Tuesday, 28 July 2026
Hard News Team

States TOON EP.142

เจ็บ...ชินไปเอง!!

***สงวนลิขสิทธิ์ภาพดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการลอกเลียนแบบ ดัดแปลง หรือนำส่วนใดส่วนหนึ่งไปใช้ แต่อนุญาตให้นำไปเผยแพร่ต่อได้ ตามต้นฉบับนี้ โดยไม่ต้***สงวนลิขสิทธิ์ภาพดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการลอกเลียนแบบ ดัดแปลง หรือนำส่วนใดส่วนหนึ่งไปใช้ แต่อนุญาตให้นำไปเผยแพร่ต่อได้ ตามต้นฉบับนี้ โดยไม่ต้องขออนุญาต

ติดตามการ์ตูนสนุกๆ เพิ่มเติมได้ที่ : https://thestatestimes.com/tag/statestoon

'ปลาเค็มกางมุ้งก๊ะบ๊ะ' การันตีปลอดจากสารพิษ ทำขายเองกว่า 16 ปี สร้างรายได้กว่า 2 แสน/เดือน

ที่บ้านควนไสน หมู่ที่ 9 ตำบลควนสตอ อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล ที่นี่เป็นบ้านของ ‘ก๊ะบ๊ะ’ หรือ นางสุไวบ๊ะ ดาแลหมัน อายุ 44 ปี เจ้าของปลาเค็มกางมุ้งก๊ะบ๊ะ มีปลาเค็มแดดเดียวจำนวนมากมายหลากหลายชนิดนับ 1,000 กิโลกรัมตากเพื่อรอเวลาในการเก็บไปขายยังตลาดนัดในหมู่บ้าน เหมือนกับปลาเค็มทั่วไป

แต่! ปลาเค็มที่นี่มีความพิเศษคือเป็นปลาเค็มในมุ้ง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ‘ปลาเค็มกางมุ้งก๊ะบ๊ะ’ แม่ค้าปลาเค็มที่นี่จะทำปลาเค็มเอง ขายเองมานานกว่า 16 ปี งานนี้การันตีเต็มร้อยว่าเป็นปลาเค็มที่นี่ปลอดจากสารพิษ และเป็นปลาที่ไม่เค็มเกินไป

ที่นี่มีปลาหลากหลายชนิดที่นำมาทำปลา ไม่ว่าจะเป็นปลาจวด ปลาหลังเขียว ปลาหลังแข็ง นอกจากนี้ยังมีปลาสละ หรือปลาสีเสียดขาว ตัวโตแบบผ่าหลังจำหน่ายด้วย ปลาเนื้อแดดเดียว ปลาเนื้อนิ่ม โดยเฉพาะปลาเนื้อส้ม กล้าพูดเต็มปากเลยว่ามีที่ตนทำเพียงรายเดียวในจังหวัดสตูล ส่วนราคาก็จะแตกต่างกันไป

โดยปลาหลังเขียวขายดีสุดกิโลกรัมละ 70 บาท ปลาหลังแข็งกิโลกรัมละ 80 บาท อันนี้ก็ขายดี นอกจากนี้ปลาจวดกิโลกรัมละ 100-120 บาท ส่วนปลาสีเสียดกิโลกรัมละ 100 บาท และปลาสละ หรือปลาสีเสียดขาว ตัวโตกิโลกรัมละ 200 บาท

ทางร้านจะทำปลาสองอาทิตย์ประมาณ 2,000 กิโลกรัม โดยเป็นปลาของชาวประมงในพื้นที่จังหวัดสตูลที่นำมาส่งให้ถึงที่ ปลาก็จะทำกันเองสองคนสามีเพราะเป็นธุรกิจในครัวเรือน และออกไปขายกันเองที่ตลาดนัดดุสน ตลาดนัดควนโดน และตลาดนัดฉลุง ซึ่งเป็นตลาดในชุมชนหมู่บ้าน นอกจากนี้ ยังมีลูกค้าสั่งมาจากต่างจังหวัด รวมทั้งประเทศมาเลเซียเพื่อนบ้านก็จะหิ้วกลับไปคนละ 50 - 100 กิโลกรัมก็มี

อนาคตวางแผนว่าจะให้บุตรสาวที่กำลังเรียนใกล้จะจบการศึกษามาต่อยอด ทำการค้าผ่านธุรกิจออนไลน์ด้วย เพราะรุ่นตนยอมรับว่าไม่ค่อยถนัด

นางสุไวบ๊ะ ดาแลหมัน อายุ 44 ปี เจ้าของปลาเค็มกางมุ้งก๊ะบ๊ะ บอกว่า จุดเริ่มต้นของอาชีพนี้ด้วยพ่อแม่ยากจนมาก เลี้ยงลูก 6 คน ด้วยปลาเค็ม ทานไปทานมาแพ้ปลาเค็มจนปากเจ่อ จึงเกิดแนวคิดที่จะทำปลาเค็มเอง จึงทดลองทำจาก 20-30 กิโลกรัมแรกๆ ให้เพื่อนบ้านทดลองทานบ้าง หลายคนว่าอร่อยจนมั่นใจจึงยึดเป็นอาชีพ ทำสองคนสามี มาวันนี้สามารถเลี้ยงบุตร 3 คนได้อย่างสบาย และมีที่ดิน 2 ไร่ที่ขยายกิจการ ทำกางมุ้งเพื่อหวังให้คนบริโภคได้ทานอย่างมั่นใจ รายได้ต่อเดือนไม่หักค่าใช้จ่าย 200,000 บาท

มาวันนี้บวกกับได้คู่ชีวิตที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ช่วยกันทำปลาเค็มกางเค็มกางมุ้งบนพื้นที่ 2 ไร่เพื่อป้องกันแมลงวันและแมลงหลากหลายชนิดโดยไม่ต้องพึ่งยา บนพื้นที่นี้ยังมีน้องสามีมาทำด้วยอีกแรง นอกจากนี้ยังทำแบบครบวงจร คือมีบ่อบำบัดน้ำเสีย ไหลสู่แปลงผักบุ้งเป็นปุ๋ย ที่โตเก็บไปให้อาหารปลาดุก และแพะ เป็นรายได้อีกช่องทางหนึ่งด้วย

สำหรับท่านใดที่สนใจปลาเค็มกางมุ้งสูตรต่าง ๆ สามารถโทรติดต่อได้ที่ 065-057-4781 หรือที่เบอร์ 062-359-9674 หรือที่เฟส สุไวบ๊ะ ดาแลหมัน

‘อินโดฯ’ เสนอ ‘Golden Visa’ ไม่ต้องยื่นใบพำนักชั่วคราว หวังดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ ทั้งสถาบัน-รายย่อยเข้าประเทศ

เมื่อไม่นานนี้ ประเทศอินโดนีเซีย ประกาศโครงการ ‘Golden Visa’ เพื่อดึงดูดนักลงทุนชาวต่างชาติทั้งประเภทบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลพำนักเป็นระยะเวลา 5 - 10 ปีโดยไม่จำเป็นต้องยื่นขอใบอนุญาตพำนักชั่วคราวอีกต่อไป

▪️ เงื่อนไขสำหรับนักลงทุนประเภทบุคคลธรรมดา ที่ประสงค์ขอรับวีซ่าพำนักเป็นระยะเวลา 5 ปี ต้องมีการตั้งบริษัทในอินโดนีเซียด้วยวงเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกรณีพำนักระยะเวลา 10 ปี ต้องมีการลงทุนอยู่ที่ 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป

▪ ในกรณีที่ไม่ต้องการจัดตั้งบริษัทใด ๆ ในประเทศอินโดนีเซีย มีเงื่อนไขต้องลงทุนในกองทุนที่สามารถใช้ซื้อพันธบัตรรัฐบาลวงเงินตั้งแต่ 350,000-700,000 ดอลลาร์สหรัฐ

▪️ นักลงทุนประเภทนิติบุคคลกำหนดต้องลงทุน 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยผู้อำนวยการและคณะกรรมการจะได้รับวีซ่าพำนักเป็นระยะเวลา 5 ปี และวีซ่าพำนักเป็นระยะเวลา 10 ปี จะต้องลงทุนเพิ่ม 2 เท่า หรือ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

▪️ ล่าสุดประกาศ นักลงทุนต่างประเทศที่ได้รับสิทธิ Golden Visa เป็นคนแรกของอินโดนีเซีย คือ ‘Sam Altman’ ซึ่งเป็น CEO ของบริษัท Open AI เจ้าพ่อธุรกิจ Chat Bot เจ้าของแพลตฟอร์ม ChatGPT

▪️ ประเทศอื่น ๆ ที่มีโครงการ Golden Visa ในลักษณะเดียวกันนี้ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและบรรดาผู้ประกอบการให้เข้าไปลงทุนและพำนักอาศัยอยู่ในประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ไอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ และสเปน 

ผู้ก่อตั้ง Thodex รับโทษ 11,196 ปี 10 เดือน 15 วัน  ฐานฉ้อโกง ปิดระบบหนี ทิ้งลูกค้านับแสนรายสูญเงิน

ไม่นานมานี้ ‘Faruk Fatih Özer’ ผู้ก่อตั้ง Thodex แพลตฟอร์มเทรดเงินคริปโตรายใหญ่ของตุรเคีย ต่อมาปิดระบบหอบเงินนับ 2 พันล้านเหรียญหนีไปกบดานในแอลเบเนีย ทิ้งลูกค้านับแสนรายลอยคอแบบไร้แพ กับเงินลงทุนที่สูญหายไร้ร่องรอย

ตำรวจสากลสามารถตามจับกุม และส่งตัวขึ้นศาลตุรเคีย วันนี้ถูกตัดสินโทษ จำคุกนาน 11,196 ปี 10 เดือน กับอีก 15 วัน 

โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง 11,196 ปี 10 เดือน 15 วัน ในคุกตุรเคียที่มีการนิรโทษกรรม อภัยโทษ หรือลดหย่อนน้อยมาก ปัจจุบันเขาอายุ 29 ปี ต้องเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด อีกกี่ชาติ ถึงจะหมด

'ปิยบุตร' ติง 'ก้าวไกล' มุ่ง 'ประดิษฐ์โวหาร-อ่านโพย' มากไป แต่ยังดีมี 5 สส.โดดเด่น รอติดตามอภิปรายงบฯ ต่อ

(13 ก.ย. 66) นายปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แสดงความคิดเห็นภายหลังการประชุมร่วมรัฐสภา ที่เปิดให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 วันที่ 11-12 กันยายน โดยเฉพาะการทำหน้าที่ของ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในการจัดเตรียมข้อมูลอภิปรายการแถลงนโยบายของ ครม.

นายปิยบุตรระบุว่า ขอตรวจการบ้านพรรคก้าวไกลในการอภิปรายการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี

3 ข้อชม

1.การแบ่งธีมประเด็นการอภิปรายเป็นหมวดหมู่ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ทำกันมาตั้งแต่สมัยที่แล้ว
2.การสร้าง สส. ให้เป็นตัวแทนของแต่ละประเด็น ในอนาคตคงจะเห็น สส. อีกหลายคนขึ้นมาเติมในแต่ละประเด็นอีก
3.การเตรียมเนื้อหาและการจัดทำข้อเสนอต่อรัฐบาลอย่างเป็นระบบ

2 ข้อติ

1.รอบนี้ติดใช้สำนวนโวหาร ตอด แซะ มากจนเกินไป การประดิษฐ์โวหารเพื่อดึงความน่าสนใจต้องมีอยู่บ้าง แต่ไม่ควรยึดเป็นเรื่องนำจนมากลบเนื้อหาหมด ต้องคิดจากเนื้อหาก่อน อย่าไปหลงคิดแต่ว่าต้องมีคำโวหารอะไรที่ฟาด ที่ปัง ที่สื่อจะเอาไปพาดหัวขยายผล

2.อ่านบทอภิปรายที่เตรียมมามากจนเกินไป จนไม่เป็นธรรมชาติ มี สส.ประมาณ 3 คนเท่านั้น ที่อภิปรายไหลลื่นโดยไม่ต้องจดจ่ออยู่กับกระดาษ หรือคอมพิวเตอร์

ส่วน สส.ที่อภิปรายได้ดี ถ้าจัดได้ 5 คน (โดยตัด 3 สส.มืออภิปรายประจำของพรรคออกไปก่อนคือ ศิริกัญญา รังสิมันต์ วิโรจน์)

ก็ได้แก่

พริษฐ์ วัชรสินธุ
ชัยธวัช ตุลาธน
ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์

รอติดตามการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ต่อไปครับ คาดว่าจะมี สส. หน้าใหม่แจ้งเกิดได้อีก อยากฝาก สส.ก้าวไกล ให้ลดเลิกความคิด ต้องหามุขหาคำให้ฟาดให้ปังลงไปบ้าง ถ้าเนื้อหาดีเสียอย่าง อย่างไรก็ปังโดยตัวมันเอง

แล้วก็พยายามลดเลิกการอ่านโพย ถ้าเราอินกับประเด็นนั้น ๆ ทำความเข้าใจมาอย่างดี ตระเตรียมมาเอง อย่างไรก็พูดได้จำได้ครับ

‘เอ็กโก กรุ๊ป’ จัดกิจกรรม ‘EGCO Company Visit 2566’ ต้อนรับนักลงทุนเยี่ยมชมกิจการ พร้อมเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส 

เมื่อไม่นานมานี้ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป เปิดบ้านต้อนรับนักลงทุนเข้าเยี่ยมชมกิจการ ในกิจกรรม EGCO Company Visit ประจำปี 2566 ณ อาคารเอ็กโก สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ โดยมีคณะผู้บริหาร นำโดยนายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป พร้อมทั้งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานบัญชีและการเงิน และสายงานปฏิบัติการ ร่วมให้การต้อนรับ รวมทั้งให้ข้อมูลเกี่ยวกับภาพรวมบริษัท ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา และทิศทางในการดำเนินธุรกิจ โดยกิจกรรม EGCO Company Visit ยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้พูดคุยและซักถามข้อมูลกับคณะผู้บริหารของเอ็กโก กรุ๊ป โดยตรง เพื่อส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ทั่วถึง และเท่าเทียม ตามหลักการกำกับกิจการที่ดีของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักลงทุนและเอ็กโก กรุ๊ป อีกด้วย

ตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าและพลังงานครบวงจรมากกว่า 31 ปี เอ็กโก กรุ๊ป ตระหนักถึงความสำคัญของการกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งเป็นหนึ่งในรากฐานการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน จึงให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ทั่วถึง และเท่าเทียม ผ่านฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์และในเว็บไซต์ของเอ็กโก กรุ๊ป (www.egco.com) รวมถึงการจัดและเข้าร่วมกิจกรรมอย่างหลากหลายและต่อเนื่อง เพื่อให้ข้อมูลแก่นักลงทุนและผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ เช่น โครงการผู้ถือหุ้นเยี่ยมชมโรงไฟฟ้า (EGCO Site Visit) กิจกรรมนักลงทุนเยี่ยมชมกิจการ (EGCO Company Visit) การเข้าร่วมกิจกรรมบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นต้น

WHO เตือน!! คนทำงานเกิน 54 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เสี่ยง 'โรคหลอดเลือดหัวใจ-เส้นเลือดในสมองแตก'

‘งานหนักไม่เคยฆ่าใครตาย’ หากมีใครมาพูดประโยคนี้ใส่มนุษย์เงินเดือนในปัจจุบัน คงเถียงสุดใจขาดดิ้นว่า ‘การทำงานหนัก สามารถทำให้ตายได้’

การทำงานในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น ‘Work from home, Work from anywhere เข้าออฟฟิศ หรือ การทำงานแบบ Hybrid เข้าออฟฟิศด้วยและทำงานที่ไหนก็ได้นั้น’ ยิ่งทำให้ทำงานหนักมากขึ้นกว่าเดิม ยิ่งการทำงานแบบ Work from home, Work from anywhere ที่หลายคนบอกว่าสบาย ทำงานที่บ้าน หรือ ทำงานจากที่ไหนก็ได้ กลายเป็นเหมือนต้องทำงาน 24 ชั่วโมง

ปัจจุบัน สังคมมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว และวุ่นวายมากขึ้นกว่าเดิม การต่อสู้เพื่อดิ้นรนให้อยู่รอดยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น 'เงิน' กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต ทำให้ทุกชีวิตต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อหาเงินมาใช้จ่าย และแน่นอนว่ายิ่งต้องการเงินมากเท่าไรก็ยิ่งทำงานเยอะมากขึ้นเท่านั้น จนบางคนอาจเผลอทำงานหนักมากเกินไป พักผ่อนน้อย และละเลยในการดูแลใส่ใจสุขภาพของตนเอง

จากการศึกษาล่าสุดขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ พบว่า คนที่ทำงานเกิน 54 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและเส้นเลือดในสมองแตก 

>> สัญญาณอันตรายเตือน คุณกำลังมีปัญหากับการ Work-Life Balance จากการทำงานหนักมากเกินไป มีดังนี้...

1. ไม่มีสมาธิในการทำงาน ไม่สามารถจดจ่ออยู่กับงานได้นานๆ เหมือนแต่ก่อน 

2. อารมณ์แปรปรวน เดี๋ยวโกรธ เดี๋ยวหาย เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย หรืออยู่ดีๆ ก็หงุดหงิดใส่เพื่อนร่วมงานที่ทำอะไรผิดหูผิดตา ทั้งๆ ที่แต่ก่อนไม่เคยเป็น จนทำให้คนอื่นรู้สึกไม่ดีตามไปด้วย

3. ปลีกตัว ไม่อยากสุงสิงกับใคร ทั้งที่แต่ก่อนเป็นคนสนุกสนานร่าเริง ทั้งกับเพื่อนร่วมงานและคนในครอบครัว แต่กลับกลายเป็นอยากอยู่ตัวคนเดียว ไม่อยากคุยกับใคร เบื่อที่จะคุยกับคนอื่น เมื่อมีคนเข้ามาคุยก็จะรู้สึกหงุดหงิดและไม่อยากพูดคุยด้วย

4. รู้สึกผิดกับงานที่ทำไม่สำเร็จมากขึ้น งานที่เคยเสร็จทันกำหนดเวลาก็เริ่มไม่ทันเวลามากขึ้น ผลงานที่เคยดีก็ไม่ดีเหมือนเดิม แม้ใส่ความพยายามเท่าเดิมแต่กลับแย่ลง ไม่ถึงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ จนรู้สึกแย่ลงไปเรื่อยๆ และโทษตัวเองมากขึ้น

5. ป่วยบ่อยขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดหัวไมเกรน ปวดท้อง ปวดหลัง ปวดตัว ปวดตา คลื่นไส้อาเจียน มึน ออฟฟิศซินโดรม ฯลฯ

6. คุณเลิกสนใจหรือไม่ใส่ใจตัวเอง ไม่ให้ความสำคัญกับตัวเอง ไม่ดูแลตัวเอง

7. คุณนอนไม่เป็นเวลา หลายคนอาจจะนอนไม่หลับ หรือจำนวนงานที่มากเกินไป ทำให้เวลาที่ควรค่าแก่การพักผ่อนก็ต้องมานั่งทำงาน และหันไปพึ่งยานอนหลับ ยาแก้เครียด หรือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เมื่อรู้สึกว่าทุกอย่างมันท่วมท้น

8. คุณทานไม่เป็นเวลา หรือ ทานน้อยกว่าปกติ  มีความเบื่ออาหาร ไม่มีความสนุก หรือความสุขในการทานอาหาร

9. คุณออกกำลังกายไม่เพียงพอ ความเหนื่อยจากการทำงานและความเครียดอาจจะทำให้ใครหลายๆ คนละเลยในการออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพ

10. คุณไม่ใส่ใจหรือให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ หรือแม้แต่พลาดนัดสำคัญๆ บ่อยๆ

เมื่อรู้ถึงโทษของการทำงานหนักกันแล้ว หวังว่าคนวัยทำงานทุกคนจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ดูแลสุขภาพร่างกาย จิตใจของตนเองมากขึ้น ทำงานเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุข ไม่ใช่ทำงานเพื่อนำเงินมารักษาตัว

‘นาวิน ต้าร์’ สุดดีใจ!! ‘ไฮโซน้ำหวาน’ คลอด ‘น้องไมกี้’ แล้ว แถมเห่อลูกชายหนักจนเมียแอบแซว “พ่อดีใจเหมือนคลอดเอง”

(13 ก.ย. 66) เป็นคุณพ่อลูกสามมาครบทั้งลูกสาวลูกชายแล้ว ‘นาวิน ต้าร์’ โพสต์ภาพแรกสุดดีใจ หลังจาก ‘ไฮโซน้ำหวาน พัสวี’ ภรรยา คลอดลูกคนที่ 3 เป็นผู้ชาย เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ที่ผ่านมา พร้อมแคปชันต้อนรับลูกชาย โดยตั้งชื่อเล่นแสนน่ารักด้วยว่า…

“สวัสดีครับผม ชื่อ ‘ดช.ไมกี้ ภาวิน เยาวพลกุล’ ครับ welcome to the world my son.” ท่ามกลางเพื่อนๆ คนบันเทิง แฟนคลับร่วมยินดีจำนวนมาก

ขณะที่ ไฮโซน้ำหวานก็โพสต์ภาพต้อนรับลูกชาย พร้อมทั้งแคปชันแซวสามีด้วยว่า “ครอบครัวเราเพิ่มเจ้าหนูน้อยมาอีกคนแล้วนะคะวันนี้ ยินดีต้อนรับนะครับ ไมกี้น้อยของพ่อกับแม่ #navintarfamily #navintar #mybaby #newbornbaby #แม่ลูก3 พ่อดีใจเหมือนคลอดเองเลย”

'จีน' จ่อขึ้นแท่นผู้ส่งออกรถยนต์เบอร์ 1 แซงหน้า 'ญี่ปุ่น' หลัง 8 เดือนแรก ส่งออกแล้ว 2.9 ล้านคัน เติบโต 61%

ใกล้จะถึงจุดสิ้นสุดของการครอบงำอุตสาหกรรมรถยนต์โดยญี่ปุ่นและพันธมิตรตะวันตกแล้วหรือไม่?

(13 ก.ย.66) สำนักข่าวซินหัว เผย จีนเตรียมขึ้นแท่นผู้ส่งออกรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในโลก แทนที่ญี่ปุ่น ซึ่งถือว่าเป็นจุดสิ้นสุดของการครอบงำอุตสาหกรรมรถยนต์โดยยุโรป, อเมริกา, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

จากข้อมูลของสมาคมผู้ผลิตยานยนต์แห่งประเทศจีน ได้รายงานยอดส่งออกยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ของจีน ช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคม รวมอยู่ที่ 727,000 คัน ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 110 เมื่อเทียบปีต่อปี

รายงานระบุอีกว่ายอดส่งออกยานยนต์พลังงานใหม่ข้างต้นแบ่งเป็นยานยนต์ไฟฟ้าล้วน 665,000 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 120 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริดแบบปลั๊กอิน 62,000 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 73.5

โดยสรุป ยอดส่งออกยานยนต์ของจีน ช่วง 8 เดือนแรก รวมอยู่ที่ 2.94 ล้านคัน ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 61.9 เมื่อเทียบปีต่อปี โดยยอดส่งออกรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถยนต์เพื่อการพาณิชย์เพิ่มขึ้นร้อยละ 69.8 และร้อยละ 31.1 จากปีก่อน

ทั้งนี้ หากอ้างอิงข้อมูลตาม มูดี้ส์ (Moody’s) พบว่า ยอดการส่งออกรถยนต์ประจำปีของจีนแซงหน้ายอดการส่งออกของเกาหลีใต้ในปี 2564 และเยอรมนีในปี 2565 และปัจจุบันจีนอยู่ในแนวทางที่จะเอาชนะญี่ปุ่นได้ในปี 2566 หลังจาก MarkLines ผู้ให้บริการข้อมูลอุตสาหกรรมยานยนต์ ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2565 เผยผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นได้ส่งออกรถยนต์จำนวน 3.2 ล้านคัน ซึ่งไม่ต่างจากปีก่อนหน้าเท่าไรนัก

สำหรับจีนในช่วงปี 2562 - 2564 ปริมาณการขายรถยนต์ในจีนพุ่งทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับการเติบโตที่ชะลอตัวของชนชั้นกลางและความอ่อนแอทางเศรษฐกิจในวงกว้างก่อนที่จะเริ่มปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างปี 2564 - 2565

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาบทวิเคราะห์ของสำนักข่าวไฟแนนเชียลไทม์ส จะพบว่า จีนยังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างอย่างมากอุตสาหกรรมยานยนต์

โดย ความท้าทายดังกล่าวเกิดขึ้นจากความไม่สอดคล้องกันระหว่าง 'ยอดการผลิตในโรงงานของจีน' และ 'อุปสงค์รถยนต์ภายในประเทศ'

ส่วนหนึ่งเกิดจากผู้บริหารในอุตสาหกรรมคาดการณ์แนวโน้มสำคัญ 3 ประการอย่างไม่ถูกต้อง ได้แก่...

▪ การลดลงอย่างรวดเร็วของยอดขายรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน
▪ ความนิยมรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
▪ ความต้องการรถยนต์ส่วนบุคคลที่ลดลงอย่างรวดเร็ว

‘ดร.อนันต์’ ชื่นชม ‘ณัฐพล ก้าวไกล’ อภิปรายดี จบด้วยประโยคกินใจ ไม่ผิดหวังที่นั่งฟังจนจบ

(13 ก.ย. 66) ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักวิจัยด้านไวรัสวิทยา ไบโอเทค โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

"เนื้อหามีเหตุมีผล มีตรรกะให้คนฟังตามได้แบบไม่หลุด มีการให้ตัวอย่างประกอบชัดเจน มีการเสนอวิธีการแก้ไข วิพากษ์วิจารณ์ได้ตรงประเด็นแต่ไม่ก้าวร้าว จบการอภิปรายด้วยคำที่กินใจ...วันนี้ผมให้คะแนน สส. ท่านนี้สูงสุด ไม่ผิดหวังที่นั่งฟังจนจบ"


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top