Wednesday, 22 July 2026
Hard News Team

หน่วยมิตรประชากองบิน 46 ออกปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชน

นาวาอากาศเอก สิระ บุญญะพาศ ผู้บังคับการกองบิน 46 พร้อมด้วย คุณ อภิชญา บุญญะพาศ ประธานชมรมแม่บ้านทหารอากาศ กองบิน 46 นำหน่วยมิตรประชากองบิน 46 ออกปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชน 

โดยมีกิจกรรมการแสดงดนตรีของวงดุริยางค์ทหารอากาศ กองบิน 46 พิธีมอบทุนการศึกษา อุปกรณ์กีฬา อุปกรณ์การศึกษา เลี้ยงอาหารกลางวันให้แก่นักเรียน 

นอกจากนี้ยังมีพิธีมอบผ้าห่มกันหนาว ชุดยาสามัญประจำบ้านให้แก่พี่น้องประชาชน การบริการตรวจโรคเบื้องต้น การให้บริการตัดผมชาย-หญิง และการแสดงเครื่องบินเล็กบังคับวิทยุ ณ โรงเรียนวัดจอมทอง หมู่ที่ 5 ตำบลจอมทอง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยมี นางสุณี ไวกสิกรณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ และผู้นำท้องถิ่น ให้การต้อนรับ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2566

ปรีชา นุตจรัส รายงานข่าวพิษณุโลก

สอท. เผย ซาอุฯ เตรียมนำเข้าต้นไม้ 5 หมื่นล้านต้น ชี้!! เป็นโอกาสทองของไทยเพิ่มรายได้เข้าประเทศ

(15 มิ.ย. 66) นายชาติชาย พานิชชีวะ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เข้าร่วมคณะเดินทางเยือนซาอุดีอาระเบีย กับนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยคณะภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือทวิภาคี และส่งเสริมการเจรจาการค้าและการลงทุนระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ ในการเร่งผลักดันการค้า การลงทุน โดยหนึ่งที่น่าสนคือ โครงการปลูกต้นไม้ 50,000 ล้านต้น ในกลุ่มประเทศอาหรับตามเป้าหมายของ Vision 2030 ของซาอุดีอาระเบีย

“โครงการนี้ มีแผนที่จะนำเข้าต้นไม้จากทั่วโลกเพื่อให้บรรลุตามนโยบายซาอุดีอาระเบียสีเขียว (The Saudi Green Initiative) เพื่อเปลี่ยนพื้นที่เสื่อมโทรมให้กลับมามีชีวิตชีวา โดยการปลูกต้นไม้ 10,000 ล้านต้น และร่วมสนับสนุนผลักดันโครงการปลูกต้นไม้ 50,000 ล้านต้นทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง”

ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยได้ส่งต้นไม้ไปยังซาอุฯ แล้วกว่า 200,000 ต้น และถือว่ายังมีโอกาสให้ไทยส่งออกต้นไม้ไปยังซาอุฯ ได้อีกมาก ซึ่งซาอุดีฯ จะร่วมมือกับประเทศสมาชิก GCC และประเทศหุ้นส่วนอื่น ๆ ในการปลูกต้นไม้ในเอเชียตะวันตกเพิ่มอีก 4 หมื่นล้านต้น

นายกำแหง กล้าสุคนธ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 8 มิ.ย. 2566) มีผู้ขอนำไม้ยืนต้นมาจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจแล้ว จำนวน 146,860 ต้น มูลค่ารวม 138,048,597.02 บาท ล่าสุด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จับมือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร แสดงออกเชิงสัญลักษณ์… ตั้งมั่นรักษาสิ่งแวดล้อม ผ่านโครงการนำไม้ยืนต้นที่มีค่ามาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ และโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (LESS) ส่งเสริมเกษตรกรรังสรรค์ประเทศให้เป็นพื้นที่สีเขียว เพิ่มออกซิเจนและโอโซนช่วยให้อากาศสะอาด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 

พร้อมผลักดันประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตคาร์บอนเครดิตระดับโลก โอกาสนี้ มอบวงเงินสินเชื่อให้เกษตรกร 5 ราย จากการนำไม้ยืนต้นมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ ยอดรวม 623,885 บาท และมอบประกาศเกียรติคุณแก่ธนาคารต้นไม้ 3 ชุมชน ที่เข้าร่วมโครงการ LESS มั่นใจ!! โลกใบนี้จะสวยงามและน่าอยู่ หากเราร่วมแรงร่วมใจรักษาสิ่งแวดล้อม ใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วยการปลูกไม้ยืนต้นที่มีค่า สร้างความมั่นคงให้ลูกหลาน อนาคตได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ยาวๆ พร้อมยึดเจตคติ… มีต้นไม้… มีป่าไม้… มีเรา… จรรโลงโลกให้น่าอยู่

‘ธนกร’ มั่นใจ ว่าที่ส.ส. รวมไทยสร้างชาติ ชี้แจง กกต.ได้  เผย ‘ลุงตู่’ ย้ำ รมต.ทุกคน ให้ทำงานเต็มที่ จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่

วันนี้ (15 มิ.ย. 2566) นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีรายงานข่าวว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่รับรอง ว่าที่ส.ส.ของพรรค จำนวน 3 เขตว่า ยังเป็นเพียงรายงานข่าว ซึ่งต้องรอให้ กกต.เปิดเผยการรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการก่อน คาดว่าจะทราบผลตามกรอบ 60 วัน และเชื่อว่าจะทราบผลเร็วกว่ากำหนดตามที่ประธาน กกต.ได้กล่าวไว้

“มั่นใจว่า ว่าที่ ส.ส.ของพรรคที่ถูกร้องเรียนนั้น มีหลักฐานพร้อมชี้เแจงต่อ กกต.ได้อย่างแน่นอน โดยฝ่ายกฎหมายของพรรคก็ให้คำปรึกษา ดูในข้อกฎหมายอย่างเต็มที่ ซึ่งเมื่อทราบข่าว พรรคให้ฝ่ายกฎหมายสอบถามไปยังว่าที่ส.ส.ที่มีรายชื่อถูกร้องเรียนทั้ง 3 เขตแล้ว และให้เตรียมพยานหลักฐานต่าง ๆ ไว้ให้พร้อมชี้แจงต่อ กกต.มั่นใจว่า สามารถชี้แจงได้ทุกข้อ” รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติกล่าว

นายธนกร กล่าวว่า ในช่วงที่ยังรอจัดตั้งรัฐบาลใหม่นั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้กำชับรัฐมนตรีทุกกระทรวง เร่งมือทำงานที่ยังค้างอยู่ โดยเฉพาะการช่วยเหลือแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างเต็มที่ถึงที่สุด จนกว่าจะมีรัฐบาลและครม.ชุดใหม่อย่างเป็นทางการ เข้ามาบริหารบ้านเมืองต่อไป

“อลงกรณ์” ยกบนเพลงกราวกีฬาเตือนสติสังคมไทยรู้แพ้รู้ชนะรู้อภัยใจนักกีฬาพร้อมเขียนคำคม”จงต่อสู้เพื่อชัยชนะ แต่อย่าต่อสู้กับชัยชนะ

ในขณะที่สถานการณ์การเมืองกำลังร้อนแรงหลังการเลือกตั้งครั้งใหม่
วันนี้นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรัฐมนตรีอดีตส.ส.หลายสมัยและรักษาการรองหัวหน้าพรรคเขียนเฟสบุ๊คเรื่อง”สปิริตนักกีฬา Sportsmanship 

สปิริตกีฬา Spirit of sports”โดยนำเนื้อร้องและคลิปเพลงกราวกีฬามานำเสนอเพื่อเตือนสติสังคมไทย
ต่อเนื่องจากที่เขียนในเฟสบุ๊คก่อนหน้านี้เรื่อง สปิริตประชาธิปไตย Spirit of Democracyมีผู้เห็นด้วยอย่างมากต่อจุดยืนและแนวคิดในเรื่องดังกล่าว โดยมีข้อความดังนี้

“จงต่อสู้เพื่ออนาคต
แต่อย่าต่อสู้กับอนาคต

จงต่อสู้เพื่อชัยชนะ
แต่อย่าต่อสู้กับชัยชนะ

จงต่อสู้กับความพ่ายแพ้
แต่อย่าต่อสู้เพื่อความพ่ายแพ้

การต่อสู้มีแพ้มีชนะ
ฟังเพลงกราวกีฬา
รู้แพ้รู้ชนะรู้อภัยใจนักกีฬา

https://youtu.be/FLZQdgl5190

https://youtu.be/DhpXDosQbRg
“…. ..ใจคอมั่นคงทรงศักดิ์
รู้จักที่หนีที่ไล่
รู้แพ้รู้ชนะรู้อภัย
ไว้ใจได้ทั่วทั้งรักชัง….

..ไม่ชอบเอาเปรียบเทียบแข่งขัน
สู้กันซึ่งหน้าอย่าลับหลัง
มัวส่วนตัวเบื่อเหลือกำลัง
เกลียดชังการเล่นเห็นแก่ตัว….”

เนื้อเพลง กราวกีฬา โดยเจ้าพระธรรมศักดิ์มนตรี
เพลงเก่ากว่า100ปีของเก่าดีๆควรรักษาไว้และใช้ประโยชน์จากสปิริตนักกีฬา สปิริตกีฬา

“พวกเรานักกีฬา ใจกล้าหาญ
เชี่ยวชาญชิงชัยไม่ย่นย่อ
คราวชนะรุกใหญ่ไม่รีรอ
คราวแพ้ก็ไม่ท้อกัดฟันทน
ฮึม.ฮึม.ฮึม.ฮึม.

( กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ
ฮา-ไฮ ฮา-ไฮ
กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ
แก้กองกิเลส
ทำตนให้เป็นคน
ผล ของการฝึกตน
เล่น กีฬาสากล
ตะละล้า )

..ร่างกายกำยำล้ำเลิศ
กล้ามเนื้อก่อเกิดทุกแห่งหน
แข็งแรงทรหด อดทน
ว่องไวไม่ย่นระย่อใคร
ฮึม.ฮึม.ฮึม.ฮึม.
( กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ
ฮา-ไฮ ฮา-ไฮ
กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ
แก้กองกิเลส
ทำตนให้เป็นคน
ผล ของการฝึกตน
เล่น กีฬาสากล
ตะละล้า )

..ใจคอมั่นคงทรงศักดิ์
รู้จักที่หนีที่ไล่
รู้แพ้รู้ชนะรู้อภัย
ไว้ใจได้ทั่วทั้งรักชัง
ฮึม.ฮึม.ฮึม.ฮึม.
( กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ
ฮา-ไฮ ฮา-ไฮ
กีฬา พวกเรานักกีฬา ใจกล้าหาญ
เชี่ยวชาญชิงชัยไม่ย่นย่อ
คราวชนะรุกใหญ่ไม่รีรอ
คราวแพ้ก็ไม่ท้อกัดฟันทน
ฮึม.ฮึม.ฮึม.ฮึม.
( กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ
ฮา-ไฮ ฮา-ไฮ
กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ
แก้กองกิเลส
ทำตนให้เป็นคน
ผล ของการฝึกตน
เล่น กีฬาสากล
ตะละล้า )

..ร่างกายกำยำล้ำเลิศ
กล้ามเนื้อก่อเกิดทุกแห่งหน
แข็งแรงทรหด อดทน
ว่องไวไม่ย่นระย่อใคร
ฮึม.ฮึม.ฮึม.ฮึม.
( กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ
ฮา-ไฮ ฮา-ไฮ
กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ
แก้กองกิเลส
ทำตนให้เป็นคน
ผล ของการฝึกตน
เล่น กีฬาสากล
ตะละล้า )

..ใจคอมั่นคงทรงศักดิ์
รู้จักที่หนีที่ไล่
รู้แพ้รู้ชนะรู้อภัย
ไว้ใจได้ทั่วทั้งรักชัง
ฮึม.ฮึม.ฮึม.ฮึม.
( กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ
ฮา-ไฮ ฮา-ไฮ
กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ
แก้กองกิเลส
ทำตนให้เป็นคน
ผล ของการฝึกตน
เล่น กีฬาสากล
ตะละล้า )

..ไม่ชอบเอาเปรียบเทียบแข่งขัน
สู้กันซึ่งหน้าอย่าลับหลัง
มัวส่วนตัวเบื่อเหลือกำลัง
เกลียดชังการเล่นเห็นแก่ตัว
ฮึม.ฮึม.ฮึม.ฮึม.
( กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ
ฮา-ไฮ ฮา-ไฮ
กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ
แก้กองกิเลส
ทำตนให้เป็นคน
ผล ของการฝึกตน
เล่นกีฬาสากล
ตะละล้า ) กีฬา เป็นยาวิเศษ
แก้กองกิเลส
ทำตนให้เป็นคน
ผล ของการฝึกตน
เล่น กีฬาสากล
ตะละล้า ).”
อลงกรณ์ พลบุตร
15 มิถุนายน 2566

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติปิดโครงการห้องแล็บทางกฎหมาย (Special Law LAB) รุ่นที่ 2 พร้อมมอบประกาศนียบัตรแก่นิสิตที่ร่วมโครงการ พอใจผลสำเร็จของโครงการ นักศึกษากฏหมายรุ่นใหม่ตั้งใจเรียนรู้งานตำรวจเป็นอย่างดี 

วันนี้ (15 มิ.ย. 66) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผูับัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานพิธีปิดโครงการห้องปฏิบัติการกฎหมาย (Special Law Lab) รุ่นที่ 2 “Young Lawyers-Police Engagement (YLPE) Project (Law Chula and Royal Thai Police Season 2) ณ ห้องสารสิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ,พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง  ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ/โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ , พล.ต.ท.ทวีศิลป์  เวชวิทารณ์ นายแพทย์ (สบ8) โรงพยาบาลตำรวจ , พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. , พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน บช.น. , พล.ต.ต.อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 , ผศ.ดร.ปารีณา ศรีวริชย์ คณะบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณาจารย์ และนิสิตคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ 1-4 ที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 24 คน เข้าร่วมพิธี 

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้กล่าวปาฐกถา และมอบประกาศนียบัตรให้กับนิสิตที่เข้าร่วมโครงการ ฯ โดยมีการรายงานผลการเรียนรู้และสะท้อนผลการดำเนินโครงการโดยครูพี่เลี้ยงซึ่งเป็นข้าราชการตำรวจในพื้นที่ต่าง ๆ ได้แก่ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) , สน.ลุมพินี , สน.พญาไท , สน.ห้วยขวาง และ สน.พระโขนง และมีการเสวนาประเมิน สรุปผลการดำเนินโครงการ โดย โฆษก ตร., รอง ผบช.น., คณะครูพี่เลี้ยง, คณะบดีฯ, คณาจารย์ และนิสิตคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โครงการห้องปฏิบัติการกฎหมาย (Special Law Lab) นั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดขึ้นเพื่อให้นิสิตได้เรียนรู้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจจริงในพื้นที่ ตั้งแต่ต้นทางของกระบวนการยุติธรรม การตรวจค้น การจับกุม การสอบสวนปากคำ ฯลฯ ได้รับทราบ เรียนรู้ ทำความเข้าใจข้อกฎหมายนำไปสู่การปฏิบัติ โดยลงพื้นที่ร่วมกับตำรวจสืบสวน สอบสวน ป้องกันปราบปราม จราจร พื้นที่ สน.ห้วยขวาง ลุมพินี พญาไท พระโขนง และกองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตลอดจนศึกษาดูงานศูนย์พิทักษ์เด็กและสตรี, กองบัญชาการตำรวจนครบาล , สำนักงานนิติเวชวิทยา , สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (สพฐ.ตร.), กองบัญชาการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี, ยุทธวิธีและการยิงปืนขั้นพื้นฐาน การรับแจ้งเหตุและการควบคุม สั่งการด้านการจราจร เป็นต้น

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า โครงการห้องปฏิบัติการกฎหมาย (Special Law LAB) รุ่นที่ 2 ประสบความสำเร็จด้วยดี นิสิตที่เข้าร่วมโครงการให้ความสนใจเรียนรู้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นอย่างดี ถือเป็นหนึ่งผลสำเร็จที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติภาคภูมิใจ  พร้อมขอบคุณทีมงาน บช.น. ,สพฐ.ตร., โรงพยาบาลตำรวจ และคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ร่วมมือทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ ทำให้นิสิตมีความความเข้าใจในการทำงานของตำรวจจากประสบการณ์ตรงที่ได้ศึกษาดูงานเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งจะสามารถนำไปต่อยอดการทำงานในอนาคตได้ ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะขยายต่อยอดการฝึกอบรมดังกล่าวในพื้นที่จังหวัดอื่น หรือมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ที่สนใจ อันจะเป็นการแสวงหาความร่วมมือ ความเข้าใจให้กับนักกฎหมายรุ่นใหม่ต่อไป

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ แถลงความคืบหน้าการดำเนินคดีขายปันส่วนสัตว์น้ำ ดำเนินคดีเจ้าหน้าที่รัฐ-พลเรือนร่วมทุจริตรวม 7 ราย

จากกรณีที่ผู้แทนสหภาพยุโรป ได้ดำเนินการประเมินมาตรการป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์และแรงงานในภาคประมงของประเทศไทย และได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกรณีตรวจพบเรือประมงซึ่งมีพฤติการณ์ในการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) ไว้ได้นำเข้าปลาที่ได้จากการทำประมงผิดกฎหมายมาจำหน่ายที่ประเทศไทย และถูกกรมศุลกากรตรวจยึดและดำเนินการขายปันส่วนเมื่อปี 2562 นั้น เป็นการดำเนินการที่ถูกต้องตามขั้นตอนหรือไม่ ซึ่งพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง (ศพดส.ตร.) ได้รับทราบปัญหาดังกล่าวเพื่อดำเนินการตรวจสอบและแจ้งผลให้ทราบ

กรณีดังกล่าว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงได้สั่งการให้ เจ้าหน้าที่สืบสวนชุดเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายในภาคประมง เข้าตรวจสอบการดำเนินการเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวโดยละเอียด โดยให้ไล่ตรวจสอบตามลำดับเวลาการปฏิบัติแต่ละขั้นตอนโดยละเอียด และทำความจริงให้กระจ่างโดยเร็ว หากพบการกระทำผิดให้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด 

พฤติการณ์กล่าวคือ เมื่อวันที่ 1 ต.ค.62 กรมศุลกากรได้มีการตรวจยึดปลาแช่แข็งนำเข้าจำนวน 7 ตู้ ซึ่งนำเข้ามาเพื่อจำหน่ายในประเทศไทย ผ่านท่าเรือศุลกากรพระสมุทรเจดีย์ 1 ตู้ น้ำหนัก 26 ตัน และสำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพจำนวน 6 ตู้ น้ำหนัก 147 ตัน โดยเป็นปลาที่ได้มาจากเรือประมงที่มีพฤติการณ์ต้องสงสัยในการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) ซึ่งกรมศุลกากรได้สั่งให้ผู้นำเข้าปลาดังกล่าวมาดำเนินพิธีการขาเข้า แต่ทำไม่ได้เพราะผู้นำเข้าไม่สามารถขอใบอนุญาตนำเข้าสัตว์น้ำจากกรมประมงได้ เนื่องจากปลาดังกล่าวได้มาจากเรือ WADANI 2 ซึ่งไปทำการประมงที่น่านน้ำประเทศโซมาเลีย แต่ทางรัฐบาลโซมาเลียไม่ยืนยันเอกสารรับรองแหล่งที่มาสัตว์น้ำดังกล่าว เนื่องจากเรือประมงลำดังกล่าวมีพฤติการณ์ในการชักธงเรือ 2 สัญชาติ ทำให้ต้องสงสัยว่าจะมีการทำประมงโดยผิดกฎหมาย ต่อมาเมื่อวันที่ 7 พ.ย.62 กรมศุลกากรจึงได้ดำเนินการขายปันส่วนปลาแช่แข็งดังกล่าวไปทั้งหมด 

ต่อมาช่วงเดือน พ.ค.63 ก่อนการประชุมร่วมกับสหภาพยุโรปเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และแรงงานในภาคประมงของประเทศไทย สหภาพยุโรปได้มีการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวว่า ปลาแช่แข็งซึ่งต้องสงสัยว่าได้มาจากการทำประมงผิดกฎหมาย และได้ดำเนินการขายปันส่วนออกไปนั้น  ดำเนินการอย่างถูกต้องตามขั้นตอนหรือไม่ ดังนั้น กรมประมงจึงได้สอบถามข้อมูลการดำเนินการจากกรมศุลกากร กรมศุลกากรจึงได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการดำเนินการในการขายปันส่วน และสรุปผลการตรวจสอบเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.63 โดยเสนอให้มีการลงโทษ นายกีรติ หัวหน้าฝ่ายของกลางและของตกค้าง กรมศุลกากร กรณีผิดวินัยไม่ร้ายแรงจากการไม่ดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้อง และรายงานผลการตรวจสอบดังกล่าวให้คณะอนุกรรมการตรวจสอบและติดตามการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาการทำประมงและแรงงานในภาคประมง (อ.2) พิจารณา พร้อมรายชื่อผู้ซื้อปันส่วนจำนวน 98 ราย

ต่อมาเมื่อวันที่ 25 ม.ค.65 หลังจากคณะอนุกรรมการ อ.2 ได้ตรวจสอบตามรายงานที่ได้จากกรมศุลกากรแล้ว ได้มีการส่งประเด็นให้กรมศุลกากรตรวจสอบเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายชื่อผู้ซื้อปันส่วนทั้ง 98 รายและขั้นตอนการปันส่วน เนื่องจากพบว่า มีบางรายชื่อที่ถูกกล่าวอ้างแต่ไม่ได้มีการลงชื่อปันส่วนจริง กรมศุลกากรจึงมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบซ้ำอีกครั้ง แต่การตรวจสอบในครั้งนี้กลับไม่นำเอาผลการตรวจพบรายชื่อที่ไม่ได้ลงชื่อปันส่วนมาตรวจสอบด้วย และเร่งสรุปผลกลับมายังคณะอนุกรรมการ อ.2 ในวันที่ 8 มิ.ย. 65 โดยเสนอให้มีการลงทัณฑ์ภาคทัณฑ์ นายกีรติฯ เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว

กรณีดังกล่าว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าคณะทำงานเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบ ควบคุม และเฝ้าระวังการทำประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ในขณะนั้น หลังได้รับทราบเรื่องดังกล่าว จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายในภาคประมง ดำเนินการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว จากการสืบสวนพบว่า หลังจากที่กรมศุลกากรได้อนุมัติให้มีการขายปันส่วนปลาแช่แข็งทั้งหมด 7 ตู้นั้น ได้ดำเนินการขายปันส่วนตามขั้นตอนจริงจำนวน 1 ตู้ ซึ่งดำเนินการโดยด่านศุลกากรพระสมุทรเจดีย์ ในส่วนอีก 6 ตู้ ที่ถูกตรวจยึดที่สำนักศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ รวมน้ำหนัก 147 ตันนั้น ก่อนจะมีการเปิดตู้คอนเทนเนอร์เพื่อขายปันส่วนปลาดังกล่าวในวันที่ 7 พ.ย.62 นั้น ได้มีการเจรจาแบ่งผลประโยชน์กันหลายฝ่าย โดยได้มีวางแผนการถ่ายภาพจัดฉากให้เสมือนว่า มีการจำหน่ายปันส่วนจริงจำนวน 15 ตัน ให้กับนายบุญมา ผอ.ศุลกากรท่าเรือกรุงเทพฯในขณะนั้น จำนวน 10 ตัน และนายกีรติฯ จำนวน 5 ตัน แต่กลับไม่มีการจ่ายเงินแต่อย่างใด 

นอกจากนี้ในส่วนของปลาแช่แข็งที่เหลืออีก 132 ตันนั้น ได้มีการจัดหาผู้เหมาซื้อปลาแช่แข็งดังกล่าวเพียงรายเดียวคือ น.ส.ชญาภรณ์ เอเย่นรับซื้อขายปลา เพื่อจำหน่ายปลาให้แต่เพียงเจ้าเดียวทั้งหมด และได้จัดทำรายชื่อผู้ขอซื้อปันส่วนปลาจำนวน 98 รายขึ้นมาเพื่อใช้ประกอบให้ครบกระบวนการ โดยน.ส.ชญาภรณ์ฯ ได้นำเงินมาชำระค่าปลาแช่แข็งเพื่อเข้าตามระบบจำนวน 1.859 ล้านบาท และมีการมอบเงินให้กับนายกีรติฯ ส่วนตัวอีก 871,000 บาท จากนั้นจึงรับปลาแช่แข็งดังกล่าวไปจำหน่ายให้กับลูกค้าทั่วไปจนหมด

นอกจากนี้ จากการสืบสวนเพิ่มเติมพบว่า ในช่วงที่มีการตั้งกรรมการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวของกรมศุลกากร พบว่ามีเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ มีพฤติการณ์เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อช่วยเหลือให้นายกีรติฯ รับโทษทางวินัยน้อยลงจากพฤติการณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมด นำเสนอผู้บังคับบัญชาทราบ และได้มอบหมายให้ชุดปฏิบัติการคณะทำงานฯ ร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของกรมศุลกากรที่เป็นผู้ตรวจสอบกรณีของนายกีรติฯ ที่ สน.ท่าเรือ แต่เนื่องจากคดีดังกล่าวเป็นคดีสำคัญและมีความเกี่ยวข้องกับการทำประมงผิดกฎหมายซึ่งเป็นนโยบายสำคัญระดับชาติ จึงได้มีการแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อรับผิดชอบคดีดังกล่าว โดยได้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหารวมทั้งสิ้น 7 ราย ประกอบด้วย

1. นายกีรติ หัวหน้าฝ่ายของกลางและของตกค้างฯ ทำหน้าที่หัวหน้าการขายปันส่วนสัตว์น้ำ
2. น.ส.สุดารัตน์ กรรมการขายปันส่วนสัตว์น้ำ
3. น.ส.ปานวาด กรรมการขายปันส่วนสัตว์น้ำ 
ดำเนินคดีในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของงตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
4. น.ส.ชญากรณ์  เป็นผู้สนับสนุนการทุจริตขายปันส่วนโดยการเหมาซื้อโดยผิดขั้นตอน
5. นายบุญมา  ผอ.สง.ศุลกากรท่าเรือกรุงเทพฯ/เป็นผู้รับซื้อปลาแต่ไม่ชำระเงินเข้าระบบ
ดำเนินคดีในความผิดฐาน เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของงตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย และสนับสนุนการกระทำผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
6. นางนฤมล  นิติกรชำนาญการพิเศษ กรมศุลกากร/ผู้ตรวจสอบนายกีรติฯ
7. นายรัฐกรณ์ นิติกร กรมศุลกากร/ผู้ตรวจสอบนายกีรติฯ
ดำเนินคดีในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า คดีดังกล่าวเป็นคดีที่ทางสหภาพยุโรปให้ความสนใจเป็นอย่างมากเกี่ยวกับการดำเนินการจัดการบังคับใช้กฎหมายในคดีดังกล่าว เนื่องจากเป็นสัตว์น้ำที่มาจากเรือประมงต้องสงสัยที่มีพฤติการณ์ชักธงเรือ 2 สัญชาติ นับเป็นการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) ดังนั้นทางการสหภาพยุโรปจึงให้ความสนใจกับการดำเนินการของประเทศไทยในกรณีดังกล่าว จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนตรวจสอบกรณีดังกล่าวอย่างละเอียดจนพบว่า การขายปันส่วนสัตว์น้ำดำเนินการโดยทุจริตโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ต่อมาภายหลังแม้มีการตั้งกรรมการตรวจสอบการดำเนินการดังกล่าว ก็ยังได้รับความช่วยเหลือจากกรรมการเพื่อมิให้นำเรื่องดังกล่าวมาพิจารณา ดังนั้นเมื่อตรวจพบการกระทำผิดดังกล่าว จึงให้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดโดยเด็ดขาด เพื่อให้เป็นมาตรฐานในการดำเนินคดีลักษณะดังกล่าว และส่งสัญญาณให้นานาชาติเห็นว่า ประเทศไทยไม่สนับสนุนการทำประมงผิดกฎหมายในทุกกรณี และขอประชาสัมพันธ์ไปยังพี่น้องประชาชน หากมีเบาะแสหรือข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทุจริตในคดีนี้ สามารถแจ้งข้อมูลให้กับเจ้าหน้าที่ผ่านหมายเลข 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘นพ.รุ่งเรือง’ ขึ้นศาล จ.นนทบุรี เอาผิดคนป่วน กระทรวงสาธารณสุข ทำลายอนุสาวรีย์ สมเด็จย่า

เพจเฟซบุ๊ก โฆษกกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ได้โพสต์ ข้อความเกี่ยวกับที่  นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษาระดับกระทรวง ได้ไปขึ้นศาลจังหวัดนนทบุรี เพื่อเอาผิดกับคนที่มาป่วนกระทรวงสาธารณสุข และทำลายอนุสาวรีย์ สมเด็จย่า โดยมีใจความว่า ...

ไม่มีใครอยากจะขึ้นศาลหรือเป็นคดีความ 

นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษาระดับกระทรวง (นพ.ทรงคุณวุฒิ ระดับ 11) ผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการเรื่องราวร้องทุกข์ เปิดเผยว่า เช้าวันนี้ (15 มิถุนายน 2566) หมอมาขึ้นศาลจังหวัดนนทบุรี ในคดีที่มีกลุ่มคนมาทำลายพระบรมรูปอนุสาวรีย์ สมเด็จพระราชบิดา สมเด็จย่า กรมหลวงชัยนาทนเรนทร ด้วยการสาดสีแดง เอาเชือกดึงอนุสาวรีย์ท่านให้พังลงมา  และท่านเป็นศูนย์รวมดวงใจของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขทุกคน นอกจากนี้กลุ่มบุคคลดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเยาวชน และมีแกนนำ รวมถึงกลุ่มคนที่จัดตั้งขึ้นได้มาประท้วงทำลายข้าวของ ทำลายสถานที่กระทรวงสาธารณสุข ด้วยการสาดสีแดง

ในวันนั้น หมอออกไปรับม็อบพยายามเจรจาด้วยสันติวิธีแต่ไม่เป็นผล กลุ่มบุคคลดังกล่าวทั้งด่ากระทรวงสาธารณสุข ด่าผู้บริหารระดับสูง โจมตีด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หลอกลวงพี่น้องประชาชนให้หลงเชื่อ รวมถึงใช้คำหยาบคาย ด่าบิดามารดาของหมอ ด้วยคำหยาบคายมากๆ เช่น อวัยวะเพศ ซึ่งคดีดังกล่าว หมอได้ติดตามทำงานร่วมกับตำรวจ จนสามารถจับกุมคนร้ายได้ทั้งหมด และส่งฟ้องศาล เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีแก่เยาวชน และพี่น้องประชาชน 

ในตอนนี้ สามารถบังคับใช้กฎหมายจนผู้กระทำผิดถูกลงโทษ (น่าจะถึงขั้น “จำคุก”) แม้ว่าจะเหนื่อยมากๆ นับตั้งแต่วันที่เริ่มรวบรวมพยานหลักฐาน ตามจับกุมผู้ต้องหา จนถึงส่งฟ้องศาล แต่ถ้าเราไม่ทำอะไรปล่อยให้คนผิดลอยนวล ต่อไปจะเป็นเยี่ยงอย่าง แล้วสังคมจะอยู่ได้อย่างไรหมอขอขอบคุณ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มารักษาความปลอดภัยให้กับทางกระทรวงสาธารณสุข จนถูกทำร้ายร่างกายไปด้วย จนถึงการทำงานอย่างจริงจังของตำรวจ การรวบรวมพยานหลักฐาน และจับตัวผู้กระทำผิดส่งฟ้องศาลจนศาลลงโทษผู้กระทำผิด

แต่สำหรับหมอแล้ว การปราบคนพาล อภิบาลคนดี ดูแลส่งเสริมคนดี และอย่าให้คนชั่ว คนพาล มีอำนาจหรือลอยนวลจากการกระทำความผิดเป็นเรื่องที่ระลึกและต่อสู้มาโดยตลอดชีวิตข้าราชการตั้งแต่เป็นตำรวจจนมาเป็นหมอในปัจจุบัน ครับ

หมออยากฝากถึงทุกๆ ท่าน ตามพระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่หมอยึดมั่นปฏิบัติเสมอมา พระองค์ทรงพระราชทานไว้ว่า 

“ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้...”

ทร. สวธ. และ สภากาชาดไทย เชิญชวนประชาชนร่วมชมการแสดงกาชาดคอนเสิร์ต ครั้งที่ 49  พ.ศ 2566  แสงทิพย์แห่งอาภากร เสียงทิพย์จากราชนาวี” เทิดพระเกียรติองค์บิดาของทหารเรือไทย รายได้โดยไม่หักค่าใช้จ่าย โดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย ช่วยเหลือการพยาบาลผู้ป่วย 

(เมื่อ 14 มิถุนายน 66 ) เวลา 10.10 น. ณ ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ) กองทัพเรือ (ทร.) จัดการแถลงข่าว การจัดการแสดงกาชาดคอนเสิร์ต ครั้งที่ 49 ปี พ.ศ.2566 เพื่อเทิดพระเกียรติ องค์บิดาของทหารเรือไทย  “แสงทิพย์แห่งอาภากร เสียงทิพย์จากราชนาวี” โดยมีผู้ร่วมแถลงข่าวประกอบด้วย พลเรือเอก เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ นายเตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย พลเรือโท ชาติชาย ทองสะอาด รองเสนาธิการทหารเรือ สายงานกิจการพลเรือน ในฐานะประธานคณะกรรมการเตรียมการจากการแสดงกาชาดคอนเสิร์ต นายโกวิท  ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และ นาวาเอก พฤทธิธร สุมิตร ผู้บังคับกองดุริยางค์ทหารเรือ ฐานทัพเรือกรุงเทพ พร้อมผู้แทนองค์และหน่วยงานที่ร่วมสนับสนุน บริจาคเงินสบทุนสภากาชาดไทย 

“กาชาดคอนเสิร์ต” นี้ กองทัพเรือได้จัดให้มีขึ้นตามพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ได้ทรงมีพระราชปรารภกับผู้บัญชาการทหารเรือในขณะนั้น ให้กองทัพเรือจัดแสดงดนตรีโดย วงดุริยางค์ราชนาวี เพื่อเป็นการเผยแพร่ดนตรีแนวคลาสสิกให้เป็นที่แพร่หลายในหมู่ประชาชนชาวไทย และจัดหารายได้โดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย โดยไม่หักค่าใช้จ่าย  ในการช่วยเหลือรักษาพยาบาลเพื่อนมนุษย์ผู้เจ็บป่วยทั้งมวลให้ได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ซึ่งกองทัพเรือก็ได้ดำเนินการตามพระราชประสงค์ ตั้งแต่ปี 2504 เป็นต้นมา และได้จัดแสดงเป็นประจำทุกปี  จะมีเว้นบ้างตามสถานการณ์ ที่ไม่เอื้ออำนวย โดยวงดุริยางค์ราชนาวี นับได้ว่าเป็นวงซิมโฟนีออเคสตร้าแนวคลาสสิคชั้นนำวงหนึ่งของประเทศไทยที่ได้รับความนิยมและประสบความสำเร็จอย่างสูง ได้มีโอกาสบรรเลงในงานพระราชพิธี  รัฐพิธี ตลอดจนงานสำคัญต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ 
 
ในปี 2566 เป็นวาระครบรอบ 100 ปี แห่งการสิ้นพระชนม์ของ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์  กองทัพเรือ ได้จัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อกองทัพเรือเป็นอเนกอนันต์  โดยพระองค์ทรงริเริ่มวางรากฐานกิจการทหารเรือไทยให้มีความเข้มแข็ง มั่นคง สามารถทำหน้าที่เป็นรั้วของชาติทางทะเลได้อย่างดีตลอดมา

ส่งผลให้กองทัพเรือไทย มีความทันสมัย มีมาตรฐานทัดเทียมนานาอารยประเทศตราบจนถึงปัจจุบัน นอกจากนั้น ในด้านการดนตรี พระองค์ได้ทรงพระนิพนธ์เพลงที่มีเนื้อหาปลุกใจให้มีความรักชาติ กล้าหาญ ยอมสละชีวิตเพื่อชาติ โดยเพลงปลุกใจของพระองค์ นับว่าเป็นเพลงอมตะของทหารเรือ เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงเป็นอมตะอยู่ในจิตใจของทหารเรือทุกนาย และต่างซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์อย่างมิรู้ลืม โดยพร้อมใจกันถวายสมัญญานามพระองค์ท่านว่า "องค์บิดาของทหารเรือไทย" 
 
โดยในส่วน การแสดงกาชาดคอนเสิร์ต ในปีนี้ นับเป็นครั้งที่ 49  ใช้ชื่อการแสดงว่า “แสงทิพย์แห่งอาภากร เสียงทิพย์จากราชนาวี” เพื่อเทิดพระเกียรติพระองค์ท่าน ที่ทรงเป็นองค์บิดาของทหารเรือไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินรายได้จากการบริจาคโดยไม่หักค่าใช้จ่าย ทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ภานายิกาสภากาชาดไทย  โดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย  ทั้งนี้ สภากาชาดไทย จะนำเงินดังกล่าวไปช่วยเหลือประชาชนในโครงการและกิจการต่าง ๆ อาทิ โครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติและสาธารณภัย  โครงการศูนย์มะเร็งเต้านม กิจการอาสายุวกาชาดเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต  ศูนย์รับบริจาคอวัยวะต่อชีวิตเพื่อนมนุษย์  และโครงการมอบชีวิตใหม่แด่เพื่อนมนุษย์ด้วยการบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดโลหิต  เป็นต้น   

สำหรับรายการแสดง กาชาดคอนเสิร์ตครั้งที่ 49 ในครั้งนี้ วง Symphony orchestra ดุริยางค์ราชนาวี กองดุริยางค์ทหารเรือ ฐานทัพเรือกรุงเทพ จะบรรเลงเพลงคลาสสิค และเพลงร่วมสมัย ขับรองโดยนักร้องรับเชิญ อาทิ  ธงไชย แมคอินไตย์  สหรัถ  สังคปรีชา   ปิยนุช เสือจงพรู (จิ๋ว  เดอะสตาร์/ จิ๋ว  นิวจิ๋ว) กิตตินันท์  ชินสำราญ (กิต The voice )  กรกันต์  สุทธิโกเศศ   สรวีย์  ธนพูนหิรัญ (ผิงผิง  Golden song season 2 ) และ วศิน  พรพงศา  (วิน   Golden song  season 3 )  ร่วมด้วย นักร้องประสานเสียงดุริยางค์ราชนาวี  ในวันอังคารที่ 27 และวันพุธที่ 28 มิถุนายน 2566 เวลา 19.30 น. ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย  

ในการนี้ จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงินโดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย  โดยไม่หักค่าใช้จ่าย  สามารถร่วมบริจาคเงินโอนเงินผ่านบัญชี ธนาคารไทยธนชาติ บัญชีเลขที่  115 - 1 - 07541 -1 และ บัญชีธนาคารกรุงไทย หมายเลขบัญชี  662 - 3 - 43960 - 9  ชื่อบัญชี “กาชาดคอนเสิร์ต ครั้งที่ 49”  และ ส่งสำเนาใบโอนเงิน ไปที่ กรมการเงินทหารเรือ หมายเลขโทรสาร 024755557 หรือ LINE ID : FINN97531

ทั้งนี้ ผู้บริจาคเงินโดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทยจะได้รับสิทธิประโยชน์ จากสภากาชาดไทย และกองทัพเรือ  นอกจากนั้น ใบเสร็จรับเงิน ยังสามารถลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า (ดูรายละเอียดได้ที่ facebook fanpage  กองทัพเรือ royal thai navy และ กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ) หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรมการเงินทหารเรือ โทร.  024755683

เจนกิจ นัดไธสง รายงาน

เปิดมุมมืดในอเมริกา อันตราย ต้องระวังตัวไว้  ต้องมีสติในการท่องเที่ยว และต้องดูแลตัวเองให้ดี

ผู้ใช้ TikTok ที่มีชื่อว่า bemolibeam (เบโมลิบีม) ได้โพสต์คลิปสั้น เกี่ยวกับ ประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้เดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีใจความว่า ...

รวมมุมมืดในอเมริกา 
1 ทุบรถคือเรื่องปกติ สามารถพบเจอเศษกระจกได้โดยทั่วไปแจ้งตำรวจก็ไม่ได้ความคืบหน้า ไม่ค่อยจะได้อะไรเท่าไหร่ ที่ท่องเที่ยว แม้จะคนเยอะแต่ก็ไม่ปลอดภัย อาจจะต้องจ้างคนเฝ้ารถไว้ตลอดเวลา เราจึงไม่ควรเลือกขับรถเที่ยวที่ซานฟรานซิสโก 
2 คนไร้บ้านคือเรื่องปกติ สามารถพบเจอคนไร้บ้านทะเลาะกับคนกวาดถนนได้ แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะทำอะไรเราเท่าไหร่ แต่ถ้าเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง เพราะบางคนอาจจะมาตื้อขอเงิน 
3 รถไฟฟ้าใต้ดินเก่าและน่ากลัวมากๆ เป็นที่เสียขวัญของเรามากที่สุด จากประสบการณ์ที่ได้เข้าเมืองมาจากสนามบิน ก็ได้พบเจอกับแก๊งคนผิวสีที่ถือวิทยุและเปิดเพลงดังๆ กำลังรีดไถเงินคนอเมริกา อยู่ 
4 ถนนไม่ค่อยสะอาด สามารถเจอเศษอาหาร คราบขนม หรือบางครั้งก็เป็นรอยของสีที่คนเอามาสาดเล่น 
5 บางครั้งย่านอันตรายก็อยู่ติดกับย่านที่ปลอดภัยแค่เพียง 1 ช่วงตึก 
6 ป้ายรถเมล์ไม่มีบอกว่าเป็นป้ายรถเมล์ มีแค่กระดาษติดไว้แค่แผ่นเดียว ถ้าไม่มองให้ดีก็จะไม่เห็น 
7 อย่าเดินคนเดียวตอนกลางคืนเพราะยิ่งดึกยิ่งไม่ปลอดภัย 
8 เจอรถตำรวจเปิดไซเรนวิ่งอยู่ตลอดเวลา สำหรับที่นี่คือเรื่องปกติเพราะอาชญากรรมเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ต้องดูแลตัวเองให้ดี 
9 ตามสถานที่ท่องเที่ยวชอบมีคนมาพ่นสี เลยทำให้สถานที่สวยงามต้องเสียไปหมด 

และนี่คือตัวอย่างแต่ถ้ามีสติและดูแลตัวเองให้ดี ก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรมาก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top