Tuesday, 28 July 2026
Hard News Team

ตำรวจไซเบอร์รวบมือขวาเอเย่นต์หลอกเปิดบัญชีม้าในชลบุรี พบเหยื่อนับร้อย เสียหายมากกว่า 10 ล้านบาท

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับรายงานว่า มีขบวนการกว้านซื้อบัญชีม้าจำนวนมาก ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.2 บก.สอท.1 ได้ทำการลงพื้นที่เพื่อสืบสวนข้อเท็จจริงในกรณีนี้ดังกล่าวแล้วพบว่า
มีการซื้อบัญชีม้าจำนวนมากจริง จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบทราบได้ว่าผู้ใดทำหน้าที่เป็นมือขวาของเอเย่นต์ชาวจีนที่ทำหน้าที่รวบรวมบัญชีม้าภายในประเทศไทย สำหรับใช้ในการกระทำความผิด ซึ่งพบมูลค่าความเสียหายจำนวนมากในสังคมขณะนี้

ต่อมาวันที่ 11 กันยายน 2566 ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สอท.1 ได้ทำการลงพื้นที่ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง
จ.ชลบุรี และได้ทำการค้นหาติดตามตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังในการรับซื้อบัญชีม้า จนกระทั่งพบ นายสุริยา (สงวนนามสกุล) ชาวจังหวัดชลบุรี และ นางสาวปาริชาต (สงวนนามสกุล) ชาวจังหวัดจันทบุรี ผู้ซึ่งเป็นมือขวาคนสำคัญของเอเย่นต์ชาวจีน ที่บริเวณริมถนนภายใน ซ.เขาตาโล 14 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จึงได้แสดงหมายจับและทำการจับกุมตัวบุคคลทั้ง 2 ราย ในข้อหา “ร่วมกันโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น”

ในเบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา และให้การว่า หลังจากรวบรวมบัญชีม้าและข้อมูลของชาวบ้านที่รู้จัก จึงส่งต่อให้กับเอเย่นต์ชาวจีนอีกที โดยเอเย่นต์กลุ่มนี้ จะมีลักษณะการติดต่อโดยการ ใช้เบอร์โทรศัพท์ของผู้อื่นติดต่อมายังผู้ต้องหา และนัดหมายเวลาและสถานที่เพื่อขอข้อมูลบัญชีและเอกสารในการทำธุรกรรมในการเปิดบัญชี ที่ผู้ต้องหาหามาได้ และหลังจากนั้นจะทำการตัดช่องทางการติดต่อดังกล่าวทันที และจะติดต่อกลับมาใหม่โดยเบอร์โทรศัพท์ของผู้อื่น ที่เชื่อว่าได้ถูกหลอกให้เปิดซิมโทรศัพท์เพื่อใช้ในการติดต่อมายัง นายสุริยาฯ และ นางสาวปาริชาตฯ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่ามีผู้ถูกหลอกให้เปิดบัญชีในพื้นที่จังหวัดชลบุรี มากกว่า 100 ราย มูลค่าความเสียหายหลายล้านบาท

เตือนภัยสังคม
1. รับจ้างเปิดบัญชี หากบัญชีถูกนำไปใช้ในทางทุจริต อาจเข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงิน อัตราโทษจำคุกตั้งแต่
1-10 ปี ปรับ 10,000 -200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
2. ผลของกฎหมายยังมีผลให้เจ้าของบัญชีม้าหรือเบอร์ม้ามีโทษอาญาหนักจำคุก 3 ปี หรือ ปรับ 3 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงผู้ที่ได้เป็นธุระจัดหา ก็มีโทษอาญาหนักเช่นกัน มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 2-5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2-5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ดังนั้น อย่า! ขายบัญชีธนาคารของตนเองให้กับคนอื่นเด็ดขาด อย่า! รับจ้างเปิดบัญชี อย่า! ยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชี

‘BOI’ กางยอด 8 เดือน ไต้หวันแห่ลงทุนในไทย 3 หมื่นล้านบาท พร้อมยกเป็นฐานการผลิตด้านอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อส่งออกทั่วโลก

เมื่อไม่นานมานี้ นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ นับเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของโลก และเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่บีโอไอให้ความสำคัญมาก เนื่องจากมีความเชื่อมโยงและเป็นฐานการพัฒนาที่สำคัญของอุตสาหกรรมอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์ ดิจิทัล อุปกรณ์การแพทย์ ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ เป็นต้น 

ในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกขยายตัวอย่างมาก โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในแหล่งรองรับการลงทุนที่มีความโดดเด่น ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ดี ระบบไฟฟ้ามีความเสถียร พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมีความพร้อมรองรับการลงทุนได้อีกมาก บุคลากรมีทักษะและความเชี่ยวชาญในด้านอิเล็กทรอนิกส์ ซัปพลายเชนครบวงจร และภาครัฐมีมาตรการสนับสนุนที่แข่งขันได้ ทำให้ผู้ผลิตอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก โดยเฉพาะจากไต้หวัน ตัดสินใจเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลักเพื่อส่งออกไปยังตลาดโลก

โครงการลงทุนจากไต้หวันส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ (Printed Circuit Board: PCB) คอมพิวเตอร์พกพา (Notebook) และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะที่นำระบบเซ็นเซอร์ Internet of Things (IoT) หรือระบบสมองกลฝังตัว (Embedded System) มาใช้ เช่น ลำโพงอัจฉริยะ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบสวมใส่ (Wearable Device) เป็นต้น 

ซึ่งบีโอไอได้มองเห็นถึงโอกาสและศักยภาพของไทยในการเป็นฐานผลิตของอุตสาหกรรมดังกล่าว จึงได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการลงทุนจากไต้หวันอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประสานงานนำสมาชิกสมาคมผู้ผลิต PCB รายใหญ่จากไต้หวัน เดินทางสำรวจพื้นที่เพื่อวางแผนการลงทุนในประเทศไทยอย่างเร่งด่วนในช่วงไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา ทำให้มีบริษัท PCB จากไต้หวัน ทยอยเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

“ไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในภูมิภาคมานานกว่า 40 ปี และได้พัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุนในกลุ่มชิ้นส่วนและวัตถุดิบต่าง ๆ จนแข็งแกร่งและครบวงจร ทั้งยังผ่านประสบการณ์ทำงานร่วมกับบริษัทระดับโลกมาแล้ว จึงมีศักยภาพที่จะต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมต้นน้ำ เช่น การผลิตเวเฟอร์ และการออกแบบทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งการผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เช่น กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ โดยไต้หวันเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ไทยจะดึงการลงทุน เนื่องจากเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก” นายนฤตม์ กล่าว

ปัจจุบันไต้หวันเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของโลก ครองส่วนแบ่งตลาดถึงกว่าร้อยละ 65 ของการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของโลก โดยมีบริษัท Taiwan Semiconductor Manufacturing Corporation (TSMC) เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ สำหรับการผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) ซึ่งเป็นหัวใจของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ บริษัทไต้หวันก็เป็นผู้ผลิตอันดับหนึ่งของโลก มีส่วนแบ่งในตลาดโลกร้อยละ 35 โดยปัจจุบันผู้ผลิต PCB ไต้หวัน 20 อันดับแรก ได้ตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้ว 10 ราย เช่น WUS PCB, APEX, Dynamic Electronics, Gold Circuit, APCB เป็นต้น 

เมื่อรวมกับผู้ผลิต PCB จากประเทศอื่น เช่น จีน และญี่ปุ่น ที่เข้ามาลงทุนด้วย ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นคลัสเตอร์ PCB ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ตามมาด้วยประเทศเวียดนามและมาเลเซีย สำหรับผู้ผลิต PCB รายใหญ่ที่เหลือ เป็นเป้าหมายสำคัญที่บีโอไอจะเร่งเชิญชวนให้เข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มเติม โดยบางรายได้ตอบรับและอยู่ระหว่างเตรียมการลงทุนในเร็ว ๆ นี้

“การเข้ามาลงทุนของกลุ่มผู้ผลิต PCB จากไต้หวันในรอบนี้ ถือเป็นคลื่นการลงทุนสำคัญ ที่ไม่เพียงแต่จะสร้างเม็ดเงินจำนวนมากให้ประเทศเท่านั้น แต่จะช่วยยกระดับซัปพลายเชนในประเทศ เกิดการจ้างงานและการพัฒนาบุคลากรด้านอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรสมัยใหม่ รวมทั้งสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยที่มีศักยภาพได้เข้าไปอยู่ในซัพพลายเชนอิเล็กทรอนิกส์ของโลก ผ่านกิจกรรมเชื่อมโยงอุตสาหกรรมของบีโอไออีกด้วย” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งนี้ ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา (มกราคม - สิงหาคม 2566) มียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบริษัทไต้หวันในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ รวม 20 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 30,000 ล้านบาท โดยเป็นการผลิต PCB 7 โครงการ เช่น บริษัท Gold Circuit Electronics, ITEQ Corporation, Taiwan Union Technology และเป็นการผลิตโน้ตบุ๊กให้กับ HP บริษัทคอมพิวเตอร์อันดับ 2 ของโลก จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ บริษัท QMB และ Inventec นอกจากนี้ ยังมีบริษัทรายใหญ่จากไต้หวันในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้เข้ามาลงทุนก่อนหน้านี้แล้ว เช่น บริษัท Delta Electronics, Tatung, Cal-Comp, Techman, Chicony, Primax เป็นต้น

‘สนค.’ ชี้เป้าผู้ประกอบการไทย เล็งขายสินค้าออนไลน์เจาะ ‘ตลาดจีน’ หลังพบมีการเติบโตต่อเนื่อง จากการที่คนจีนใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น

(12 ก.ย.66) นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ทำการศึกษาการเติบโตของการค้าออนไลน์ข้ามพรมแดน หรือ Cross-border e-Commerce (CBEC) พบว่า มีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดหลักที่สำคัญของไทย โดยมีปัจจัยจากการเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากของจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต โดยปี 2565 มีจำนวน 1.067 พันล้านคน เพิ่มขึ้น 35.49 ล้านคน เมื่อเทียบกับปี 2564 และการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป หันมาใช้ e-Commerce มากขึ้น

ทั้งนี้ ยังพบว่า รัฐบาลจีนมีมาตรการและนโยบายสนับสนุน เช่น การจัดตั้งเขตนำร่องบูรณาการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน จำนวน 165 แห่ง ครอบคลุม 33 เมือง อาทิ หางโจว ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ คุนหมิง และเฉิงตู เชื่อมโยงระหว่างทางบก ทางทะเล ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมการส่งออกโดยเฉพาะสินค้าของ SMEs จีน ไปยังแพลตฟอร์มออนไลน์ในต่างประเทศและส่งเสริมการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เพื่อมาจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ในจีน โดยผู้ประกอบการจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและมีขั้นตอนพิธีการศุลกากรที่ง่ายกว่าการค้าระหว่างประเทศแบบปกติ และมีการส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างจีนกับต่างประเทศผ่านการลงนามในสัญญาความร่วมมือระยะยาวระหว่างรัฐบาลจีนกับบริษัทด้านการค้าระหว่างประเทศและบริษัทด้านการขนส่งทางทะเล รวมทั้งการส่งเสริมบริษัทคลังสินค้าในต่างประเทศให้เชื่อมโยงกับแพลตฟอร์ม E-Commerce ทั้งของจีนและต่างประเทศ

สำหรับการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศสู่ตลาดจีนผ่านทางแพลตฟอร์ม CBEC แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ 1.) การนำเข้าสินค้าผ่านคลังสินค้าทัณฑ์บน (Bonded Warehouse Import) ผู้ประกอบการจากทั่วโลกสามารถนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมาเก็บไว้ในคลังสินค้าทัณฑ์บนโดยไม่ต้องผ่านพิธีการศุลกากรและยังไม่ต้องเสียภาษี จนกว่าผู้บริโภคจะสั่งซื้อสินค้า โดยการนำเข้ารูปแบบนี้มีข้อดี ดังนี้ (1) ลดระยะเวลาการรอคอยสินค้า การนำเข้าสินค้ามาเก็บไว้ในคลังสินค้าทัณฑ์บนสามารถจัดส่งสินค้าถึงผู้บริโภคได้ภายใน 3-7 วัน (2) ห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการคัดแยก บรรจุหีบห่อใหม่และการติดฉลากสินค้าในคลังสินค้าทัณฑ์บนโดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร (3) รักษาสภาพคล่องได้ดีขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการจะต้องชำระอากรและภาษีเมื่อมีการนำสินค้าออกจากคลังสินค้าทัณฑ์บน จึงทำให้ธุรกิจสามารถรักษากระแสเงินสดได้เป็นอย่างดี แต่ก็ยังมีข้อจำกัด ดังนี้

(1) ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ อาทิ ขั้นตอนพิธีการศุลกากรที่เพิ่มขึ้นในการขอเก็บสินค้าในคลัง และข้อจำกัดในการจัดเก็บสินค้าในคลัง (2) ต้นทุนการดำเนินงาน อาทิ ค่าเช่า ค่าประกันภัย และค่าบริหารจัดการ

2.) การส่งสินค้าไปยังผู้บริโภคโดยตรง (Direct Mailing Mode) ผู้ประกอบการสามารถส่งสินค้าจากประเทศต้นทางไปยังผู้บริโภคที่อยู่ในจีนโดยตรงผ่านระบบโลจิสติกส์ การชำระเงิน และการเสียภาษีที่ร่วมมือกับแพลตฟอร์ม โดยจะมีความสะดวกของผู้บริโภคและผู้ประกอบการในด้านระบบโลจิสติกส์ เนื่องจากของแพลตฟอร์มกับบริษัทโลจิสติกส์ร่วมมือกันโดยตรง และยังมีต้นทุนต่ำจากการหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายคลังสินค้าทัณฑ์บนในจีน แต่ก็ยังมีข้อจำกัด คือ อาจต้องใช้ระยะเวลาผ่านพิธีการศุลกากรประมาณ 1-2 สัปดาห์ ซึ่งยาวนานกว่าการนำเข้าสินค้าผ่านคลังสินค้าทัณฑ์บนที่ใช้เวลาดำเนินการพิธีทางศุลกากรเพียง 1-2 วัน

นายพูนพงษ์กล่าวว่า โอกาสของผู้ประกอบการไทยจากการที่ตลาด CBEC ของจีนเติบโตอย่างต่อเนื่อง และยังมีความต้องการซื้อสินค้าในตลาดอยู่จำนวนมาก ประกอบกับมีสินค้าไทยหลายชนิดที่สามารถทำยอดขายในจีนได้อย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว อาทิ อาหารแปรรูป อาหารพร้อมรับประทาน ขนมขบเคี้ยว สินค้าเพื่อสุขภาพ ผลไม้สด เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวธรรมชาติ ดังนั้น หากผู้ประกอบการไทยค้าขายผ่านช่องทาง CBEC มากขึ้น และมุ่งเน้นสินค้าที่มีอัตลักษณ์ความเป็นไทย มีศักยภาพ และเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคจีน ตอบสนองคุณภาพชีวิตยุคใหม่ก็จะสามารถเพิ่มยอดขายและส่วนแบ่งตลาดในจีนได้โดยการค้าผ่าน CBEC มีสิทธิประโยชน์ทางภาษีและพิธีทางศุลกากรที่ถูกและง่ายกว่าการค้าแบบปกติ หากเป็นคำสั่งซื้อสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 5,000 หยวน ต่อคำสั่งซื้อ และมูลค่ารวม ไม่เกิน 26,000 หยวนต่อปี/ต่อราย ก็จะได้รับการยกเว้นภาษีศุลกากรและชำระภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีสรรพสามิตเพียงร้อยละ 70 จากอัตราปกติ

“ด้วยแนวโน้มการซื้อขายสินค้าผ่าน CBEC ที่เติบโตต่อเนื่อง ประกอบกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและพิธีศุลกากรที่ง่ายและรวดเร็วกว่าการซื้อขายในช่องทางปกติ จะทำให้ CBEC เป็นช่องทางสำคัญในการเพิ่มโอกาสและขยายช่องทางการตลาดของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเครื่องสำอางและสิ่งของที่ใช้ทำความสะอาดร่างกายและบำรุงผิว รวมไปถึงอาหารสด โดยผู้ประกอบการควรศึกษาตลาดจีนให้ลึกซึ้งทั้งในด้านกฎหมาย ภูมิประเทศ และวัฒนธรรมของกลุ่มเป้าหมาย ตลอดจนเลือกแพลตฟอร์มให้เหมาะกับตัวสินค้าเพื่อให้สื่อสารได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย และสามารถใช้ช่องทาง CBEC เป็นกุญแจสำคัญในการขยายธุรกิจสู่ตลาดจีนต่อไป” นายพูนพงษ์กล่าว

ปัจจุบัน กรมศุลกากรจีน ระบุว่า มูลค่าการนำเข้าและส่งออกผ่าน CBEC ในปี 2565 มีมูลค่า 2.06 ล้านล้านหยวน (2.83 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.1 และในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 (ม.ค.-มิ.ย.) มูลค่าการนำเข้าและส่งออกผ่าน CBEC สูงถึง 1.1 ล้านล้านหยวน (1.50 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 16 แบ่งเป็น การส่งออก 8.21 แสนล้านหยวน (1.12 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.9 และการนำเข้า 2.76 แสนล้านหยวน (3.78 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.7 ซึ่งเมื่อพิจารณาแนวโน้มมูลค่าการนำเข้าและส่งออกผ่าน CBEC ของจีนแล้วจะเห็นว่ามีแนวโน้มที่เติบโตขึ้นตั้งแต่ปี 2563

‘บิ๊กโจ๊ก’ เผย!! กู้หลักฐานกล้องวงจรปิดใกล้เสร็จแล้ว เตรียมออกหมายจับเพิ่ม ขอตำรวจในงานเลี้ยงพูดความจริง

(12 ก.ย. 66) พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. กล่าวถึงความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนคลี่คลายคดียิงสารวัตรแบงค์ สังกัดตำรวจทางหลวงเสียชีวิตในงานเลี้ยงกำนันนกคืนวันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมาว่า จากการสืบสวนสอบสวน ขณะนี้เริ่มมีความชัดเจนเลี้ยงว่ามีตำรวจอยู่ร่วมงานเลี้ยงจำนวน 28 นาย และพลเรือน 27 คน ในจำนวนนี้มีตำรวจ 6 นาย ถูกแจ้งข้อหาและฝากขังไปแล้ว และมีข้าราชการของกรมราชทัณฑ์ 1 คน ส่วนพลเรือนขณะนี้ถูกดำเนินคดีฐานทำลายหลักฐานรวม 4 คน ส่วนจะแจ้งข้อหาหรือออกหมายจับใครเพิ่มเติมยังต้องรอการกู้ไฟล์เซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดให้ได้ก่อนเพื่อนำมาประกอบสำนวนคดีและจะเห็นความชัดเจนว่ามีใครเกี่ยวข้อง หรือดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ ซึ่งยืนยันว่ามีการออกหมายจับเพิ่มทั้งตำรวจและพลเรือนแน่นอน

ในส่วนของเซิร์ฟเวอร์หากมีการกู้สำเร็จจะไม่มีการจะไม่มีการนำมาเปิดเผยเนื่องจากรายละเอียดนี้ใช้ประกอบสำนวนทนายของจำเลยอาจจะใช้ต่อสู้คดีได้ ดังนั้นตัวเองจะไปดูและเป็นผู้นำมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเอง 

ทั้งนี้ยืนยันว่าคดีนี้ผู้เสียชีวิตจะได้รับความเป็นธรรมที่สุด และจะมีการขยายผลไปถึงประเด็นอื่น ๆ ที่เชื่อมโยง เครือข่ายกำนันนก ว่ามีจำนวนมากน้อยแค่ไหน ทั้งการฮั๊วะประมูลโครงการของรัฐในพื้นที่ภาคเจ็ด เรื่องเว็บพนันออนไลน์ก็กำลังสืบสวนอยู่เช่นกัน

รวมถึงกรณีกระแสข่าวเส้นทางการเงินเครือข่ายกำนันนก ที่มีการโอนให้กับนายตำรวจทั้งที่อยู่ในงานเลี้ยงวันเกิดเหตุและตำรวจที่ไม่ได้ไปงานด้วยตอนนี้ก็มีข้อมูลแล้วว่าอยู่หน่วยงานไหน แต่ขอยังไม่เปิดเผยเพราะรายละเอียดอยู่ในสำนวน

ส่วนกรณีที่มีเว็บไซต์ออนไลน์ สื่อโซเชียลมีเดียออกมาเรียกร้องให้ปล่อยตัวกำนันนก จากการตรวจสอบพบว่าเป็นเว็บอวตารที่ทำขึ้นมาหลังจากเกิดคดีแล้ว ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการหาตัวบุคคลดังกล่าว หากพบตัวก็จะดำเนินคดีตามกฎหมาย

ส่วนประเด็นการเสียชีวิตของผู้กำกับเบิ้ม พ.ต.อ.วชิรา ผู้กำกับการตำรวจทางหลวง 2 ที่ก่อเหตุปลิดชีพในบ้านพัก เป็นเรื่องที่ทุกคนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติเสียดายและเสียใจเป็นอย่างมาก จากที่ตัวเองเข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุจากหลักฐานตอนนี้ยังพบว่าเป็นการฆ่าตัวตาย แต่ก็ยังต้องรอผลการตรวจของเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์และพิสูจน์หลักฐานเพื่อความชัดเจน

ส่วนสาเหตุที่ทำให้ผู้กำกับปลิดชีพตัวเองยังอยู่ในระหว่างการสืบสวนเบื้องต้นเชื่อว่าเป็นประเด็นความเครียดเนื่องจากพนักงานสอบสวน ที่สอบปากคำผู้กำกับเบิ้ม ระบุว่าผู้กำกับเบิ้มมีความเครียดสูง ส่วนประเด็นที่โซเชียลสงสัยว่าทำไมโทรศัพท์มือถือถึงอยู่ที่บางนา ห่างไกลจากสถานที่พบศพ เรื่องนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ และเรียกผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งเป็นผู้ถือโทรศัพท์มือถือมาสอบปากคำอีกครั้ง 

ส่วนแท็กซี่ที่ขับมาส่งผู้กำกับเบิ้มที่บ้านก่อนเกิดเหตุ เมื่อคืนนี้ได้เรียกมาสอบปากคำแล้ว จากคำให้การ ไม่ครบข้อพิรุธ ระหว่างเดินทางไปบ้านหลังเกิดเหตุผู้กำกับเบิ้มก็ได้บอกเส้นทางกลับบ้านด้วยตัวเอง และเดินทางเพียงลำพังคนเดียว

ส่วนประเด็นเรื่องโรบอทดูดฝุ่น ที่พบหัวกระสุน จะมีการตั้งเวลาหรือมีการสั่งการผ่านมือถือจากข้างนอกหรือไม่ ข้อสงสัยนี้ก็อยู่ระหว่างการตรวจสอบ กับบริษัทผู้ผลิต

ส่วนกรณีผู้กำกับ สน.พญาไทที่มีคลิปเสียงข่มขู่ผู้สื่อข่าว เชื่อว่าเกิดจากความเครียด ซึ่งหลังจากนี้หากผู้สื่อข่าว ยังติดใจสามารถแจ้งความผ่านตัวเองได้ ส่วนที่ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาคเจ็ดจัดกำลังดูแลผู้สื่อข่าว ที่เฝ้าติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ภาคเจ็ดเชื่อว่าทำไปเพื่อความสบายใจ

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ บอกว่า เวลานี้ตำรวจที่อยู่ในเหตุการณ์งานเลี้ยงทั้งหมดยังให้การไม่เป็นความจริง ซึ่งส่วนตัวมองว่าต้องมีจิตสำนึก รักพวกพ้องตำรวจด้วยกัน เพราะตอนนี้มีตำรวจถูกยิงตายแล้วหนึ่ง บาดเจ็ดหนึ่ง และปลิดชีพเพิ่มอีก ดังนั้น ก็ควรออกมาพูดความจริง เพราะสาเหตุการตายที่เกิดขึ้นเกิดจากการเป็นไม้ค้ำยันให้กับผู้มีอิทธิพล ซึ่งแย่เต็มที

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่ามีตำรวจที่ให้การร้องไห้และพูดความจริงออกมาทั้งหมดยืนยันว่ายังไม่มีข้อมูลตรงนั้น มีเพียงตำรวจที่อยู่ในเรือนจำเท่านั้นที่มีความเครียดเวลาญาติไปเยี่ยมก็จะร้องไห้ 

ส่วนตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องเบื้องต้นได้สั่งการให้ผู้บังคับบัญชาคอยติดตามอย่างต่อเนื่องหากมีความเครียดก็ให้นำตัวส่งโรงพยาบาลตำรวจและมีนักจิตวิทยาคอยประเมินสภาพจิตใจเพื่อป้องกันความเสี่ยงเกิดเหตุซ้ำรอยผู้กำกับเบิ้ม

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ บอกว่าเมื่อวานนี้นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ติดต่อมาหาตัวเอง แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ซึ่งจะทำงานร่วมกันโดยนายชาดาจะช่วยสแกนรายชื่อผู้มีอิทธิพลและส่งมาให้ตัวเองดำเนินการต่อ

‘Forbes’ มอบรางวัลแก่ ‘เจ้าสัวธนินท์’ ทำประโยชน์เพื่อสังคม ชี้ เป็นต้นแบบชีวิต ขึ้นแท่นหนึ่งในบุคคลที่น่าเคารพแห่งเอเชีย

(12 ก.ย. 66) ‘Forbes Media’ มอบรางวัลเกียรติยศ ‘MALCOLM S. FORBES LIFETIME ACHEIVEMENT’ แก่ ‘ธนินท์ เจียรวนนท์’ ประธานอาวุโสและผู้นำสูงสุดของเครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยรางวัลนี้มอบเพื่อเป็นเกียรติและเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จในการประกอบธุรกิจตลอดชีวิต ทั้งด้านความสำเร็จในการทำธุรกิจ การเป็นต้นแบบการใช้ชีวิต และการทำประโยชน์เพื่อสังคม

‘มัลคอม สตีฟ ฟอร์บส์’ ประธานกรรมการและบรรณาธิการบริหารของ ‘Forbes Media’ กล่าวว่า ในรอบ 6 ทศวรรษในการทำธุรกิจของนายธนินท์ เจียรวนนท์ ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่แก่เครือเจริญโภคภัณฑ์ จากธุรกิจครอบครัวที่เริ่มต้นจากธุรกิจด้านอุตสาหกรรมเกษตรของประเทศไทย จนเป็นธุรกิจครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรมที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ธุรกิจเกษตรและร้านสะดวกซื้อ ไปจนถึงธุรกิจโทรคมนาคม ยา และบริการทางการเงิน นายธนินท์เป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจและเป็นที่น่าเคารพของนักธุรกิจในเอเชีย ถือเป็นบุคคลที่น่ายกย่องอย่างยิ่ง 

ทั้งนี้ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนขอบคุณฟอร์บส์ที่มอบรางวัลนี้ให้กับชีวิตการทำงาน ตนเชื่อว่า ทรัพยากรมนุษย์เป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด การเปิดโอกาส เปิดเวทีให้คนดีและคนเก่งได้แสดงความสามารถเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างและแบ่งปันคุณค่าทำประโยชน์ให้กับส่วนรวมได้

นายธนินท์กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการเข้ามาทำธุรกิจตั้งแต่อายุเพียง 25 ปี และการได้รับโอกาสให้ขับเคลื่อนงานสำคัญตลอดช่วงชีวิตการทำงาน ทั้งการนำธุรกิจผ่านวิกฤตต้มยำกุ้ง ความยากลำบากในช่วงโควิด-19 ได้สร้างประโยชน์ให้กับทุกประเทศที่ไปลงทุน สร้างประโยชน์ให้กับผู้บริโภคและประชาชนในประเทศนั้น เจ้าสัวซีพีย้ำว่า การทำงานเป็นเหมือนการเล่นกีฬาที่มีความท้าทาย ต้องคิดว่าปัญหาเป็นความท้าทาย ต้องสนุกในการแก้ปัญหา และต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ผู้ได้รับรางวัล ‘MALCOLM S. FORBES LIFETIME ACHIEVEMENT’ ในอดีต ได้แก่ ลี กา-ชิง ประธานกรรมการ Cheung Kong (Holdings) และ Hutchison Whampoa (2006), แซม รอบสัน วอลตัน ประธานกรรมการคณะกรรมการของ ‘Wal-Mart Stores Inc’ (2009), คาร์โลส สลิม เฮลู ประธานกรรมการ Fundacion Telmex, Fundacion Carlos Slim, Impulsora del Desarrollo del Empleo en America Latina และ Cicsa (2010) และ แจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้ง Alibaba Group (2019) รวมถึงผู้อื่นอีกมากมาย 

อนึ่ง ‘Malcolm S. Forbes Lifetime Achievement Award’ เป็นรางวัลที่มอบให้แก่บุคคลที่มีผลงานและความสำเร็จน่าประทับใจตลอดชีวิต โดยที่มาของรางวัลถูกตั้งชื่อตาม ‘มัลคอม สตีฟ ฟอร์บส์’ (Malcolm S. Forbes) ทายาทรุ่นที่ 2 ของ ‘Forbes Media’ สื่อชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ซึ่งนายมัลคอมเป็นบิดาของ ‘สตีฟ ฟอร์บส์’ ประธานกรรมการของฟอร์บส์

ลุงรปภ.สนามบินสุวรรณภูมิ โชว์สกิลพูดได้ 5 ภาษา เพื่อเตือนนักท่องเที่ยวห้ามสูบบุหรี่ในพื้นที่ต้องห้าม

(12 ก.ย.66) ต้องบอกว่าทำชาวเน็ตชื่นชมเป็นจำนวนมาก เมื่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสนามบินสุวรรณภูมิ โชว์ความสามารถพูดได้ถึง 5 ภาษา โดยเป็นคลิปการเตือนนักท่องเที่ยวจีนและญี่ปุ่น ห้ามสูบบุหรี่ในที่ห้ามสูบ โดยผู้ใช้ TikTok บัญชี wit494497 บอกว่า "น่าจะไปอยู่ตำแหน่งประชาสัมพันธ์นะครับ" 

หลังคลิปนี้กลายเป็นไวรัล มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมากและยังมีการเปิดเผยอีกว่า คุณลุงคนนี้มีความสามารถพูดได้ถึง 5 ภาษา เพราะอดีตเคยไปทำงานอยู่ต่างประเทศ 

เก่งนะเนี่ย ได้ทั้งจีน ญี่ปุ่นเลย, เก่งมาก ไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น จีน ต่อไปเกาหลีจ้า, สุดยอดคุณลุง เก่งอะไรเบอร์นี้ ถ้าได้ทำงานร่วมกับคุณลุงคงมีความสุข, พี่ๆ รปภ.ที่นี่น่ารักทุกคนจ้ะ จากใจพนักปล่อยรถสุวรรณภูมิชั้น 1 

ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสงขลา รวบ “วุธ แม่กลอง” หัวหน้าทีมขนแรงงานต่างด้าวซุกรถทัวร์หนีใต้

ตม.จว.สงขลา, กก.สส.บก.ตม.6  ร่วมกับ ตม.จว.สมุทรสงคราม , สภ.รัตภูมิ และ สภ.เมืองสมุทรสงคราม จับกุม นายวุธ (นามสมมติ) อายุ 49 ปี สัญชาติไทย บุคคลตามหมายจับศาลจังหวัดสงขลา ข้อหา ร่วมกันให้ที่พักพิงให้การช่วยเหลือคนต่างด้าวที่เดินทางเข้ามาผิดกฎหมายเพื่อให้พ้นจากการจับกุมของพนักงานเจ้าหน้าที่ พฤติการณ์การกระทำความผิด คือ เมื่อประมาณเดือน มิ.ย.66 เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม.จว.สงขลา จับกุมตัว นายอภิวัธ (นามสมมติ) อายุ 46 ปี สัญชาติไทย ขณะขับรถยนต์ยี่ห้อ อีซูซุ มิว 7 ขนแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา หลบหนีเข้ามาในประเทศไทย จำนวน 13 คน ในท้องที่ สภ.รัตภูมิ จว.สงขลา จากการสืบสวนขยายผลทราบว่า ก่อนถูกจับกุม คนต่างด้าวทั้ง 13 คนได้มาพักคอยที่จว.สมุทรสงคราม เพื่อรอขึ้นรถประจำทางสาย กทม.-กระบี่ และ กทม.-ภูเก็ต รวม 3 คัน โดยนายวุธจะทำหน้าที่ประสานงานก่อนส่งต่อคนต่างด้าวให้กับนายอภิวัธกับพวกรวม 3 คน เพื่อพาคนต่างด้าวไปยัง จว.สงขลา และเปลี่ยนรถไปยังชายแดนไทย-มาเลเซีย ที่ อ.ตากใบ จว.นราธิวาส จากการขยายผลดังกล่าว สามารถออกหมายจับพนักงานขับรถประจำทาง พนักงานต้อนรับประจำรถ และกลุ่มผู้นำพาคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองรวม 12 คน ในข้อหา ร่วมให้ที่พักพิง ซ่อนเร้น หรือช่วยเหลือด้วยประการใด ๆ อันเป็นการอุปการะหรือช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกแก่คนต่างด้าวให้เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย เพื่อให้พ้นจากการจับกุมของพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งผู้ต้องหากลุ่มพนักงานขับรถประจำทางที่ถูกจับกุมตามหมายจับข้างต้น ให้การตรงกันว่ารับคนต่างด้าวมาจากนายสราวุธหรือ นายวุธ แม่กลอง โดยได้ค่านำพาเป็นเงินจำนวน 1,500 บาทต่อคน เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอหมายจับนายสราวุธ ในข้อหาเดียวกัน ต่อมานายสราวุธ ติดต่อ   ขอมอบตัวเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงควบคุมตัวส่ง พงส.สภ.รัตภูมิ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นอกจากนี้ ในห้วงระหว่างวันที่ 1 ก.ค. – 30 ก.ย.66 ผบช.สตม. ได้สั่งการตามหนังสือ ตร. ด่วนที่สุด ที่ 0007.22/2536 ลง 30 มิ.ย.66 เรื่อง มาตรการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม โดยให้ทุกหน่วยในสังกัด สตม. ระดมกวาดล้างอาชญากรรม กำหนดเป้าหมายในการระดมกวาดล้างความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทั่วไป การจับกุมบุคคลตามหมายจับและการสืบสวนจับกุมปราบปรามการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มีผลการปฏิบัติในห้วง 1 ก.ค. – 31 ส.ค.66 ได้ทำการตรวจสอบบุคคลต่างด้าวที่เข้ามาขออยู่ต่อในราชอาณาจักรทั้งสิ้น 9,937 ราย พบว่าเป็นบุคคลต่างด้าวที่อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (Overstay) จำนวน 729 ราย จึงได้จับกุมส่งพนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป รวมทั้งยังได้มีการจับกุมบุคคลต่างด้าวที่หลบหนีเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตได้อีกจำนวน 1,557 ราย และจับกุมข้อหาช่วยเหลือ ซ่อนเร้นบุคคลต่างด้าวฯ จำนวน 50 ราย

เชียงใหม่-อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับ อุทยานวิทย์ มช.  ติดอาวุธผู้ประกอบการในโครงการ Begin to Tech Startup เตรียมพร้อมก้าวสู่โลกธุรกิจด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรม

วันที่ 12 กันยายน 2566 อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ ผสานกำลัง อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) จัดกิจกรรม Chiangmai Startup Driven Economy ในรอบ Pitch Demo  ของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ Begin to Tech Startup ภายใต้กิจกรรมเร่งการเติบโตของผู้ประกอบการ จากกระบวนการ Spin-out และวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) ที่มีศักยภาพสูง (SMEs Spin-out to Tech Startup) โดยมีผู้ประกอบการ SMEs ในจังหวัดเชียงใหม่ กว่า 30 สถานประกอบการ เข้ารับการบ่มเพาะธุรกิจอย่างเข้มข้น ตลอดระยะเวลากว่า 6 เดือน และทำการคัดเลือกให้เหลือเพียง 10 สถานประกอบการ เพื่อทำการนำเสนอ แผนธุรกิจรูปแบบ Private Pitching ในวันที่ 11 กันยายน 2566 ที่ผ่านมา และนำเสนอแผนธุรกิจรูปแบบ Public Pitching ในวันที่ 12 กันยายน 2566 โดยได้รับเกียรติจาก นายศักดิ์ชัย คุณานุวัฒน์ชัยเดช  รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้มอบโล่ประกาศเกียรติคุณและเงินรางวัลแก่ผู้ผ่านการคัดเลือกทั้งหมด 3 สถานประกอบการ พร้อมมอบใบประกาศนียบัตรแก่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ  ณ NSP Rice Grain Auditorium อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ (จังหวัดเชียงใหม่)

ทั้งนี้ กิจกรรมการคัดเลือกผู้ประกอบการทั้ง 2 วัน ได้มีตัวแทนนักลงทุนระดับแนวหน้าของประเทศ ได้แก่ Krungsri Finnovate, Beacon Venture Capital, 500 TukTuks, KT Venture Capital และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ร่วมเป็นคณะกรรมการในการเฟ้นหาผู้ชนะที่มีความพร้อมด้านการนำเสนอแผนธุรกิจSpin-out เพื่อชิงรางวัลมูลค่ารวมกว่า 150,000 บาท พร้อมรับโล่ประกาศเกียรติคุณ โดยผลการแข่งขันผู้ประกอบการที่สามารถคว้าชัยการนำเสนอแผนธุรกิจใหม่ในรอบชิงชนะเลิศ ได้แก่ ผู้ประกอบการจากบริษัท เชียงใหม่ ที.ดี. จำกัด พร้อมเงินรางวัล จำนวน 70,000 บาท ตามมาด้วยรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 บริษัท เวลเนส มี จำกัด พร้อมเงินรางวัล จำนวน 50,000 บาท และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ แอนด์ เอ แคนเดิล แอนด์ โซป ซัพพลายส์ และเงินรางวัล จำนวน 20,000 บาท

ด้านนางพัชรี ใบยา สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า การดำเนินโครงการฯ เป็นไปตามนโยบาย MIND จากกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมสู่วิถีใหม่ ภายใต้แนวคิด “อุตสาหกรรมดี อยู่คู่กับชุมชนอย่างยั่งยืน” เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจฐานรากผ่านนโยบาย 4 มิติ อันได้แก่  มิติที่ 1 ด้วยการปรับธุรกิจและอุตสาหกรรมสู่ S-Curve มิติที่ 2 การดูแลสังคมโดยรอบโรงงานอุตสาหกรรม   มิติที่ 3 การรักษาสิ่งแวดล้อมสู่ความเป็นอุตสาหกรรมสีเขียว มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ตอบโจทย์ประชาคมโลก และมิติที่ 4 การกระจายรายได้สู่ชุมชน เพื่อมุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจของจังหวัดและของภูมิภาค โดยการสร้างกลไกในการผลักดัน Startup รูปแบบใหม่ เน้นพัฒนาศักยภาพความเป็นผู้ประกอบการ เสริมสร้างความเข้มแข็งในช่วงเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ด้วยการพัฒนาแนวคิดธุรกิจต่อยอด ให้เกิดการจัดตั้งธุรกิจใหม่ (SMEs Spin out)  เพื่อเป็นการเร่งพัฒนาหน่วยธุรกิจ (Business Unit) ของภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดเชียงใหม่ ให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้นและผลักดันให้เกิดการจัดตั้งบริษัทใหม่ (Spin-out)

ผศ.ดร.จุฬาลักษณ์ เขมาชีวะกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการอุทยานฯ กล่าวว่าเสริมอุทยานฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญในการสร้างระบบบ่มเพาะองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการธุรกิจ สู่การเพิ่มโอกาสและพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัวสู่ธุรกิจใหม่ พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจเขตภาคเหนือ ผลักดันและพัฒนาให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางแห่งการเติบโตต่อโลกธุรกิจเทคโนโลยีสตาร์ทอัพ (Tech Startups) สู่อุตสาหกรรมระดับประเทศ 

วิภาดา/เชียงใหม่

จับกุมหนุ่มแดนปลาดิบ ฉ้อโกงเงินสวัสดิการแห่งรัฐ หลบหนีเข้าประเทศไทย

• ในช่วงต้นเดือน ก.ย. 66 กก.2 บก.สส.สตม. ได้รับการประสานงานจากกองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรณีตำรวจสากลประเทศญี่ปุ่น ขอให้ตรวจสอบบุคคลซึ่งเป็นที่ต้องการตัวของประเทศญี่ปุ่น ผู้ต้องหารายสำคัญ คือ นายยูกิ (นามสมมุติ) อายุ 35 ปี สัญชาติญี่ปุ่น ผู้ต้องหาตามหมายจับของประเทศญี่ปุ่น ข้อหา ฉ้อโกงเงินสวัสดิการแห่งรัฐในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งได้หลบหนีอยู่ในประเทศไทย 

• บก.สส.สตม. ได้ตรวจสอบข้อมูลในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตม. ผลการตรวจสอบพบว่า นายยูกิ เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ผ่านช่องทางด่าน ตม.ทอ.สุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 17 พ.ค.65 ได้รับอนุญาต ให้อยู่ในราชอาณาจักรประเภท THAILAND PRIVILEGE CARD (PE) และได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ได้ถึงวันที่ 7 มิ.ย.66 โดยการอนุญาตสิ้นสุดแล้ว เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมทำการสืบสวนจนทราบว่าผู้ต้องหาพัก อาศัยอยู่ที่ คอนโด Q Asok แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ จึงได้เฝ้าสังเกตการณ์และได้รวบรวม พยานหลักฐานขออนุมัติหมายค้นต่อศาลแขวงดุสิต โดยศาลแขวงดุสิตอนุมัติหมายค้นให้เข้าตรวจค้นคอนโด ดังกล่าว จากการเข้าตรวจค้นพบผู้ต้องหามาพักอาศัยอยู่จริงและไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายในห้องดังกล่าว ได้ขอตรวจสอบหนังสือเดินทางพบว่า การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุดแล้ว จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาและควบคุมตัวนำส่ง พนักงานสอบสวน บก.สส.สตม. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป โดยนายยูกิไม่ได้กระทำ ผิดกฎหมายในประเทศไทยแต่อย่างใด 

• ต่อมาวันที่ 9 ก.ย.66 เวลาประมาณ 11.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้เบิกตัวนายยูกิ ออกจากสถาน กักกันคนต่างด้าว ของ กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อไปฟ้องคดีต่อศาลแขวงพระนครใต้ หลังจากศาลได้มีคำ พิพากษาปรับและได้ชำระค่าปรับเรียบร้อยแล้ว จึงได้พาตัวกลับมายังสถานกักกันคนต่างด้าว เมื่อมาถึงบริเวณ ด้านหน้าสถานกักกันคนต่างด้าว นายยูกิ ได้หลบหนีไป โดยใช้รถควบคุมผู้ต้องหา ป้ายทะเบียนตราโล่ ในการ หลบหนี จากนั้นนำรถไปจอดทิ้งไว้ที่หน้าโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ แขวง/เขตบางคอแหลม กรุงเทพฯ แล้วขึ้นรถแท็กซี่หลบหนีไปที่พัทยา จว.ชลบุรี เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงได้ลงพื้นที่ติดตามตัวนายยูกิ จนสืบทราบ ว่านายยูกิ เข้าพักอาศัยอยู่ที่โรงแรมบริเวณซอยบัวขาว พัทยา อ.บางละมุง จว.ชลบุรี จึงได้เข้าตรวจสอบพบ ตัวนายยูกิ และควบคุมตัวกลับมาที่ กก.3 บก.สส.สตม. และให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาว่า เป็นคน ต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต, เป็นคนต่างด้าวหลบหนีไปในระหว่างที่ถูกกักตัวหรือควบคุม ตามอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ ทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ และทำให้เสียทรัพย์ และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จะขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

นำหมอ และหัวใจฝ่าสภาพการจราจรติดขัดท่ามกลางสายฝน !!!ทุกวินาทีคือชีวิต!!! ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ นำส่งอวัยวะหัวใจ ครั้งที่ 73 ‘ผบ.ตร.-รอง ผบ.ตร.’ ชมเชยเป็นตำรวจมืออาชีพ ยกเป็นตัวอย่าง ‘สุภาพบุรุษจราจร’ 

วันนี้ (12 กันยายน 2566) พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศจร.ตร.) เปิดเผยว่า ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ กองบังคับการตำรวจจราจร อำนวยความสะดวกการจราจรเร่งนำส่งอวัยวะหัวใจส่ง รพ.ศิริราช ได้ทันเวลา 

โดยเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2566 เวลาประมาณ 17.35 น. ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริฯ ได้รับการประสานงานจากศูนย์บริจาคอวัยวะ รพ.สมุทรสาคร ผ่านศูนย์วิทยุจราจรโครงการพระราชดำริ แจ้งว่าขอสนับสนุนนำอวัยวะหัวใจจาก รพ.สมุทรสาคร ส่งยัง รพ.ศิริราช หลังจากรับแจ้ง ตำรวจโครงการพระราชดำริฯ ได้นำกำลังตำรวจไปรอรับที่ รพ.สมุทรสาคร เพื่ออำนวยความสะดวกการจราจร เร่งนำส่งอวัยวะหัวใจไปยัง รพ.ศิริราช แต่การนำส่งหัวใจในครั้งนี้เหลือเวลาที่จำกัด และเป็นเวลาช่วงเย็นที่มีฝนตก สภาพการจราจรค่อนข้างหนาแน่น  คุณหมอจึงตัดสินใจนำอวัยวะหัวใจขึ้นซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ โดยมี ร.ต.ต.ศักดิ์ชาย กระแสร์ญาณ เป็นผู้ขับขี่มุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลเป้าหมายทันที  ระหว่างทางมีฝนตกลงมาอย่างหนัก แต่ทั้งหมอ และตำรวจทุกนายก็มีความมุ่งมั่นที่จะนำพาหัวใจดวงนี้ไปยัง รพ.ที่หมาย รวมถึงได้รับความร่วมมือจากตำรวจจราจร สน.ท้องที่ ในเส้นทางทุกพื้นที่ และผู้ใช้เส้นทางที่ช่วยเปิดทางให้จนภารกิจชีวิตในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี 

พล.ต.ท.นิธิธร กล่าวว่า ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริฯ ได้เปิดเส้นทางนำส่งอวัยวะหัวใจ ซึ่งระยะเวลาตั้งแต่ผ่าตัดหัวใจของผู้บริจาค จนกระทั่งปลูกถ่ายให้ผู้รับ มีเวลาเพียง 4 ชั่วโมงเท่านั้น (อวัยวะหัวใจหากทำการผ่าตัดออกมาจากร่างกายของผู้บริจาคแล้วจะอยู่ได้ไม่เกิน 4 ชั่วโมง นับจากเวลาที่ปิดทางเดินเลือดในการผ่าตัดหัวใจของผู้บริจาค จนกระทั่งเปิดให้เลือดผ่านหัวใจใหม่ในร่างกายของผู้รับการปลูกถ่าย) จึงเป็นภารกิจที่ต้องแข่งกับเวลา กรณีนำส่งอวัยวะหัวใจในครั้งนี้ นับเป็นรายที่ 73 แล้ว ที่ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริฯ นำส่งอวัยวะลุล่วงจนแพทย์สามารถปลูกถ่ายหัวใจ ต่อชีวิตใหม่ให้กับผู้รับบริจาคได้ 

ทั้งนี้ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศจร.ตร. ได้ชมเชยการปฏิบัติหน้าที่ของทีมตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริฯ ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างมืออาชีพ มีทักษะคล่องแคล่ว สามารถให้ความช่วยเหลือ เป็นที่พึ่งของประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ซึ่งถือเป็นหนึ่งตัวอย่างของตำรวจจราจรที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยจิตอาสาบริการ มีมาตรฐานสากล ตามแนวทางการสร้าง “สุภาพบุรุษจราจร” ที่ ศจร.ตร.กำลังขับเคลื่อนสร้างมาตรฐานตำรวจจราจรทั่วประเทศ เพื่อยกระดับการบริการประชาชน สร้างความเชื่อถือศรัทธา และนำไปสู่การลดอุบัติเหตุบนท้องถนนในที่สุด 

นอกจากนี้ พล.ต.ท.นิธิธร กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ยังมีผู้รอรับการบริจาคอวัยวะอยู่มากกว่า 6,000 คนทั่วประเทศ จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมต่อลมหายใจให้กับผู้ป่วย เพราะการบริจาคอวัยวะแก่เพื่อนมนุษย์ คือที่สุดแห่งการให้ โดยตำรวจจราจรพร้อมสานต่อเจตนารมณ์ของผู้บริจาค และเติมเต็มความหวังของผู้รับบริจาค เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างชีวิตใหม่ อำนวยความสะดวกนำทางส่งต่ออวัยวะสำคัญ ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อประสานงานตำรวจโครงการพระราชดำริฯ ได้ที่ โทร 1197 กองบังคับการตำรวจจราจร


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top