ กระทั่งจะตด ก็แทบเอาเครื่องมาตรวจจับว่า ‘สร้างมลพิษภาวะ’ เข้าข่ายผิดมาตราไหน?
.
ตรวจแค่นายกฯ ไม่พอ ยังลามปามไปถึงบิดาท่านด้วยซ้ำ!!
.
แล้วนี่ พิธา แค่เห็น ‘เงาเนื้อในน้ำ’ เที่ยวเดินสายโอ่อวดตัวเองไปทั่วบ้าน-ทั่วเมือง “ผมนายกฯ คนที่ 30 ของประเทศไทย”

แต่พอถูกตรวจสอบเรื่อง ‘ถือหุ้นสื่อไอทีวี’ เข้าหน่อยเท่านั้น เป็นไงล่ะ… แรก ๆ ยังปากแจ๋ว สื่อ, นักวิชาการ, อาจารย์มหาวิทยาลัยช่วยกันอุ้มไข่พ่อส้ม อุ้มไป-อุ้มมา ชักหนัก เพราะเป็นไข่ไส้เลื่อน

เมื่ออุ้มไม่ไหว… ขบวนการ ‘ออกลาย-ออกสันดานโจร’ ทันที

ไอ้ตาปลาดุก เจ้าของแผนชั่วร้าย ‘ปฏิวัติชนิดขุดราก-ถอนโคน’ ขู่ฟอด

ถ้าพิธา-ก้าวไกล ไม่ได้เป็นนายกฯ ไฟจาก ‘เหนือจรดใต้’ จะลุกพรึ่บ!! เหนือ-อีสานบอก ดี กูจะได้เผาข้าวหลาม ใต้บอก ไม่ต้องก็ได้ ไฟบ้านกู ลุกทุกวันอยู่แล้ว

เมื่อขู่ไม่มีใครสน ก็ไปเค้น กกต.ให้รีบประกาศรับรอง ส.ส. อยากเข้าไปเป็นรัฐบาลไว ๆ ความเจริญจะได้กระจายกลิ่นฟุ้ง กกต. (ไม่ได้บอก) ก้าวไกล มี ส.ส. 151 มิใช่หรือ?

งั้นเอาอาญา ‘มาตรา 151’ โทษคุก 1-10 ปี เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี เป็นออเดิร์ฟไปก่อน

โทษฐาน “ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้าม มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้สมัครรับเลือกตั้งหรือทําหนังสือยินยอมให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อ เพื่อสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ”

เท่านั้นแหละ พระเอกยี่เก ‘มุดเข้าฉาก’ เงียบฉี่!! มีแต่ ติ่งส้ม สื่อ นักวิชาการ อาจารย์ สาวกส้ม ประเภท 3 โลร้อย ออกมาสร้างกระแสเบี่ยง มีขบวนการ ‘ล้มพิธา’ ไม่ให้เป็นนายกฯ บ้าง มีการ ‘ปลุกผี ITV’ ขึ้นมาใหม่บ้าง

ตอนนี้ ‘ก้าวหน้า-ก้าวไกล’ ไปถึงขั้นปลุกกระแสว่า ‘ขั้วอำนาจเก่า’ ชักใย-วางยา หวังชิงความเป็นรัฐบาล!!

โถ โถ เจ้าหนูน้อยเอ๊ย…

เม็ดพริกเจ้ายังจ้อย คิดได้-ทำได้ ตามประสา ‘เด็กมีปัญหา’ เท่านี้แหละ ตรวจสอบคนอื่นได้ พอถูกตรวจสอบบ้าง ร้องเอ๋ง โทษคนโน้นแกล้ง คนนี้วางยา แล้วคลิปกระจอก ๆ นั่นน่ะ มันช่วยฟอกผู้ร้ายให้กลายเป็นพระเอกไม่ได้หรอก บอกให้ด้วยเวทนา!!

ITV น่ะนะ อย่าปลุกผีขึ้นมาเชียว ขอร้อง ไม่ใช่อะไรหรอก ฟื้นวันไหน ก็ต้องยุบ ‘ไทย-พีบีเอส’ ไปวันนั้นน่ะซิ

แล้วแก๊งส้ม แก๊งเอ็นจีโอ แก๊งนอนกิน แก๊งปฏิวัติแบบขุดราก-ถอนโคน จะไปอาศัยสิงอยู่ที่ไหนกันล่ะ?

เพราะ ITV เป็น ‘เชื้อเกิด’ ของ ไทย-พีบีเอส สมัยรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ยึดสัมปทานไอทีวี แล้วให้กำเนิด ไทย-พีบีเอส ขึ้นมาแทน เป็นหน่วยงานของรัฐ มีสถานะเป็นนิติบุคคลมหาชน จัดตั้งตาม พ.ร.บ. องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ใช้ ‘งบประมาณประจำปี’ จากการจัดเก็บภาษีเหล้าและบุหรี่ โดยไม่เกินปีละ 2,000 ล้านบาท

เนี่ย…

ถ้า ITV ฟื้น กลับเป็นของ ‘บริษัทไอทีวี’ ตามเดิมได้ รัฐบาลก็ไม่จำเป็นต้องเสียเงินปีละ 2,000 ล้าน ให้มีสถานีโทรทัศน์ของรัฐฯ คอยจิก-คอยกัดรัฐฯ สร้างทัศนคติโน้มน้าวให้คนเกลียดชังรัฐฯ อีกต่อไป เพราะ ITV เมื่อฟื้นมา เขาก็อาจทำหน้าที่นั้นแทนได้ โดยรัฐบาลไม่ต้องจ่ายค่าชังชาติให้ 2,000 ล้าน/ปี ตรงกันข้าม จะได้ค่าสัมปทานเข้ารัฐแทนด้วยซ้ำ!!

นี่พูดเล่นใน ‘เรื่องจริง’ หรอกนะ แต่สำนึกกันบ้างก็ดี พวกจิตคดไม่ต้องกลัว ยังไงๆ รัฐบาลเขาก็ไม่ ‘ทุบหม้อข้าว’ ใบนี้แน่

ในความดูเหมือนบ้านเมืองตอนนี้สับสนอลหม่าน คล้ายว่า รัฐบาล 8 พรรคที่มี ‘ก้าวไกล-พิธา’ เป็นแกนนำ มีปัญหาจนเกิดมลพิษภาวะทางการเมือง เผิน ๆ ก็ประมาณนั้น แต่ถ้าเรามีสติ ถอยห่างจากข่าวสารบิดเบี้ยวและเลอะเทอะจากพวกปัญญาเชิงปฏิบัติสักนิด จากนั้น ใช้สายตาด้วย ‘กฎเกณฑ์-กติกา’ มองกลับเข้าไป ก็จะเห็นว่า มันไม่มีอะไรที่เป็นอุปสรรค-ปัญหาเลย!!

เอ้าดู… เลือกตั้ง 14 พฤษภาคม รุ่งขึ้นก็รู้คร่าวๆ แล้ว ก้าวไกล ได้รับเลือกตั้งมากสุด 151 เสียง ทุกพรรค ‘ทั้งหมด’ ไม่มีใครเกี่ยงงอน ไม่มีใครขี้แพ้ชวนตี ไม่มีใครออกมาพูดจากวนตีนพรรคชนะอันดับ 1 ก้าวไกล ประกาศเป็นแกนจัดตั้งรัฐบาลได้ราบรื่น เพื่อไทย พรรคอันดับ 2 ด้วยเสียง 141 เมื่อก้าวไกลชวนร่วม 8 พรรคตั้งรัฐบาล ก็พับเพียบรับสนอง มีข้อแม้เพียงว่า “ร่วมด้วย แต่ไม่ขอร่วมในการพูดจาดำเนินการอะไรกับการทำหน้าที่จัดตั้ง”

ฝ่ายรัฐบาลเดิม คือ รัฐบาลประยุทธ์ ทั้งพลังประชารัฐ ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ ชาติไทยพัฒนา รวมไทยสร้างชาติ เข้าแถว-เปิดทาง ผายมือให้ก้าวไกล

“เชิญจัดตั้งได้ตามสบาย ไม่เกี่ยงงอน ไม่เล่นแง่ ไม่ยื่นแข้งขัดขา ด้วยประการทั้งปวง”

สรุป ทุกอย่างราบเรียบ ทางเปิดโล่งให้ก้าวไกลตั้งรัฐบาล มีเพียงเสียง ‘จิ้งจกทัก’ เท่านั้น นายเรืองไกร เขาทำหน้าที่ตรวจสอบตามวิถีของเขา พบหลักฐาน ‘พิธาถือหุ้นสื่อไอทีวี’ จึงไปร้องให้ กกต. ตรวจสอบ!!

เท่านั้นแหละ… ทั้งพรรคส้ม ทั้งติ่งส้ม พล่านกันเอง ประหนึ่งสิ่งมีชีวิตแต่ไร้สมอง เช่น ราเมือก พ่นพิษตลบกลบเมือง แล้วก็พาโลไปถึง กกต.ว่าประกาศช้าบ้าง จะฟ้อง-จะปลด กกต. บ้าง ต่าง ๆ นานา ทั้งที่มีกติกาเป็นกรอบให้ กกต. ทำงานอยู่แล้ว 2 เดือน คือ หลังเลือกตั้ง ภายใน 2 เดือน เมื่อตรวจสอบผลได้ ส.ส. ถึง 95% แล้ว ให้ประกาศรับรองไปก่อน เพื่อเปิดประชุมสภา

แล้วนี่กี่วันล่ะ? วันนี้ 14 มิ.ย. ก็ 1 เดือนพอดี!! ไม่ถือว่าช้า ยังเหลือเวลาอีกตั้งเป็นเดือนด้วยซ้ำ แต่ กกต. ก็บอกแล้ว ว่าจะประกาศรับรองภายใน มิ.ย. นี้

เอ้า… แล้วบอกสิ ตรงไหน-ใคร ‘จัดฉาก’ หวังไม่ให้พิธาเป็นนายกฯ และตรงไหน ที่ว่า ‘ขั้วอำนาจเก่า’ เดินเกม หวังชิงส้มหล่น?

ไม่เห็นมี มีแต่ก้าวไกลและพวกเดียวกันเองนั่นแหละ ที่ ‘ร้อนตัว-ร้อนท้อง’ เรื่องหุ้นสื่อ แล้วเที่ยวพล่าน พาลโทษคนโน้น-คนนี้ ถึงขั้นปลุกระดม ‘ลงถนน’

พูดถึง ‘ส้มหล่น’ จะสอนให้… ไอ้หนู

ดูและศึกษากลเกม ‘เพื่อไทย’ เขาโน่น เห็นมั้ย พิธาจะแถลงอะไร เพื่อไทยเออออตามไปทุกเรื่อง เพื่อไทย 141 เสียงน่ะหรือ เขาจะมากินน้ำใต้ศอกเด็กวานซืน?

โธ่เอ๊ย เจ้าเด็กน้อย…

รู้ไหม? ทำไมเพื่อไทยจึงเล่นบท ‘พี่ชายที่แสนดี’ เพราะเขารู้น่ะสิ ว่ารายการนี้ ‘นอนรอ’ ได้เลย เดี๋ยว ‘ส้มก็หล่น’ เข้าปากเอง!!

'กองทัพเรือ’ จัดกาชาดคอนเสิร์ต ครั้งที่ 49 เพื่อเทิดพระเกียรติ ‘พระบิดาแห่งทหารเรือไทย’

วันนี้ (14 มิ.ย. 2566) ที่หอประชุมกองทัพเรือ พล.ร.อ.เชิงชาย  ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) เป็นประธานการแถลงข่าวการแสดงกาชาดคอนเสิร์ตครั้งที่ 49 "แสงทิพย์แห่งอาภากร เสียงทิพย์จากราชนาวี" เทิดพระเกียรติพระบิดาแห่งทหารเรือไทย พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ในวาระครบรอบ 100 ปี แห่งการสิ้นพระชนม์ 

เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อกองทัพเรือ และเพื่อเผยแพร่ดนตรีแนวคลาสสิกให้นิยมแพร่หลาย รวมทั้งจัดหารายได้โดยไม่หักค่าใช้จ่าย ทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สภานายิกาสภากาชาดไทย โดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติและสาธารณภัย โครงการศูนย์มะเร็งเต้านม กิจการอาสายุวกาชาด ศูนย์รับบริจาคอวัยวะต่อชีวิตเพื่อนมนุษย์ เป็นต้น ซึ่งได้มีการจัดแสดงเป็นประจำทุกปี 
    
ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้กล่าวถึงจุดประสงค์ของการจัดคอนเสิร์ตครั้งนี้ ว่ากองทัพเรือจะเป็นองค์กรกลางนำรายได้ทูลเกล้าฯ ถวาย โดยพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย เพื่อสนับสนุนภารกิจของสภากาชาดไทย โดยการแสดงคอนเสิร์ตครั้งนี้ จะจัดขึ้นสองวัน คือวันที่ 27 มิ.ย. และ 28 มิ.ย. (รอบเสด็จพระราชดำเนิน) ในเวลา 19.30 น. ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

การแสดงกาชาดคอนเสิร์ตครั้งที่ 49 "แสงทิพย์แห่งอาภากร เสียงทิพย์จากราชนาวี" จะบรรเลงเพลงคลาสสิคและเพลงร่วมสมัย โดยวง Symphony orchestra ดุริยางค์ราชนาวี กองดุริยางค์ทหารเรือ และขับร้องโดยนักร้องรับเชิญ ได้แก่ ธงไชย แมคอินไตย์ สหรัถ สังคปรีชา ปิยนุช เสือจงพรู (จิ๋ว นิวจิ๋ว) กิต The Voice อาร์ม กรกันต์ เป็นต้น

ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงินโดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย โดยไม่หักค่าใช้จ่าย ผ่านบัญชี ธนาคารไทยธนชาต บัญชีเลขที่ 115-1-07541-115 และบัญชีธนาคารกรุงไทย หมายเลขบัญชี 662-3-43960-9 ชื่อบัญชี "กาชาดคอนเสิร์ตครั้งที่ 49" ทั้งนี้ ผู้บริจาคเงิน จะได้รับสิทธิประโยชน์จากสภากาชาดไทยและกองทัพเรือ นอกจากนั้น ใบเสร็จรับเงิน ยังสามารถลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่ Facebook Fanpage : กองทัพเรือ Royal Thai Navy และกองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ และกรมการเงินทหารเรือ โทรศัพท์ 02-4755683
 

กอ.รมน.ภาค4 โฟกัสฟ้อง 3 กลุ่ม ประชามติ.. แยกดินแดนปาตานี

วันนี้ขอเลียบการเมืองไปที่แนวรบด้านความมั่นคงที่กำลังร้อนฉ่าอยู่ที่ปลายด้ามขวานสักหน่อย  กองทัพภาคที่ 4 แถลงชัดเจนแล้วว่าอีกไม่เกิน 2 สัปดาห์ก็จะดำเนินการฟ้องคดีเอาผิดกับบุคลที่เกี่ยวข้องกับการจัดกรรมทำประชามติจำลองแยกปาตานีเป็นเอกราช..ในงานเสวนา “สิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง (Selt Determination) กับสันติภาพปาตานี” เมื่อวันที่ 7มิ.ย.ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี..

ยังไม่รู้ว่ากองทัพภาคที่ 4 จะฟ้องร้องกล่าวโทษกี่คนและเป็นใครบ้าง  “เล็ก  เลียบด่วน” ฟังพล.ต.ปราโมทย์ พรหมอินทร์  รองแม่ทัพภาคที่ 4 ให้สัมภาษณ์ทางรายการ “รู้ทันข่าว92.5” ของกรมประชาสัมพันธ์ท่านบอกกว้าง ๆ เพียงว่ามีอยู่ 3 กลุ่ม  คือ

1)กลุ่มที่จัดกิจกรรม  

2)คนที่มาร่วมงาน และ

3)ผู้ที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง..

พล.ต.ปราโมทย์ให้ข้อมูลว่า  ก่อนหน้านี้ก็เคยมีการทำไประชามติจำลอง แต่เป็นการทำประชามติเรื่อง” การกำหนดใจตนเอง” เท่านั้น ไม่เลยธงเหมือนในครั้งนี้ที่ถึงขั้นถามว่าเห็นด้วยกับการแยกตัวเป็นเอกราชหรือไม่..ครั้งนี้จึงเป็นการยกระดับการเคลื่อนไหว  ที่พยายามขยายผลต่อยอดเรื่อง “สิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง” ตามข้อมติสหประชาชาติที่ 1514 ออกในปี ค.ศ. 1960  ซึ่งแม้ไทยจะร่วมรับรองแต่เราก็สงวนสิทธิเรื่องการแบ่งแยกดินแดนไว้อย่างชดเจนว่าทำไม่ได้..

ที่น่าสนใจกว่านั้น ฟังแล้วไม่สบายใจเอามากๆ คือ พล.ต.ปราโมทย์.. สถานการณ์ปลายด้ามขวานวันนี้กลุ่มบีอาร์เอ็นยังคงปฏิบัติการทางการทหารเพื่อหล่อเลี้ยงสถานการณ์  ช่วงเดือนรอมฎอนที่ผ่านมาเป็น “รอมฎอนเดือด”ที่สุดในรอบ 10ปี  แต่ที่น่ากลัวไปมากกว่านั้นคือความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ได้ชำแรกแทรกซึมความคิดไปยังกลุ่มต่างๆ ทั้งองค์กรสิทธิมนุษยชน   เยาวชนนักศึกษา  นักการเมืองและพรรคการเมือง..ซึ่งสนับสนุนแนวคิดในลักษณะเลยธง..

ครับ...ก็น่าลุ้นกันด้วยความระทึกใจว่า..ใครบ้างที่จะถูกฟ้องร้องกล่าวโทษ และในข้อหาอะไร  แน่นอนเป็นคดีความมั่นคง แต่จะหนักหนาสาหัสแค่ไหน...และมีใครจาก3พรรคการเมืองโดนด้วยหรือไม่

3 พรรคที่ว่าคือ พรรคเป็นธรรม  พรรคประชาชาติ ที่มีตัวแทนไปเป็นวิทยากรเสวนา  และพรรคก้าวไกลที่มีรูปโฆษณาเด่นหรากว่าใครเพื่อนอย่าง นายรอมฎอน  ปันจอร์ ว่าที่ ส.ส. บัญชีรายชื่อ  แต่ยกเลิกกะทันหันเหมือนนกรู้...

รายงานข่าวแจ้งว่า กอ.รมน. ภาค4 ส่วนหน้าได้จัดประชุมทีมกฎหมาย นักวิชาการ อัยการ ทหาร ตำรวจมาแล้ว 3 ครั้งเพื่อสรุปรูปคดี  ขณะที่ฝ่ายข่าวกอ.รมน.ภาค4 นั้นได้สรุปข้อมูลย้อนหลังโยงใยมาจนถึงวันจัดงานก็รู้แจ้งเห็นชัดว่าใครเป็นใคร ใครคิดอะไร..โดยเฉพาะพฤติการณ์ของนักการเมืองและพรรคการเมืองบางคนบางพรรค ที่ปลุกระดมความคิดการปกครองตนเอง  ความเป็นเอกราชมาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง และโหมหนักช่วงเลือกตั้งด้วยหวังผลคะแนนเสียงเข้าข่ายที่จะดำเนินการกล่าวโทษให้ยุบพรรคในข้อหาล้มล้างการปกครองได้ แต่ประเด็นนี้ทางกองทัพหรือทหารจะไม่ดำเนินการ...ปล่อยให้เอกชนหรือภาคประชาชนอาศัยช่องทางรัฐธรรมนูญมาตรา 49 ไปดำเนินการกันตามความเหมาะควรกันเอง...

แม้ว่านาทีนี้  บรรดาว่าที่ ส.ส. และนักการเมืองจาก 3 พรรคตั้งการ์ดสูงเวลาให้สัมภาษณ์จนบรรดาแนวร่วมเกิดอาการหมั่นไส้รำคาญกันเอง ก็ไม่ได้ทำให้พฤติการณ์ที่บรรดาว่าที่ ส.ส. และพรรคการเมืองดังกล่าวมาลบหายไปได้...  

เล็ก  เลียบด่วน เชื่อว่าถึงที่สุดวันใดวันหนึ่งคงมีคนไปฟ้องร้องกล่าวโทษให้มีการยุบพรรคแน่นอน..เพราะมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญบัญญัติชัดเจนว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกัน  จะแบ่งแยกมิได้”..

บก.สส.สตม. เปิดปฏิบัติการยุทธการกวาดล้างมังกรซ่อนกาย ครั้งที่ 2

บก.สส.สตม. เปิดปฏิบัติการยุทธการกวาดล้างมังกรซ่อนกาย ครั้งที่ 2

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.อภิมุข กานตยากร รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.แดนไพร แก้วเวหล รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว รอง ผบก.ศท.ตม.ปฏิบัติราชการ บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชิตเดชา สองห้อง รอง ผบก.สส.ภ.7 ปฏิบัติราชการ บก.สส.สตม., พ.ต.อ.สรธรรศจ์ เอี่ยมละออ ผกก.1 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.พิสิษฐ์ ศรีอ่อน ผกก.2 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.รัฐพงษ์ แก้วยอด ผกก.4 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ณภัทรพงศ สุภาพร ผกก.ปอพ.บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชย พานะกิจ ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ ดังนี้

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งการให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองพิจารณาดำเนินการกรณีเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย แจ้งข้อมูลผู้ต้องหาตามหมายจับของ สาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 9 ราย ซึ่งได้หลบหนีเข้ามาอยู่ในประเทศไทย และมีความประสงค์ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติทำการจับกุมและส่งผู้ต้องหาทั้ง 9 ราย กลับไปดำเนินคดีที่สาธารณรัฐประชาชนจีน

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จึงได้สั่งการให้กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคน     เข้าเมือง นำข้อมูลคนต่างด้าวทั้ง 9 ราย ไปตรวจสอบในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตม. จากการตรวจสอบพบข้อมูลว่า มีผู้ต้องหาเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรยังไม่สิ้นสุด จำนวน 7 ราย การอนุญาตสิ้นสุดแล้ว (OVERSTAY) จำนวน 2 ราย ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

จึงได้อนุมัติให้เพิกถอนการอยู่ในราชอาณาจักรไทยของคนต่างด้าวที่การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรยังไม่สิ้นสุด จำนวน 7 ราย และได้เปิดปฏิบัติการ ยุทธการกวาดล้าง มังกรซ่อนกาย ครั้งที่ 2/2566 ขึ้น ผลการปฏิบัติได้ทำการจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับของสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 9 ราย ดังนี้

1. ข้อหาฉ้อโกง จำนวน 3 ราย ได้แก่
1.1 นายเกาชิง (นามสมมติ) อายุ 48 จีน สัญชาติจีน ถูกเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร
1.2 นายเจียนกุน (นามสมมติ) อายุ 48 จีน สัญชาติจีน ถูกเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร
1.3 นางยงหง (นามสมมติ) อายุ 41 จีน สัญชาติจีน ถูกเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร

โดยทั้ง 3 คน มีพฤติการณ์กระทำผิดคือ ได้ร่วมกันกับพวกพัฒนาเว็บไซต์เอซีอี เพื่อโปรโมทผลิตภัณฑ์หุ้น "ACE King" โดยอ้างว่าเป็นหุ้นที่ความเสี่ยงต่ำและผลตอบแทนสูง และดึงดูดสมาชิกให้เข้าร่วมลงทุน รวมทั้ง ทำโปรโมชั่นต่าง ๆ จนมีสมาชิกกว่า 250,000 บัญชี จนมีผู้หลงเชื่อเข้าร่วมลงทุนซื้อหุ้น "ACE King" ในราคาที่ สูงกว่าราคาตลาดมาก

สร้างความเสียหายมูลค่ารวม 2.3 พันล้านหยวน (ประมาณ 11,500 ล้านบาท)

2. ข้อหาฉ้อโกงสัญญา จำนวน 2 คน ได้แก่
2.1 นายเหลียง (นามสมมติ) อายุ 27 ปี สัญชาติจีน ถูกเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร
2.2 นายลิห่าว (นามสมมติ) อายุ 34 ปี สัญชาติจีน ถูกจับกุมในข้อหาอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (OVERSTAY) นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ดำเนินคดีตามกฎหมาย

โดยทั้ง 2 คน มีพฤติการณ์กระทำผิดคือ ในระหว่างเดือนเมษายน - พฤษภาคม 2565 ผู้ต้องหาทั้ง 2 ได้ใช้บริษัทแห่งหนึ่ง หลอกลวงผู้เสียหายให้ทำสัญญาซื้อขายเหล้า Maotai โดยผู้เสียหายได้จ่ายเงินซื้อเหล้า Maotai เป็นจำนวนเงิน 6.75 ล้านหยวน (ประมาณ 33.7 ล้านบาท) ตามที่ตกลงไว้ในสัญญา แต่ผู้ต้องหาไม่มีเหล้า Maotai และไม่ได้ส่งมอบสินค้าให้กับผู้เสียหาย

3. ข้อหาฟอกเงิน จำนวน 2 คน ได้แก่

3.1 นายเหว่ย (นามสมมติ) อายุ 41 ปี สัญชาติจีน ถูกเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร พฤติการณ์กระทำผิด คือ นายเหว่ยได้นำเงินที่ได้จากการทำผิดกฎหมายมาซื้อทองคำหลายครั้ง เพื่อปกปิดการกระทำผิดและฟอกเงินที่ได้มาจากการกระทำผิดกฎหมาย
3.2 นายกัง (นามสมมติ) อายุ 28 ปี สัญชาติจีน ถูกจับกุมในข้อหาอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (OVERSTAY) นำตัวส่งพนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. ดำเนินคดีตามกฎหมาย พฤติการณ์กระทำผิด คือ นายกังได้ทรัพย์สินมาจากการฉ้อโกงคนอื่น ต่อมาช่วงเดือน ธันวาคม 2564 ได้นำทรัพย์สินที่ได้จากการฉ้อโกงไปเข้าบัญชีธนาคารของผู้อื่นและโอนซื้อสินค้าต่าง ๆ เพื่อฟอกเงิน
4. ข้อหาใช้อำนาจหน้าที่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว จำนวน 1 คน ได้แก่ นายต้าลิน (นามสมมติ) อายุ 42 ปี สัญชาติจีน ถูกเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร พฤติการณ์กระทำผิด คือ ตั้งแต่ปี 2564 - 2565 นายต้าลิน ได้ใช้ประโยชน์จากตำแหน่งของเขา ในฐานะหัวหน้าฝ่ายจัดซื้อและการตลาดของร้านขายของชำใน Carrefour (China) Management  Co., LTD. ฉ้อโกงทรัพย์สินของบริษัทกว่า 15 ล้านหยวน (ประมาณ 75 ล้านบาท)
5. ข้อหาดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย จำนวน 1 คน ได้แก่ นายจงเหว่ย (นามสมมติ) อายุ 35 ปี สัญชาติจีน ถูกเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร พฤติการณ์กระทำผิด คือ นายจงเหว่ยสมรู้ร่วมคิดกับผู้อื่นเพื่อแสวงหากำไรที่ผิดกฎหมายและโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานของรัฐ โดยได้พัฒนาและสร้างแพลตฟอร์มการชำระเงิน Oneda Pay เพื่อให้บริการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ผิดกฎหมาย โดยมีมูลค่าความเสียหายกว่า 280 ล้านหยวน (ประมาณ 1,400 ล้านบาท)

จากนั้น ได้นำตัวคนต่างด้าวที่ถูกเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราอาณาจักร จำนวน 7 ราย ส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อรอผลักดันส่งกลับออกนอกราชอาณาจักรไทย ส่วนคนต่างด้าวที่อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (OVERSTAY) ได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

‘ลุงป้อม’ สั่งเข้ม ปิดเว็บพนัน-หลอกลวงทางการเงิน เพิ่มมาตรการเชิงรุกป้องกัน ‘ภัยไซเบอร์’ ทุกรูปแบบ

วันนี้ (14 มิ.ย. 66) เวลา 10.00 น. พล.ท.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผช.โฆษก รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.)

โดยมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

ที่ประชุมได้รับทราบ รายงานเหตุการณ์ภัยคุกคามและผลการดำเนินงาน ที่มีผลกระทบอย่างมีนัย สำคัญ ต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ห้วง ต.ค.65 - มี.ค.66 จำนวน 943 เหตุการณ์ แยกตามภารกิจ หรือบริการสูงที่สุดได้แก่ หน่วยงานของรัฐด้านการศึกษา ,ภาครัฐอื่นๆ และด้านสาธารณสุข ตามลำดับ ซึ่งการปฎิบัติที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่กระทบประชาชน มีจำนวน 113 เหตุการณ์ 24 หน่วยงาน และรับทราบผลการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังภัยคุกคามทางไซเบอร์ สำหรับระบบเลือกตั้ง (ศซล.) ห้วง 3-15 พ.ค.66 โดยมีการติดตามและรายงานสถานะความพร้อมที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง จำนวน 6 ระบบ ภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ได้ขอบคุณ สำนักงาน คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.)ที่เฝ้าระวังเหตุการณ์ห้วงดังกล่าว สามารถติดตามข่าวสาร ได้อย่างใกล้ชิด และยับยั้ง หรือแก้ไขปัญหาภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้ อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ รวมถึงที่ประชุม ได้รับทราบการลงนามบันทึกความเข้าใจ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆมากขึ้น ทั้งกับหน่วยงาน ในประเทศ และต่างประเทศด้วย รองรับการพัฒนาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ต่อไป

จากนั้น ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบ (ร่าง) ข้อตกลง การเชื่อมต่อระบบแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนข้อมูลภัยคุกคาม ภายใต้โครงการพัฒนาแพลตฟอร์ม สำหรับการรับและแบ่งปันเหตุการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ เพื่อเชื่อมต่อระบบให้สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ในการเฝ้าระวัง และขยายเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่าง สกมช.กับหน่วยงานอื่น ทั้งภายในและภายนอกประเทศ และเห็นชอบ(ร่าง)บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ระหว่าง สกมช.กับ สำนักงาน ปล.สธ.รวมทั้งเห็นชอบ(ร่าง)บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือการส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรและนำระบบคุณวุฒิวิชาชีพ ไปใช้ในสถานประกอบการ

พล.อ.ประวิตร ยังได้กำชับให้ สกมช. ให้เร่งขับเคลื่อนมาตรการเฝ้าระวังภัยคุกคามทางไซเบอร์ อย่างต่อเนื่อง เข้มข้นเชิงรุก เน้นป้องกันข้อมูลภาครัฐ และคุ้มครองส่วนบุคคล ต้องเพิ่มระดับความร่วมมือกับทุกหน่วยงานให้มากขึ้น ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อพัฒนาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศ และคนไทยให้มีประสิทธิภาพ พร้อมย้ำให้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กำกับและสนับสนุน การดำเนินงานของ สกมช. อย่างเต็มที่ด้วย

บก.สส.สตม. จับจีนใช้วีซ่านักท่องเที่ยวลักลอบทำงาน

ตามที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้สั่งการให้กองบังคับการในสังกัด ออกสืบสวนตรวจสอบจับกุมคนต่างด้าวที่กระทำผิด พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และเข้ามาลักลอบทำงานในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย จากการสืบสวนของ กองกำกับการ 1 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

ทราบว่า  มีโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่แห่งหนึ่งใน ต.บ่อทอง อ.กบินทร์บุรี จว.ปราจีนบุรี จะมีคนต่างด้าวสัญชาติจีนเข้ามาทำงานภายในโครงการจำนวนหลายสิบคน จึงได้ประสานงานกับ ตม.จว. ปราจีนบุรี และ สภ.วังตะเคียน จว.ปราจีนบุรี ร่วมกันไปตรวจสอบ จากการตรวจสอบพบคนจีนทำงานอยู่ภายในสถานที่ก่อสร้างดังกล่าว จำนวน 35 คน จากการตรวจสอบหนังสือเดินทางและข้อมูลในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ

ตม.พบว่า คนจีนดังกล่าวเดินทางเข้ามาในประเทศไทยด้วยวีซ่า นักท่องเที่ยว จำนวน 32 คน วีซ่าคนอยู่ชั่วคราว 2 คน และ    คนประจำพาหนะ จำนวน 1 คน และพบว่าอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (OVERSTAY) จำนวน 2 คน โดยทั้ง 35 คน ไม่มีใบอนุญาตทำงาน จึงแจ้งข้อกล่าวหาและจับกุมตัวส่ง พนักงานสอบสวน สภ.วังตะเคียน     จว.ปราจีนบุรี ดำเนินคดี ดังนี้

1. ข้อหา เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน จำนวน 33 คน
2. ข้อหา เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด และทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน 2 คน

นอกจากนี้ ยังได้จับกุมคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา จำนวน 9 คน ดำเนินคดีในข้อหา เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต

และได้เปรียบเทียบปรับเจ้าบ้านในข้อหา เจ้าบ้าน เจ้าของหรือผู้ครอบครองเคหสถานซึ่งรับคน   ต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเข้าพักอาศัย ไม่แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่เวลาที่คนต่างด้าวเข้าพักอาศัย จำนวน 3 ราย
เปรียบเทียบปรับคนต่างด้าวในข้อหา คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเกินเก้าสิบวัน ไม่แจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบถึงที่พักอาศัยของตนโดยมิชักช้าเมื่อครบระยะเก้าสิบวัน จำนวน 1 คน
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top