Wednesday, 29 July 2026
Hard News Team

‘พิมพ์ภัทรา’ เผย!! เร่งผลักดันส่งเสริม ‘อุตฯ ยานยนต์ไฟฟ้า’ หลังค่ายรถยนต์ไฟฟ้าเข้าพบ-หารือแนวทางสนับสนุน

(12 ก.ย. 66) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงพลังงาน และคณะทำงานในการพิจารณากำหนดแนวทางผลักดันมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) หรือ EV 3.5 เพื่อให้ได้ข้อสรุปโดยด่วน ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเร็วที่สุด ก่อนที่มาตรการอีวี 3.0 จะสิ้นสุดภายในสิ้นปีนี้

“ขณะนี้มีค่ายรถยนต์อีวีบางค่ายสอบถามเรื่องมาตรการส่งเสริมรถอีวี และเข้ามาพบ เพื่อหารือถึงแนวทางสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าบ้างแล้ว ซึ่งจากการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันทุกฝ่าย อาจจะต้องมีการปรับรายละเอียดหลักเกณฑ์เงื่อนไขบ้างบางข้อตามความเหมาะสม” นางสาวพิมพ์ภัทรากล่าว

นอกจากนี้จะพิจารณาแนวทางช่วยเหลือ ดูแลผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) ตามนโยบายที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ที่ฝากการบ้านถึงกระทรวงอุตสาหกรรม ในการแถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภา แม้นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่ออกมาจะไม่เกี่ยวข้องกับกระทรวงอุตสาหกรรมโดยตรง แต่ได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม ดูแลเรื่องการพักหนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รวมถึงส่งเสริมศักยภาพและสนับสนุนเอสเอ็มอีรายใหม่ รวมถึงเตรียมกำหนดแนวทางสนับสนุนยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์สอดรับนโยบายรัฐบาลด้วย

‘นาซา’ แถลง ไม่พบหลักฐานเชื่อมโยง UFO-มนุษย์ต่างดาว แต่ยังไม่ตัดความเป็นไปได้ พร้อมแจง องค์การจะเร่งศึกษาต่อ

เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 66 คณะนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ ‘นาซา’ (NASA) ของสหรัฐอเมริกา นำโดย ‘บิล เนลสัน’ (Bill Nelson) ผู้อำนวยการนาซา จัดแถลงข้อมูล ผลการศึกษาเรื่องเกี่ยวกับ ‘UAP (unidentified anomalous phenomenon)’ หรือ ปรากฏการณ์ผิดปกติที่ไม่สามารถระบุได้ ซึ่งเดิมทีเรียกว่า ‘UFO (unidentified flying object)’ หรือ วัตถุปริศนาบินได้ที่ยังไม่สามารถอธิบายได้

เป้าหมายในการศึกษาครั้งนี้ เพื่อที่จะสามารถอธิบายปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถอธิบายเหล่านี้ได้อย่างเป็นระบบ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ผู้คนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก จนอาจทำให้เกิดเป็นทฤษฎีสมคบคิด หรือการตีความที่ไม่ถูกต้อง รวมไปถึงสร้างความวิตกกังวลให้แก่ประชาชน

‘บิล เนลสัน’ (Bill Nelson) ผู้อำนวยการนาซาเผยว่า หน่วยงานอวกาศของสหรัฐฯ ไม่เพียงแต่จะเป็นผู้นำในการค้นคว้า ‘ปรากฏการณ์ผิดปกติที่ไม่สามารถระบุได้ (UAP)’ แต่จะแบ่งปันข้อมูลด้วยความโปร่งใสมากขึ้น

จากการศึกษาของ ‘นาซา’ (NASA) ที่ได้นำรายงานการพบเห็น ‘ยูเอฟโอ’ (UFO) หรือ ‘ยูเอพี’ (UAP) หลายร้อยครั้ง ในอดีตที่เคยบันทึกได้มาศึกษา พบว่า ยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่า ‘มนุษย์ต่างดาว’ อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถอธิบายได้เหล่านี้ รวมถึงยังไม่พบหลักฐานใดที่เชื่อมโยงว่า ‘ยูเอฟโอ’ ที่พบทั้งหมดนั้นมาจากนอกโลก

แต่อย่างไรก็ดี ทางหน่วยงานอวกาศก็ยังไม่สามารถฟันธงและปฏิเสธความเป็นไปได้ดังกล่าว เนื่องจากทางคณะกรรมการเผยว่า ยังมีปรากฏการณ์ผิดปกติที่ไม่สามารถระบุได้ (UAP) อีกเป็นจำนวนมาก ที่ไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมด และยังคงเป็นปริศนาอยู่จนถึงทุกวันนี้

นับเป็นการตอกย้ำความสำคัญที่จะต้องมีการรายงานและศึกษาปรากฏการณ์เหล่านี้อย่างเป็นระบบ อาจจะนำไปสู่การค้นพบปรากฏการณ์สำคัญที่เรายังไม่รู้จักต่อไปในอนาคต

แม้ว่ารายงานดังกล่าวจะไม่ได้สรุปว่า สิ่งมีชีวิตนอกโลกมีอยู่จริง แต่นาซาก็ไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะมี “เทคโนโลยีของมนุษย์ต่างดาวที่ไม่ทราบศักยภาพซึ่งปฏิบัติการในชั้นบรรยากาศโลก”

‘นิโคลา ฟ็อกซ์’ (Nicola Fox) ผู้ร่วมบริหารของคณะกรรมการภารกิจวิทยาศาสตร์ของนาซา กล่าวว่า “UAP เป็นหนึ่งในปริศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกของเรา” ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการขาดข้อมูลหลักฐานที่มีคุณภาพ

‘ฟ็อกซ์’ ยังเสริมอีกว่า แม้จะมีรายงานการพบเห็น ปรากฏการณ์ผิดปกติที่ไม่สามารถระบุได้ (UAP) หลายครั้งก็ตาม แต่ก็ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะสามารถใช้เพื่อสรุปข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับธรรมชาติและต้นกำเนิดของ UAP ได้

‘ฟ็อกซ์’ ประกาศว่า นาซาได้แต่งตั้งผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย ปรากฏการณ์ผิดปกติที่ไม่สามารถระบุได้ (UAP) คนใหม่เพื่อ ‘สร้างฐานข้อมูลที่แข็งแกร่งสำหรับการประเมินข้อมูลในอนาคต’ โดยจะมีการใช้ AI ในกระบวนการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล

จากกรณีล่าสุด ‘ซากมนุษย์ต่างดาว’ ที่มีอายุกว่าพันปี และมีรหัสพันธุกรรม (DNA) ของสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ ถูกนำมาเปิดเผยกลางสภาเม็กซิโก ผู้ค้นพบคือ ‘นายไฮเม เมาส์ซัน’ (Jaime Maussan) ผู้สื่อข่าวและผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินปัสสาวะชาวเม็กซิโก ซึ่งศึกษาสนใจเรื่องราวของมนุษย์ต่างดาวและจานบิน (UFO) มาเป็นเวลาหลายสิบปี

การค้นพบดังกล่าว สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้คนทั่วโลก อย่างไรก็ดี ก็ยังมีประชาชนจำนวนมากตั้งข้อกังขา เพราะก่อนหน้านี้ นายไฮเม เคยมีประเด็นเดือด นำเสนอซากมนุษย์ต่างดาวลักษณะคล้ายกันนี้ ทว่าแท้จริงแล้วเป็นเพียงมัมมี่โบรา

สำหรับกรณี ‘ซากมนุษย์ต่างดาว’ ที่เป็นไวรัลจากเม็กซิโก ทาง ‘ดร.เดวิด สแปร์เกล’ (Dr.David Spergel) นักวิทยาศาสตร์ของนาซา เผยว่าได้ทำการส่งตัวอย่างไปให้ชุมชนวิทยาศาสตร์โลก เพื่อตรวจสอบต่อไป

เรียกได้ว่าทาง ‘นาซา’ แถลงการณ์ออกมาชัดเจนว่า ยังไม่พบหลักฐานใดที่เชื่อมโยงว่า ‘ยูเอฟโอ’ ที่พบทั้งหมดนั้นมาจากนอกโลก หรือมี ‘มนุษย์ต่างดาว’ อยู่เบื้องหลัง

ทว่าทางคณะกรรมการยังชี้ถึง ‘ความเป็นไปได้ว่าสิ่งมีชีวิตนอกโลกนั้นอาจจะมีอยู่จริง’ แม้จะยังไม่สามารถค้นหาได้ในเร็วๆ นี้ แต่ทางหน่วยงานก็จะยังคงเร่งศึกษาในเรื่องนี้ต่อไป โดยการอาศัยเทคโนโลยีที่มี เพื่อก้าวอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ

‘นิสิตวิศวฯ จุฬาฯ’ สุดเจ๋ง!! คิดค้นแอปฯ ช่วยจับผิดท่านั่ง ป้องกันออฟฟิศซินโดรม โดนใจกรรมการจนคว้าแชมป์ไปครอง

(15 ก.ย. 66) จากปัญหาการใช้ชีวิตของหนุ่มสาววัยทำงาน โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือน ที่ต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ จนทำให้จำนวนมากเป็นโรค ‘ออฟฟิศซินโดรม’ (Office Syndrome) ที่จะอาการปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณ คอ หลัง ไหล่ บ่า แขน หรือข้อมือ ซึ่งอาการปวดดังกล่าวอาจลุกลามจนกลายเป็นอาการปวดเรื้อรัง

‘ออฟฟิศซินโดรม’ (Office Syndrome) โรคยอดฮิตคนทำงานออฟฟิศ เนื่องจากพฤติกรรมของคนทำงานส่วนใหญ่ ที่ต้องนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่เป็นเวลานาน โดยไม่ได้ขยับตัวเปลี่ยนอิริยาบถ ทำให้กล้ามเนื้อเกิดอาการตึง

นิสิตภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทีม ‘Midnightdev Extended’ จึงคิดค้นนวัตกรรม ตรวจจับการนั่งผิดท่า ป้องกันการเกิดโรคออฟฟิศซินโดรม

ผลงานดังกล่าวทีมผู้คิดค้นใช้ชื่อว่า ‘Offix’ เป็นแอปพลิเคชันคอยตรวจจับการนั่งผิดท่า และทำกายบริหาร เพื่อป้องกันอาการออฟฟิศซินโดรม ซึ่งสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้จริง จนโดนใจคณะกรรมการได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 จากการแข่งขัน ‘Digital Youth Network Thailand’ ภายใต้งาน HACKA THAILAND 2023 จัดโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) เมื่อเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา

สมาชิกในทีมมาจากหลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีดิจิทัล (CEDT) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกอบด้วย นายธนกฤษ สายพันธ์, นายศุภโชค บุตรดีขันธ์, นายนนทพรรษ วงษ์กัณหา, นายรัชชานนท์ มุขแก้ว, นายเทพบดินทร์ ใจอินสม และนายทัศน์พล สวัสดี

นายธนกฤษ ตัวแทนกลุ่มนิสิต กล่าวว่าการทำงานของนวัตกรรมนี้ เป็นแอพพลิเคชั่นที่ติดตั้งอยู่หน้าเดสก์ท็อปคอมพิวเตอร์ เมื่อเปิดใช้งานตัวแอพพลิเคชั่นจะคอยตรวจจับการนั่งของผู้ใช้ผ่านกล้อง ดูลักษณะการนั่งของผู้ใช้ว่านั่งถูกท่าหรือไม่ เพื่อเก็บข้อมูลและแจ้งเตือนปรับท่านั่ง อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ทำกายบริหาร ซึ่งถ้าหากทำครบสามารถและรับรีวอร์ดและนำไปแลกเป็นส่วนลดหรือสินค้าและบริการต่างๆที่ร่วมกับทางแอพอีกด้วย

การทำงานของ เอไอตรวจจับการนั่งผิดท่า ผู้คิดค้นได้นำข้อมูลเกี่ยวกับองศาการนั่งที่ถูกต้องตามหลักกายภาพ จากข้อมูลทางการแพทย์มาป้อนข้อมูลเข้าระบบ เมื่อผู้ใช้นั่งผิดท่าที่ส่งผลให้ปวดหลัง ก็จะแจ้งตือนทันที ผลงานนี้จึงเป็นการป้องกันก่อนที่จะเกิดโรคออฟฟิศซินโดรม ทำให้ช่วยป้องกันการปวดหลังได้

'นายกฯ' ยัน!! แก้รธน. 'ไม่ปรับแก้ 112-ไม่แตะหมวดพระมหากษัตริย์' ลั่น!! นักโทษการเมืองให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

(15 ก.ย.66) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ผ่านเพจ THE STANDARD ตอนหนึ่งถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมติคณะรัฐมนตรีมีการตั้งคณะทำงานเพื่อทำประชามติหรือไม่เป็นการซื้อเวลาหรือไม่ ว่า ไม่ใช่การซื้อเวลาแน่นอน เป็นการตั้งคณะทำงานเพื่อรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วน เราทำประชามติแน่นอน ผ่านกลไกรัฐสภา ที่เป็นตัวแทนประชาชนอยู่แล้ว โดยไทม์ไลน์จะเป็นอย่างไรนั้น สสร.ต้องฟังประชามติก่อน ตอนนี้เริ่มแล้ว

“ยืนยันทำตามไทม์ไลน์ไม่ใช่การซื้อเวลา เราต้องการให้คนเห็นต่างร่วมพูดคุยว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาอย่างไร โดยสิ่งที่ไม่แก้ คือ หมวดพระมหากษัตริย์ชัดเจน ส่วนเรื่องอื่นก็รอฟังประชามติ ส่วนเรื่อง 112 ยืนยันไม่มีการปรับแก้ ขณะที่นักโทษทางการเมืองก็เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม” นายเศรษฐา กล่าว

‘กองทัพบก’ จ่อโอนย้าย ‘บิ๊กบี้’ เข้าหน่วยงานในพระองค์ พร้อมเลื่อนพิธีส่งมอบหน้าที่เร็วขึ้น จับตา!! โผผู้การกรมฯ

(15 ก.ย. 66) ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทัพบกได้เลื่อนกำหนดการส่งมอบหน้าที่ ผบ.ทบ. เร็วขึ้น โดยขยับขึ้นมาเป็นวันที่ 20 ก.ย.นี้ จากเดิม ที่กำหนดไว้ในวันที่ 29 ก.ย. พร้อมทั้งปรับพิธีให้สั้นกระชับ เหลือแค่การลงนามเอกสารรับ-ส่งหน้าที่ และพิธีรับมอบการบังคับบัญชา โดยไม่มีการสวนสนามของหน่วยรบจากที่เคยเตรียมการไว้

และวันที่ 15 ก.ย. 66 พล.อ.เจริญชัย หินเธาว์ รองผู้บัญชาการทหารบก (รอง ผบ.ทบ.) เป็นประธานในการประชุมจัดงานแสดงมุทิตาจิต พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พร้อมผู้เกษียณอายุราชการในปี 2566 ซึ่งคาดว่าจะจัดในวันที่ 20 ก.ย. เช่นกัน

มีรายงานว่า มีกระแสข่าวสะพัดในกองทัพบกว่า มีคำสั่งโอนย้ายให้ พล.อ.ณรงค์พันธ์ ไปปฎิบัติหน้าที่หน่วยงานในพระองค์แล้ว ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อในการจัดทำโผรองนายพล-ผู้การกรมฯ พอดี 

ขณะที่พิธีส่งมอบหน้าที่ผู้บัญชาการทหารเรือ ซึ่งจัดขึ้นที่กองทัพเรือ (วังเดิม) และส่งมอบหน้าที่ผู้บัญชาการทหารอากาศ ที่ ลานอเนกประสงค์ อุทยานการบิน ทอ. (รร.นายเรืออากาศนวมินทร์ฯเดิม) ยังคงเป็นกำหนดการเดิม คือวันที่ 29 ก.ย.นี้

หุ้น ‘YG’ ดิ่ง 9% รุนแรงที่สุดในรอบปี หลัง ‘ลิซ่า’ ปฏิเสธข้อเสนอต่อสัญญา

ขึ้นแท่นเป็นตัวท็อปของวงการเคป็อป และวงการเพลงระดับโลกไปแล้วสำหรับสาวๆ BlackPink ที่ล่าสุดสาวไทยหนึ่งเดียวอย่าง ‘ลิซ่า ลลิษา มโนบาล’ หรือ ‘ลิซ่า BlackPink’ ดูจะเป็นสมาชิกหนึ่งเดียวของวงที่แฟนๆยังคงลุ้นกันแบบตุ้มๆต่อมๆว่าจะต่อสัญญากับค่ายเดิมอย่าง YG Entertainment หรือไม่?

ตามรายงานจาก Star News ระบุว่า ลิซ่า เป็นสมาชิกวงที่ถูกค่ายเพลงต่างๆ จากทั่วโลกพากันยื่นข้อเสนอให้อย่างมากมาย พร้อมกับสัญญาที่จะทำให้เธอได้รับเงินมูลค่าหลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงค่ายเพลงจากประเทศไทยด้วย

มีรายงานว่า ทาง YG Entertainment ก็ได้ยื่นเสนอสัญญาให้กับ ลิซ่า ถึง 2 ฉบับด้วยกัน แต่ก็โดนปัดตกหมด

อย่างไรก็ตาม หลังมีรายงานว่า ลิซ่า ปฏิเสธข้อเสนอการต่อสัญญา ส่งผลกระทบให้หุ้น YG Entertainment บริษัทต้นสังกัดศิลปินเคป็อป (K-pop) ร่วงลงเกือบ 9% ในวันนี้ (15 ก.ย.)

ทั้งนี้ ราคาหุ้นของ YG ร่วงลงในรอบ 1 วัน รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ย. 2565

นอกจากนี้ ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น นิวเซน (Newsen) สื่อของเกาหลีใต้ยังรายงานด้วยว่า YG ได้เปิดเผยว่า บริษัทกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจาต่อสัญญากับลิซ่า แต่รายงานจากหนังสือพิมพ์มุนฮวา อิลโบระบุว่า ทั้งสองฝ่ายมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันค่อนข้างมาก

โดยล่าสุด ได้มีการยื่นขอเสนอให้มากถึงเกือบ 40 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณเกือบ 1.4 พันล้านบาท แต่ดูท่าว่าไอดอลสาวจะปฏิเสธไปแล้ว

“มีข่าวลือว่า ลิซ่า ได้ปฏิเสธสัญญาฉบับแรกกับทาง YG Ent. ไปแล้ว และไม่นานมานี้ก็เพิ่งปฏิเสธข้อเสนอสัญญาฉบับที่ 2 ส่วนสัญญา คาดว่ามีจำนวนมากถึง 37.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1.35 พันล้านบาท”

'รศ.ดร.ดนุวัศ' แนะ 5 นโยบายด้านอุดมศึกษาในโลกยุคดิจิทัล ยกระดับ 'ระบบการศึกษา' ครบมิติ เพิ่มพูนศักยภาพเด็กยุคใหม่

(15 ก.ย.66) รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภาการศึกษา อาจารย์คณะรัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า ได้โพสต์ข้อเสนอแนะนโยบายต่อภาครัฐ ด้านอุดมศึกษาในโลกยุคดิจิทัล ไว้ดังนี้...

📌 1. ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล

จัดสรรทรัพยากรเพื่อให้มหาวิทยาลัยมีโครงสร้างดิจิทัลที่แข็งแกร่งซึ่งรวมถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และระบบการจัดการข้อมูลที่ปลอดภัยเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ และการวิจัยออนไลน์

📌 2. มีนโยบายการเรียนรู้ออนไลน์และการศึกษาแบบผสมผสาน (Hybrid)

พัฒนาแนวปฏิบัติและการสนับสนุนสำหรับการเรียนรู้ออนไลน์และการศึกษาผสมผสาน รวมถึงการฝึกอบรมคณาจารย์ในด้านการศึกษาออนไลน์และการให้ความเข้าถึงสำหรับนักเรียนทุกคน

📌 3. สร้างความเป็นส่วนตัวและความมั่งคงปลอดภัยของข้อมูล

ใช้นโยบายความเป็นส่วนตัวและความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลที่เข้มงวดเพื่อปกป้องข้อมูลของนักเรียน และสถาบันในสภาพแวดล้อมดิจิทัล โดยปฏิบัติตามกฎระเบียบการคุ้มครองข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

📌 4. พัฒนาความรู้และทักษะด้านดิจิทัลสำหรับอนาคต

สนับสนุนนโยบายในการเสริมทักษะด้านดิจิทัลให้แก่นักเรียนและคณาจารย์ โดยให้มีโปรแกรมการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มความสามารถด้านดิจิทัลที่สำคัญสำหรับอนาคต

📌 5. สร้างทรัพยากรการศึกษาแบบเปิด
(Open Educational Resources)

ส่งเสริมการใช้และสร้างทรัพยากรการศึกษาเปิดเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการศึกษา และเพิ่มการเข้าถึงเครื่องมือที่ใช้ในการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ

อัตราความยากจนในสหรัฐฯ ปี 2022 พุ่ง 12.4% สูงในรอบ 50 ปี สะท้อน!! บางนโยบายของรัฐบาล ส่งผลร้ายต่อชีวิตประชาชน

(15 ก.ย. 66) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เมื่อวันอังคาร (12 ก.ย.) สำนักสำมะโนประชากรสหรัฐฯ รายงานว่าอัตราความยากจนของสหรัฐฯ ในปี 2022 อยู่ที่ร้อยละ 12.4 โดยความยากจนในเด็กเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจากปี 2021

ผลการประเมินมาตรวัดความยากจน (SPM) ซึ่งวัดว่าประชาชนมีทรัพยากรเพียงพอต่อความต้องการหรือไม่ในปี 2022 เพิ่มขึ้น 4.6 จุดจากปีก่อนหน้า ขณะอัตราความยากจนในเด็กเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5.2 ในปี 2021 เป็นร้อยละ 12.4 ในปี 2022 ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สำนักฯ เริ่มติดตามดัชนีในปี 2009

ศูนย์จัดลำดับความสำคัญด้านงบประมาณและนโยบาย คลังสมองฝ่ายซ้ายของสหรัฐฯ ระบุว่าความยากจนที่เพิ่มขึ้นคิดเป็นชาวอเมริกันใช้ชีวิตอยู่ในความยากจนเพิ่มขึ้น 15.3 ล้านคน 

โดยชารอน แพร์รอตต์ ประธานศูนย์ฯ มองว่าความยากจนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนั้นน่าตกใจ

แพร์รอตต์ระบุว่าอัตราความยากจนที่เพิ่มขึ้นทั้งในประชากรรวมและในเด็ก ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ในรอบกว่า 50 ปี ได้ตอกย้ำบทบาทสำคัญของตัวเลือกนโยบายที่มีผลต่อระดับความยากจนและความลำบากในประเทศ

นอกจากนั้นแพร์รอตต์เสริมว่าการสิ้นสุดโครงการคืนภาษีบุตรภาคต่อขยายของรัฐบาลกลางในปี 2022 เป็นสาเหตุของความยากจนในเด็กเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยแพร์รอตต์เรียกร้องฝ่ายนิติบัญญัติฟื้นคืนการดำเนินโครงการดังกล่าว

อนึ่ง การประเมินมาตรวัดความยากจน ครอบคลุมรายได้และผลกระทบของความช่วยเหลือที่ไม่ใช่เงินสด อาทิ ความช่วยเหลือด้านอาหาร และความช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัย

‘โทนี่ จา’ รับบทนักแสดงนำคู่ ‘เจสัน สเตแธม’ ในหนัง ‘Expendables 4 โคตรคนทีมมหากาฬ 4’ 

เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของชาวไทยสำหรับนักแสดงสายบู๊ ‘จาพนม’ หรือ ‘โทนี่ จา’ ที่ล่าสุดโดดรับบทนำคู่ ‘เจสัน สเตแธม’ ใน ‘Expendables4 โคตรคนทีมมหากาฬ4’ บอกเลยว่าฉากต่อสู้เยอะสุด มันส์ที่สุดกว่าเรื่องที่ผ่านมา และสดที่สุดคนไทยได้ดูก่อนอเมริกา

พลาดไม่ได้จริง ๆ สำหรับภาพยนตร์เรื่อง ‘Expendables4 โคตรคนทีมมหากาฬ4’ ภาคล่าสุดของแฟรนไชส์ภาพยนตร์ที่ทำเงินทั่วโลก ไปมากถึง 800 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยภาคนี้ ทีม Expendables กลับมารวมตัวทำภารกิจกันอีกครั้ง โดยใช้ทุนสร้างกว่า $100 ล้านเหรียญสหรัฐ และได้นักแสดงนักบู๊ขวัญใจชาวไทย ‘โทนี่ จา’ หรือ ‘จา พนม’ ร่วมแสดงนำ ซึ่ง จา พนม ประกบคู่ ‘เจสัน สเตแธม’ บู๊เคียงบ่าเคียงไหล่กันอย่างเต็มอิ่มแน่นอน

ซึ่งภาคนี้จะได้เห็นฉากบู๊ที่แตกต่าง โดยมีทีมสตันท์ของ แจ็กกี้ชาน (เฉินหลง) เป็นผู้ออกแบบคิวบู๊ต่าง ๆ  พร้อม จา พนม ร่วมออกแบบการต่อสู้ในรูปแบบ Martial Arts ที่ดุดันตามสไตล์ จา พนม เพิ่มไปอีก ทำให้ได้รับชมฉากต่อสู้ที่เยอะและมันส์ที่สุดกว่าเรื่องที่ผ่าน ๆ มาอีกด้วย

โดย จา พนม ได้เผยถึงการทำงานเรื่องนี้ว่า.... “ในเรื่องนี้เล่นเป็น เดชา เป็นหน่วยรบพิเศษ ตอนนี้ออกจากวงการแล้ว มาเป็นกะลาสี มีเรือประจำตำแหน่งชื่อเรือจินตหรา ในเรื่องเกิดขึ้นที่ประเทศไทย ตอนแรกจะถ่ายทำที่ประเทศไทยด้วย แต่เผอิญมีการปรับเปลี่ยนโน่นนี่นั่นเลยไปถ่ายทำที่ บัลแกเรีย เขาเซ็ตฉากให้เป็นพัทยา ซึ่งออกมาแล้วก็เหมือนประเทศไทยอยู่ ซึ่งเรื่องนี้ถ่ายทำกันในลอนดอน, บัลแกเรีย และกรีซ ครับ ตอนถ่ายทำอากาศหนาวมาก แต่ต้องใส่เสื้อผ้าแบบเมืองร้อน พอคัทปุ๊ปรีบเอาผ้าห่มมาห่มกันเลย”

“ส่วนคาแรคเตอร์เราได้มีการแชร์ประสบการณ์กับผู้กำกับฯ ว่า มันต้องมีแบคกราวน์ด้วยนะตัวละครตัวนี้ คือ เดชา นี่เขาเป็นหน่วยรบพิเศษที่เก่งมาก แต่ไม่อยากไปรบแล้ว เลยออกจากวงการไปบวชมาและเป็นกะลาสี ทางผู้กำกับเขาก็เลยให้ตัวละคร เดชา เป็นบุคคลิกระหว่าง แจ็ค สแปร์โรว์ และ แรมโบ้ ไปเลย”

“ทางด้านผู้กำกับคิวบู๊ก็มาจาก JC team (แจ๊กกี้ ชาน ทีม) เขาก็มาคุยกันว่า คิวบู๊ โทนี่ จา ต้องเป็นแบบองค์บากนะ แล้วเขาก็เอาอาวุธทั้งหลายมาโชว์ให้ดู พวกปืนผาหน้าไม้ ระเบิด อะไรประมาณนี้ แล้วเขาก็บอกว่า ยูไม่ต้องใช้ เพราะยูมีอาวุธอยู่แล้ว คือ มือเท้าเข่าศอก ยูเอามีดไปเล่มเดียว จะได้โชว์แม่ไม้มวยไทยได้อย่างเต็มที่ และมีการทำเวิร์กช็อปกัน ผู้กำกับคิวบู๊เขาให้ดูไลน์แอ็กชัน ทีนี้เราจะใส่อะไรลงไป ก็อยู่ที่เรา เราก็ใส่ศิลปะการต่อสู้แบบไทยลงไป เป็นการนำเสนอ เป็นการแชร์ไอเดียกัน ของไทยเราก็อัดกันดิบ ๆ ไปเลย ของฝรั่งก็มีมุมกล้อง มีซีจีมาเสริม เพราะตัวละครมีหลายตัว เราก็ต้องแชร์กัน อย่างผมเข้าไลน์กับ เจสัน สเตแธม ทำอย่างไรที่จะให้ทั้งคู่ไปด้วยกันได้ เข้าคู่กันอย่างกลมกลืน”

“สำหรับ Expendables ต้องบอกเลยว่า คุณได้ดูภาคที่ระเบิดภูเขาเผาโลกกันมามากแล้ว มาภาคนี้เขากลับมาถึงจิตวิญญาณแห่งเอเซีย ก็ได้ไปช่วยเขาออกแบบคิวบู๊ เป็นสีสันที่ตลาดต้องการ ไม่ใช่แอ็กชันแบบยิงกันอย่างเดียว เพราะคนยิงกันก็เห็นมาหมดแล้ว สิ่งที่สำคัญต้องหาอะไรที่ทำให้คนเขาตื่นตาตื่นใจ ซึ่งตรงนี้ผมว่า Expendables4 โคตรคนทีมมหากาฬ 4 จัดเต็ม อย่างไรก็ฝากไปดู ไปให้กำลังใจกันด้วยครับ”

‘Expendables 4 โคตรคนทีมมหากาฬ 4’ กำกับภาพยนตร์โดย สก็อตต์ วาก์ (Scott Waugh) ผู้กำกับจาก ซิ่งเต็มสปีดแค้น (Need for Speed), หน่วยพิฆาต ระห่ำกู้โลก ( Act of Valor), Hidden Strike นำแสดงโดย เจสัน สเตแธม, ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน, ฟิฟตี้เซนต์, เมแกน ฟอกซ์, ดอล์ฟ ลันด์เกรน, โทนี่ จา (จา พนม), แรนดี้ โคเทอร์, แอนดี้ การ์เซีย และ อิโก อูไวส์  พร้อมนักแสดงชั้นนำจากฮอลลีวู้ดอีกคับคั่ง ที่สำคัญสดใหม่ คนไทยได้ดูก่อนอเมริกา 20 กันยายนนี้ แน่นอน! พร้อมเดือด มันส์ เกินพิกัด ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ

เมื่อการให้ ‘ทิป’ กลายเป็นเรื่องลำบากใจของชาวเกาหลีใต้ จนลูกค้าแห่เลี่ยงใช้บริการ ส่อฉุดยอดขายร่วง-ธุรกิจดิ่ง

‘ค่าทิป’ เรื่องลำบากใจชาวเกาหลีใต้ ผู้บริโภคแห่เลี่ยงใช้บริการ การทำให้วัฒนธรรมให้ทิปกลายเป็นเรื่องปกติ อาจฉุดยอดขายธุรกิจลง เนื่องจากลูกค้าบางคนอาจเข้าใจว่า ยิ่งรับประทานอาหารมากเท่าไร ยิ่งต้องจ่ายค่าทิปมากเท่านั้น

เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 66 อัลจาซีราห์ นำเสนอรายงานเรื่องนี้ โดยระบุว่า สังคมของชาวเกาหลีใต้ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากสหรัฐฯ มากมายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความชื่นชอบชีสเบอร์เกอร์ของสหรัฐฯ ปาร์ตี้สละโสดแบบ bridal shower และละครซิตคอม แต่มีวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของสหรัฐฯ ที่สังคมเกาหลีใต้รับไม่ได้ และออกแนวไม่ชอบใจเท่าที่ควร นั่นคือธรรมเนียม ‘การให้ทิป’

ชาวเกาหลีใต้ก็เหมือนประเทศอื่น ๆ นอกสหรัฐที่มักไม่ค่อยให้ทิปเพื่อเข้าไปซื้อบริการ แต่ก็กำลังเจอกับปัญหาท้าทายเมื่อเร็วๆ นี้ เมื่ออูเบอร์ของเกาหลีใต้ เพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้คนขับบางราย โดยสามารถรับทิปได้ 0.75 เซนต์-1.5 ดอลลาร์ ต่อการให้บริการ 1 ครั้ง หรือราว 26-53 บาทต่อการบริการ 1 ครั้ง ซึ่งการให้ทิปอูเบอร์ จะแตกต่างกันไปตามระดับความพรีเมียมของแท็กซี่

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้ชาวเกาหลีใต้ต่อต้านการให้ทิป แม้แต่ 2 เซนต์ก็ไม่อยากให้

โพสต์ในโลกออนไลน์ที่เป็นกระแสมาแรง ระบุว่า “ตอนนี้ ธรรมเนียมการให้ทิปเริ่มต้นด้วยการให้ตามความพึงพอใจ แต่หลังจากนั้นจะกลายเป็นความกดดัน”

ขณะที่ชาวเน็ตคนอื่นๆ ร่วมกันล่าแม่มด ตามข่าวลือต่าง ๆ นานา เพื่อสืบหาและทำให้ธุรกิจที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนเพิ่ม หรือการจ่ายค่าทิปเป็นเรื่องที่น่าอาย

กระแสให้ทิปกลายเป็นประเด็นร้อนในสังคมเกาหลีใต้ จนสำนักข่าวแห่งหนึ่งพาดหัวข่าวว่า “เดี๋ยวนะ ที่นี่คืออเมริกาเหรอ?”

‘ซอน อึนจี’ พนักงานการเงินวัย 34 ปี เล่าว่าเธอไม่เคยให้ทิปใครหรือร้านใดในเกาหลีใต้เลย ยกเว้นบริจาคเงินเพื่อการกุศล เมื่อเกิดกระแสว่า บางธุรกิจเปิดให้เพิ่มทิป เธออาจหลีกเลี่ยงไม่สนับสนุนธุรกิจที่ขอเงินเพิ่มแบบนี้

“การให้ทิปไม่ใช่เรื่องสำคัญในเกาหลีใต้ และไม่ควรเป็นเรื่องสำคัญในตอนนี้” ซอน กล่าว

ปัจจุบัน เกาหลีใต้ยังเป็นประเทศที่ไม่นิยมให้ทิป แต่มีข้อยกเว้นให้บางธุรกิจ เช่น แคดดี้ในสนามกอล์ฟ หรือคนเก็บลูกกอล์ฟ และพนักงานเสิร์ฟร้านอาหารทะเลหรือบาร์บีคิว ที่สามารถขอทิปจากลูกค้าได้ และกฎหมายของเกาหลีใต้ กำหนดให้ร้านอาหาร รวมถึงธุรกิจอื่น ๆ ต้องระบุค่าใช้จ่ายสินค้าและบริการต่างๆ ทั้งหมด รวมออกมาเป็นราคาเดียว

แม้แต่คนขับรถส่งของ ที่รับรายได้จากแอปพลิเคชันดิลิเวอร์รี ยังไม่ได้รับอนุญาตให้รับทิป ไม่ว่าจะให้บริการในวันฝนตกหรือแดดออกก็ตาม

ชาวเน็ตเกาหลีใต้บางคนบ่นว่า พวกเขาทุ่มเงินไม่กี่เหรียญให้กับพนักงานบริการส่วนใหญ่ แต่กลับไม่สนใจให้ทิปช่างทำกุญกับบุคลากรการแพทย์ ช่างเป็นอะไรที่ชวนให้สับสน

‘ฌอน จุง’ ศาสตราจารย์ด้านบริหารกิจการให้บริการ จากมหาวิทยาลัยบอสตัน บอกว่า “สหรัฐฯ เป็นประเทศให้ทิปมากกว่าปกติ เพราะการให้ทิปเป็นเรื่องที่ถูกตั้งความหวัง และเป็นวัฒนธรรมที่นิยมในร้านอาหารอย่างแพร่หลาย”

อย่างไรก็ตาม การให้ทิปในเกาหลีใต้เป็นเรื่องที่ไม่ได้รับการยอมรับ แม้แต่เจ้าของร้านอาหารต่าง ๆ ก็มองว่า วัฒนธรรมการให้ทิปเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น

‘นัม ซุกจา’ เป็นเจ้าของธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นระดับไฮเอ็นด์ในกรุงโซล ที่มีเมนูอาหารที่เป็นจุดขายคือซาชิมิทูน่า ภายในร้านอาหารเต็มไปด้วยห้องอาหารส่วนตัว และลูกค้าร้านนี้มักจะจ่ายเงิน 10,000 วอน หรือราว 268 บาท ให้กับพนักงานเสิร์ฟ เมื่อเริ่มสั่งอาหารชุดแรก ซึ่งการให้ทิปพนักงาน อาจทำให้ได้รับบริการที่เอาใจใส่มากขึ้น ได้รับอาหารชุดต่อไปไวขึ้น หรือได้รับการเสิร์ฟแบบพิเศษ

อย่างไรก็ตาม นัม คิดว่า การที่ลูกค้าของเธอรู้สึกว่าต้องให้ทิปเพื่อรับบริการที่ดีขึ้นเป็นเรื่องที่ผิด และเรื่องนี้ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจ

ด้าน ‘คิม มยองคยู’ เจ้าของบาร์แห่งหนึ่งในเกาหลีใต้กังวลว่า การทำให้วัฒนธรรมให้ทิปกลายเป็นเรื่องปกติ อาจฉุดยอดขายธุรกิจให้ลดลง เนื่องจากลูกค้าบางคนอาจเข้าใจว่า ยิ่งรับประทานอาหารมากเท่าไร ยิ่งต้องจ่ายค่าทิปมากเท่านั้น

“การให้ทิปดูไม่เป็นเรื่องที่น่าพอใจสำหรับลูกค้า ถ้าจะให้วางกล่องใส่ทิปไว้เหรอ? ร้านไม่มีทางทำแน่นอน” คิม ย้ำ

ด้าน ‘กาเกา โมบิลลิตี’ ผู้ให้บริการเรียกแท็กซี่รายใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ เผยว่า ยอดให้ทิปของประเทศถึงจุดพลิกผันเมื่อเดือนก่อน

โดยบริษัทเริ่มโครงการนำร่อง เสนอช่องทางจ่ายเงินเพิ่มที่เรียกว่า ‘ทิปขอบคุณ’ 1.5 ดอลลาร์ หรือต่ำกว่านั้น เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ผู้ขับขี่ให้บริการที่ดีขึ้น แต่โฆษกหญิงของบริษัทบอกว่า มีเพียงคนขับที่ให้บริการแท็กซี่ระดับสูงและได้รับคะแนนรีวิว 5 ดาวหลังให้บริการเท่านั้น ที่สามารถรับทิปจากลูกค้าได้

อย่างไรก็ตาม อนาคตของฟังก์ชันนี้จะเป็นอย่างไรนั้น บริษัทยังไม่ได้วางแผนใดๆ เพิ่มเติม

จากโพลสำรวจข้อมูลของโอเพนเซอร์เวย์ในกรุงโซล พบว่า ชาวเกาหลีใต้ 7 ใน 10 คน ไม่ชอบฟีเจอร์ให้ทิปแท็กซี่ ขณะที่มีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 1 ใน 6 เท่านั้น ที่เห็นด้วยกับฟีเจอร์ดังกล่าว

ข้อกังขาจากสาธารณชนเกี่ยวกับการให้ทิป จุดประกายให้กับโต๊ะข่าว ที่ทำข่าวเกี่ยวกับการให้ทิปลดลงส่งผลกระทบต่อสหรัฐฯ โดยผู้ประกาศข่าวหญิงคนหนึ่ง ถึงกับต้องทำประเด็นข่าวใหม่ เพื่ออธิบายว่า การให้ทิปปริมาณมากเป็นวัฒนธรรมที่แพร่หลายในสหรัฐฯ ได้อย่างไร และถึงขั้นที่ลูกค้าต้องจ่ายทิปจำนวนมาก

นักข่าวกล่าวว่า โดยปกติแล้ว ผู้คนมักสงสัยกันว่า ทำไมโลกเราต้องมีวัฒนธรรมการให้ทิป เมื่อมองไปที่สหรัฐฯ ผู้คนในประเทศนี้ก็เริ่มซักถามและแลกเปลี่ยนข้อมูล เกี่ยวกับสถานที่ที่อาจจะเก็บค่าทิป หรือไม่เก็บค่าทิปกันบ้างแล้ว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top