Tuesday, 28 July 2026
Hard News Team

POP MART แบรนด์ Art Toys หมื่นล้าน บุกประเทศไทย เปิด Flagship Store ครั้งแรกที่ Central World 20 ก.ย.นี้

หลายคนเข้าใจว่า การทำธุรกิจยุคนี้ ต้องเริ่มจากการตามเทรนด์ให้ทัน แต่รู้หรือไม่ว่า สำหรับ POP MART แบรนด์ร้าน Art Toys ชื่อดังที่มีรายได้กว่า 22,000 ล้านบาท สร้างการเติบโตให้ธุรกิจ ด้วยการสร้างเทรนด์นิยม หรือที่เรียกว่า POP Culture ขึ้นมาเอง

สำหรับ POP Culture ซึ่งย่อมาจาก Popular Culture หมายถึง วัฒนธรรม ที่เป็นที่นิยมของผู้คนในขณะนั้นในด้านต่าง ๆ เช่น อาหาร, แฟชัน, กีฬา, วรรณกรรม รวมทั้ง Art Toys โดยในส่วนของ Art Toys ถ้าอธิบายง่าย ๆ ก็คือ ฟิกเกอร์ตัวการ์ตูนต่าง ๆ ที่เป็นของเล่นและของสะสม ซึ่งต่างจากของเล่นทั่วไป ตรงที่มักจะออกมาเป็นซีรีส์ หรือคอลเลกชัน ท้าทายนักสะสมที่ต้องรวบรวมให้ครบ

ทั้งนี้ จุดกำเนิดกว่าจะเป็น Art Toys แต่ละตัว ล้วนมาจากความสร้างสรรค์ และแรงบันดาลใจของ Designer ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ประกอบกับ Art Toys มักจะมาพร้อมกับ Blind Boxes การซื้อของเล่นเพื่อลุ้นการเปิดสินค้าว่าจะได้อะไร ทำให้ยิ่งลุ้น และตื่นเต้นเสียทุกครั้ง ว่าในมือของเราจะเป็น Art Toys ตัวใด

ทั้งหมดนี้ คือเสน่ห์ของ Art Toys ที่กลายมาเป็น POP Culture ในปัจจุบัน ซึ่งผู้ที่เป็นธุรกิจ Leader ของวงการนี้ ก็คือ POP MART แบรนด์ร้าน Art Toys ชื่อดัง ที่สร้างรายได้กว่า 22,000 ล้านบาท

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับ POP MART นั้น คือ การวางตนเองว่าเป็น Art Gallery เพราะได้ทำงานร่วมกับ Designer รังสรรค์ผลงานคุณภาพ โดยผลงานแต่ละชิ้นต้องมาจากแรงบันดาลใจ ผ่านการตีความออกมาอย่างดีที่สุด ซึ่งต้องใช้เวลาและความละเมียดละไม ไม่ต่างจากงานศิลปะ ทำให้ POP MART Store เสมือนเป็นห้องจัดแสดงผลงาน Art Gallery

***แล้วกระบวนการสร้างงานศิลปะแต่ละชิ้น ที่เรียกว่า Art Toys ของ POP MART เป็นอย่างไร?

>> ค้นหา Designer Toys Phenomenon
เริ่มต้นจาก POP MART เฟ้นหา Artist และ Designer ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ผ่านงาน Largest Art Toys Show in ASIA หลายครั้งจาก เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง หรือสิงคโปร์ เร็วๆ นี้ และยังเคยบรรยายในมหาวิทยาลัยศิลปะชั้นนำต่าง ๆ รวมทั้งงานแข่งขันการออกแบบกับแบรนด์ชั้นนำ

จากจุดนี้ทำให้ POP MART ดึงดูดแบรนด์ระดับโลก และ Designer หน้าใหม่ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Kenny Wong ผู้สร้างสรรค์ Molly, มอลลี่ นิสา ศรีคำดี ผู้สร้างสรรค์ CryBaby และ SKULLPANDA ผู้สร้างสรรค์ SKULLPANDA

>> Collaborate กับแบรนด์ดังต่าง ๆ
เมื่อผลงานของ POP MART เป็นสิ่งที่สนุก ไม่มีขีดจำกัด และสร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดได้ แบรนด์ต่าง ๆ จึงอยากมาร่วมงานด้วย ไม่ว่าจะเป็น DC, Disney, Warner, Harry Potter ฯลฯ

>> สร้าง Iconic Crossovers
เสน่ห์ของสะสมจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น เมื่อเรารู้ว่าคอลเลกชันนั้นเป็น Limited มีจำนวนจำกัด ยิ่งไปกว่านั้น คือ Surprise ที่เกิดขึ้นได้แบบไร้ขีดจำกัด เช่น Molly x Snoopy, Labubu x Spongebob ฯลฯ

นอกจากนี้ POP MART ยังมีโอกาสร่วมงานกับสตูดิโอ และแบรนด์ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Inner Flow, Silent Trick, Gone ฯลฯ เพื่อออกแบบสิ่งใหม่ ๆ ให้ผู้คนได้สนุก และตื่นเต้นไปกับผลงานทุกคอลเลกชัน สะท้อนความเป็น Leader ในวงการนี้ไปแบบเต็ม ๆ

การตีแตกในธุรกิจ Art Toys ของ POP MART ยังไม่จบแต่เพียงเท่านั้น หลังจากสร้างคอลเลกชัน Art Toys ต่าง ๆ ที่น่าสนใจแล้ว POP MART ยังเข้าใจความต้องการของลูกค้า โดยพัฒนา Art Toys ให้มี 3 ขนาดแตกต่างกัน คือ ไซซ์ปกติ, ไซซ์ Big, ไซซ์ MEGA และหากสังเกตให้ดี Art Toys ไซซ์ MEGA ตอนนี้ ก็เชื่อว่าน่าจะเข้าไปอยู่ในบ้านของใครหลายคน เรียบร้อยแล้ว

***สำหรับคนไทย Art Toys ไซซ์ MEGA ถือว่ามาแรง และสุดฮิตจริง ๆ แม้จะเป็นไซซ์ที่มีราคาสูง แต่ก็มีกลุ่มลูกค้าสะสมเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะรุ่น MEGA SPACE MOLLY ที่ตอนนี้กลายเป็น Phenomenon ในไทย ช่วยขยายฐานลูกค้าได้มากทีเดียว

และในอนาคต เราอาจจะได้พบ POP MART ในรูปแบบที่ไปไกลกว่า Art Toys เพราะบนพื้นฐานของความสนุก ซึ่งเป็นพื้นฐานของ Art Toys อยู่แล้วสามารถขยายธุรกิจ POP MART เข้าสู่วงการความบันเทิง หรือ Entertainment ได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะเป็น Animation, Game หรือแม้แต่ Theme Park

พูดง่าย ๆ ว่าโอกาสทางธุรกิจของ POP MART ที่วันนี้สร้างรายได้ 22,000 ล้านบาทจาก Art Toys ยังมีโอกาสที่รออยู่อีกมหาศาล จากอุตสาหกรรม Entertainment ในอนาคต

สิ่งที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้คือ POP MART กำลังจะเปิดตัว Flagship Store ในประเทศไทยครั้งแรกที่ Central World ชั้น 1 ในวันที่ 20 กันยายนนี้

จัดเต็มความตื่นเต้น เช่น...
- Blind Box Collection สุด Rare ที่ทุกคนกำลังตามหา
- พิเศษสุดคือ SKULLPANDA Hoar Frost Thailand Limited Edition วางขายที่ Flagship Store Central World ประเทศไทยเพียง 140 ชิ้น เท่านั้น

จากนี้ไป POP MART Thailand จะเขย่าวงการ Art Toys ประเทศไทยแค่ไหน ก็น่าติดตามไม่น้อย..

‘นักวิจัยออสเตรเลีย’ หัวใส!! ทดลองทำ ‘ฟาร์มทะเลลอยน้ำ’ เพื่อผลิตน้ำจืดสำหรับดื่ม-การเกษตร หวังแก้วิกฤตขาดแคลนน้ำ

เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 66 สำนักข่าวซินหัว, แคนเบอร์รา รายงานว่า คณะนักวิจัยจากสถาบันอุตสาหกรรมแห่งอนาคต มหาวิทยาลัยเซาท์ออสเตรเลีย (UniSA) เปิดเผยการออกแบบ ‘ฟาร์มทะเลแบบลอยน้ำ’ ซึ่งสามารถผลิตน้ำจืดสำหรับดื่มและการเกษตร โดยฟาร์มทะเลที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์นี้ อาจช่วยแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำจืดที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก

ผลการศึกษาของคณะนักวิจัยที่เผยแพร่วันจันทร์ (11 ก.ย.) ที่ผ่านมา ระบุว่า ฟาร์มทะเลนี้จะทำให้น้ำทะเลระเหยกลายเป็นไอและรีไซเคิลเป็นน้ำจืดโดยใช้ห้อง 2 ห้อง ได้แก่ ห้องด้านบนที่คล้ายกับเรือนกระจก และห้องด้านล่างที่จะเก็บน้ำ ซึ่งจะถูกควบแน่นและลำเลียงไปยังห้องเพาะปลูกพืช

รายงานระบุว่า ‘สวี่ ฮ่าวหลาน’ และ ‘แกรี โอเวน’ คณะนักวิจัย ประสบความสำเร็จในการทดลองใช้ฟาร์มทะเลนี้เพาะปลูกบรอกโคลี ผักกาดหอม และกวางตุ้ง บนพื้นผิวน้ำทะเลโดยไม่ต้องดูแลหรือทดน้ำเพิ่มเติม

สวี่ ซึ่งเคยศึกษาที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานจิง และสถาบันเซรามิกแห่งเซี่ยงไฮ้ สังกัดสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน ก่อนร่วมงานกับมหาวิทยาลัยเซาท์ออสเตรเลียในปี 2011 กล่าวว่าฟาร์มทะเลนี้มีข้อได้เปรียบมากกว่าการออกแบบฟาร์มทะเลพลังงานแสงอาทิตย์อื่นๆ หลายประการ

สวี่ ชี้ว่าการออกแบบฟาร์มทะเลพลังงานแสงอาทิตย์อื่นๆ ติดตั้งเครื่องระเหยน้ำทะเลไว้ในห้องเพาะปลูก ซึ่งแย่งพื้นที่อันมีค่าที่อาจนำไปใช้เพาะปลูกพืชพันธุ์ ทั้งยังมีแนวโน้มทำให้เกิดความร้อนสูงเกินไปและพืชผลล้มตาย

สวี่ อธิบายว่าการออกแบบฟาร์มทะเลแบบใหม่ของพวกเขา ซึ่งกระจายตำแหน่งเครื่องระเหยและห้องเพาะปลูกในแนวตั้ง ช่วยลดการปล่อยความร้อนโดยรวมของอุปกรณ์ และเพิ่มพื้นที่สำหรับผลิตอาหาร รวมถึงทำงานอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ต้นทุนต่ำ และใช้งานง่ายมาก ใช้เพียงพลังงานแสงอาทิตย์และน้ำทะเล มาผลิตน้ำสะอาดและเพาะปลูกพืชผล

ด้าน โอเวน กล่าวว่า ขั้นตอนต่อไปคือการขยายขนาดของการออกแบบใหม่นี้ เพื่อมุ่งสู่การสร้างฟาร์มทะเลชีวนิเวศ (biodome) แบบลอยน้ำขนาดใหญ่มหึมาบนมหาสมุทร หรือการใช้อุปกรณ์ขนาดเล็กมากมายบนน่านน้ำทะเลขนาดใหญ่

‘ไบเดน’ ปฏิเสธความพยายามโดดเดี่ยว - ควบคุมจีน อ้าง!! แค่ต้องการรักษาเสถียรภาพ - กฎระเบียบสากล

(12 ก.ย. 66) ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ระบุว่าสหรัฐฯ ไม่ได้พยายามโดดเดี่ยวหรือควบคุมจีน ขณะที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน เรียกร้องกองทัพให้มีความพร้อมอยู่เสมอ และยกระดับขีดความสามารถในการสู้รบ

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ เปิดเผยว่า จีนกำลังเปลี่ยนกฎเกณฑ์ แต่ไบเดนไม่ได้บอกว่ากฎเกณฑ์ดังกล่าวคืออะไร ในระหว่างให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม นอกจากนี้ ไบเดนยังกล่าวด้วยว่าเขาได้พบปะนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง ของจีน ในการประชุมสุดยอดประจำปี G20 ที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดียก่อนหน้านี้

ไบเดนกล่าวอีกว่าสหรัฐฯ ไม่ได้มีเจตนาที่จะควบคุมหรือโดดเดี่ยวจีน เพียงแต่สหรัฐฯ ต้องการรักษาเสถียรภาพตามกฎเกณฑ์และระเบียบสากล อีกทั้งไบเดนต้องการเห็นจีนประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจภายใต้กฎระเบียบสากล

ด้านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน เรียกร้องให้กองทัพอยู่ในความพร้อมระหว่างตรวจเยี่ยมกำลังพลที่ศูนย์ใหญ่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ขณะเดียวกันประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้พบตัวแทนของกองทัพ และถ่ายรูปร่วมกัน จากนั้นผู้นำจีนชื่นชมกองทัพและสารวัตรทหาร ซึ่งทำหน้าที่ได้อย่างกล้าหาญในการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยในภูมิภาคทางเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของจีน 
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ชื่นชมทหารที่ทำงานอย่างหนักเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนสร้างภาพพจน์ที่ดีให้แก่กองทัพ ขณะเดียวกันประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เรียกร้องให้กองทัพยกระดับการเตรียมความพร้อม รวมถึงการฝึกฝนอย่างหนัก เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการสู้รบ พร้อมย้ำถึงการสร้างกองทัพให้แข็งแกร่ง และมีเอกภาพ

(สุรินทร์) สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดสุรินทร์ จัดแถลงผลการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566

วันที่ 12 กันยายน 2566 สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดสุรินทร์ แถลงผลการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566

โดยมี นางสมธิดา  จะเกรง ประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์  ผู้แทนสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดสุรินทร์ สื่อมวลชน ผู้แทนชมรม STRONG  จิตพอเพียงต้านทุจริตประจำ จังหวัดสุรินทร์ ผู้ร่วมงาน และผู้ร่วมรับฟังการถ่ายทอดสดการแถลงผลการดำเนินงาน ของสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดสุรินทร์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ทางช่องทาง เฟซบุ๊คแฟนเพจสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดสุรินทร์ มี นายธีรพงศ์ ยอดกุล ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดสุรินทร์ ให้การแถลงผลการดำเนินงานของสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดสุรินทร์ จุดประสงค์เพื่อให้เกิดการรับรู้ถึงบทบาท หน้าที่ ผลงานที่สำคัญของสำนักงาน ป.ป.ช. และนำไปขยายผลการเผยแพร่ไปสู่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง และเกิดความเชื่อมั่นในการทำงานป้องกันและปราบปรามการทุจริต

โดยมีผลการดำเนินงานของสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดสุรินทร์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ในภารกิจหลัก 3 ด้าน ประกอบไปด้วย ภารกิจด้านการป้องกันการทุจริต ภารกิจด้านการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน ภารกิจด้านการปราบปรามการทุจริต ผลการดำเนินงานด้านปราบปรามการทุจริต การตรวจสอบเบื้องต้นจำนวน 146 เรื่อง 1.ดำเนินการแล้วเสร็จจำนวน 80 เรื่อง 1.1 ไม่รับไว้พิจารณาจำนวน 60 เรื่อง 1.2 รับไว้ดำเนินการไต่สวนจำนวน 20 เรื่อง 2.อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้นจำนวน 66 เรื่อง การไต่สวนเบื้องต้นจำนวน 66 เรื่อง 1.การดำเนินการแล้วเสร็จจำนวน 8 เรื่องเลขแดง 2.อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จำนวน 22 เรื่อง 3 อยู่ระหว่างดำเนินการไต่สวนเบื้องต้นจำนวน 36 เรื่อง  ผลการดำเนินงานด้านตรวจสอบทรัพย์สิน ข้อมูลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินข้อมูล ณ วันที่ 8 กันยายน 2566 กรณีตรวจสอบปกติจำนวน 219 บัญชี 1.ดำเนินการแล้วเสร็จจำนวน 201 บัญชี 1.1 คณะกรรมการป.ป.ช. พิจารณาแล้วจำนวน 177 บัญชี 1.2 อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จำนวน 24 บัญชี 2.อยู่ระหว่างดำเนินการของสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดสุรินทร์จำนวน 18 บัญชี กรณีตรวจสอบยืนยันจำนวน 20 บัญชี 1.ดำเนินการแล้วเสร็จและอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช.จำนวน 12 บัญชี 2.อยู่ระหว่างการดำเนินงานของสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดสุรินทร์จำนวน 8 บัญชี กรณีตรวจสอบเชิงลึกจำนวน 2 บัญชี 1.ดำเนินการแล้วเสร็จอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จำนวน 1 บัญชี 2.อยู่ระหว่างการดำเนินการของสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดสุรินทร์จำนวน 1 บัญชี ทั้งนี้ สำนักงานป.ป.ชประจำจังหวัดสุรินทร์ดำเนินการป้องกันการทุจริตโดยการป้องกันการทุจริตนำการปราบปรามการทุจริตมุ่งเน้นให้เด็กและเยาวชนไทยมีพฤติกรรมที่ยึดมั่นความซื่อสัตย์สุจริต ประชาชนมีค่านิยมสุดจริต มีทัศนคติและพฤติกรรมในการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบคดีการทุจริตและประพฤติมิชอบลดลงและหน่วยงานภาครัฐมีผลการประเมินคุณภาพและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) ผ่านเกณฑ์การประเมินโดยมีการดำเนินโครงการจำนวน 5 โครงการและมีการลงพื้นที่ป้องกันการทุจริตเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง 

ปุรุศักดิ์  แสนกล้า  ข่าว/ภาพ

ชื่นชม จนท.กรมแพทย์ทหารเรือ ช่วยเหลือ ปชช.ประสบอุบัติเหตุรถชน

วันที่ 12 กันยายน 2566 เวลา 07.00 น. น.ต.สมควร วรรณสวัสดิ์ หัวหน้าแผนกป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ กองเวชกรรมป้องกัน กรมแพทย์ทหารเรือ และ จ.อ.ทำนุรัฐ มูลเมือง เจ้าหน้าที่สอบสวนควบคุมโรคฯ ร่วมกับหน่วยกู้ชีพสว่างประทีปศรีราชาได้เข้าช่วยเหลือปฐมพยาบาลเบื้องต้น ประชาชน (เพศชาย อายุ 40 ปี) ที่ประสบอุบัติเหตุทางจราจร รถยนต์เฉี่ยวชนมอเตอร์ไซด์  ณ บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา และนำส่งผู้ป่วยเข้ารับการรักษาต่อที่ โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา 

สมควรได้รับการยกย่องเชิดชูและเป็นแบบอย่างที่ดี ของกำลังพลกองทัพเรือ และบุคคลโดยทั่วไป เมื่อพบผู้ประสบเหตุไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม สมควรเข้าให้การช่วยเหลือในทันที 
นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

‘นักวิจัย’ เตือน!! กล่องพลาสติกอุ่นใน ‘ไมโครเวฟ’ อันตราย เสี่ยงได้รับ ‘ไมโครพลาสติก’ เข้าสู่ร่างกายแบบไม่รู้ตัว

(12 ก.ย. 66) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คาซี อัลบับ ฮุสเซน นักวิจัยของมหาวิทยาลัยเนแบรสกา ในสหรัฐอเมริกา เผยรายงานการวิจัยเกี่ยวกับ ‘การใช้ไมโครเวฟอุ่นอาหาร’ หลังทางทีม ได้ทดลองนำขวดนมพลาสติกของเด็กที่ได้รับการรับรองจาก FDA ว่าผ่านมาตรฐานความปลอดภัยสามารถนำเข้าไมโครเวฟได้ บรรจุน้ำและสารละลายอื่น ๆ ที่ใช้เป็นตัวแทนอาหาร แล้วนำไปเข้าไมโครเวฟเป็นเวลา 3 นาที จากนั้นนำไปให้เด็กดื่ม ผลปรากฏว่า เด็กได้รับไมโครพลาสติกเข้าไปในร่างกาย

ตามรายงานของ Henry Ford Health องค์กรด้านการดูแลสุขภาพ เปิดเผยว่า ในการศึกษาครั้งหนึ่ง 77 เปอร์เซ็นต์ของผู้เข้ารับการทดสอบถูกพบว่า มีไมโครพลาสติกในเลือด โดยบางเคส พบไมโครพลาสติกถึง 4 ล้านชิ้น ต่อตารางเซนติเมตร และ นาโนพลาสติกมากกว่า 2 พันล้านชิ้น ไมโครพลาสติกบางชนิดทำจากสารเปอร์และโพลีฟลูออโรอัลคิล (PFAS) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ‘สารเคมีตลอดกาล’ เนื่องจากใช้เวลานานในการย่อยสลาย รัฐบาลสหรัฐฯ ประเมินว่า ชาวอเมริกันมากถึง 97 เปอร์เซ็นต์ มีสาร PFAS อยู่ในเลือด

ต่อมาทางผู้เชี่ยวชาญยังได้ทดลองนำเซลล์จากไต ไปสัมผัสกับสารไมโครพลาสติกที่ปล่อยออกมาระหว่างการทดลองใส่ขวดในไมโครเวฟ พวกเขาพบว่า ประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์ของเซลล์เหล่านั้นถูกทำลาย ซึ่งมีความเชื่อมโยงที่เป็นไปได้ว่า ไมโครพลาสติกอาจเป็นอันตรายต่อไตของมนุษย์

‘บิ๊กโจ๊ก’ เผย!! กู้หลักฐานกล้องวงจรปิดใกล้เสร็จแล้ว เตรียมออกหมายจับเพิ่ม ขอตำรวจในงานเลี้ยงพูดความจริง

(12 ก.ย. 66) พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. กล่าวถึงความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนคลี่คลายคดียิงสารวัตรแบงก์ สังกัดตำรวจทางหลวงเสียชีวิตในงานเลี้ยงกำนันนกคืนวันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมาว่า จากการสืบสวนสอบสวน ขณะนี้เริ่มมีความชัดเจนเลี้ยงว่ามีตำรวจอยู่ร่วมงานเลี้ยงจำนวน 28 นาย และพลเรือน 27 คน ในจำนวนนี้มีตำรวจ 6 นาย ถูกแจ้งข้อหาและฝากขังไปแล้ว และมีข้าราชการของกรมราชทัณฑ์ 1 คน ส่วนพลเรือนขณะนี้ถูกดำเนินคดีฐานทำลายหลักฐานรวม 4 คน ส่วนจะแจ้งข้อหาหรือออกหมายจับใครเพิ่มเติมยังต้องรอการกู้ไฟล์เซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดให้ได้ก่อนเพื่อนำมาประกอบสำนวนคดีและจะเห็นความชัดเจนว่ามีใครเกี่ยวข้อง หรือดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ ซึ่งยืนยันว่ามีการออกหมายจับเพิ่มทั้งตำรวจและพลเรือนแน่นอน

ในส่วนของเซิร์ฟเวอร์หากมีการกู้สำเร็จจะไม่มีการจะไม่มีการนำมาเปิดเผยเนื่องจากรายละเอียดนี้ใช้ประกอบสำนวนทนายของจำเลยอาจจะใช้ต่อสู้คดีได้ ดังนั้นตัวเองจะไปดูและเป็นผู้นำมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเอง 

ทั้งนี้ยืนยันว่าคดีนี้ผู้เสียชีวิตจะได้รับความเป็นธรรมที่สุด และจะมีการขยายผลไปถึงประเด็นอื่น ๆ ที่เชื่อมโยง เครือข่ายกำนันนก ว่ามีจำนวนมากน้อยแค่ไหน ทั้งการฮั๊วะประมูลโครงการของรัฐในพื้นที่ภาคเจ็ด เรื่องเว็บพนันออนไลน์ก็กำลังสืบสวนอยู่เช่นกัน

รวมถึงกรณีกระแสข่าวเส้นทางการเงินเครือข่ายกำนันนก ที่มีการโอนให้กับนายตำรวจทั้งที่อยู่ในงานเลี้ยงวันเกิดเหตุและตำรวจที่ไม่ได้ไปงานด้วยตอนนี้ก็มีข้อมูลแล้วว่าอยู่หน่วยงานไหน แต่ขอยังไม่เปิดเผยเพราะรายละเอียดอยู่ในสำนวน

ส่วนกรณีที่มีเว็บไซต์ออนไลน์ สื่อโซเชียลมีเดียออกมาเรียกร้องให้ปล่อยตัวกำนันนก จากการตรวจสอบพบว่าเป็นเว็บอวตารที่ทำขึ้นมาหลังจากเกิดคดีแล้ว ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการหาตัวบุคคลดังกล่าว หากพบตัวก็จะดำเนินคดีตามกฎหมาย

ส่วนประเด็นการเสียชีวิตของผู้กำกับเบิ้ม พ.ต.อ.วชิรา ผู้กำกับการตำรวจทางหลวง 2 ที่ก่อเหตุปลิดชีพในบ้านพัก เป็นเรื่องที่ทุกคนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติเสียดายและเสียใจเป็นอย่างมาก จากที่ตัวเองเข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุจากหลักฐานตอนนี้ยังพบว่าเป็นการฆ่าตัวตาย แต่ก็ยังต้องรอผลการตรวจของเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์และพิสูจน์หลักฐานเพื่อความชัดเจน

ส่วนสาเหตุที่ทำให้ผู้กำกับปลิดชีพตัวเองยังอยู่ในระหว่างการสืบสวนเบื้องต้นเชื่อว่าเป็นประเด็นความเครียดเนื่องจากพนักงานสอบสวน ที่สอบปากคำผู้กำกับเบิ้ม ระบุว่าผู้กำกับเบิ้มมีความเครียดสูง ส่วนประเด็นที่โซเชียลสงสัยว่าทำไมโทรศัพท์มือถือถึงอยู่ที่บางนา ห่างไกลจากสถานที่พบศพ เรื่องนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ และเรียกผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งเป็นผู้ถือโทรศัพท์มือถือมาสอบปากคำอีกครั้ง 

ส่วนแท็กซี่ที่ขับมาส่งผู้กำกับเบิ้มที่บ้านก่อนเกิดเหตุ เมื่อคืนนี้ได้เรียกมาสอบปากคำแล้ว จากคำให้การ ไม่ครบข้อพิรุธ ระหว่างเดินทางไปบ้านหลังเกิดเหตุผู้กำกับเบิ้มก็ได้บอกเส้นทางกลับบ้านด้วยตัวเอง และเดินทางเพียงลำพังคนเดียว

ส่วนประเด็นเรื่องโรบอทดูดฝุ่น ที่พบหัวกระสุน จะมีการตั้งเวลาหรือมีการสั่งการผ่านมือถือจากข้างนอกหรือไม่ ข้อสงสัยนี้ก็อยู่ระหว่างการตรวจสอบ กับบริษัทผู้ผลิต

ส่วนกรณีผู้กำกับ สน.พญาไทที่มีคลิปเสียงข่มขู่ผู้สื่อข่าว เชื่อว่าเกิดจากความเครียด ซึ่งหลังจากนี้หากผู้สื่อข่าว ยังติดใจสามารถแจ้งความผ่านตัวเองได้ ส่วนที่ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาคเจ็ดจัดกำลังดูแลผู้สื่อข่าว ที่เฝ้าติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ภาคเจ็ดเชื่อว่าทำไปเพื่อความสบายใจ

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ บอกว่า เวลานี้ตำรวจที่อยู่ในเหตุการณ์งานเลี้ยงทั้งหมดยังให้การไม่เป็นความจริง ซึ่งส่วนตัวมองว่าต้องมีจิตสำนึก รักพวกพ้องตำรวจด้วยกัน เพราะตอนนี้มีตำรวจถูกยิงตายแล้วหนึ่ง บาดเจ็บหนึ่ง และปลิดชีพเพิ่มอีก ดังนั้น ก็ควรออกมาพูดความจริง เพราะสาเหตุการตายที่เกิดขึ้นเกิดจากการเป็นไม้ค้ำยันให้กับผู้มีอิทธิพล ซึ่งแย่เต็มที

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่ามีตำรวจที่ให้การร้องไห้และพูดความจริงออกมาทั้งหมดยืนยันว่ายังไม่มีข้อมูลตรงนั้น มีเพียงตำรวจที่อยู่ในเรือนจำเท่านั้นที่มีความเครียดเวลาญาติไปเยี่ยมก็จะร้องไห้ 

ส่วนตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องเบื้องต้นได้สั่งการให้ผู้บังคับบัญชาคอยติดตามอย่างต่อเนื่องหากมีความเครียดก็ให้นำตัวส่งโรงพยาบาลตำรวจและมีนักจิตวิทยาคอยประเมินสภาพจิตใจเพื่อป้องกันความเสี่ยงเกิดเหตุซ้ำรอยผู้กำกับเบิ้ม

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ บอกว่าเมื่อวานนี้นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ติดต่อมาหาตัวเอง แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ซึ่งจะทำงานร่วมกันโดยนายชาดาจะช่วยสแกนรายชื่อผู้มีอิทธิพลและส่งมาให้ตัวเองดำเนินการต่อ

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีแจกเครื่องอุปโภคบริโภคครั้งยิ่งใหญ่ในงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2566 

โดยมี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์  ผู้ว่าฯ กทม. เป็นประธานในพิธี ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย พร้อมเผยงบประมาณ ปีนี้ลงพื้นที่แจกทั้งสิ้น 4 จังหวัด รวมมูลค่า 15 ล้านบาท

วันนี้ (วันอังคารที่ 12 กันยายน 2566 เวลา 08.00 น.) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการ นายสัก กอแสงเรืองรองประธานกรรมการ พร้อมด้วยคณะกรรมการ และผู้ช่วยกรรมการมูลนิธิฯ จัดพิธีแจกเครื่องอุปโภคบริโภค เนื่องในงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2566  จำนวน 20,000 ชุด ให้แก่ประชาชนผู้ยากไร้ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดที่เดินทางมารอรับกันอย่างเนืองแน่น โดยสิ่งของที่แจกประกอบด้วย   ข้าวสาร  บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป  ปลากระป๋อง  น้ำปลา น้ำมันพืช  ขนม ฯลฯ บรรจุถุงผ้ามูลนิธิฯ พร้อมมอบค่าพาหนะคนละ 100 บาท  โดยมี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์  ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย แขกผู้มีเกียรติ และ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์ อาทิ  นางศิริวรรณ โอภาสวงศ์  และนางศิริพร โอภาสวงศ์ ร่วมในพิธี ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

โดยบรรยากาศภายในงาน ได้มีผู้มีจิตศรัทธา ร่วมแจกจ่ายอาหาร และเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับประชาชนที่มารอรับสิ่งของ รวมถึงเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครมูลนิธิฯ จัดทีมดูแลประชาชนตั้งแต่เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2566 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ได้จัดให้มีเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครศิลปิน นำโดย นางดวงตา ตุงคะมณี (ตุ๊ก ดวงตา) นายกวินรัฏฐ์ ยศอมรสุนทร (หยวน-กวินรัฏฐ์) นายสวิช  เพชรวิเศษศิริ (บี๋) นายธรรศภาคย์ ซี (บี้)  นางสุมณทิพย์ ซี (กุ๊บกิ๊บ)  นายธวัชชัย คชาอนันต์ (แฮ็ค ชวนชื่น)  นายปิยะวัฒน์ รัตนหรูวิจิตร (หรูหรา)  นางสาวพรชดา วราพชระ (มะเหมี่ยว) นางสาวอาจารียา พรหมพฤกษ์ (หลิว) นางสาวอธิชา เทศขำ (เมย์)  ฯลฯ  ร่วมแจกจ่ายสิ่งของ แสดงดนตรี และสร้างสีสันภายในงาน โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน และอิ่มเอมใจทั้งผู้ให้และผู้รับ

นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เปิดเผยว่า งานประเพณีทิ้งกระจาด เป็นงานบุญที่สำคัญของชาวพุทธ ซึ่งปฏิบัติสืบทอดมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ด้วยการนำสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค ข้าวสาร อาหารแห้ง มาเซ่นไหว้ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพชน และดวงวิญญาณที่ไร้ญาติ แล้วแจกเป็นทานแก่ผู้ยากไร้ เป็นงานบุญที่ครบทั้งการทำบุญและให้ทาน ซึ่งมูลนิธิ
ป่อเต็กตึ๊งได้จัดทำสืบทอดประเพณีทิ้งกระจาดต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อตั้งมูลนิธิฯ เป็นเวลากว่า 100 ปี  โดยเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 24 สิงหาคม 2566 และ 1 กันยายน 2566 ที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้ทำพิธีแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค ณ สุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร  และ คลินิกการประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาโคราช จังหวัดนครราชสีมา และสาขาศรีราชา จังหวัดชลบุรี  รวมงบประมาณการจัดงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2566 เป็นจำนวนเงิน 15,000,000 บาท (สิบห้าล้านบาทถ้วน)

ตลอดระยะเวลากว่า 113 ปี มูลนิธิฯ ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กร สาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

‘โบว์ ณัฏฐา’ ชี้!! สังคมพูดเรื่อง ‘หยก’ โดยไม่ดูข้อเท็จจริง ฟากพ่อแม่นิ่งเฉย ส่วนโรงเรียนต้องรับมือความปั่นป่วนรายวัน

(12 ก.ย. 66) น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ โบว์ พิธีกรรายการวิเคราะห์ข่าว และนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์เฟซบุ๊ก ‘โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา - Nuttaa Mahattana’ ระบุข้อความว่า…

หลายคนพูดเรื่องหยกโดยไม่ดูข้อเท็จจริงเลยค่ะ ประเด็นสำคัญที่ต้องเข้าใจตรงกันคือ 

📍โรงเรียนจะรับเด็กให้มีสถานะเป็นนักเรียนของโรงเรียนได้จะต้องมีผู้ปกครองมารับรอง เพราะการดูแลนักเรียนคือการทำงานร่วมกันระหว่างบ้านกับโรงเรียน หากไม่มีผู้ปกครอง เด็กจะต้องอยู่ในความดูแลของรัฐและได้รับการศึกษาในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นการคุ้มครองสิทธิเพื่อสวัสดิภาพของเด็ก

📍แม่ของหยกเคยไปยืนยันความเป็นผู้ปกครองไว้กับโรงเรียนเพื่อขอผ่อนผันการมอบตัวแล้ว โรงเรียนจึงไม่สามารถรับรองบุคคลอื่นที่อ้างตนเป็นผู้ปกครองโดยปราศจากการมอบอำนาจได้ โดยเฉพาะบุคคลที่มีอายุห่างกับเด็กไม่ถึง 15 ปีและมีปัญหาคุณสมบัติหลายประการ 

📍ก่อนครบกำหนดการมอบตัว โรงเรียนพยายามติดต่อแม่และมีครูฝ่ายปกครองเดินทางไปตามที่บ้านไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง โดยปราศจากความร่วมมือของหยกและบุ้งในการประสาน 

📍หลังจากนั้นมีการโอนเงินค่าเทอมจากบัญชีรับบริจาคของกลุ่มทะลุวังเข้าบัญชีโรงเรียน เมื่อการมอบตัวไม่เคยเกิดขึ้น โรงเรียนจึงโอนเงินคืน แต่ยังต้องรับมือกับสถานการณ์ความปั่นป่วนอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ปรากฏและไม่ปรากฏในข่าว

📍นักเรียนในโรงเรียนเริ่มทนไม่ไหวหลังอยู่กับสถานการณ์มาสี่เดือน โรงเรียนได้รับความกดดันทั้งจากนักเรียนและผู้ปกครองให้ปกป้องสิทธิของเด็ก ๆ ที่เหลือในโรงเรียน ให้สามารถมีสมาธิเรียนในบรรยากาศที่เป็นปกติ ปราศจากการรบกวนของกลุ่มบุคคลภายนอก 

📍กระบวนการแก้ปัญหาตามกฎหมายเรื่องการมีผู้ปกครองยังต้องดำเนินอยู่โดยปราศจากความร่วมมือของหยกและกลุ่มบุคคลที่น้องไปอาศัยอยู่ด้วย และโรงเรียนยังต้องใช้ทรัพยากรบุคคลและอาคารสถานที่ในการรับมือกับสถานการณ์รายวัน 

📍เพราะคำว่า ‘เด็ก’ และแรงกดดันจากคนบางกลุ่ม จึงไม่มีใครกล้าดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดในช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่ผลเสียนั้นเกิดต่อตัวเด็กเอง และน่าจะคลี่คลายในเร็ววัน

สมุทรปราการ-โครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และศึกษาดูงานของบุคลากรเทศบาลตำบลแพรกษา ประจำปี 2566 

วันอังคารที่ 12 กันยายน 2566 เวลา 08.00 น. ท่าน ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 จังหวัดสมุทรปราการ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา และที่ปรึกษาสภาเกษตรกรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ให้เกียรติเป็นประธาน

กล่าวเปิดโครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพและศึกษาดูงานของบุคลากรของเทศบาลตำบลแพรกษา ประจำปี 2566 ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 12-16  กันยายน  2566  ณ  จังหวัดสุราษฎร์ธานี

โดยมี คณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล ร่วมเป็นเกียรติ สำหรับวิทยากรที่มาบรรยายให้ความรู้ในครั้งนี้  ได้แก่
1. นายวีรชาติ  คงอภัย
ผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์และข้อมูลเพื่อการพัฒนาจังหวัด สำนักงานจังหวัดสมุทรปราการ
2. นายทนง  พงษ์ธีรวัฒน์
ผู้อำนวยการกลุ่มงานกฎหมาย ระเบียบและเรื่องร้องทุกข์ท้องถิ่นจังหวัดสมุทรปราการ
ณ  ห้องประชุมเทศบาลตำบลแพรกษา ชั้น 5

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top