Tuesday, 28 July 2026
Hard News Team

รู้จัก ‘พลโทณรงค์ สาลีรัฐวิภาค’ ผู้บุกเบิกกิจการด้านพลังงานของไทย บิดาของ ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ รมว.กระทรวงพลังงาน คนปัจจุบัน

ชื่อ ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ ที่ปรากฏในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของ ครม. ชุดใหม่อาจเป็นเซอร์ไพรส์ทางการเมืองที่หลายคนคาดไม่ถึง แต่สำหรับผู้ที่ติดตามแนวคิดและแนวทางของพรรครวมไทยสร้างชาติมาตลอดย่อมทราบดีว่า ‘พีระพันธุ์’ เคยนำเสนอหลักคิดและนโยบายด้านพลังงานมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้กลไกด้านกฎหมายที่เขาเชี่ยวชาญมาปรับปรุงโครงสร้างด้านพลังงานของประเทศให้มีประสิทธิภาพและสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่ประชาชน เช่น นโยบายการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปเสรีเพื่อลดราคาน้ำมัน เป็นต้น

ยิ่งไปกว่านั้น ‘พีระพันธุ์’ ยังมีพื้นฐานชีวิตที่เกี่ยวข้องกับผู้บุกเบิกกิจการพลังงานในอดีต ซึ่งมีส่วนปลูกฝังตัวตนของเขาในปัจจุบัน

ในอดีต คุณพ่อของเขา ‘พลโทณรงค์ สาลีรัฐวิภาค’ ถือเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกกิจการด้านพลังงานของไทย โดยดำรงตำแหน่งเจ้ากรมการพลังงานทหาร และผู้อำนวยการองค์การเชื้อเพลิง สังกัดกระทรวงกลาโหม ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเร่งรัดพัฒนาประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเป็นผู้บุกเบิกก่อสร้าง ‘โรงกลั่นน้ำมัน’ แห่งแรกของประเทศไทย ที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2502 

และเป็นผู้ก่อตั้งปั๊มน้ำมัน ‘สามทหาร’ เพื่อจำหน่ายน้ำมันที่ขุดและกลั่นได้เองจากโรงกลั่นน้ำมันที่อำเภอฝางให้ประชาชนใช้ในราคาถูก และเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเลียมสมัยใหม่ในประเทศในเวลาต่อมา โดยรัฐบาลสมัยพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ได้แปรสภาพองค์การเชื้อเพลิงและปั๊มน้ำมันสามทหารให้กลายมาเป็น ‘การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย’ ซึ่งกลายมาเป็น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในปัจจุบัน

พลโทณรงค์ฯ เข้าดำรงตำแหน่งเจ้ากรมการพลังงานทหารและรักษาราชการผู้อำนวยการองค์การเชื้อเพลิงในปี พ.ศ. 2497 ก่อนดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การเชื้อเพลิงเต็มตัวในปีถัดมา ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยกำลังเตรียมเจรจายกเลิกข้อผูกพันหลังสงครามที่ทำไว้กับบริษัทต่างชาติอย่างเสียเปรียบ โดยในข้อผูกพันดังกล่าวนั้นได้กำหนดเงื่อนไขให้บริษัทน้ำมันต่างชาติซึ่งเป็นบริษัทในเครือของประเทศผู้ชนะสงคราม สามารถเข้ามาทำการค้าขายน้ำมันในประเทศไทยได้อย่างเสรี และผูกขาดการขายน้ำมันให้แก่รัฐบาลไทย ขณะที่รัฐบาลไทยไม่สามารถทำธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมันและไม่สามารถจำหน่ายน้ำมันให้แก่หน่วยงานราชการและประชาชน ยกเว้นในกิจการทหาร

ต่อมารัฐบาลไทยสามารถเจรจาต่อรองปรับแก้สัญญาให้คนไทยสามารถเปิดดำเนินกิจการน้ำมันได้เองเช่นเดียวกับบริษัทต่างชาติ โดยมีพลโทณรงค์ สาลีรัฐวิภาค บิดาของ ‘พีระพันธุ์’ เป็นทั้งบุคลากรหลักในการเจรจาและเป็นทั้งผู้การวางรากฐานให้องค์การเชื้อเพลิงเป็นผู้ดำเนินการจัดหาและกลั่นน้ำมัน รวมทั้งดำเนินธุรกิจบริการน้ำมันเชื้อเพลิงให้ประชาชนในราคาถูกภายใต้ชื่อว่า ‘ปั๊มสามทหาร’ โดยต่อมา ‘องค์การเชื้อเพลิง’ และ ‘ปั๊มสามทหาร’ ก็ได้แปรสภาพมาเป็น การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และกลายมาเป็น บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ส่วน ‘ปั๊มสามทหาร’ ทั้งหมด ก็กลายมาเป็น ‘ปั๊ม ปตท.’ ในปัจจุบัน

รัฐบาลไทยในขณะนั้นยังได้เชิญภาคเอกชนมาร่วมทำการสำรวจหาแหล่งปิโตรเลียม และกลั่นน้ำมันในประเทศไทยอย่างกว้างขวาง ซึ่งถือเป็นยุคบุกเบิกอุตสาหกรรมปิโตรเลียมสมัยใหม่ในประเทศ

เมื่อรัฐบาลไทยในช่วงเวลาดังกล่าวได้เข้ามาดำเนินธุรกิจปิโตรเลียมอย่างจริงจัง พลโทณรงค์ฯ จึงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในนามของกรมการพลังงานทหารและองค์การเชื้อเพลิงในกิจการพลังงานของประเทศ โดยเฉพาะการขุดเจาะน้ำมันที่เริ่มต้นเป็นครั้งแรกของประเทศที่ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันดิบแห่งแรกที่พบในประเทศไทย 

โดย พลโทณรงค์ฯ เป็นผู้ลงมือคุมการดำเนินการและการก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันแห่งแรกของประเทศที่อำเภอฝางด้วยตนเอง จนประสบความสำเร็จอย่างงดงาม นำความภาคภูมิใจมาให้คนไทยและกองทัพไทยอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่ผลักดันให้เกิดการตื่นตัวเรื่องจัดหาและพึ่งพาทรัพยากรพลังงานในประเทศ จนพัฒนาไปสู่การสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศไทยในปัจจุบัน

ในระหว่างการบุกเบิกการขุดเจาะน้ำมันที่อำเภอฝาง พลโทณรงค์ฯ ยังได้ถวายการต้อนรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งเสด็จทอดพระเนตรกิจการของหน่วยสำรวจน้ำมันอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และทรงประทับแรม ณ พระตำหนัก ในบริเวณโรงกลั่นน้ำมันฝาง เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2501 ด้วย

ด้านชีวิตส่วนตัว พลโทณรงค์ สาลีรัฐวิภาค เกิดเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2452 เป็นบุตรชายของ พระยาสาลีรัฐวิภาค และ คุณหญิงขนิฐา สาลีรัฐวิภาค จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และได้เข้าศึกษาต่อที่คณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนสำเร็จเตรียมแพทย์รุ่นเดียวกับ ศาสตราจารย์ นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว โดยเขาเลือกที่จะไม่ศึกษาต่อด้านการแพทย์ แต่สอบทุนเล่าเรียนหลวงไปศึกษาต่อ ณ ประเทศฟิลิปปินส์ จนได้รับปริญญาตรีด้านการประมงและด้านสัตววิทยา

หลังสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ พลโทณรงค์ฯ ได้เข้ารับราชการในกองการประมง กระทรวงเกษตราธิการ ก่อนขอโอนย้ายไปเป็นข้าราชการทหาร และได้ใช้ความสามารถช่วยเหลือราชการในการเจรจาการค้ากับต่างประเทศในยุคที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะปัญหาการค้าข้าวและน้ำมัน จนได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยเลขาธิการคณะรัฐมนตรี รักษาการผู้ช่วยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และ รักษาการปลัดกระทรวงเศรษฐการ และต่อมามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงเศรษฐการ (ปัจจุบันคือกระทรวงพาณิชย์) ก่อนโอนมาดำรงตำแหน่งเจ้ากรมการพลังงานทหาร และ ผู้อำนวยการองค์การเชื้อเพลิงที่ดูแลเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศ ตั้งแต่ยุคสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม จนถึงยุค จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ 

จากนั้นจึงย้ายไปช่วยปฏิบัติราชการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมเมื่อ พ.ศ. 2509 จนเกษียณอายุราชการ ภายหลังเกษียณอายุ พลโทณรงค์ฯ ยังรับเป็นอาจารย์พิเศษในภาควิชาวิทยาศาสตร์การอาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยไม่รับเงินเดือนด้วย

ด้านชีวิตครอบครัว พลโทณรงค์ฯ สมรสกับ นางโสภาพรรณ (สกุลเดิม สุมาวงศ์) บุตรีพระมนูเวทย์วิมลนาถ และคุณหญิงแฉล้ม มนูเวทย์วิมลนาถ มีบุตรธิดา 5 คน โดย ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ เป็นบุตรคนที่ 4

‘พีระพันธุ์’ เคยเล่าถึงแนวคิดและทัศนคติของคุณพ่อของเขาว่า “คุณย่าเคยเล่าเรื่องคุณพ่อสมัยหนุ่ม ๆ บางวันคุณพ่อกลับบ้านมาเท้าเปล่า คุณย่าก็ถามถึงรองเท้าเพราะนึกว่าคุณพ่อไปลืมไว้ คุณพ่อตอบว่า ไม่ได้ลืมที่ไหน แต่ตอนขับรถกลับบ้าน เห็นคนแก่เดินข้างถนน ไม่มีรองเท้าใส่ ก็เลยถอดให้เค้าไป...คุณพ่อคอยปลูกฝังผมกับลูก ๆ ทุกคนมาตลอดว่า เรามีความรู้ เรามีโอกาสที่ดีกว่าคนอื่น เราต้องเอาความรู้ เอาโอกาสของเราไปช่วยเหลือคนอื่น ถ้าหากว่าเราเอาแต่ตัวเราคนเดียว สุดท้ายเราอยู่คนเดียวไม่ได้ เราต้องแบ่งปันช่วยเหลือคนอื่นด้วย คุณพ่อจะสอนเราแบบนี้และเป็นแนวทางที่คุณพ่อรับมาจากคำสอนของคุณปู่อีกที...คุณพ่อเป็นคนที่ทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศจริง ๆ ผมไม่เคยเห็นวันไหนที่คุณพ่อไม่ทำงาน ผมเคยถามว่า พ่อไม่นอนเหรอ? คุณพ่อบอกว่า พ่อยังทำงานไม่เสร็จ ผมถามว่า พ่อทำอะไร? คุณพ่อตอบว่า ทำงานให้บ้านเมือง”

นอกจากการปฏิบัติหน้าที่และสร้างผลงานอันเป็นคุณูปการต่อแผ่นดินไทยไว้มากมายแล้ว พลโทณรงค์ฯ ยังได้ถ่ายทอดสปิริตของการทำงานเพื่อบ้านเมืองและการช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาสไว้ให้ทายาทรุ่นหลังอย่าง ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ ได้ทำหน้าที่สานต่อสืบไปด้วย

เจ้ากระทรวงพลังงานคนใหม่นี้จึงน่าจับตาอย่างยิ่ง! 

ไขข้อสงสัย!! เหตุใด ‘ผู้ชาย’ ส่วนใหญ่ถึงไม่อยากให้ ‘ผู้หญิง’ เก่งกว่า เพราะจุดหนึ่งของความสําเร็จ อาจทำให้เธอไม่เห็นหัวคุณผู้ชายอีกเลย

เมื่อไม่นานนี้ นายอดินันท์ หรือ ‘โค้ชอดินันท์’ ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ในครอบครัว ได้โพสต์คลิปวิดีโอผ่านติ๊กต็อก ‘Coachadinan’ ในหัวข้อ ‘จะเกิดอะไรขึ้น? เมื่อผู้หญิงเก่งกว่าผู้ชาย’ โดยในคลิปโค้ชอดินันท์ได้ระบุว่า…

เวลาที่ ‘ผู้หญิง’ ทำอะไรเก่งกว่า ‘ผู้ชาย’ เช่น หาเงินเก่งกว่า หรือทํางานเก่งกว่า ในระยะยาวอาจจะมีปัญหาตามมาได้ เหตุเพราะว่า เวลาที่ผู้ชายมีความรู้สึกว่าตัวเองกำลังแพ้ผู้หญิง อาจทำให้เกิดความกระทบกระเทือนทางอารมณ์ จนร่างกายของผู้ชายเกิดการเสียสมดุลของสารที่เรียกว่า ‘เซโรโทนิน’ (Serotonin) ซึ่งเป็นสารเคมีชนิดหนึ่งในร่างกาย ที่มีคุณสมบัติเป็นทั้งสารสื่อประสาทและเป็นฮอร์โมน มีหน้าที่ควบคุมความรู้สึกเจ็บปวด ความหิว ความอิ่ม ความอยากอาหาร การนอนหลับ อารมณ์ทางเพศ และความรู้สึกสุขสงบ ช่วยระงับความโกรธและความก้าวร้าว

ดังนั้น หากร่างกายของผู้ชายเกิดการเสียสมดุลของเซโรโทนินไป อาจทำให้ผู้ชายเกิดอาการซึมเศร้า เกิดความเครียด วิตกกังวล อยู่ไม่สุข โกรธง่าย หงุดหงิด หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงได้

อีกทั้ง ผู้หญิงส่วนใหญ่ก็เป็นเพศที่ไม่สามารถรับได้ หากต้องเจอกับผู้ชายที่มีคุณสมบัติที่ด้อยกว่าตนเอง

นอกจากนี้ หากลองสังเกตพฤติกรรมของสัตว์โลก เช่น แมงมุม ผึ้ง หรือตั๊กแตนตำข้าว เป็นกลุ่มสัตว์จำพวกที่มีตัวเมียเป็นใหญ่ ตัวเมียมักจะทํารังเก่ง ในขณะที่ตัวผู้จะมีหน้าที่ผสมพันธุ์ เมื่อตัวผู้ทำหน้าที่เสร็จ ตัวเมียจะทำการกินตัวผู้เป็นอาหาร เพื่อเอาสารอาหารเหล่านั้นมาเลี้ยงตัวอ่อน

เพราะฉะนั้น จึงเห็นว่าผู้หญิงที่เก่งๆ บางคนประสบความสําเร็จมากกว่าสามีของตนเอง และเมื่อถึงจุดนึง ผู้หญิงอาจทิ้งสามี

อีกกรณีคือ ในครอบครัวที่มีลูกชาย คุณแม่ก็อาจจะพร้อมตำหนิทันที หากลูกชายทําอะไรผิดพลาด หรือหนักที่สุดอาจถึงขั้นไล่ออกจากบ้านเลยก็เป็นได้ ดังนั้น จึงมีความจําเป็นอย่างยิ่ง และอาจคล้ายกับ ‘การบีบบังคับ’ ไปกลายๆ ว่าผู้ชายจะต้องเป็นคนที่มีความกล้าหาญ เป็นคนเก่งอยู่เสมอ

แต่ในขณะเดียวกัน ปัญหาในยุคสมัยนี้ คือการที่ครอบครัวไม่สามารถเลี้ยงดูลูกชายให้เป็นปกติได้ เหตุเพราะเด็กผู้ชายจะมีความเลี้ยงยากกว่าเด็กผู้หญิง เนื่องจากเด็กผู้ชายมีความเปราะบางทางอารมณ์อยู่ลึกๆ และค่อนข้างมีความรู้สึกขาดความอบอุ่นได้ง่ายกว่าเด็กผู้หญิง เพราะเด็กผู้หญิงค่อนข้างมีความยืดหยุ่นสูงในการเลี้ยงดู

อีกทั้งเด็กผู้หญิงยังมีความสามารถในการเติมเต็มอารมณ์ ความรู้สึกกับตัวเองได้ดีกว่า ทำให้เห็นคุณค่าในตัวเองได้ง่ายและดีมากกว่าเด็กผู้ชาย นั่นจึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำเด็กผู้ชายหลายๆ คน เกิดความรู้สึกด้อยค่า ไม่พึงพอใจในตัวเอง มีพฤติกรรมก้าวร้าว บางรายอาจติดเกม มีเรื่องทะเลาะวิวาท หรือหนักที่สุดก็อาจจะหันไปพึ่งพายาเสพติดได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากความต้องการส่วนลึกในจิตใจของเด็กผู้ชาย ที่อยากเป็นที่ยอมรับในครอบครัวและสังคม

อย่างไรก็ตาม หากทางครอบครัวมีหลักการหรือแนวทางในการเลี้ยงลูกชายได้ดี ย่อมส่งผลดีกับครอบครัว ชุมชน ตลอดจนสังคมส่วนรวม เราจึงมักเห็นว่า คนจีนจะมีวัฒนธรรมที่จะให้ความสําคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว เพราะเขาเล็งเห็นถึงผลลัพธ์ในวงกว้างและระยะยาว แต่หากเลี้ยงลูกผิดวิธี ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาในระยะยาวตามมาได้อีกเช่นกัน

‘เศรษฐา’ เข้ากระทรวงการคลัง ทำพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง รมว.คลัง อย่างเป็นทางการ

(14 ก.ย.66 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ได้เดินทางมาถึงกระทรวงการคลัง หลัง นายเศรษฐา ลงจากรถได้มีการยื่นเอกสารให้กับ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง จากนั้นกล่าวทักทายกับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลัง

ก่อนที่นายเศรษฐา จะเดินมุ่งหน้าไปทำพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงการคลัง เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง อย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ นายเศรษฐา เริ่มสักการะศาลพระพรหม ศาลพระภูมิชัยมงคล จากนั้นสักการะพระคลังมหาสมบัติ และสักการะองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (เสด็จพ่อ ร.5)

และเดินมาทำพิธีไหว้ ตลอดจนคล้องพวงมาลัยดอกดาวเรืองที่ช้างคู่ประจำกระทรวง ที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าอาคารสำนักปลัดกระทรวงการคลัง ได้อย่างราบรื่น โดยพวงมาลัยไม่ขาด ด้วยมีความเชื่อว่าหากขาดจะเป็นฤกษ์ไม่ดี ก่อนจะขึ้นตึกร่วมประชุมมอบนโยบายให้กับผู้บริหาร ข้าราชการ กระทรวงการคลัง ที่ห้องประชุมวายุภักษ์ 4 ใช้เวลาสั้นๆ เพียง 20 นาที โดยเสร็จจากการประชุมก็มุ่งหน้าต่อที่ห้องทำงาน ก่อนที่จะมาพบปะสื่อมวลชน

‘นายกฯ’ เตรียมหารือกฤษฎีกา ยกเลิกคำสั่ง คสช. รีเซตกฎหมายที่ไม่จำเป็น ชี้ ฉบับไหนโละไม่ได้ เอาเข้าครม.พิจารณาใหม่ ย้ำ ต้องไม่ขัดกับหลักนิติธรรม

(14 ก.ย.66) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุข้อความ…

"รัฐบาลนี้มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำงานในรูปแบบ ‘รัฐสนับสนุน’ ในการยกเลิกคำสั่ง คสช. นั้น คงต้องปรึกษากฤษฎีกาด้วย หากกฎหมายบางข้อไม่ได้ใช้แล้ว และเป็นอุปสรรคในการดำรงชีวิตอยู่ของประชาชน หรือการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการก็ต้องยกเลิกไป แต่ถ้ายังยกเลิกไม่ได้ก็ควรนำกลับมาเข้ามาที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาใหม่เท่านั้นเอง อะไรที่กฎหมายไม่ได้ห้าม บอกว่าทำไม่ได้ เราก็อยากให้มีโอกาสได้ทำ ได้คิดสร้างสรรค์ แต่ต้องไม่ขัดกับหลักนิติธรรมทั้งหมดโดยรวมของการบริหารจัดการประเทศ รวมไปถึงการดำเนินธุรกิจของประชาชนด้วย"

‘อดีตทูตนริศโรจน์’ ภูมิใจ!! ได้ใช้ภาษาสเปนที่เรียนจากสถาบันการทูตสเปน ทำเพื่อประเทศชาติ ในตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทย ณ อาร์เจนตินา ก่อนเกษียณ

(14 ก.ย. 66) นายนริศโรจน์ เฟื่องระบิล อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ‘Fuangrabil Narisroj’ ว่า...

ผมกล้าพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่า ชีวิตของผมเริ่มเมื่อหลังเกษียณ เพราะเป็นชีวิตที่เป็นอิสระ ได้ทำงานที่ชอบ ได้แสดงออกถึงตัวตนที่ผมเป็นโดยไม่ต้องกังวลถึงหัวโขนใด ๆ อีกต่อไป

ผมดีใจที่ชีวิตหลังเกษียณผมได้มีโอกาสมานั่งเป็นประธานคณะกก.Film Board (คณะที่ 2) สังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน กันยายน 2566

ผมภูมิใจที่เป็นส่วนนึงที่สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศจากอุตสาหกรรมถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทยเป็นจำนวนรวมแล้วมากกว่าหมื่นล้านบาท!

ตอนรับราชการชีวิตของผมค่อนข้างอืดหรือช้า กว่าจะได้ขึ้นมาระดับสูงสุดก็โดนเด็กรุ่นหลังลอยข้ามหน้าข้ามตาไปหลายครั้ง แต่ผมก็เจียมตัวไม่ได้ไปโวยวายเรียกร้องอะไร

เจียมเนื้อเจียมตัวเป็นข้าราชการเชื่อง ๆ ที่ทำตามกฏระเบียบทุกอย่าง

ตอนแรกผมก็นึกว่าผมคงเกษียณในตำแหน่งระดับ 9 ที่สถานทูตไทยที่ลาวเสียแล้ว ซึ่งผมก็ไม่ได้ติดใจอะไร ดีเสียอีกได้อยู่ใกล้เมืองไทย สามารถกลับมาดูแลแม่ที่ไทยได้สะดวกเมื่อมีโอกาส

แต่สุดท้ายผมก็ได้ท่านดอน ปรมัตถ์วินัย อดีตรองนรม.และรมว.กต. ได้เลือกให้ผมไปดำรงตำแหน่งเป็น ออท.ที่อาร์เจนตินา ในระยะเวลา 1 ปี กับ 10 เดือนก่อนเกษียณ ซึ่งถือว่าหวุดหวิด

ซึ่งตรงนี้ผมถือว่าท่านดอนฯ พ้นหน้าที่จาก ครม.แล้ว จึงขอใช้โอกาสนี้เขียนขอบคุณที่ท่านมอบความไว้วางใจมอบหมายให้ผมดำรงตำแหน่งที่ทรงเกียรตินี้

ถึงแม้จะเป็นเวลาเพียงปีกว่า ๆ ก่อนเกษียณ แต่อย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่ขรก.กต.ทุกคนได้บรรลุเป้าหมายขั้นสูงสุดในชีวิต

สาเหตุที่ท่านเลือกผมมาทราบทีหลังคือ ผมอาวุโสมากกว่าขรก.หลายคนที่เข้า กต. หลังผมหลายปี ท่านเห็นว่าผมช้าเลยต้องการสนับสนุนให้ผมได้เป็นทูตก่อนเกษียณ

สาเหตุที่สำคัญอีกประการ ซึ่งท่านดอนคงมองว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการเป็นทูตประจำย่านลาตินอเมริกาใต้คือ

ผมพูดภาษาสเปนได้ เนื่องจากผมได้รับทุนจากรัฐบาลสเปนจนเรียนจบระดับปริญญาโทจากสถาบันการทูตสเปน (La Escuela Diplomatica, España)

ซึ่งเป็นสถาบันทางการทูตที่เก่าแก่เป็นอันดับ 2 ของยุโรป รองจากสถาบันการทูตที่เวียนนา ออสเตรีย

และผมถือเป็นคนไทยคนที่ 2 ที่จบระดับปริญญาโทจากสถาบันนี้ (ท่านที่จบคนแรกคือ ท่านทูตกุลกุมุท สิงหรา ณ อยุธยา)

แต่กระนั้นชีวิตการเป็นข้าราชการก็ไม่พ้นเรื่องการนินทา อิจฉาริษยา

มีคนมาเล่าให้ผมฟังว่า ผมวิ่งเพื่อให้ได้มาที่อาร์เจนตินา ซึ่งไม่มีมูลความจริงเลย

ตอนอยู่ที่ลาวผมใจจดจ่อกับการได้อยู่ใกล้แม่มากกว่า เพราะผมเพิ่งเสียพ่อไป และผมห่วงแม่มาก

ผมถึงกับเปรยกับท่านทูตไทยที่ลาวว่าให้ผมเกษียณที่ลาวผมก็โอเค ถึงแม้จะไม่ได้เป็นระดับ 10 ก็ไม่เป็นไร เพราะผมปลงแล้ว อีกประการคือเงินเดือน พขต.ที่ลาวระดับ 9 ยังได้มากกว่า ระดับ 10 ที่อาร์เจนตินา! (เงินเดือน พขต.ที่อาร์เจนตินาได้รับต่ำสุดท้ายตารางน้อยกว่าประเทศอื่น!!)

ตอนช่วงที่ใกล้จะเลือกให้ดำรงตำแหน่ง ผมได้รับการติดต่อทาบทามจากทางสำนักบริหารบุคคลบอกว่า ท่านรมว.กต.อยากให้ผมไปที่อาร์เจนตินา (ตอนนั้นคงมีคนไปบอกท่านว่าผมอยากเกษียณที่ลาว)

ท่านดอนบอกว่าผมเหมาะสมที่สุด เพราะพูดสเปนได้ไปถึงก็ทำงานได้เลย ไม่ต้องไปฝึกเรียนภาษา และเป็นช่วงเวลาที่ไม่นานมาก

เรื่องแม่ก็ต้องขอฝากให้พี่ชายดูแลแทนไปก่อน ผมก็จ้างคนดูแลแม่เป็นพิเศษอีกต่างหากด้วย ผมก็เลยบอกแม่ แม่ก็บอกว่าให้ไปเถอะไม่ต้องห่วง แม่อยากเห็นผมเป็นทูต ผมก็เลยตกลง

ตรงนี้ขอคุยนิดนึงว่าผมและเพื่อน ๆ ที่ออกเป็นทูตในครั้งนั้น ถือเป็นคณะทูตไทยคณะแรกในแผ่นดินรัชกาลที่ 10 ที่ต้องออกไปเจริญสัมพันธไมตรีในต่างประเทศ ต้องเข้าเฝ้ารับพระราชทานพระราชสาสน์ตราตั้ง รับพระราชทานน้ำมหาสังข์จากพระหัตถ์รดที่กลางกระหม่อม

ได้รับพระราชทานการเจิมที่หน้าผากผมด้วยพระหัตถ์ของพระองค์ท่าน ได้รับพระราชทานใบมะตูมเพื่อทัดหู นับเป็นสิริมงคลสูงยิ่งในชีวิตนี้แล้ว ซึ่งผมต้องตอบแทนบุญคุณของแผ่นดินและสถาบันจนกว่าชีวิตจะหาไม่

และจากการที่ผมเป็นผลิตผลทางการศึกษาจบจากสถาบันการทูตที่สเปน ผมจึงมีเพื่อนร่วมสถาบันที่เป็นนักการทูตจากประเทศลาตินอเมริกาใต้หลายประเทศ รวมทั้งที่อาร์เจนตินาด้วย

ซึ่งปรากฏว่าเมื่อผมเดินทางถึงกรุงบัวโนสไอเรสได้เพียง 3 วัน ผมก็ได้รับแจ้งจากเพื่อนที่ทำงานกรมพิธีอาร์เจนตินาให้ผมได้มีโอกาสเข้ายื่นพระราชสาสน์ตราตั้งต่อประธานาธิบดี Macri แห่งอาร์เจนตินาในสัปดาห์นั้นเอง นับว่าผมเป็นทูตไทยคนแรกที่ออกไปต่างประเทศแล้วได้ยื่นพระราชสาสน์ตราตั้งได้ในเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์

หมายเหตุ กระบวนการเรื่องยื่นพระราชสาสน์ฯ นี้ บางประเทศทูตต้องรอหลายเดือน บางคนรอเกือบปีถึงจะได้มีโอกาสยื่นพระราชสาสน์ฯ

ขอย้อนกลับไปตอนที่ผมบอกว่ามีคนนินทาว่าผมวิ่ง ซึ่งคนที่พูดนั้นผมรู้ว่าเป็นใคร เป็นเพื่อนร่วมอาชีพที่อายุน้อยกว่าผมหลายปี เข้า กต.หลังผลหลายปี อาวุโสน้อยกว่าผม จำนวนปีในการทำงานน้อยกว่าผม และที่สำคัญคือเขาพูดภาษาสเปนไม่ได้เลย รู้แต่ภาษาอังกฤษอย่างเดียว

แต่ผมก็ไม่สนใจเพราะถือว่าผู้ใหญ่ท่านไว้วางใจและเลือกผมให้ทำงานที่ผมถนัดที่สุดแล้ว

ซึ่งก็จริงเพราะในบรรดาทูตประเทศ ASEAN ทั้งหมดมีผมคนเดียวที่พูดภาษาสเปนได้ นอกจากนี้ในบรรดาทูตจากเอเชีย ก็มีทูตจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ที่พูดภาษาสเปนได้คล่อง เพราะประเทศเหล่านี้ถือเป็นนโยบายเชิงบังคับเลยว่าคณะทูตที่ไปประจำการในภูมิภาคใดต้องพูดสื่อสารด้วยภาษาท้องถิ่นของประเทศนั้นได้ พวกเขาพอไปถึงก็ทำงานได้เลยไม่ต้องรอไปเรียนภาษา

วันนี้ถือโอกาสเขียนยาวหน่อยเพื่อระบายความในใจที่เก็บมานาน เพราะเห็นว่าเปลี่ยนรัฐบาลเปลี่ยนครม.แล้ว เลยอยากเล่าเพื่อเคลียร์สิ่งต่าง ๆ ในใจ และเพื่อขอบคุณท่านดอน ปรมัตถ์วินัย อดีตรองนรม.และรมว.กต.ที่ได้เลือกให้ผมไปเป็นทูตที่อาร์เจนตินาครับ

ผมเองผ่านร้อนหนาวมาเยอะ ผ่านการถูกบุลลี่จากบุคคลต่าง ๆ แม้กระทั่งจากเพื่อนร่วมอาชีพว่าเป็นแค่ ‘ทูตปลายแถว’ เป็นพวกแก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน !!! ผมรับทราบรับรู้ทั้งหมด เพราะโลกนี้ไม่มีความลับ

ก็ขออวยพรให้เขาเหล่านั้นโชคดี ผมไม่ถือโกรธใดๆ อโหสิให้ แต่แค่ผมไม่เคยลืมเท่านั้นเอง

‘อัครเดช’ ย้ำ ‘มาตรการลดไฟฟ้า-น้ำมัน’ รทสช.ทำตามที่ได้หาเสียงไว้ วอนภาคเอกชนช่วยลดราคาสินค้า หลังต้นทุนในการขนส่งลดลง

(14 ก.ย.66) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนลดค่าไฟฟ้า-น้ำมัน ว่า พรรครวมไทยสร้างชาติได้ประกาศนโยบายในการหาเสียงว่า จะลดค่าครองชีพประชาชน เมื่อได้เข้ามาเป็นพรรคร่วมรัฐบาล นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค ในฐานะรมว.พลังงาน ได้เสนอนโยบายลดราคาเชื้อเพลิงและค่าไฟฟ้า ได้รับความเห็นชอบจากครม. ทางพรรครวมไทยสร้างชาติต้องขอบคุณครม.ที่ได้อนุมัติมาตรการที่นายพีระพันธุ์เสนอเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชน

นายอัครเดช กล่าวว่า จากนี้ไปก็ขอให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ รวมถึงภาคเอกชนทุกภาคส่วนได้ช่วยกันลดราคาสินค้าให้กับพี่น้องประชาชนด้วย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน เมื่อราคาน้ำมันดีเซลลดลงซึ่งถือเป็นต้นทุนในการขนส่ง ก็จะทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคลดลงด้วย กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงภาคเอกชนก็ต้องช่วยกันสนับสนุนการลดราคาสินค้าให้กับประชาชนด้วยเช่นกัน

“ทั้งนี้ มาตรการลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และลดไฟฟ้าคงไม่ใช่มาตรการเดียวที่จะทำ หลังจากนี้กระทรวงพลังงานยังมีมาตรการอื่น ๆ ทยอยออกมาเพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนให้ได้ทุกกลุ่ม ตามที่นายพีระพันธุ์ได้ประกาศไว้ เช่น การช่วยเหลือเกษตรกร การช่วยเหลือกลุ่มแท็กซี่ และผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง นายพีระพันธุ์เพิ่งทำงานวันแรกหลังจากนี้จะทยอยมีมาตรการต่าง ๆ ออกมาเรื่อย ๆ ขอให้ประชาชน ติดตามมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาลจะทยอยประกาศออกมา” โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าว

โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงเสียงวิจารณ์ต่อมาตรการดังกล่าวว่า รัฐบาลนี้มาจากประชาชน ผ่านการเลือกตั้งให้เข้ามาบริหารประเทศอะไรที่ได้หาเสียงไว้ก็ถือเป็นความรับผิดชอบต่อพี่น้องประชาชน เมื่อแต่ละพรรคการเมืองได้เข้าไปบริหารในแต่ละกระทรวง ก็จะนำนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ไปขับเคลื่อน เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ในส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติได้ตระหนักดีว่า เราต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ได้สัญญากับประชาชนเอาไว้

“การที่ฝ่ายค้านได้วิจารณ์นโยบายดังกล่าวก็เข้าใจ แต่ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลเมื่อเข้ามาบริหารประเทศก็ต้องใช้เงินงบประมาณในการแก้ไขปัญหา ช่วยเหลือประชาชน แม้แต่พรรคฝ่ายค้านที่วิจารณ์ ถ้าเข้ามาเป็นรัฐบาลถ้าจะช่วยเหลือประชาชนก็ต้องใช้งบประมาณของแผ่นดิน แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การใช้งบประมาณช่วยเหลือประชาชนต้องเกิดความโปร่งใสไร้การรั่วไหลของเงินงบประมาณ จะประชานิยมหรือไม่ประชานิยมไม่สำคัญ แต่ที่สำคัญคือ ต้องไม่มีทุจริตคอร์รัปชัน และเป็นโครงการที่เกิดประโยชน์กับประชาชนสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องยึดหลักเอาไว้” นายอัครเดชกล่าว

'กองทุนดี' จัดอบรมเติมความรู้บุคลากรต่อเนื่อง เตรียมพร้อมประเมินผลงานทุนหมุนเวียน ปี 67

กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เติมความรู้ให้กับบุคลากรของกองทุน จัดฝึกอบรมในหัวข้อ ‘การประเมินผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียนและแนวทางการปรับปรุง และพัฒนาดำเนินงาน’ ภายใต้โครงการกำกับ ติดตาม บริหารจัดการแผนงานและตัวชี้วัดของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีคณะที่ปรึกษาจากสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินกิจกรรมการอบรม

นางสุรีพร พรโสภณวิชญ์ ผู้อำนวยการกองบริหาร กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงการฝึกอบรมในครั้งนี้ว่า เนื่องจากพระราชบัญญัติการบริหารทุนหมุนเวียน พ.ศ. 2558 มาตรา 31 กำหนดให้กรมบัญชีกลางมีหน้าที่ประเมินผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียนที่ไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคลเป็นประจำทุกปี ซึ่งกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะต้องดำเนินการตามตัวชี้วัด พร้อมทั้งรายงานผลการประเมินผลการดำเนินงานของทุนหมุนเวียน เป็นรายไตรมาส และรายงานผลประจำปีงบประมาณ ซึ่งผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียน ประจำปีบัญชี 2565 ของกองทุนฯ ในภาพรวมมีผลการประเมินเฉลี่ยเท่ากับ 3.6595 คะแนน 

ทั้งนี้ สำหรับปีบัญชี 2566 กองทุนฯ อยู่ระหว่างการรวบรวมและจัดทำรายงานผลการดำเนินงานตัวชี้วัดภายในสิ้นปีบัญชี พร้อมทั้ง กองทุนฯ ได้มีการกำหนดตัวชี้วัดร่วมกับกรมบัญชีกลาง และบริษัทที่ปรึกษา (บริษัท ทริส คอร์ปอเรชั่น จำกัด) เพื่อเป็นกรอบการประเมินผลการดำเนินงาน ประจำปีบัญชี 2567 ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการประเมิน ในปีถัดไป ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงได้กำหนดจัดอบรมการประเมินผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียน และแนวทางการปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงานของกองทุนฯ ในครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในหลักเกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียน ให้กับบุคลากรของกองทุน นำไปประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสม ซึ่งประกอบไปด้วยหัวข้อ ‘แนวทางการปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงานเพื่อยกระดับการประเมินผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียนของกองทุนฯ’, ‘การบริหารจัดการความเสี่ยงและการควบคุมภายใน’ และ ‘หลักเกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียน ประจำปี 2567’   

นางสุรีพร พรโสภณวิชญ์ ผู้อำนวยการกองบริหาร กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้กล่าวต่อไปว่า กิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับบุคลากรของกองทุน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสมตามหลักเกณฑ์และตัวชี้วัดที่กำหนด นำไปสู่การปฏิบัติ ได้อย่างเหมาะสมตามหลักเกณฑ์ และเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการประเมินผลการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพในปีถัดไป

‘ภูมิธรรม’ ลั่น!! แก้ไข รธน. ทุกฝ่ายต้องยอมรับได้ จ่อหารือพรรคการเมือง ก่อนขยายสู่การลงประชามติ

(14 ก.ค. 66) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ รมว.พาณิชย์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ และรมว.คลัง มอบหมายให้ดูแลเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ตลอด 4 ปีของรัฐบาลที่ผ่านมา มีการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายร่าง แต่ที่สุดไปไม่ได้ หลายฉบับตกไป หลายฉบับค้างที่วาระ 2 วาระ 3 ในที่สุดไปอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ และตัดสินว่าอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้อำนาจประชาชน ถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญต้องไปถามประชาชนก่อนถึงจะแก้ได้ ทางปฏิบัติจึงต้องถามประชาชนก่อนว่าจะแก้หรือไม่แก้ และถ้าแก้จะแก้ด้วยกระบวนการแบบไหน อย่างไร ดังนั้นถ้าไม่เคลียร์ให้จบก่อน แต่ละกระบวนการจะค้างไม่คืบหน้า ส่วนประเด็นหมวดหนึ่งหมวดสองนั้นรัฐบาลยืนยันว่าหากมีการแก้ไขจะไม่แก้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ 

“แต่ปัญหาที่มีอยู่คือเรื่องเกี่ยวกับการได้มาซึ่งอำนาจในระบบประชาธิปไตย ได้มาอย่างไร และทำให้กระบวนการเอื้ออำนวยต่อการบริหารประเทศ ต่อการรักษาสิทธิเสรีภาพประชาชน ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือให้มีคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อให้มีความคิดเห็นที่หลากหลายในการช่วยกันคิดให้กระบวนการเดินหน้าไปได้ หาจุดที่พอดีให้เดินหน้า หากเราสามารถพูดคุยส่วนต่าง ๆ ได้จะค่อย ๆ แกะไปที่ละเปราะแล้วนำไปสู่การแก้ไขที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ และจะเป็นการเปิดประตูบานแรกจนได้รัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นออกมา” นานภูมิธรรมกล่าว

นายภูมิธรรม กล่าวว่า เราต้องเริ่มจากความเป็นจริงเพราะถ้าจะแก้อะไรที่หักหาญ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้เปิดอำนาจให้ ถ้าจะทำโดยไม่คำนึงถึงคนที่เห็นต่างทุกฝ่ายจะไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ ดังนั้นการได้พูดคุยกันหาความพอดีกัน เพราะทุกฝ่ายยอมรับว่าการแก้รัฐธรรมนูญควรทำให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ส่วนจะทำวิธีการไหนจะเป็นการประนีประนอมของทุกฝ่ายเพื่อแกะที่ละปม โดยหลังจากนี้ตนจะเร่งตั้งคณะกรรมการที่มีมาจากทุกฝ่ายตามที่นายกฯ ได้สั่งการให้ดึงการมีส่วนร่วมของทุกคนเข้ามาและให้รายงานให้ทราบอย่างต่อเนื่อง

เมื่อถามว่าการได้มาซึ่งคำถามที่จะให้ทำประชามติจะใช้เวทีรัฐสภาหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เวทีรัฐสภา จะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะคุยถ้าเห็นพ้องกันทุกฝ่ายก็เป็นจุดเริ่มต้นว่าคนที่เป็นตัวแทนคนในสังคมพอใจกับสิ่งนี้ แล้วนำไปสู่การตัดสินของประชาชน ถ้าเห็นด้วยเลยก็จะเป็นไปด้วยดี ถ้ามีความเห็นต่างก็นำความเห็นต่างมาปรับปรุงเพื่อลดช่องว่างความเห็นต่าง 

เมื่อถามว่ามีกรอบหรือไม่ว่าต้องใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะเริ่มทำประชามติ นายภูมิธรรม กล่าวว่า นายกฯกำชับอยากให้ตนที่คลุกคลีเรื่องแก้รัฐธรรมนูญมา ไปดึงความคิดเห็นเข้ามาซึ่งอาจจะเริ่มต้นจากการนำทีมที่ปรึกษาของแต่ละพรรคการเมืองมาพูดคุยกัน แล้วขยายตัวไปสู่กลุ่มวิชาชีพ ถ้าเห็นพ้องกันทั้งกลุ่มธุรกิจ ประชาชน ข้าราชการ ก็จะทำให้การขยับไปสู่การลงประชามติไม่ยากลำบาก

‘รมว.ศึกษาธิการ’ ประกาศนโยบาย ‘เรียนดี มีความสุข’ เล็งแจกแท็บเล็ต หวังลดภาระนักเรียน-ผู้ปกครอง 

(14 ก.ย.66) พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการประชุมมอบนโยบายการศึกษา และแนวทางการขับเคลื่อนนโยบาย ‘เรียนดี มีความสุข’ ตนมีนโยบายลดภาระนักเรียน และผู้ปกครอง โดยให้เด็กเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา เรียนฟรี มีงานทำ และยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง มีระบบหรือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ โดยผู้เรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา (1 นักเรียน 1 Tablet)

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า นโยบายอุปกรณ์การเรียน ต้องยอมรับว่าผู้มีโอกาสก็จะมีสื่อการเรียนการสอน แต่ผู้ด้อยโอกาส อาจจะไม่มี ดังนั้น เพื่อความเท่าเทียมเสมอภาคทางการศึกษาเราต้องจัดการแท็บเล็ต ส่วนการดำเนินการ ต้องมาศึกษาและดูงบประมาณในการดำเนินการ โดยดูว่า สามารถซื้อได้หรือไม่ ถ้าซื้อไม่ได้อาจจะเช่า หรือยืม โดยทำอย่างไรให้ทั่วถึง แต่อยู่บนพื้นฐานว่าสื่อการเรียนการสอนต้องมีก่อน สามารถเข้าถึงสื่อการเรียนการสอนได้ทุกที่ ทั้งนี้เราจะยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนและดำเนินการ

‘Google’ สั่งปลดพนักงานฝ่ายบุคคลหลายร้อยตำแหน่ง อ้างเหตุผล บริษัทชะลอการจ้างงาน เพื่อลดต้นทุนธุรกิจ

(14 ก.ย. 66) รอยเตอร์ (Reuters) รายงานว่า ‘อัลฟ่าเบท’ (Alphabet) บริษัทแม่ของ ‘กูเกิล’ (Google) ตัดสินใจเลิกจ้างพนักงานจากทีมสรรหาบุคลากรหลายร้อยตำแหน่ง เนื่องจากบริษัทยังคงชะลอการจ้างงานอย่างต่อเนื่อง

การตัดสินใจเลิกจ้างพนักงานครั้งนี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเลิกจ้างครั้งใหญ่ เพราะบริษัทจะยังคงรักษาพนักงานส่วนที่สำคัญกับการขับเคลื่อนธุรกิจต่อไป และผลักดันให้พนักงานค้นหาบทบาทการทำงานในบริษัทที่ตรงกับความต้องการของตนเอง

Alphabet เป็นบิ๊กเทคแห่งแรกที่เลิกจ้างพนักงานในไตรมาสนี้ หลังจากที่บริษัทอื่น ๆ เช่น เมตา (Meta), ไมโครซอฟท์ (Microsoft) และแอมะซอน (Amazon) ปรับลดขนาดองค์กรและลดจำนวนพนักงานในช่วงต้นปี 2566 ที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจอ่อนแอ

ก่อนหน้านี้ ในเดือน ม.ค. 2566 Alphabet เลิกจ้างพนักงานในรัฐแคลิฟอร์เนียประมาณ 12,000 ตำแหน่ง คิดเป็น 6% ของพนักงานทั้งหมด

นอกจากนี้ รอยเตอร์ยังอ้างอิงรายงานของ Challenger, Grey & Christmas บริษัทจัดหางานในสหรัฐที่ระบุว่า การเลิกจ้างในสหรัฐเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าในเดือน ส.ค. จากเดือน ก.ค. และเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าปี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top