Tuesday, 28 July 2026
Hard News Team

ไทยเฮ!! นานาชาติประชุมมรดกโลก หนุนปรับเขต ‘อช.ทับลาน’ เพื่ออนุรักษ์ ‘ดงพญาเย็น-เขาใหญ่’ ไม่ให้อยู่ในภาวะอันตราย

(14 ก.ย. 66) ผู้สื่อข่าวรายงาน การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 45 ในวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ เป็นการประชุมในวันที่ 3 โดยมีนายพืชภพ มงคลนาวิน รองอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วย นางรุ่งนภา พัฒนวิบูลย์ รองอธิบดีกรมอุทยานเเห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นำคณะผู้เเทนไทย จากกระทรวงการต่างประเทศ กรมอุทยานเเห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สำนักงานนโยบายและเเผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหน่วยประสานงานกลางอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก เข้าร่วมการประชุม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วาระการพิจารณาที่สำคัญ ในวันนี้คือ การพิจารณารายงานสถานภาพการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลกภาวะอันตราย ซึ่งเป็นการพิจารณาต่อเนื่องจากเมื่อวันที่ 12 ก.ย. และการพิจารณารายงานสถานภาพการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลก

โดยคณะผู้แทนไทยได้ให้การสนับสนุนการขอปรับแก้ไข ร่างข้อมติ ของประเทศต่าง ๆ และเห็นชอบต่อการเลื่อนการพิจารณารายงานฯ ‘Medieval Monuments in Kosovo’ แหล่งของเซอร์เบีย

ทั้งนี้ ได้มีการพิจารณารายงานฯ พื้นที่กลุ่มป่าดงพญาเย็น – เขาใหญ่ ของไทย ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบต่อข้อเสนอของไทยในการปรับแก้ไข (ร่าง) ข้อมติ เพื่อชี้ให้เห็นว่า การปรับขอบเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานจะไม่ส่งผลกระทบต่อคุณค่าของพื้นที่ และสถานภาพของแหล่งมรดกโลกแห่งนี้

โดยคณะกรรมการมรดกโลกมีข้อห่วงกังวล และเน้นย้ำให้ไทยดำเนินการตามแนวทาง การดำเนินงานของอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ซึ่งหากเพิกเฉยอาจนำไปสู่การขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกในภาวะอันตรายได้

โดยอินเดียได้เป็นผู้ยื่นคำขอปรับแก้ไขร่างวาระดังกล่าวตามที่ไทยได้ชี้แจง และมีสมาชิกกรรมการมรดกโลกให้การสนับสนุน ได้แก่ ญี่ปุ่น, โอมาน, บัลแกเรีย, อียิปต์, เอธิโอเปีย, กาตาร์, มารี, แอฟริกาใต้, เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์, รวันดา, แซมเบีย, ไนจีเรีย และซาอุดีอาระเบีย

‘อียู’ สั่งสอบรถยนต์ไฟฟ้าของ 'จีน' หลังพบราคาถูกเกินไป หวั่นยุโรปได้รับผลกระทบ หากเป็นการขายเพื่อตัดราคาคู่แข่ง

(14 ก.ย. 66) อียูจะทำการสืบสวนการอุดหนุนรถไฟฟ้าโดยภาครัฐจีน จากการเปิดเผยของอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปเมื่อวันพุธ (13 ก.ย.) พร้อมประกาศปกป้องอุตสาหกรรมยุโรปจาก ‘ราคาขายต่ำแบบเทียมๆ’

"เวลานี้ตลาดโลกท่วมไปด้วยรถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกกว่าของจีน และราคาของรถเหล่านั้นถูกคงไว้ในระดับต่ำแบบเทียมๆ ด้วยการอุดหนุนมหาศาลของภาครัฐ" ฟอน แดร์ ไลเอิน กล่าวระหว่างปราศรัยต่อรัฐสภายุโรปในสตาร์บวร์ก

ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปกล่าวต่อว่าการสืบสวนนี้อาจนำมาซึ่งการที่สหภาพยุโรปกำหนดจัดเก็บภาษีกับรถยนต์ไฟฟ้าเหล่านั้น ที่เชื่อว่าถูกวางจำหน่ายในราคาถูกอย่างไม่ยุติธรรม ซึ่งเป็นการขายตัดราคาบรรดาคู่แข่งสัญชาติยุโรปทั้งหลาย "ยุโรปเปิดกว้างสำหรับการแข่งขัน แต่ไม่ใช่การแข่งขันที่นำไปสู่จุดเสื่อม"

มีรายงานข่าวว่า ฝรั่งเศสคือชาติที่ผลักดันให้ ฟอน แดร์ ไลเอิน เปิดการสืบสวน ท่ามกลางความกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ ทั่วยุโรป ต่อกรณีที่ทวีปแห่งนี้ต้องพึ่งพิงผลิตภัณฑ์ของจีน

บรรดาผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติยุโรปต่างชื่นชมการสืบสวนในครั้งนี้ โดยมองมันในฐานะสัญญาณในทางบวก "คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังตระหนักถึงสถานการณ์ที่ไม่สมดุลมากขึ้นเรื่อยๆ ที่อุตสาหกรรมของพวกเราต้องเผชิญ และกำลังพิจารณาอย่างเร่งด่วนต่อการแข่งขันที่บิดเบี้ยวในภาคอุตสาหกรรมของเรา" Sigrid de Vries ผู้อำนวยการทั่วไปของสมาคมผู้ผลิตยานยนต์แห่งยุโรปกล่าว

เธียร์รี เบรตอง หัวหน้าตลาดภายในของอียู กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เตือนเกี่ยวกับแนวโน้มหนึ่งที่กำลังก่อตัวขึ้น แนวโน้มที่ยุโรปกำลังถูกผลักไปเป็นผู้นำเข้าสุทธิยานยนต์ไฟฟ้าและแผงโซลาร์เซลล์

ขณะเดียวกัน พวกผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่า จีน อาจแซงหน้าญี่ปุ่น กลายเป็นชาติผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลกในปีนี้

ฝรั่งเศสมีความกังวลอย่างยิ่งว่า ยุโรปจะตกเป็นฝ่ายตามหลังถ้าไม่ดำเนินการเชิงรุกมากกว่านี้ ยามที่ต้องเผชิญหน้ากับความเคลื่อนไหวต่างๆ ของจีน ที่มีการกีดกันทางการค้ามากกว่า

ก่อนหน้านี้ ฝรั่งเศสได้แถลงมาตรการต่างๆ ที่จะมอบการอุดหนุนยานยนต์ไฟฟ้าใหม่ บนพื้นฐานของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเหล่าผู้ผลิต ซึ่งมันจะทำให้รถยนต์ของจีนเจองานที่ยากลำบากมากขึ้น เนื่องจากบ่อยครั้งที่ผู้ผลิตสัญชาติจีนมักพึ่งพิงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน

ฟอน แดร์ ไลเอิน เรียกร้องให้อียูกำหนดแนวทางของตนเองในการรับมือกับจีน แต่บรรดามหาอำนาจยักษ์ใหญ่ของยุโรปบางส่วนอยากให้ดำเนินการอย่างระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงถูกตัดขาดความสัมพันธ์ทางธุรกิจ

แม้แสดงออกด้วยคำพูดที่แข็งกร้าว แต่ ฟอน แดร์ ไลเอิน กล่าวเช่นกันว่า มันเป็นเรื่องสำคัญสำหรับยุโรปที่ต้องธำรงไว้ซึ่งการติดต่อสื่อสารและการทูตกับจีน "เพราะว่ายังมีหัวข้อต่างๆ ที่เราสามารถและมีความร่วมมือระหว่างกัน ลดความเสี่ยง ไม่ใช่เพิ่มเป็นทวีคูณ นี่คือท่าทีของฉันที่มีต่อพวกผู้นำจีน ณ ที่ประชุมซัมมิตอียู-จีน ในช่วงปลายปี"

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เดินหน้าสร้างวัคซีนไซเบอร์ให้ประชาชน ลงนาม MOU  สร้างหลักสูตรการเรียนรู้ตลอดชีวิต ป้องกันภัยไซเบอร์

วานนี้ (13 ก.ย.66) เวลา 16.00 น. พลตำรวจเอกดำรงศักดิ์  กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ ศาสตราจารย์ ดร. บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) เรื่อง การพัฒนากิจกรรม/หลักสูตร/รายวิชาศึกษาทั่วไปเกี่ยวกับความรู้ด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ณ ห้องประชุม 202 อาคารจามจุรี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี พลตำรวจโท ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, รองศาสตราจารย์ ดร. สุวิธิดา  จรุงเกียรติกุล  ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาทั่วไปจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  พร้อมคณะทำงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันต้านภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี  จากหน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้แทนจากภาคเอกชน ร่วมเป็นเกียรติในพิธีฯ

ทั้งนี้ ตามนโยบาย พลตำรวจเอก ดำรงศักดิ์  กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  ที่ตระหนักถึงความสำคัญโดยสั่งการบูรณาการความร่วมมือ และผนึกกำลังทุกภาคส่วนเร่งสร้างเสริมภูมิคุ้มกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งสร้างปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน นั้น พลตำรวจเอก สมพงษ์ ชิงดวง ที่ปรึกษาพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันต้านภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมด้วยพลตำรวจโท ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงเร่งดำเนินการประสานงานไปยังทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง เพื่อผนึกกำลังสร้างเสริมภูมิคุ้มกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของสถานบันการศึกษาต่างๆ เพื่อเป็นการสร้างเสริมความรู้ ความเข้าใจ ไปยังกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำหนดจัดพิธีลงนามดังกล่าว เพื่อร่วมกันออกแบบกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาหลักสูตรและการจัดอบรมองค์ความรู้ด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการพัฒนาบุคลากรทุกภาคส่วนให้มีความรู้ความสามารถรับมือกับความเสี่ยงและภัยคุกคามจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนทางวิชาการ

'ไทด์' นำทีมร่วมกตัญญู ฝ่าเส้นทางวิบาก 4 ชม. ขึ้นดอยสบเมย เพื่อช่วยเหลือชาวเขา ที่ถูกน้ำป่าซัด ตัดเส้นทางเข้าออกหมู่บ้าน

(14 ก.ย. 66) นายเอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ หัวหน้าอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู นายโบ๊ท วิบูลย์นันท์ รองหัวหน้าอาสาสมัคร พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู นำรถออฟโรด ลำเลียงเครื่องอุปโภค-บริโภค และผ้าห่ม กว่า 200 ชุด เดินทางจากสำนักงานใหญ่มูลนิธิร่วมกตัญญู จังหวัดสมุทรปราการ พากันลุยขึ้นดอยไปที่ โรงเรียนบ้านแม่ตอละ ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน  เมื่อวานนี้ (13 ก.ย.)

เพื่อนำเครื่องอุปโภค-บริโภค และผ้าห่มไป มอบแจกจ่ายให้กับชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงโป ในชุมชนบ้านแม่ตอละ และโรงเรียนบ้านแม่ตอละรวมกว่า 140 ชุด แต่กว่าที่เจ้าหน้าที่จะเดินทางไปถึงที่ชุมชนแห่งนี้ ซึ่งอยู่บนดอยสูงของแม่ฮ่องสอน ทำให้การเดินทางค่อนข้างยากลำบาก บางจุดถึงออฟโรดของเจ้าหน้าที่ร่วมกตัญญู ถึงกับลื่นดินโคลนจนตกร่องถนน

ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาตลอดเส้นทาง การเดินทางใช้ระยะเวลาราว 4 ชั่วโมงกับระยะทางเพียงแค่ 70 กิโลเมตร จากตัวอำเภอสบเมย ซึ่งการเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านและเด็กๆ ในพื้นที่ของมูลนิธิร่วมกตัญญูครั้งนี้ สร้างความดีใจต่อพวกเขาเป็นอย่างมาก

นอกจากจะมอบถุงยังชีพ ผ้าห่มแล้ว คุณไทด์ เอกพันธ์ ยังควักเงินสดส่วนตัว มอบค่าขนมให้กับเด็กๆ คนละ 100 บาท จำนวน 77 คน คุณครูจำนวน 11 คน คนละ 500 บาท เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ นอกจากนั้นระหว่างทาง ทางคณะยังแวะไปยังโรงเรียนเลโคะ มอบเงินให้กับเด็กๆ จำนวน 59 คน พร้อมกับขนม จากนั้นเข้าไปมอบถุงยังชีพให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนที่ค่าย ตชด 337 จำนวน 30 ชุด

ครูทราย หนึ่งในคุณครูของโรงเรียนแห่งนี้ ให้สัมภาษณ์ว่า ต้องขอบคุณสำหรับมูลนิธิร่วมกตัญญู ที่เห็นถึงความเดือดร้อนของเด็กๆ และชาวเขาในชุมชนและเดินทางมาช่วยเหลือในครั้งนี้ ซึ่งนอกจากจะได้กำลังใจจากคนต่างถิ่นแล้ว สิ่งของที่ได้รับมอบในครั้งนี้จะสามารถทำให้นักเรียน และชาวเขากะเหรี่ยงนี้มีข้าวสารอาหารแห้งไว้บริโภคในครอบครัวได้อีกหลายวัน

ด้าน นายเอกพันธ์และนายโบ๊ท กล่าวว่า หลังจากที่ชุมชนและโรงเรียนแห่งนี้ได้รับผลกระทบจากวาตภัยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา อีกทั้งในพื้นที่ยังคงได้รับผลกระทบจากพายุฝนตกต่อเนื่อง จนทำให้การเดินทางเข้าออกของหมู่บ้านถูกตัดขาด ถนนสายหลักที่จะเข้าออกชุมชนแห่งนี้ถูกน้ำกัดเซาะ และมีดินสไลด์ขวางเส้นทาง

บางจุดถนนเละจนรถธรรมดาไม่สามารถเข้าออกหมู่บ้านได้ ต้องใช้รถโฟรวีลหรือรถออฟโรดยกสูงเท่านั้น ทำให้ชาวเขาจำนวนมากทั้งคนแก่และเด็กนักเรียนขาดแคลนอาหารในการดำรงชีพ จึงร้องขอความช่วยเหลือมูลนิธิร่วมกตัญญูเข้ามา ทางประธานมูลนิธิร่วมกตัญญู

โดย ดร.รัตนา สมสกุลรุ่งเรือง คุณสมศักดิ์ ปาลวัฒน์ ผู้จัดการมูลนิธิร่วมกตัญญู คุณบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมพิเศษ ได้สั่งแพคถุงยังชีพและระดมทีมกู้ภัยออฟโรดของอาสาสมัครและมูลนิธิร่วมกตัญญู ลำเลียงสิ่งของขึ้นมาช่วยเหลือชาวบ้านในครั้งนี้

ถึงแม้ว่าการเดินทางจะมหาโหดตลอดเส้นทางขึ้นเขานั้น แต่พอมาถึงได้เห็นรอยยิ้มของเด็กๆ และคนในชุมชน พวกเราก็หายเหนื่อยและรู้สึกดีใจที่เข้ามาช่วยเหลือ ซึ่งชุมชนและโรงเรียนแห่งนี้ พอเข้ามสัมผัสแล้วจะยิ่งน่าเห็นใจเป็นอย่างมาก

นอกจากจะอยู่ในถิ่นธุระกันดารแล้ว ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ มีเพียงแผงโซล่าเซลไม่กี่แผง ซึ่งก็ไม่เพียงพอต่อการผลิตไฟ ทำให้เด็กๆ ยังขาดสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัยอีกมาก จึงฝากเป็นสะพานบุญไปยังทุกภาคส่วน ที่อยากเข้ามาช่วยเหลือ ลองนึกถึงโรงเรียนแห่งนี้

แฉพฤติกรรมติ่งพรรคส้ม สร้างเงื่อนไขกีดกัน ‘สมบัติ ทองย้อย’ ไม่ให้ใช้เงินกองทุนประกันตัว เพราะเห็นต่าง ‘ม.112 - เชียร์เพื่อไทย’

(14 ก.ย. 66) ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ ‘ปีใหม่ ปีใหม่’ คนเสื้อแดงกองเชียร์พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นต่อกรณีนายสมบัติ ทองย้อย อดีตการ์ดเสื้อแดง ผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ลดโทษ 2 กรรม จำคุกรวม 6 ปี เหลือ 4 ปี อยู่ระหว่างรอฟังคำสั่งศาลฎีกาหลังจากยื่นขอประกันตัว

โดยปีใหม่ระบุว่า อาจเพราะเขาเคยเป็นการ์ดเสื้อแดง อาจเพราะเขาเคยเป็นการ์ด 3 นิ้ว ช่วงที่ไล่ประยุทธ์ และเรียกร้องแก้ รธน. ประกอบกับเขาไว้หนวดเครารุงรัง จึงถูกหมายหัวมากกว่าคนอื่น ว่าเป็นพวกฮาร์ดคอร์

ทั้งที่คุณหนุ่มเป็นผู้ชายธรรมดา หาเช้ากินค่ำ มีความอ่อนโยนเหมือนคนเป็นพ่อที่มีลูกสาวทั่วไป เขามีความรักศรัทธาในพี่โทนี และ พรรคเพื่อไทย ไปม็อบก็เพราะอยากได้เลือกตั้ง อยากได้ความยุติธรรมคืนพี่โทนีและนายกปู แกทุ่มเทอยู่ทุกลมหายใจ ตั้งแต่ไทยรักไทยถูกยุบ ก็เพื่อการนี้

เนื้อแท้แล้ว คุณหนุ่มมีความจงรักภักดีต่อสถาบันมาก แกไม่สนับสนุนให้ยกเลิก 112 แม้ว่าแกจะโดนโทษ 112 หนักขนาดนี้ "ผมว่า 112 ไม่ได้มีปัญหา ปัญหาคือการบังคับใช้ สถาบันยังจำเป็นต้องมีกฎหมายพิเศษคุ้มครอง"

คุณหนุ่มเล่าให้ปีใหม่ฟังใน Clubhouse หลังวันที่แกได้ประกันตัวออกมารอบแรก ยืนยันหนักแน่นไม่เคยเห็นด้วยกับการยกเลิก 112 ซึ่งนี่เองเป็นเหตุให้คุณหนุ่มถูกทวงบุญคุณ ถูกผลักไสไล่ส่งไม่ให้ใช้เงินกองทุนประกันตัว

คุณหนุ่มติดคุกมาแล้วประมาณ 10 เดือน จึงได้ประกันตัวออกมาสู้คดีหลังเพียรพยายามยื่นขอศาลครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อศาลอนุญาตเขาก็ใช้ชีวิตอยู่นอกคุกมาเกือบปี รับจ้างติดเครื่องกรองน้ำหาเลี้ยงปากท้อง เวลาว่างก็ไปช่วยคุณเคทำกิจกรรมหลอมรวมแดงเหลือง

เมื่อวานเขาไปฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เขาสารภาพว่าโพสต์เองจริง ศาลจึงลดโทษให้เหลือ 4 ปี

ศาลเรียกเงินประกันตัว 6 แสน เพื่อออกมาฎีกาต่อ แต่ปัญหาคือ ‘แกไม่มีเงิน’ ที่ผ่านมาใช้เงินกองทุนประกันตัวของกลุ่มนักกิจกรรมกลุ่มนั้น ซึ่งหลังประกันตัวออกมารอบแรก คุณหนุ่มเชียร์พรรคเพื่อไทย ไม่เชียร์พรรคเขา ประกอบกับท่าทีจงรักภักดีต่อสถาบัน ไม่สนับสนุนการยกเลิก 112 ทำให้ติ่งกดดันไม่อยากให้คุณหนุ่มใช้เงินประกันของกองทุน

"ให้พรรคเพื่อไทยช่วยมึงสิ"
"ไม่อยากให้ใช้กองทุนประกันตัว"
"อยากเห็นมึงติดคุก"
นี่คือคำพูดของติ่งที่เราเห็นตามโพสต์ทั่วไป เป็นคำที่คุณหนุ่มเจ็บช้ำที่สุด

พวกเขาเปิดรับบริจาคโดยบอกผู้มีจิตเมตตาว่า เพื่อเป็นกองทุนประกันตัวผู้ต้องหาคดี 112 และนักกิจกรรมทางการเมือง ไม่ได้ระบุว่าคนนั้นจะต้องเลือกพรรคก้าวไกล ห้ามเลือกเพื่อไทย แต่วันนี้กลับมีเงื่อนไขกดดันแบบนั้นงอกออกมา

แปลว่าเขาทำเพื่อพรรคการเมือง ‘ก้าวไกล’ ไม่ใช่เพื่อมนุษยธรรม ใครถูก 112 กระทำถ้าไม่ใช่พวกเขา ความคุ้มครองช่วยเหลือก็จะไม่เจือจานไปถึง

คำกล่าวอ้างต้องแก้ 112 เพื่อไม่ให้ทำลายผู้บริสุทธิ์จึงเป็นเพียง ‘เทคนิคหาเสียง’ เท่านั้น

คืนนี้คุณหนุ่มยังอยู่ในคุก...กระบวนการขอประกันตัวยังไม่สำเร็จ พรุ่งนี้ก็ได้แต่หวังว่าคุณหนุ่มจะได้อิสรภาพออกมา เป็นสารถีขับพาคุณ เค สามถุยส์ ออกไปทำภารกิจ ‘สมานฉันท์’ เพื่อชาติ ภารกิจเพื่อพรรคเพื่อไทย เพื่อพี่โทนีเหมือนที่เคยปฏิบัติไม่ว่างเว้น

แต่ใครจะรู้ว่า อิสรภาพของเขาจะได้กลับคืนพรุ่งนี้ มะรืนนี้ หรือเมื่อไหร่ เขาไม่มีใคร เขาไม่มีเส้นสาย เขาไม่มีเงินประกันตัว…

เขามีแต่หัวใจที่จงรักภักดีต่อสถาบัน หัวใจที่ผูกพันต่อพรรคเพื่อไทย หัวใจที่ศรัทธาต่อพี่โทนี เขามีแต่สิ่งเหล่านี้ แม้จะแลกกับอิสรภาพให้เขาไม่ได้ แต่ปีใหม่ก็เชื่อเหลือเกินว่า เขาไม่มีวันเสื่อมคลายจากศรัทธานั้น

สงสารสุดหัวใจ แต่ทำได้แค่รอ...รอฟังข่าวดีวันพรุ่งนี้…

‘ไต้หวัน’ โวย!! พบเครื่องบิน 28 ลำของกองทัพจีน บินเข้ามาในเขตป้องกันทางอากาศของไต้หวัน

(14 ก.ย. 66) กระทรวงกลาโหมไต้หวัน แถลงว่า พบเครื่องบิน 28 ลำของกองทัพอากาศจีน อยู่ในเขตป้องกันทางอากาศของไต้หวันเมื่อเช้าวันที่ (13 กันยายน) ซึ่งเครื่องบินเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการจีน เพื่อก่อกวนไต้หวัน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไต้หวันออกมาระบุว่า จีนยกระดับการทำกิจกรรมทางทหารใกล้เกาะไต้หวันเพิ่มมากขึ้น และจีนแสวงหาการอ้างอธิปไตยเหนือไต้หวันมาตลอด แม้ไต้หวันปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แต่จีนมองว่า ไต้หวันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของแผ่นดินใหญ่

กระทรวงกลาโหมไต้หวัน ระบุต่อไปว่า เมื่อเวลาประมาณ 06.00 ตามเวลาท้องถิ่น เครื่องบินรบจีนหลายสิบลำ รวมถึงเครื่องบินขับไล่ เจ-10 ได้บินเข้ามาทางฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของเขตป้องกันทางอากาศของไต้หวัน

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องบินรบบางลำของจีน บินข้ามช่องแคบบาชิ เพื่อปฏิบัติการซ้อมรบร่วมกับเรือบรรทุกเครื่องบินซานตงในมหาสมุทรแปซิฟิก

อย่างไรก็ตาม กองกำลังไต้หวัน เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมถึงส่งเครื่องบินขับไล่ปกป้องน่านฟ้า ซึ่งไต้หวันมักใช้วิธีส่งเครื่องบินขับไล่พิทักษ์น่านฟ้า เพื่อตอบโต้ที่เครื่องบินรบจีนรุกล้ำน่านฟ้า 
ก่อนหน้านั้น เมื่อวันจันทร์ (11 กันยายน) กระทรวงกลาโหมไต้หวัน เปิดเผยว่า กองเรือรบจีนนำโดยเรือบรรทุกเครื่องบินซานตง ได้เคลื่อนตัวเข้าสู่ฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกเพื่อซ้อมรบ

ตร.จราจรโครงการพระราชดำริ พา ‘คุณหมอ’ ฝ่าสายฝนข้ามจังหวัด นำส่ง ‘หัวใจ’ ให้คนไข้ผ่าตัด ท่ามกลางการจราจรติดขัด-เวลาจำกัด

เมื่อไม่นานนี้ พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศจร.ตร.) เปิดเผยว่า ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ กองบังคับการตำรวจจราจร อำนวยความสะดวกการจราจรเร่งนำส่งอวัยวะหัวใจส่ง รพ.ศิริราช ได้ทันเวลา

โดยเมื่อวันที่ 11 ก.ย. 66 เวลาประมาณ 17.35 น. ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริได้รับการประสานงานจากศูนย์บริจาคอวัยวะ รพ.สมุทรสาคร ผ่านศูนย์วิทยุจราจรโครงการพระราชดำริ แจ้งว่าขอสนับสนุนนำอวัยวะหัวใจจาก รพ.สมุทรสาคร ส่งยัง รพ.ศิริราช หลังจากรับแจ้ง ตำรวจโครงการพระราชดำริได้นำกำลังตำรวจไปรอรับที่ รพ.สมุทรสาคร เพื่ออำนวยความสะดวกการจราจร เร่งนำส่งอวัยวะหัวใจไปยัง รพ.ศิริราช แต่การนำส่งหัวใจในครั้งนี้เหลือเวลาที่จำกัด และเป็นเวลาช่วงเย็นที่มีฝนตก สภาพการจราจรค่อนข้างหนาแน่น คุณหมอจึงตัดสินใจนำอวัยวะหัวใจขึ้นซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ

โดยมี ร.ต.ต.ศักดิ์ชาย กระแสร์ญาณ เป็นผู้ขับขี่มุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลเป้าหมายทันที ระหว่างทางมีฝนตกลงมาอย่างหนัก แต่ทั้งหมอ และตำรวจทุกนายก็มีความมุ่งมั่นที่จะนำพาหัวใจดวงนี้ไปยัง รพ.ที่หมาย รวมถึงได้รับความร่วมมือจากตำรวจจราจร สน.ท้องที่ ในเส้นทางทุกพื้นที่ และผู้ใช้เส้นทางที่ช่วยเปิดทางให้จนภารกิจชีวิตในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี

พล.ต.ท.นิธิธรกล่าวว่า ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริได้เปิดเส้นทางนำส่งอวัยวะหัวใจ ซึ่งระยะเวลาตั้งแต่ผ่าตัดหัวใจของผู้บริจาค จนกระทั่งปลูกถ่ายให้ผู้รับ มีเวลาเพียง 4 ชั่วโมงเท่านั้น (อวัยวะหัวใจหากทำการผ่าตัดออกมาจากร่างกายของผู้บริจาคแล้วจะอยู่ได้ไม่เกิน 4 ชั่วโมง นับจากเวลาที่ปิดทางเดินเลือดในการผ่าตัดหัวใจของผู้บริจาค จนกระทั่งเปิดให้เลือดผ่านหัวใจใหม่ในร่างกายของผู้รับการปลูกถ่าย) จึงเป็นภารกิจที่ต้องแข่งกับเวลา

กรณีนำส่งอวัยวะหัวใจในครั้งนี้ นับเป็นรายที่ 73 แล้ว ที่ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำรินำส่งอวัยวะลุล่วงจนแพทย์สามารถปลูกถ่ายหัวใจ ต่อชีวิตใหม่ให้กับผู้รับบริจาคได้

ทั้งนี้ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศจร.ตร. ได้ชมเชยการปฏิบัติหน้าที่ของทีมตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างมืออาชีพ มีทักษะคล่องแคล่ว สามารถให้ความช่วยเหลือ เป็นที่พึ่งของประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ซึ่งถือเป็นหนึ่งตัวอย่างของตำรวจจราจรที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยจิตอาสาบริการ มีมาตรฐานสากล ตามแนวทางการสร้าง ‘สุภาพบุรุษจราจร’ ที่ ศจร.ตร.กำลังขับเคลื่อนสร้างมาตรฐานตำรวจจราจรทั่วประเทศ เพื่อยกระดับการบริการประชาชน สร้างความเชื่อถือศรัทธา และนำไปสู่การลดอุบัติเหตุบนท้องถนนในที่สุด

นอกจากนี้ พล.ต.ท.นิธิธรกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ยังมีผู้รอรับการบริจาคอวัยวะอยู่มากกว่า 6,000 คนทั่วประเทศ จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมต่อลมหายใจให้กับผู้ป่วย เพราะการบริจาคอวัยวะแก่เพื่อนมนุษย์ คือที่สุดแห่งการให้ โดยตำรวจจราจรพร้อมสานต่อเจตนารมณ์ของผู้บริจาค และเติมเต็มความหวังของผู้รับบริจาค เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างชีวิตใหม่ อำนวยความสะดวกนำทางส่งต่ออวัยวะสำคัญ

‘ซีเรีย’ ร้อง!! UN จัดการ ‘สหรัฐฯ’ ให้จ่ายเงินชดเชยค่าเสียหาย หลังใช้สงครามบังหน้า ก่อนเข้ายึดครองดินแดน-ขโมยน้ำมัน

(14 ก.ย. 66) ‘ซีเรีย’ เรียกร้องสหประชาชาติ ให้ดำเนินการเอาผิดกับสหรัฐฯ ต่อกรณียึดครองดินแดนบางส่วนของซีเรีย เช่นเดียวกับลอบสกัดทรัพยากรทางธรรมชาติในพื้นที่เหล่านั้นอย่างผิดกฎหมาย ตามรายงานของสำนักข่าวซานา สื่อมวลชนแห่งรัฐเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

นอกจากนี้แล้ว ดามัสกัส ยังเรียกร้องขอเงินชดเชยจากวอชิงตัน สำหรับสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า เป็นการปล้นน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของประเทศ

ในรายงานชิ้นหนึ่งที่เผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์ (10 ก.ย.) สำนักข่าวซานา อ้างอิงหนังสือของกระทรวงการต่างประเทศของซีเรีย ที่ส่งถึง ‘อันโตนิโอ กูเตอร์เรส’ เลขาธิการใหญ่แห่งสหประชาชาติ เช่นเดียวกับ แอลเบเนีย ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานหมุนเวียนคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติประจำเดือนกันยายน

โดยในหนังสือดังกล่าว เรียกร้องให้องค์กรระหว่างประเทศแห่งนี้หยุดสหรัฐฯ จากการละเมิดกฎหมายสากลและกฎบัตรสหประชาชาติ ด้วยการประจำการทหารอย่างผิดกฎหมาย ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ

กระทรวงการต่างประเทศของซีเรีย อ้างอีกว่า นอกจากนี้แล้ว วอชิงตันและกลุ่มติดอาวุธพันธมิตร ยังกระทำผิดด้วยการฉกชิงทรัพยากรทางยุทธศาสตร์ และความมั่งคั่งของประเทศอีกด้วย

ในหนังสือดังกล่าวได้ประเมินความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อม ที่เกิดขึ้นกับภาคอุตสาหกรรมน้ำมันและเหมืองที่มั่งคั่งของซีเรีย จากฝีมือของกองทัพสหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี 2011 จนถึง 2023 อยู่ที่ประมาณ 115,200 ล้านดอลลาร์

โดยในหนังสือได้ปิดท้าย เรียกร้องให้ลงโทษพวกเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ สำหรับการขโมยและบอกว่ารัฐบาลอเมริกาจำเป็นต้องจ่ายชดเชยแทนคนเหล่านี้ นอกจากนี้แล้ว พวกเขายังเรียกร้องให้ถอนบุคลากรทางทหารของอเมริกาทุกรายออกจากซีเรีย พร้อมกับคืนบ่อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั้งหมด กลับคืนสู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลซีเรีย

เมื่อช่วงปลายเดือนที่แล้ว พลเอกมาร์ค มิลลีย์ ประธานคณะเสนาธิการร่วมแห่งกองทัพสหรัฐฯ คาดการณ์ว่า ทหารอเมริกาจะยังคงประจำการในประเทศแห่งนี้ต่อไปอีกในอนาคตอันใกล้ โดยเน้นว่า วอชิงตันจะไม่มีวันเดินหนีออกจากตะวันออกกลาง อ้างถึงอันตรายจากพวนักรบรัฐอิสลาม (ไอเอส) ในภูมิภาค นอกจากนี้ เขายังยอมรับว่าน้ำมันเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่อเมริกาจะไม่ถอนตัวจากภูมิภาคนี้

‘ซีเรีย’ ดำดิ่งสู่ความขัดแย้งในปี 2011 เมื่อกลุ่มฝ่านค้านลุกฮือต่อต้านรัฐบาลของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด จากนั้นในปี 2015 อัสซาดเผชิญกองทัพรัสเซียเข้าช่วยเหลือกองกำลังของพวกเขาในการสู้รบกับกลุ่มไอเอส ในขณะที่สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการทางทหารของตนเองหนึ่งปีก่อนหน้านั้น ทว่าไม่ได้เป็นการเชิญจาก อัสซาด แต่อย่างใด

‘พิธา’ ติดอันดับ ‘TIME100 Next 2023’ ด้านผู้นำที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลง

เมื่อวานนี้ (13 ก.ย. 66) นิตยสาร Time สื่อดังในสหรัฐอเมริกา เผยแพร่ผลการจัดอันดับ ‘TIME100 Next 2023’ ว่าด้วยผู้นำหน้าใหม่จากทั่วโลกที่กำลังกำหนดอนาคตและกำหนดความเป็นผู้นำรุ่นต่อไป ซึ่งพบว่า พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (Pita Limjaroenrat) หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นคนไทยคนเดียวที่อยู่ในรายชื่อ 100 บุคคลสำคัญในการจัดอันดับดังกล่าว

โดย Time บรรยายว่า สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่าชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดของเขา ซึ่งพรรคก้าวไกลได้คะแนนเสียงร้อยละ 38 ของผู้ออกเสียงเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2566 คือชายผู้นี้ที่จบการศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พยายามทำให้วาระที่ถูกมองว่ารุนแรง (Radical) ของพรรคนั้นบรรลุเป้าหมาย นั่นคือการปฏิรูปกองทัพและสถาบันพระมหากษัตริย์

นโยบายของพรรคก้าวไกล เช่น การยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร นั่นทำให้เส้นทางของ พิธา ถูกสกัดขัดขวางทั้งจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ตลอดจนความท้าทายมากมายจากข้อกกฎหมาย พิธา เล่าว่า ตนเริ่มสนใจการเมืองตั้งแต่ถูกทางบ้านส่งไปเรียนที่ประเทศนิวซีแลนด์เมื่อครั้งยังเป็นวัยรุ่น ซึ่งปัจจุบัน แม้พิธาจะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ขบวนการปฏิรูปที่เขาเป็นผู้นำสัญญาว่าจะสร้างแรงผลักดันต่อไป โดยเฉพาะในหมู่เยาวชนไทย

“ผมภูมิใจกับความสำเร็จของเรา และเราสามารถทำอะไรได้อีกมากมายเพื่อตรวจสอบและถ่วงดุลในรัฐสภาและพูดในนามของประชาชน” หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าว

'มือเศรษฐกิจจุลภาค' ชี้!! จ่ายเงินสองรอบ ผลดีผู้กู้ ช่วยให้ลดเงินต้นและดอกเบี้ยได้อย่างรวดเร็ว

(14 ก.ย. 66) นายพลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์ มือเศรษฐกิจจุลภาค อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Ta Plus Sirikulpisut' ระบุว่า...

ความเห็นของคุณ ศิริกัญญา แสดงให้เห็นว่าท่านไม่เข้าใจเรื่องเศรษฐกิจการเงินจริง ๆ

การจ่ายเงินเดือน สองรอบในหนึ่งเดือน ถ้าหากทำได้จะเพิ่มสภาพคล่องให้ ผู้รับเงินเดือน และหากผู้มีเงินกู้ ให้ตัดส่งยอดเพิ่มในกลางเดือน โดยหารสองจากที่เคยส่งเดือนละครั้งเป็นเดือนละสองครั้ง จะส่งผลให้ลดเงินต้นและดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว

ขอให้กระทรวงการคลังทำให้ครบวงจร จะช่วยลดภาระได้มากครับ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top