Tuesday, 28 July 2026
Hard News Team

‘เศรษฐา’ พา ครม. ผ่านศึกแถลงนโยบายลื่นไหล คลอดนโยบาย ‘ลดราคาพลังงาน-พักหนี้’ ตามนัด

และแล้วรัฐบาลสูงยาวเข่าดี ‘เศรษฐา ทวีสิน’ ก็ได้ประเดิม ครม.นัดแรก วันที่ 13 ก.ย. เป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว หลังจากที่ผ่านศึกแถลงนโยบาย 2 วันมาได้

ดังที่ ‘เล็ก เลียบด่วน’ เคยเกริ่น ๆ มาบ้างแล้วว่า พรรคเพื่อไทยนั้นเป็นมวยเรื้อเวทีมา 9 ปีเต็ม ดังนั้นการกลับมาตึกไทยคู่ฟ้าอีกรอบในวันนี้จึงออกอาการเก้ ๆ กัง ๆ ไปบ้าง บวกกับนโยบายที่ต้องลดโทนมาผสมผสานกันหลายพรรค กลายเป็นนโยบายไม่ตรงปก สองวันที่แถลงแทนที่จะเป็นฝ่ายขยี้ประเด็นนโยบายให้ได้ใจประชาชน สุดท้ายกลายเป็นเวทีที่เด็ก ๆ พรรคก้าวไกลเอาไปแจ้งเกิดแจ้งตายบนเวทีสภากันสลอน...

ดีที่เศรษฐาเป็นนายกฯ ชี้แจงพอจะรู้เรื่อง เป็นนายกฯ ที่อ่อนน้อมและไหว้สวย ช่วยทำให้ทุกอย่างมันพอลื่นไหลไปได้...

ไม่เท่านั้น ครม.นัดแรกมติต่าง ๆ ก็มาตามนัด ตั้งแต่เรื่องพักหนี้เกษตรกร ธุรกิจขนาดเล็ก 3 ปี ลดค่าไฟ-น้ำมัน พลังงาน และตั้งคณะกรรมการศึกษาประชามติตามรัฐธรรมนูญ โดยมอบให้ ‘บิ๊กอ้วน’ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ เป็นประธาน ก็พอจะเป็นโมเมนต์ที่ดี ๆ อยู่พอประมาณ

ในส่วนของทีมงาน รัฐบาลเศรษฐาทยอยเปิดตัว โดยเฉพาะกระทรวงกลาโหม เลขานุการรัฐมนตรี เป็นไปตามโผที่ ‘เล็ก เลียบด่วน’ เคยขานชื่อไว้คือ อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) สายตรงลุงตู่ พล.อ.ณัฐพล นาคพานิชย์ ‘บิ๊กเล็ก’ เตรียมทหาร (ตท.) รุ่น 20 รุ่นเดียวกับบิ๊กแดง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ส่วนที่ปรึกษารัฐมนตรีคือ พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา ‘บิ๊กอั๋น’ เตรียมทหารรุ่น 19 ก็เป็นอดีตเลขาธิการสมช. เหมือนกัน

งานนี้ต้องบอกว่า ท่านสุทิน คลังแสง สมุหกลาโหมโดนขนาบข้างด้วยอดีตเลขาธิการสมช. รับประกันซ่อมฟรีว่า งานการด้านความมั่นคงจะกล้าแกร่งอย่างแน่นอน ที่ลือ ๆ กันว่าจะให้นั่งขดังตาทัพแค่ 8-9 เดือนหรือไม่เกินปี ‘เล็ก เลียบด่วน’ ดูท่าว่าไม่น่าจะจริง น่าจะยาวโลดกว่านั้นแน่นอน

อ้อ ต้องขอกระซิบบอกท่าน ‘บิ๊กทิน’ ว่าดีแล้ว เป็นข่าวดีที่ ฯพณฯ ยืนยันว่า..สองพ่อลูกชินวัตรคือคุณพายัพ และนายพอพงษ์ ชินวัตร ไม่มีชื่ออยู่ในทีมที่ปรึกษา เพราะเมื่อ 3-4 วันก่อน มีชื่อหราอยู่ในคำสั่งไม่เป็นทางการว่า คุณพ่อจะเป็นประธานที่ปรึกษา คุณลูกจะเป็นเลขานุการประจำตัว ใครต่อใครออกมาต้านกันเจี๊ยวจ๊าว!!

ส่วนที่ท่านถือฤกษ์ 13.13.13 เข้าทำงานที่กระทรวง คือวันที่ 13 เวลา 13 นาฬิกา 13 นาที และเตรียมรายชื่อทีมที่ปรึกษาเบื้องต้นไว้ 13 คนนั้นก็ว่ากันไป คนไทยไม่ถือฝรั่งไม่เกี่ยว ขออย่างเดียว เราต้องเอี่ยวทั้งสหรัฐฯ และจีนให้เป็น และพัฒนากองทัพให้ทันสมัย ไม่ต้องไปติดกับดักคำว่าปฏิรูปของน้อง ๆ ก้าวไกลบางคนที่งัดตำราขึ้นมาท่องแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้…

อ้อ ปิดท้ายวันนี้ ถึงแม้ ‘เล็ก เลียบด่วน’ จะไม่ค่อยเห็นด้วยกับแนวคิดที่ท่านชูรักแร้เชียร์สุดลิ่มทิ่มประตูว่าโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ดีเลิศประเสริฐศรีก็ตาม แต่บรรทัดนี้ขอแสดงความยินดีกับ สัตวแพทย์ชัย วัชรงค์ หรือ ‘หมอชัย’ ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 91 ของพรรคเพื่อไทยมา ณ ที่นี้ด้วย

‘หมอชัย’ ใช่ใครอื่น คือนักธุรกิจขายอาหารสัตว์ เป็นนายกสมาคมอนุรักษ์และพัฒนาไก่พื้นเมืองไทย    ทั่วไปจะรู้จักในนาม ‘หมอชัย ไก่ชน’ แห่งสมาคมส่งเสริมไก่ชนไทย ที่มีทั้งแอ๊ด คาราบาว และเจ้าสัวซีพี  สิงสถิตอยู่นั่นแล…สวัสดี!!

เช็กโผ!! ‘ครม.’ ทยอยตั้ง ‘ที่ปรึกษารมต.-เลขานุการฯ’ ด้าน ‘ภูมิธรรม’ รักษาการฯ ‘นายกฯ-ต่างประเทศ’

(13 ก.ย.66) ที่ทำเนียบรัฐบาล ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 13 กันยายน 2566 มีมติอนุมัติเป็นหลักการมอบหมายให้นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในกรณีที่ไม่มีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ 

ครม.มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ดังนี้…
1. นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 
2. นายธนรัช จงสุทธนามณี ให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  
3. นายรัศม์ ชาลีจันทร์ ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 
(ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2566 เป็นต้นไป) 

ครม.มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอการแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ‘นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ’ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2566 เป็นต้นไป

ครม.มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเสนอการแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้…
1. นายสุทธิเกียรติ วีระกิจพานิช ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
2. นายวัลลภ รุจิรากร ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
(ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2566 เป็นต้นไป) 

ครม.มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอการแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 4 ราย ดังนี้…
1. นายกองตรี พิสิษฏ์ พิพัฒน์วิไลกุล ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  
2. นายปัญญา ชวนบุญ ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายนภินทร ศรีสรรพางค์)
3. นายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ ให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
4. นายกฤษฏ์ เพ็ญสุภา ให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ [รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายนภินทร ศรีสรรพางค์)]   
(ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2566 เป็นต้นไป) 

ครม.มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ดังนี้...
1. นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 
2. นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล ให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 
(ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2566 เป็นต้นไป)

ครม.มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงานเสนอการแต่งตั้ง นายธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2566 เป็นต้นไป)

ครม.มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอการแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ดังนี้…
1. นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข 
2. นาวาอากาศตรี พลเทพ สุนทโร ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2566 เป็นต้นไป) 

ครม.มีมติเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง จำนวน 4 ราย ดังนี้…
1. นายสมคิด เชื้อคง ตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง
2. นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง
3. นายพงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ ตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง
4. นายชัย วัชรงค์ ตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
(ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2566 เป็นต้นไป)

ครม.มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอการแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 3 ราย ดังนี้…
1. นายมานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
2. นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
3. นายณัฏฐ์พัฒน์ รัฐผไท ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
(ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2566 เป็นต้นไป)

ครม.มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอการแต่งตั้งข้าราชการการเมือง คือ นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ ในตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2566 เป็นต้นไป)

ครม.มีมติเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้ง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้ง  

ครม.มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอเลื่อน นายลวรณ แสงสนิท อธิบดี (นักบริหารสูง) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ให้ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวง (นักบริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง แทนตำแหน่งที่ว่าง เนื่องจากผู้ครองตำแหน่งอยู่เดิมได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง 

ครม.มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงานเสนอแต่งตั้ง นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ อธิบดี (ตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง) กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน ให้ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวง (ตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงพลังงาน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 เพื่อทดแทนตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง 

ครม.มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเสนอการแต่งตั้งข้าราชการการเมือง นางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2566 เป็นต้นไป)

ครม.มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอการแต่งตั้ง พลเอก สมศักดิ์ รุ่งสิตา ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ ให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2566 เป็นต้นไป)

ครม.มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอการแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้…
1. นายณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
2. นายกิตติ เชาวน์ดี ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
(ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2566 เป็นต้นไป)

ครม.มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการ เสนอการแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 4 ราย ดังนี้…
1. นายเชิดศักดิ์ โภคกุลกานนท์  ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
2. นายวิศรุต ปู่เพ็ง ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 
3. นายนพ ชีวานันท์ ตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
4. นายพิษณุ พลธี ตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
(ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2566 เป็นต้นไป)

ครม.มีมติเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ตามลำดับ ดังนี้…
1. ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่อาจปฏิบัติราชการได้ คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ตามลำดับ ดังนี้...
1.1 นายภูมิธรรม เวชยชัย
1.2 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน 
1.3 นายปานปรีย์ พหิทธานุกร 
1.4 นายอนุทิน ชาญวีรกูล  
1.5 พลตำรวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ 
1.6 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

2. ในระหว่างการรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ผู้รักษาราชการแทนข้างต้น จะสั่งการใดเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลและการอนุมัติเงินงบประมาณอันอยู่ในอำนาจของนายกรัฐมนตรีได้ ต้องได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีเสียก่อน

‘บิ๊กเด่น’ สั่งลุย!! เร่งสืบค้นเครือข่าย ‘กำนันนก’ จ่อเอาผิดผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างเด็ดขาด

(13 ก.ย. 66) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร เปิดเผยถึงกรณีที่ช่วงเช้าวันนี้ ตำรวจภูธรภาค 7 ได้สนธิกำลังตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายที่เป็นเครือข่ายของนายประวีณ จันทร์คล้าย หรือ ‘กำนันนก’ จำนวน 15 จุด ในจังหวัดนครปฐมกว่า 10 จุด ว่าได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา เนื่องจากคดีนี้เป็นที่จับตามองและสนใจของสังคม ซึ่งในการทำคดีจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การขยายผลตรวจค้นเครือข่ายของผู้มีอิทธิพล และอีกส่วนคือ คดียิงสารวัตรศิวกร ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องสืบสวนหาพยานหลักฐาน เพื่อเอาผิดกับกำนันนก และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและพลเรือนให้ได้

รวมถึงความเกี่ยวเนื่องที่มีตำรวจเข้าไปพัวพันกับผู้มีอิทธิพล ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากการกู้ข้อมูลเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดจากบ้านกำนันนก พร้อมกันนี้ ยังได้มอบหมายให้ พล.ต.อสุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร รับผิดชอบดูแลและติดตามความคืบหน้าในคดีอย่างต่อเนื่อง

ส่วนเรื่องการเยียวยา พ.ต.ต.ศิวกร สายบัว สารวัตรสถานีตำรวจทางหลวง 1 การสองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวงนั้น เบื้องต้นทางต้นสังกัด คือกองบังคับการตำรวจทางหลวง และเพื่อนนักเรียนนายร้อยตำรวจก็ได้รวบรวมเงินเพื่อช่วยเหลือครอบแล้ว รวมถึงกรณีของ พ.ต.อ.วชิรา ยาวไทยสงค์ ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวง นั้นผู้บังคับบัญชาก็ได้รวบรวมเงินเพื่อให้การช่วยเหลือแล้วเช่นกัน

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีหลักเกณฑ์ในการเยียวยาสำหรับผู้ที่เสียชีวิตระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ แม้กรณีของพันตำรวจตรีศิวกรจะไม่เข้าข่าย แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมีสวัสดิการด้านอื่นๆ ในการช่วยเหลือดูแลครอบครัวอย่างเต็มที่ และยังได้กำชับให้ผู้บังคับบัญชาของตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว จับตาดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อไม่ให้เกิดความเครียด ป้องกันการเกิดเหตุซ้ำรอยกรณี พ.ต.อ วชิรา

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวต่อว่าในความคิดเห็นส่วนบุคคลนั้น เชื่อว่าตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลในพื้นที่นั้นเป็นเพียงส่วนน้อย ส่วนใหญ่ยังเป็นตำรวจที่ดีและไม่อิงกับผู้มีอิทธิพล อยากขอความเป็นธรรมให้กับตำรวจส่วนใหญ่ด้วย แม้แต่ตำรวจที่ไปร่วมงานเลี้ยงก็ใช่ว่าจะมีความผิดทุกคน ขอให้รอผลการสอบสวนให้แล้วเสร็จก่อน

‘พีระพันธุ์’ แจ้งข่าวดี ครม.เห็นชอบลดภาระปชช. เคาะดีเซลไม่เกินลิตรละ 30 บาท ลดค่าไฟลง 30 สต.

‘พีระพันธุ์’ โพสต์แจ้งข่าวดี ครม.เห็นชอบกำหนดราคาดีเซลไม่เกินลิตรละ 30 บาท ส่วนเบนซินจะคุมค่าการตลาดไม่ให้เกิน 2 บาทต่อลิตร เตรียมปรับลดเบนซินให้กลุ่มเปราะบางใช้ประกอบอาชีพ พร้อมปรับลดค่าไฟลง 30 สต. ตรึงราคาก๊าซหุงต้มขนาดถัง 15 กก.เหลือ 423 บาท

(13 ก.ย. 66) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงการลดราคาพลังงานว่า…

วันนี้ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตนได้เสนอเรื่องปรับลดราคาพลังงานต่อที่ประชุม ครม. ทันทีหลังเสร็จการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเมื่อวาน โดย ครม.รับทราบและเห็นชอบกับแนวทางของกระทรวงพลังงาน และกระทรวงการคลังที่กำหนดให้น้ำมันดีเซลราคาไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท เบนซินเบื้องต้นจะร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ตรวจสอบควบคุมค่าการตลาดไม่ให้เกิน 2 บาทต่อลิตร ตามมติคณะกรรมการบริหารพลังงานอย่างจริงจัง ก็จะทำให้ราคาเบนซินลดลงได้ในระดับหนึ่ง และจะร่วมกับกระทรวงการคลังพิจารณาปรับลดราคาเบนซินให้กลุ่มที่จำเป็นต้องใช้เบนซิน เพื่อการประกอบอาชีพที่เรียกว่ากลุ่มเปราะบาง เช่น มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และแท็กซี่ โดยเร่งด่วนต่อไป

ส่วนไฟฟ้าปรับลดจากราคาหน่วยละ 4.45 บาทเหลือ 4.10 บาท โดยจะดำเนินการเพิ่มเติมในส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไปอีก เพื่อหาทางปรับลดราคาค่าไฟฟ้าให้เหลือไม่เกินหน่วยละ 4 บาท ส่วนก๊าซหุงต้มตามแนวโน้มตลาดโลกจะขึ้นทุกปลายปี เพราะเป็นช่วงฤดูหนาวจะทำให้ราคาก๊าซหุงต้มในประเทศไทยสูงตามไปด้วย แต่เราจะตรึงราคาไว้ที่ 423 บาทสำหรับถังขนาด 15 กิโลกรัม ราคาเดิมต่อไป

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่าทั้งหมดนี้ไม่เพียงเป็นนโยบายของพรรค รทสช. เท่านั้น แต่บังเอิญตรงกับนโยบายของนายกรัฐมนตรีด้วย จึงสามารถดำเนินการให้เป็นจริงได้อย่างรวดเร็ว ต้องขอบคุณนายกรัฐมนตรีและ ครม.ทุกท่านด้วย

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า แม้เรื่องนี้ในเบื้องต้นจะเป็นมาตรการระยะสั้น แต่เราก็ลงมือทำทันที ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ดังนั้น ขอให้มั่นใจว่า ตน และกระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะหาแนวทางและมาตรการอื่น ๆ ต่อไปเพื่อทำให้ราคาพลังงานอยู่ในระดับที่เหมาะสม และเป็นธรรมกับประชาชน และเพื่อสร้างเสถียรภาพความมั่นคงและระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนให้ได้

ครม.ไฟเขียว เปลี่ยนระบบจ่ายเงินเดือนข้าราชการ ออกเดือนละ 2 รอบ ลดพฤติกรรมกู้หนี้ยืมสิน

(13 ก.ย. 66) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า “เรื่องที่ 7 เป็นเรื่องที่เราไม่เคยพูดคุยกัน ผมไม่ได้มีการแย้มถึงเรื่องนี้เลย แต่ผมตระหนักดีว่าเรื่องกระแสเงินสดของทุกคนในกระเป๋าเป็นเรื่องสำคัญ เราจึงดำริให้เปลี่ยนการจ่ายเงินข้าราชการจากเดือนละ 1 รอบเป็นเดือนละ 2 รอบ”

“โดยรายละเอียดจะแจ้งให้ทราบอีกทีหนึ่ง และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ม.ค.ปีหน้าเป็นต้นไป ซึ่งต้องมีการแก้ไขระบบอะไรหลายๆ อย่าง จึงทำเลยไม่ได้ ผมเชื่อว่าเรื่องนี้จะเป็นการบรรเทาทุกข์ให้กับข้าราชการชั้นผู้น้อยได้เยอะพอสมควร ถ้ามีการจ่ายเงิน 2 รอบจะได้ไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน ไม่ต้องคอยให้ถึงสิ้นเดือนก็จะมีเงินแบ่งจ่ายออกมา” นายเศรษฐา กล่าวทิ้งท้าย

‘ช่อง 8’ ผุดโปรเจกต์รายการเรียลลิตี้ ‘นางร้าย Thailand’ ปั้นนางร้ายหน้าใหม่สู่วงการบันเทิง ชิงเงินรางวัล 5 แสนบาท

(13 ก.ย. 66) เปิดตัวอย่างเป็นทางการกับโปรเจกต์ ‘นางร้าย Thailand (Devil Angel Thailand)’ รายการเรียลลิตี้แรกในประเทศไทยที่มีการประกวดนางร้าย พร้อมค้นหาสุดยอดนางร้ายคนแรกของประเทศ เพื่อชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 5 แสนบาท ภายใต้แนวคิดของผู้บริหารหญิงแกร่ง คุณนงลักษณ์ งามโรจน์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารสถานีโทรทัศน์ช่อง 8 พร้อมดึงตัวพ่อพิธีกรมากความสามารถ อั๋น ภูวนาท คุนผลิน กับ เหล่า 3 Queen Master ตัวแม่นางร้าย เบนซ์ ปุณยาพร พูลพิพัฒน์, โม อมีนา พินิจ และ แก้มบุ๋ม ปรียาดา สิทธาไชย เสริมความเข้มข้นขึ้นด้วยนักแสดงมากฝีมือ พลอย เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ และผู้กำกับคนดัง มะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล มาเป็นคณะกรรมการรอบตัดสิน ร่วมพิสูจน์ว่าใครจะสามารถสร้างพลังอินเนอร์ของนางร้าย เพื่อประดับวงการบันเทิงของไทย ต่อยอดเล่นละคร ซีรีส์สู่ระดับสายตาในอีกหลายประเทศ

คุณนงลักษณ์ งามโรจน์ กล่าวว่า “ช่อง 8 ภายใต้บริษัท RS Group ได้ต่อยอดแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจ Unlock Value โดยปรับแผนตามความแข็งแรงของคอนเทนต์ทางการเติบโตของโซเชียลมีเดีย และความชำนาญของบุคลากร อาทิ ละคร, ซีรีส์, รายการมวย, รายการบันเทิงและวาไรตี้ โดยมีเป้าหมายรายได้ที่คาดหวังรวม 1,600 ล้านในปีนี้ และต่อยอดเป็น Annual Content และ Event ในปีต่อๆ ไป โดยนางร้าย Thailand (Devil Angel Thailand) เป็นหนึ่งในโปรเจกต์ที่ทางช่อง 8 มุ่งหวังจะสร้างรายได้ให้เติบโต ปีนี้เป็นจังหวะที่เหมาะสมในการพัฒนาโปรเจกต์ การที่จะปั้นนางร้าย ไม่เคยมีที่ไหนทำมาก่อน ถือเป็นการเปิดโอกาสให้นางร้ายได้มีจุดโดดเด่นกว่าที่เคยเป็นมา สังเกตได้ว่าการรับชมละครหรือภาพยนตร์ จะขาดนางร้ายไม่ได้เลย ซึ่งนางร้ายก็มีคุณค่าไม่น้อยไปกว่านางเอก เพียงแต่ไม่มีใครกล้าจัดการประกวดและเปิดโอกาสให้นางร้ายเท่านั้นเอง”

“ในส่วนของรายการ น่าจะถูกใจผู้ชมทางด้านโซเชียลที่ชื่นชอบความเรียล และเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของเหล่านางร้ายอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่มีกรอบจำกัด ทั้งทักษะการแสดง การสื่ออารมณ์ การใช้ภาษากาย และการโชว์ความเซ็กซี่ของนางร้ายผ่านมิชชั่นที่เข้มข้น และท้ายที่สุดเราจะปั้นให้เกิดนางร้ายไทยแลนด์คนใหม่ของวงการบันเทิง และอีกหนึ่งความพิเศษทางช่อง 8 ได้เปิดโอกาสให้กับทุกคนที่มีความหลากหลายทางเพศได้ยื่นใบสมัคร เรามั่นใจว่าผู้ชมจะให้การตอบรับแน่นอน เพราะประเทศไทย ถือว่าเป็นประเทศที่เปิดรับความหลากหลายทางเพศในทุกระดับต้นๆ ของโลก จึงไม่แปลกที่ช่อง 8 จะสนับสนุนเรื่องความเท่าเทียม”

Queen Master เบนซ์ ปุณยาพร กล่าวว่า “ในความเป็นมืออาชีพจากประสบการณ์ 20 กว่าปี ที่เคยเป็นทั้งนางเอก และนางร้าย ถือเป็นประสบการณ์ที่เบนซ์สะสมมานานและนานกว่าคนอื่นๆ ทำให้เบนซ์เชื่อว่าตัวเองมีศักยภาพมากพอที่เป็นตัวท็อป Queen Master ที่ทีมอื่นจะสู้ไม่ได้ อย่าลืมว่าเบนซ์มีประสบการณ์ทั้ง 2 ด้าน แสดงว่าประสบการณ์การเป็นควีนเหนือคนอื่น 2 เท่า ที่จะมาสอนแก่นแท้การแสดงให้น้องๆ เบนซ์สามารถนำเทคนิคอินเนอร์ของนางเอก และเทคนิคที่นางร้ายจะต้องมี มาเป็นซูเปอร์นางร้ายไทยแลนด์ให้เข้มข้นกว่า Queen master อีก 2 คน เพื่อศักดิ์ศรี และน้องในทีม เบนซ์จะต้องเป็นผู้ชนะในรายการนี้เท่านั้น หากมาสอนแค่ผิวเผิน ถ้าไม่เด่นจริงก็ต้องออกจากรายการนี้ไป”

Queen Master โม อมีนา กล่าวว่า “ตอนแรกไม่มั่นใจ แต่ก็มานั่งคิดว่า เล่นละครมา 21 ปี ได้รับบทร้ายมาตลอด นี่แหละเข้ากับเราที่สุด คือโอกาสสำคัญที่เราจะได้ปั้นคนจากประสบการณ์ตรงของเรา ความเข้มข้นของรายการจะอยู่ที่การฟาดฟัน งัดกลยุทธ์ ปกปิดกลเม็ดออกมาแข่งกัน ทุกอย่างคือเกมที่เราจะต้องแข่งขันกัน รายการนี้เรียลมากๆ ไม่มีรู้เขารู้เรานะ เราก็ไม่รู้ว่าฝั่งตรงข้ามจะเล่น และพลิกเกมอะไร เพราะฉะนั้นแต่ละทีมก็จะมีเกณฑ์มาตรฐานของตัวเอง สิ่งที่เราเน้นและโดดเด่นก็คือ ทีมโมร้ายตั้งแต่อินเนอร์ ส่งพลังจากดวงตา อยากเล่นร้ายแต่ตาเป็นนางเอกก็ไม่ได้ เราเน้นร้ายแบบธรรมชาติ อย่าร้ายแบบประดิษฐ์ เพราะเมื่อไหร่ที่เราร้ายแบบประดิษฐ์ไปเล่นละครเวทีได้เลย”

Queen Master แก้มบุ๋ม ปรียาดา กล่าวว่า “สำหรับการมาเป็น Queen Master เราจริงจังมาก ทุ่มเทมากไปเรียนการแสดงเพิ่มเอง เพราะประสบการณ์เรา ถ้าเราหยิบเอาตรงนั้นมาสอน บางคนอาจจะไม่เข้าใจ ประสบการณ์กับการบอกเล่ามันต่างกัน อย่างเราเองมองว่า เป็นนางร้ายที่มีคาแรคเตอร์ คนสามารถจดจำในตัวของเราได้ การเลือกเด็กเข้ามาในทีม เราจะมองหาคนที่มีความพยายามหรือเป็นน้ำที่ไม่เต็มแก้ว สำหรับการแข่งขันครั้งนี้ การเป็นตัวเองสำคัญที่สุด เพราะจะสร้างการจดจำได้ดีที่สุด และไม่เหมือนใคร เพราะหากเราไปเหมือนคนอื่นมาก เราจะดูไม่น่าจดจำ ถือว่าเวทีนี้ได้เปิดโอกาสแบบไม่จำกัดจะต้องเป็นหญิงแท้เท่านั้น เพราะ LGBTQ+ ก็สามารถประกวดได้ ดีใจที่รายการเปิดโอกาสให้กับคนมากมาย ได้มาทำตามความฝัน”

คุณนงลักษณ์ งามโรจน์ กล่าวปิดท้าย “การแข่งขันพร้อมความสนุกในรายการ นางร้าย Thailand (Devil Angel Thailand) จะเริ่มต้นคัดเลือกผู้เข้าแข่งขันจากใบสมัคร 500 กว่าคน ผ่านการคัดเลือก 150 คนให้เหลือ 30 คน เพื่อที่จะไปคัดเลือกในรอบ 20 คน จากนั้น Queen Master ทั้ง 3 เป็นผู้คัดเลือกเด็กเข้าทีมละ 4 คน โดย Queen Master เบนซ์ จะยกหน้ากากสีแดง Queen Master โม จะยกหน้ากากสีดำ และ Queen Master แก้มบุ๋ม จะยกหน้ากากสีทอง ซึ่งแต่ละคนจะมีโอกาสเลือกผู้เข้าแข่งขันเข้าสู่ทีมตัวเองได้ทีมละ 4 คนเท่านั้น หากว่าควีนมาสเตอร์ ยกหน้ากากมากกว่า 1 ท่าน สิทธิ์ในการเลือกจะไปอยู่ที่ผู้เข้าแข่งขันทันที”

“และผู้เข้าแข่งขันจะเดินไปหยิบหน้ากากสีประจำตัวของควีนมาสเตอร์ที่ตัวเองอยากอยู่ด้วย แต่เพื่อให้การคัดเลือกเข้มข้นขึ้นไปอีก ควีนทั้ง 3 ท่านของเราจะได้สิทธิ์ในการขอเปลี่ยนลูกทีมได้ 1 ครั้ง โดยตัดใจนําลูกทีมที่เลือกไว้แล้ว มาแลกกันได้ และหลังจากนั้นจะเข้าสู่การแข่งขันแบบเต็มรูปแบบ จากการผ่านภารกิจสุดเข้มข้น และผู้ชนะในรายการ นางร้าย Thailand (Devil Angel Thailand) จะเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้กับสถานีโทรทัศน์ช่อง 8 พร้อมทั้งเป็นนักแสดงในสังกัดของทางช่องทันที”

รายการนางร้าย Thailand (Devil Angel Thailand) มีจำนวนทั้งหมด 12 อีพี เริ่มออกอากาศตอนแรกวันศุกร์ที่ 15 กันยายน 2566 เวลา 22.15 น. เป็นต้นไป และจะออกอากาศทุกวันศุกร์ โดยรอบ Final ถ่ายทอดสดจะจัดขึ้นในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2566 สุดท้ายใครจะได้เป็น 1 เดียว นางร้ายไทยแลนด์ คนแรกของประเทศไทย พร้อมชิงเงินรางวัลมูลค่ากว่า 5 แสนบาท ติดตามได้ทางช่อง 8 กดเลข 27 และสามารถรับชมผ่านเพจเฟซบุ๊ก นางร้ายไทยแลนด์ https://www.facebook.com/devilangelthailand และทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ของช่อง 8

รู้จัก ‘ศิวพันธุ์ มานิตย์กุล’ มือพิฆาตหมิ่น 112 ยืนหยัดซัดสายหมิ่นด้วยกติกาที่เรียกว่า ‘กฎหมาย’

จากรายการ ‘ถลกข่าว ถลกปัญหา’ เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 66 โดยสำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES เผยแพร่ผ่านช่องทางรับชมในเครือ THE STATES TIMES, MAYA Channel ช่อง 44, NAVY AM RADIO AM 720 kHz และวิทยุ KCS RADIO ดำเนินรายการโดย คุณสถาพร บุญนาจเสวี ได้เชิญ คุณบูม ศิวพันธุ์ มานิตย์กุล นักออกแบบ ผลิต และนำเข้าเสื้อผ้า ผู้จงรักภักดีต่อสถาบัน มาร่วมพูดคุย ในฐานะผู้สร้างสถิติการฟ้องร้องคดีผู้หมิ่นมาตรา 112 มากที่สุด ด้วยจำนวนถึง 9 คดี หากนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

โดยคุณบูม ถือเป็นมือฉมังในการแจ้งความคดี 112 ต่อผู้ที่ละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ในพื้นที่ของ สภ.บางแก้ว-ศาลสมุทรปราการ ซึ่งมักจะอดทนไม่ได้กับผู้ที่ละเมิด 112 จาบจ้วงสถาบันฯ ทั้งในที่สาธารณะ และในโลกโซเชียลมีเดีย

“โดยนิสัยส่วนตัว ผมค่อนข้างจะเป็นบู๊ๆ อยู่แล้ว (ดูได้จากหน้าตา) เวลาเราพบเห็นการกระทำที่ไม่บังควรต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในลักษณะใด เราจะรู้สึกถึงความ ‘มากเกินไป’ และยิ่งมากขึ้นๆ จนลุกลาม มันบีบคั้นหัวใจเรานะ บีบคั้นหัวใจคนไทยที่ยึดมั่นในสถาบันฯ ฉะนั้นหากมีช่องทางด้านกฎหมาย ที่สามารถทำให้ชะลอหรือยุติปัญหาได้ เราก็ต้องใช้ช่องทางกฎหมาย”

คุณบูม เล่าว่า การใช้ช่องทางกฎหมายเพื่อจัดการผู้ละเมิดใน 112 นั้น ตัวเขาจะพยายามเก็บข้อมูลต่างๆ เอกสาร รูปภาพ ข้อความ หรือแม้แต่ในโซเชียล ก็มีโปรไฟล์และ URL ให้ตามเก็บเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งแรกๆ ก็งงๆ แต่พอทำไปสัก 2-3 ครั้งก็จะเริ่มเข้าใจวิธีการ ซึ่งง่ายต่อการที่เจ้าหน้าที่จะไปดำเนินการต่อได้ดียิ่งขึ้น 

“ผมเป็นคนธรรมดานะ ไม่ใช่กลุ่มองค์กรใดๆ การกระทำของเรา ก็มาจากความอัดอั้น ภายใต้กติกาที่ถูกต้อง ซึ่งผมมองว่าคนไทยที่รักมั่นในสถาบันฯ ก็ย่อมคิดไม่ต่างกัน เปรียบเหมือนกับความศรัทธาในพุทธศาสนาแหละครับ หากมีใครมาหมิ่นหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็เหมือนมาหยามตัวผมเหมือนกัน เป็นต้น ฉะนั้นผมก็ต้องแสดงออกตามกติกา โดยที่ผ่านมา ก็รับทราบได้พอสมควรว่ามีผู้ที่ต้องโทษและหนีคดีไปมากมาย”

เมื่อถามว่าหลายคนที่โดนคดีจากที่ คุณบูมฟ้อง รู้สึกอย่างไร? คุณบูม ตอบว่า “บางรายซึ่งเป็นญาติที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดของผู้หมิ่น แต่ต้องมาเจอหมายศาลวางไว้หน้าบ้าน ก็หดหู่นะ เพราะสิ่งที่เราเห็น คือ หลังจากนั้นคุณแม่ของผู้กระทำผิด เดินร้องไห้มาหา พนมมือ ขอโทษผม ซึ่งผมก็ตกใจและถามผมบอกคุณแม่เป็นอะไร? คุณแม่เขาก็บอกว่าเป็นแม่ของจําเลย ซึ่งผมก็ต้องอธิบายไปตามความจริงว่า นี่ไม่ใช่ปัญหาส่วนตัวระหว่างผู้ทำผิดกับผม แต่เป็นปัญหาของลูกคุณแม่กับกฎหมายของรัฐ พอท่านฟังท่านเข้าใจ แล้วก็เรียกน้องจำเลยมาฟังความจริง ซึ่งส่วนใหญ่ ก็เข้าใจและยอมรับสารภาพ โดยไม่หวนกลับไปเชื่อทนายสิทธิที่มีแต่จะยื้อเพื่อให้ผู้ที่ทำผิดโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ อยู่ในสภาพที่ไม่รอดคุก ส่วนจำเลยคนไหนที่แสบๆ และยังเถียงหัวชนฝา ผมบอกได้เลยว่า พออยู่หน้าศาล เรียบร้อยทุกคนครับ”

แน่นอนว่า หลังจากผันตัวมาเป็นประชาชนผู้ไม่ยอมต่อการหมิ่นประมาทสถาบันฯ ก็ทำให้ คุณบูม เริ่มสัมผัสประสบการณ์ทัวร์ลงเป็นระยะๆ  มีทั้งโพสต์ด่ามาทางโซเชียล / อินบ็อกซ์ / อีเมลล์ธุรกิจบ้าง ซึ่งคุณบูมมองว่า นี่คือการทำร้ายตัวเองล้วนๆ เพราะจากการเป็นผู้ฝักใฝ่ละเมิด 112 แล้ว ยังกลายเป็นผู้ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลแถมเข้าไปอีกคดี ซึ่งเรื่องคุณบูมเตือนว่า จะทำอะไรคงต้องคิดให้ดี เอาเวลาที่มีไปทำมาหากินเลี้ยงดูตนเองและพ่อแม่ดีกว่า

เมื่อถามว่า ทำไมถึงต้องมาทำอะไรเช่นนี้เอง? คุณบูมตอบว่า “สิ่งที่ผมทำ ผมไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นฮีโร่นะ แต่เพราะนี่คือประเทศของเรา ประเทศที่ถ้าไม่มีสถาบันฯ ความมั่นคงของประเทศจะอยู่ตรงไหน แล้วลูกหลานเราจะอยู่ยังไง ขณะที่ตัวผมเองก็ไม่ได้เป็นทหาร สิ่งที่ทำได้ ปกป้องชาติได้ จึงมีแค่วิธีนี้เท่านั้น”

คุณบูม กล่าวทิ้งท้ายอีกว่า “ผู้ชมที่ติดตามสัมภาษณ์นี้อยู่ ก็คงมีทั้งคนรัก คนชัง และคนที่เฉยๆ ซึ่งผมเข้าใจดีว่าในช่วงของการเปลี่ยนรัชสมัย มันต้องใช้เวลาที่จะเปิดใจ และระหว่างทางเราจะพบเจอกับข่าวลือเยอะมาก อย่างคนรุ่นผมเองจะเข้าใจดี เพียงแต่สมัยนี้ข่าวลือ ข่าวปั่น ข่าวปล่อย และข่าวปลอม มันเยอะมาก คนที่จะเข้าใจความจริงได้ ต้องมีภูมิคุ้มกันสูง ต้องคิด วิเคราะห์ และมีความยุติธรรมให้กับทุกฝ่าย แล้วมองให้ออกว่าอะไรคือความเป็นจริง

“นั่นหมายความว่า เราต้องค้นหาความจริงให้เจอ ซึ่งทุกวันนี้เราค้นหาข้อมูลได้มากมาย เราสามารถพบเห็นภาพถ่ายของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในถิ่นทุรกันดารต่างๆ เพื่อไปช่วยเหลือชาวบ้าน เราพบเห็นผลงานมากมายของท่าน และล่วงมาถึงในสมัยรัชกาลที่ 10 ที่พระองค์ทรงติดตามรัชกาลที่ 9 ตั้งแต่เยาว์วัย เรานี้มีหลักฐานประจักษ์ 

“แน่นอนว่า สังคมทุกวันนี้ เราปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องอยู่กับเรื่องนินทา และเรื่องที่อยุติธรรมมากมาย ซึ่งจะเลือกเชื่อกันอย่างไรก็ตามแต่ละบุคคล แต่ผมมักพูดทุกครั้งว่า ไม่รักไม่ว่าแต่อย่าละเมิดกัน คุณก็มีสิทธิ์ของคุณ ผมก็มีสิทธิ์ของผม คุณไม่รัก ก็อย่ามาละเมิดสิทธิ์ความเชื่อและความรักของผม”

“ผมเชื่อมั่นว่าสถาบันกษัตริย์จะยังอยู่กับเมืองไทยไปอีกยาวนานแน่นอนครับ” คุณบูม ทิ้งท้าย

รับชมคลิปเต็มได้ที่ >> https://www.youtube.com/watch?v=LsLj5RYY5YM 

ก.แรงงาน คว้ารางวัลสุดยอดหน่วยงานภาครัฐด้านการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ รางวัล “สำเภา – นาวาทอง” ปี 2566 

วันที่ 13 กันยายน 2566 เวลา 10.00 น. นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน รับมอบรางวัลสุดยอดหน่วยงานภาครัฐระดับกระทรวง ด้านการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ  รางวัล “สำเภา – นาวาทอง”ประจำปี 2566 พร้อมด้วยนายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน ร่วมรับมอบรางวัลสุดยอดหน่วยงานภาครัฐระดับกรม โดยมี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการ มูลนิชัยพัฒนา เป็นประธานการมอบรางวัล ณ หอประชุม ชั้น 7 อาคาร 23 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถนนวิภาวดี เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร

สำหรับการมอบรางวัลสุดยอดหน่วยงานภาครัฐด้านการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ รางวัล “สำเภา – นาวาทอง”ประจำปี 2566 ในครั้งนี้ จัดขึ้นโดยหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อคัดเลือกส่วนราชการที่ปรับปรุงกระบวนงานและลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจอย่างเห็นผลเพื่อรับรางวัล เชิดชูเกียรติและประชาสัมพันธ์หน่วยงานที่ได้รับรางวัล และสร้างความร่วมมือและกระบวนการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยโล่รางวัลแบ่งเป็นรางวัลหน่วยงานระดับกระทรวง รางวัลหน่วยงานระดับกรม รางวัลหน่วยงานเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนงาน(สำนัก/กอง) และรางวัลระดับภูมิภาค

ทั้งนี้กระทรวงแรงงานมีหน่วยงานในสังกัด 2 หน่วยงาน ร่วมรับมอบรางวัลสุดยอดหน่วยงานภาครัฐระดับภูมิภาคได้แก่ กรมการจัดหางาน และสำนักงานประกันสังคม รายชื่อผู้รับมอบดังนี้ นางธนพร สุวรรณโณ จัดหางานจังหวัดนครนายก และนางสาวนฤมล บุญมี ประกันสังคมจังหวัดนครปฐม ร่วมรับมอบ

ในส่วนของกระทรวงแรงงานคณะกรรมการตัดสินรางวัลฯ มีมติมอบรางวัลหน่วยงานระดับกระทรวงให้กระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐที่ได้ดำเนินการปลดล็อคกฎหมาย ระเบียบ ช่วยลดปัญหาอุปสรรคและอำนวยความสะดวกการดำเนินภาคธุรกิจจนเห็นผลเป็นรูปธรรม ซึ่งรางวัลดังกล่าวถือเป็นการให้กำลังใจและเชิดชูหน่วยงานภาครัฐที่ช่วยลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ  

กองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์

‘ประธานไมเนอร์’ มั่นใจ ท่องเที่ยวไทยมีแนวโน้มดี อานิสงส์ ‘ไทย-ซาอุฯ’ ฟื้น และ นทท.จีนเริ่มกลับมา

(13 ก.ย. 66) นายวิลเลียม ไฮเน็ค ผู้ก่อตั้งบริษัทไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การท่องเที่ยวไทยมีแนวโน้มฟื้นตัว โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตกับซาอุดีอาระเบียและนักท่องเที่ยวจีนเริ่มกลับมา

“เราเห็นการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวซาอุดีอาระเบียในไทย โดยปัจจุบันมีเที่ยวบินจากไทยมาไทยวันละ 2 เที่ยว” นายไฮเน็คกล่าวนอกรอบงานสัมมนา Forbes Global CEO Conference ณ ประเทศสิงคโปร์

“นักท่องเที่ยวจะมาเพิ่มอีกและจะมีอุปสงค์มหาศาล… ไทยกลายเป็นบ้านหลังที่สองสำหรับคนจำนวนมากทั่วโลก ดังนั้นเราจึงมีมุมมองเชิงบวกอย่างมาก” นายไฮเน็คกล่าว พร้อมระบุเสริมว่ามีคนจากยุโรปตะวันออก รัสเซีย และยูเครนเข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทยเพิ่มมากขึ้น

สำนักข่าวซีเอ็นบีซีรายงานว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรีไทยและเจ้าชายมูฮัมหมัด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบียได้ลงนามฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบียในเดือน ม.ค.ปีที่แล้ว หลังมีปัญหากันนานถึง 30 ปี

กระทรวงการท่องเที่ยวไทยระบุว่า ยอดนักท่องเที่ยวจากรัสเซียทะลุ 800,000 รายในเดือน ม.ค. – ก.ค.ปีนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าจาก 77,935 รายในช่วงเดียวกันของปี 2565

เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวจากยูเครนที่เพิ่มขึ้นแตะ 20,507 รายในเดือนม.ค. – ก.ค.ปีนี้ เทียบกับ 7,967 รายในช่วงเดียวกันของปี 2565

‘ฝรั่งเศส’ สั่ง ระงับขาย ‘iPhone 12’ หลังพบแผ่รังสีเกินมาตรฐาน ยัน หาก Apple ไม่รีบแก้ไข จะสั่งเรียกคืนสินค้าที่ขายออกไปทั้งหมด

(13 ก.ย. 66) นายฌ็อง-โนเอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลของฝรั่งเศสให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์เลอปารีเซียง ซึ่งมีการเผยแพร่ต่อสาธารณชน เมื่อวันอังคาร (12 ก.ย.) ว่า แอปเปิลต้องยุติการจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่รุ่น ‘iPhone 12’ ในฝรั่งเศส เนื่องจากมีการแผ่รังสีสูงเกินมาตรฐาน

นายบาร์โรระบุว่า ANFR ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลด้านรังสีของฝรั่งเศส ได้แจ้งการตัดสินใจเรื่องระงับการจำหน่าย ‘iPhone 12’ ในฝรั่งเศสกับแอปเปิลแล้ว หลังผลการทดสอบระบุว่า อัตราการดูดกลืนพลังงานจำเพาะ (SAR) ของ iPhone 12 สูงเกินมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดเอาไว้เล็กน้อย

นายบาร์โรระบุว่า การปรับปรุงซอฟต์แวร์เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องรังสีดังกล่าว โดยแอปเปิลวางจำหน่าย iPhone 12 ตั้งแต่ปี 2563

“แอปเปิลน่าจะตอบสนองภายใน 2 สัปดาห์ แต่หากแอปเปิลไม่ทำเช่นนั้น ผมจะสั่งให้เรียกคืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ iPhone 12 ทั้งหมด ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบเท่าเทียมกัน รวมถึง บริษัทดิจิทัลรายใหญ่” นายบาร์โร กล่าว

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สหภาพยุโรป (อียู) กำหนดเกณฑ์มาตรฐานสำหรับ SAR ของโทรศัพท์เคลื่อนที่เอาไว้ ซึ่งการศึกษาทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นระบุว่า รังสีดังกล่าวอาจเพิ่มความเสี่ยงในการก่อให้เกิดมะเร็ง

นายบาร์โรกล่าวด้วยว่า ANFR จะส่งผลการทดสอบรังสีให้หน่วยงานกำกับดูแลกฎระเบียบประเทศอื่น ๆ ในอียูและว่า “การตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลกระทบแบบทวีคูณ”

อย่างไรก็ตาม แอปเปิลยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องดังกล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top