Friday, 31 July 2026
Hard News Team

‘ททท.’ ผนึก ‘Fliggy’ แอปฯ ท่องเที่ยวยอดฮิตของ ‘จีน’ หวังเรียกความเชื่อมั่น นทท.จีน-เสริมภาพลักษณ์เมืองไทย

(23 พ.ย. 66) นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.ได้ร่วมลงนามหนังสือแสดงเจตจำนง (แอลโอไอ) กับ Mr.Tyrion Tong รองประธานบริษัท Zhejiang Fliggy Network Technology ผู้ผลิตแอปพลิเคชัน ‘Fliggy’ แพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ยอดนิยมในตลาดจีน บริษัทในเครือ Alibaba กรุ๊ป เพื่อร่วมกันส่งเสริมการขายกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวจีน พร้อมสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ Mr.Zhuoran Zhuang รองประธานบริหารอาลีบาบา กรุ๊ป และประธานบริหาร บริษัท Zhejiang Fliggy Network Technology เข้าร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามดังกล่าว

นางสาวฐาปนีย์ กล่าวว่า ความคืบหน้าการดำเนินมาตรการฟรีวีซ่า ขณะนี้นักท่องเที่ยวจีนอาจยังเดินทางมาไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่การใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นสิ่งที่เรามุ่งหวังไว้ และการร่วมมือครั้งนี้การเป็นการเจาะกลุ่มตลาดใหม่ในจีน ที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายสูงเป็นหลัก ส่วนประเด็นการเข้ามาของชาวจีนที่ไม่ใช่นักท่องเที่ยว และเข้ามาหาผลประโยชน์ในไทย อาทิ การเข้ามาขอทานนั้น มองว่าเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบข้อเท็จจริง จึงยังไม่อยากให้รีบสรุปไปว่าเป็นผลจากการไม่มีวีซ่า ทำให้คนเหล่านี้เข้ามาในไทย โดยมองว่าการตรวจสอบและดำเนินคดีตามกฎหมาย ของกลุ่มคนที่เข้ามาหาผลประโยชน์ในไทยแบบผิดกฎหมาย จะไม่กระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวแน่นอน

นางสาวฐาปนีย์ กล่าวว่า ตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าประเทศไทยในปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจากเดิม โดยนักท่องเที่ยว 86% เดินทางมาเที่ยวด้วยตัวเอง ซึ่งถือเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพที่มีกำลังซื้อ มีระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 7.88 คืน ยาวนานกว่ากลุ่มทั่วไป และค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวเฉลี่ยสูงขึ้นกว่าช่วงก่อนสถานการณ์โควิด-19 คิดเป็นจำนวน 56,000 บาทต่อทริป ขณะที่ข้อมูลจาก Alipay ซึ่งเป็นบริษัทในเครืออาลีบาบากรุ๊ป พบว่านักท่องเที่ยวจีนที่ใช้บริการผ่าน Alipay มีค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว โดยยังไม่รวมค่าที่พักสูงถึง 20,000 บาทต่อคนต่อทริป ซึ่งเพิ่มขึ้น 80% เมื่อเทียบกับปี 2562 โดยจากสถิติของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 22 พฤศจิกายน 2566 มีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าประเทศไทยแล้วประมาณ 3 ล้านคน

นางสาวฐาปนีย์ กล่าวว่า ททท. จะร่วมมือกันนำสมาร์ตเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อยกระดับประสบการณ์ในการท่องเที่ยว นำเสนอสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวไทยบนแพลตฟอร์ม Fliggy การส่งเสริมและนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่มีศักยภาพแก่นักท่องเที่ยวจีน การร่วมผลิตและเผยแพร่เนื้อหาประชาสัมพันธ์สำหรับตลาดจีน จัดแคมเปญส่งเสริมตลาดสำหรับอีเวนต์ รวมถึง Fliggy จะจัดทีมบริการให้ความช่วยเหลือแก่นักท่องเที่ยวจีนตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งในรูปแบบออนไลน์และศูนย์ให้บริการข้อมูลข่าวสารในพื้นที่ที่กำหนด โดย ททท. จะสนับสนุนการจัดอบรมและให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องแก่เจ้าหน้าที่ของ Fliggy ด้วย

“การลงนามร่วมกันครั้งนี้ จะเพิ่มโอกาสในการนำเสนอสินค้า และบริการคุณภาพของประเทศไทยในตลาดจีน ผ่านแพลตฟอร์มที่มีศักยภาพและได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง รวมถึงเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์เชิงบวก เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางการท่องเที่ยวไทยในตลาดจีน และเร่งกระตุ้นรายได้ทางการท่องเที่ยวจากกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพของจีน เนื่องจากแพลตฟอร์มบริการด้านท่องเที่ยวออนไลน์ยอดนิยมของจีน ซึ่งมีบัญชีผู้ใช้มากกว่า 500 ล้านบัญชี และมีบริการที่ครบวงจร (One Stop Service) ครอบคลุมตั้งแต่การสำรองบัตรโดยสารเครื่องบิน ที่พัก ทัวร์ส่วนตัว” นางสาวฐาปนีย์ กล่าว

‘ลิซ่า’ สวมชุด ‘Asava’ แบรนด์ของคนไทย รับเครื่องราชฯ ชั้น MBE จากคิงชาร์ลส์ที่ 3

(23 พ.ย. 66) เรียกว่าเป็นความปลาบปลื้มของ 4 สาววง BLACKPINK (แบล็กพิงก์) ทั้ง เจนนี่, จีซู, ลิซ่า, โรเซ่ ที่ได้มีโอกาสไปร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ ณ พระราชวังบักกิงแฮม ประเทศอังกฤษ โดย สมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร และ พระราชินีคามิลลา ทรงเลี้ยงอาหารค่ำ เพื่อเป็นเกียรติแก่ ยุน ซอก-ยอล ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ และ คิม กอน-ฮี สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง เนื่องในโอกาสกระชับความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ชาติ เมื่อวันอังคารที่ 21 พ.ย.66 ที่ผ่านมา

ต่อมาในวันที่ 22 พ.ย.66 สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงเป็นประธานในพิธีพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น MBE ให้แก่ เจนนี่ จีซู ลิซ่า และ โรเซ่ และทรงมีพระราชปฏิสันถารกับทั้ง 4 สาวอย่างเป็นกันเอง โดยตรัสว่า “เราหวังว่าเราจะได้ชมการแสดงสดของพวกคุณบ้างในบางโอกาส”

สำนักพระราชวังบักกิงแฮม เปิดเผยว่า 4 สาว BLACKPINK ได้รับพระราชทานเครื่องราชฯ MBE เพื่อเป็นการแสดงความยอมรับบทบาทของพวกเธอในผู้สนับสนุนการประชุมสุดยอดผู้นำสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องสภาพอากาศครั้งที่ 26 หรือ COP26 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ เมื่อปี 2564

นอกจากนี้มีการเปิดเผยว่า ชุดที่ ลิซ่า BLACKPINK สวมใส่เข้าพิธีมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น MBE เป็นชุดเสื้อผ้าจากแบรนด์ไทยชื่อดังอย่าง Asava เรียกว่านอกจากจะเป็นเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในวงการ K-POP ยังเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทยด้วยเช่นกัน

‘เพจดัง’ สวน ‘วิโรจน์’ ปมสามี สส.เมืองจันท์ แขวะ!! ไหนว่าโปร่งใส ยัน!! ไม่มีท่อน้ำเลี้ยงตามแอบถ่าย คนใน ‘ก้าวไกล’ โพสต์เองทั้งนั้น

(23 พ.ย. 66 ) จากกรณีที่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ ‘เพจวันนี้พรรคก้าวไกลโกหกอะไร’ ออกมาแฉเรื่องการแต่งตั้งสามีของ น.ส.ญาณธิชา บัวเผื่อน สส.จันทบุรี แล้วปรากฎภาพถ่ายคู่กับเด็กเอ็น รวมถึงทีมงานทำอาชีพรับจัดหาเด็กเอ็น ในตอนหนึ่งกล่าวถึงเพจดังกล่าวว่า การโจมตีกันก็มีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์ แต่เนื้อหาสาระก็ฟังจากที่ สส.จันทบุรีพูด ผมว่าก็ต้องฟังทั้งสองฝ่ายด้วย สิ่งที่น่ากังวลคือ พฤติกรรมที่เป็น ‘สตอล์กเกอร์’ (Stalker) คอยสอดแนม ติดตาม แอบถ่าย ละเมิดความเป็นส่วนตัว และเอาภาพถ่ายบางส่วนมาเขียนข่าวในทางร้าย กล่าวหาในทางร้ายเพียงภาพภาพเดียว โดยที่ไม่ฟังบริบท

ยืนยันว่า ตอนนี้การกล่าวหามีการพ่วงไปถึงประชาชนปกติแล้ว และเพจที่ไม่ได้มีตัวตน ทำอย่างนั้นเพื่ออะไร ตรวจสอบ สส.ที่เป็นบุคคลสาธารณะ ก็ทำเลย กรณีต้องสงสัยใครว่าเป็นบุคคลใกล้ชิดแต่งตั้งมาทำงานจริงหรือไม่ ก็ทำเลย แต่ประชาชนคนธรรมดา ที่มาเป็นจิตอาสาทำงานในพื้นที่ เขาเป็นประชาชน ถึงขั้นไปสอดแนมติดตาม สตอล์กเกอร์ และไปล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวของเขาอย่างนี้ ต้องถามสังคมกลับ เราจะสนับสนุนสังคมแบบนี้จริงหรือ? แล้วกฎหมาย PDPA จะมีไว้ทำไม? ถ้าไปถ่ายภาพหลุด 1 ภาพ แล้วเขียนข่าวกันเอาเอง ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรไม่รู้ ไม่ฟังคำอธิบายของอีกฝ่ายหนึ่ง และบางครั้งบางเรื่องเป็นเรื่องส่วนตัว เขาไม่ได้เป็นบุคคลสาธารณะ ไม่ได้มีพื้นที่สื่อ เป็นเพียงแค่ประชาชนที่ไปช่วยงาน คิดว่ายุติธรรมหรือไม่?

“หลังๆ ผมให้คำแนะนำอย่างนี้ครับ ว่าถ้าคุณไม่ได้มีตัวตน การชี้แจงก็ชี้แจงผ่านสาธารณะ และผมวิงวอนว่า ถ้าใครก็ตามที่สงสัย พรรคก้าวไกลก็เปิดเผยอยู่แล้ว ก็สามารถที่จะร้องเรียนที่พรรค อย่างที่มีสมาชิกพรรคมา 10 ท่าน เราก็พร้อมตรวจสอบ เราก็ให้เกียรติทุกคนอยู่แล้ว ผมว่าถ้าเพจแบบนี้มีเยอะแยะในประเทศ แต่ถ้าเป็นประเทศที่มีสังคมที่เจริญแล้วพัฒนาแล้วตนว่าไม่ใช่” นายวิโรจน์ กล่าว

ล่าสุด เฟซบุ๊กเพจ ‘วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร’ ออกมาตอบโต้นายวิโรจน์ โดยระบุว่า…

“ทุกคนคะ พี่วิโรจน์ด้อยค่าเพจหนูและดูถูกประชาชนหรือคะ? พี่วิโรจน์บอกประชาชนอย่างฟังความข้างเดียวแล้วตัดสิน หนูขอตอบว่า ประชาชนเขารอฟังความทุกฝ่ายอยู่แล้วค่ะ แต่หลายสื่อติดต่อไป แต่ถูกเท ถูกยกเลิก อ้างอิงจากรายการลุงหมาแก่ได้เลยค่ะ ถูกเทไป 3-4 ครั้ง

พี่วิโรจน์บอกว่าเพจหนูทำตัวเป็นสตอล์กเกอร์แอบถ่าย หนูขอตอบว่า ภาพที่ลงเพจเกือบทั้งหมด เป็นภาพจาก สส.และคนของพรรคก้าวไกล ที่โพสต์ลงโซเชียลกันเองทั้งนั้น พวกพี่ไม่มีค่าให้หนูตามถ่ายหรอกค่ะ

พี่วิโรจน์บอกว่า เพจหนูออกมาแฉแบบนี้ ประชาชนได้ประโยชน์อะไร หนูขอเอามือทาบอกและสบถเบาๆ ก่อนตอบว่า “ไหนบอกว่าพรรคก้าวไกลชูเรื่องความโปร่งใสและต้องตรวจสอบได้ ชูว่าจริยธรรมสูงส่งกว่าใคร หนูก็ตรวจสอบในฐานะชาวบ้านที่เสียภาษีไงคะ

หนูไม่ละเมิด PDPA กับประชาชนแน่นอนค่ะ เป็นพรรคก้าวไกลเองหรือเปล่า ที่ทำอินโฟกราฟิกให้คนเข้าใจผิด

ปล.หนูมีเรื่อง ผช.สส.ท่านหนึ่ง ส่อแววร่ำรวยผิดปกติ 4 ปี ก่อน ยังไม่มีอะไร แต่ตอนนี้มีทั้งรถ Supercar ใส่นาฬิกาหลักล้าน กินเที่ยวหรู หนูแจ้งใครได้บ้างคะ?”

‘พิมพ์ภัทรา’ เข้ม!! คุมมาตรฐาน ‘บันไดเลื่อน-ลิฟต์’ สั่ง ‘สมอ.’ เร่งทำมาตรฐาน-บังคับเป็นสินค้าควบคุม

(23 พ.ย. 66) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากกรณีอุบัติเหตุบันไดเลื่อน หรือ ทางลาดเลื่อนในห้างสรรพสินค้าและสถานที่ต่าง ๆ หนีบขาประชาชนอยู่บ่อยครั้ง ตนจึงได้สั่งการให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) จัดทำมาตรฐานบันไดเลื่อน ทางเดินอัตโนมัติ และ ลิฟต์ เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ประชาชน ซึ่งเป็นไปตามมาตรการของกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อคุ้มครองประชาชนให้ปลอดภัยจากการใช้สินค้า 

โดยบอร์ด สมอ. ได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมา ให้จัดทำมาตรฐานดังกล่าวเพิ่มเติมเป็นการด่วนจากแผนการกำหนดมาตรฐานในปีงบประมาณ 2567 ที่กำหนดไว้จำนวน 600 เรื่อง นอกจากนี้ ยังเห็นชอบให้ ‘คาร์ซีท’ หรือที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กเป็นสินค้าควบคุม โดยเร่งรัด สมอ. ประกาศใช้มาตรฐานโดยเร็ว เพื่อให้เด็กเล็กที่ใช้คาร์ซีทได้รับความปลอดภัยในการโดยสารรถยนต์ 

นายบรรจง สุกรีฑา เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม รักษาราชการแทน รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) กล่าวว่า ในการประชุมบอร์ด สมอ. ครั้งนี้ ได้เห็นชอบร่างมาตรฐานและวิธีทดสอบอื่น ๆ อีก จำนวน 43 เรื่อง เช่น  มาตรฐานหลอดฟลูออเรสเซนส์สำหรับเปลี่ยนสีผิวเป็นสีแทน มาตรฐานวิธีทดสอบยานยนต์ไฟฟ้า และมาตรฐานระบบอัตโนมัติในกระบวนการอุตสาหกรรม เป็นต้น 

นอกจากนี้ ยังเห็นชอบให้จัดทำมาตรฐานเพิ่มเติมในปี 2567 อีก 3 เรื่อง โดยเพิ่มเติมจากแผนการกำหนดมาตรฐานเดิมที่ สมอ. ตั้งเป้าไว้ 600 เรื่อง ได้แก่  

1) มาตรฐานบันไดเลื่อน ทางลาดเลื่อน คุณลักษณะที่ต้องการด้านความปลอดภัยที่จำเป็น 
2) มาตรฐานบันไดเลื่อน ทางลาดเลื่อน พารามิเตอร์ตามคุณลักษณะที่ต้องการด้านความปลอดภัยที่จำเป็น 
และ 3) ฟิล์มติดกระจกรถยนต์ 

ด้าน นายวันชัย พนมชัย รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม รักษาราชการแทน เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า บันไดเลื่อน เป็นสิ่งประชาชนได้พบเจอและใช้บ่อยมากในที่สาธารณะ เช่น ห้างสรรพสินค้า สนามบิน อาคารสำนักงาน ซึ่งที่ผ่านมา จะได้ยินข่าว บันไดเลื่อนไม่ได้มาตรฐาน หนีบขาคน หรือบางครั้ง ถึงขั้นตัดขาคนขาด ท่านรัฐมนตรีพิมพ์ภัทรา จึงได้มีปรารภว่าจะปล่อยให้ประชาชนมารับเคราะห์กรรมจากการใช้บันไดเลื่อนไม่ได้มาตรฐาน แบบนี้ไม่ได้ สมอ. จึงได้เตรียมออกประกาศมาตรฐาน ‘บันไดเลื่อน ทางเลื่อน และลิฟต์’ เป็นมาตรฐานด้านความปลอดภัยและระบบไฟฟ้า โดยอ้างอิงตามมาตรฐานระหว่างประเทศ (มาตรฐาน ISO) ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และทั่วโลกได้นำไปใช้ โดยจะเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ ส่วนประกอบ การติดตั้ง ความสูง ความเร็ว น้ำหนักบรรทุก รวมถึงการประเมินความเสี่ยงและการลดความเสี่ยงจากการใช้งาน ซึ่งจะช่วยป้องกันอันตรายให้แก่ผู้ใช้งาน ทั้งนี้ คาดว่าจะประกาศใช้มาตรฐานดังกล่าวได้ภายในเดือนมีนาคม 2567  

‘พี่วัน’ ไม่ทน!! เตรียมฟ้องเกรียนคีย์บอร์ด คอมเมนต์หยาบคาย-ใส่ร้าย ‘ดวง อยู่บำรุง’

(23 พ.ย. 66) นายวัน อยู่บำรุง อดีต สส.  พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ‘วัน อยู่บำรุง’ พร้อมระบุว่า…

“รอรับ(หมายศาล)ได้เลย🎶😁”

ทั้งนี้ ยังได้แนบรูปภาพประกอบ เป็นคอมเมนต์ของชาวเน็ตท่านหนึ่งที่มาคอมเมนต์ว่า “ก่อนมึงส่งช่วยเช็ดด้วย ไอ้ดวงอยู่บำรุงให้เด็กนักเรียนประถมศึกษาขายยาบ้าให้”

‘UN’ เผย ‘เด็ก-สตรี’ ถูกฆ่าตายเกือบ 8.9 หมื่นคนในปี 2022 ร้อยละ 55 เป็นฝีมือคนในครอบครัว สะท้อน ‘บ้าน’ ไม่ใช่ที่ปลอดภัย

เมื่อวานนี้ (22 พ.ย. 66) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ผลการวิจัยใหม่จากสหประชาชาติ (UN) เปิดเผยว่ามีผู้หญิงและเด็กผู้หญิงทั่วโลกถูกฆ่าในปี 2022 เกือบ 89,000 ราย ซึ่งถือเป็นตัวเลขรายปีที่สูงที่สุดในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมา

รายงานจากสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) และองค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UN Women) ชี้ว่าเหตุจูงใจฆาตกรรมผู้หญิง (femicide) เพิ่มขึ้น แม้เหตุฆาตกรรมโดยรวมลดลง

ร้อยละ 55 ของเหตุจูงใจฆาตกรรมผู้หญิงในปี 2022 มาจากฝีมือสมาชิกครอบครัวหรือคู่ชีวิต ขณะร้อยละ 12 ของเหตุฆาตกรรมผู้ชายเกิดขึ้นที่บ้าน ซึ่งจุดต่างนี้ตอกย้ำว่า ‘บ้าน’ ห่างไกลจากการเป็นพื้นที่ปลอดภัยของผู้หญิงและเด็กผู้หญิง

กาดา วาลี ผู้อำนวยการบริหารสำนักงานฯ กล่าวว่าเหตุจูงใจฆาตกรรมผู้หญิงที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจเป็นเครื่องเตือนใจว่ามนุษยชาติยังคงต้องต่อสู้กับความไม่เท่าเทียมที่หยั่งรากลึกและความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กผู้หญิง

วาลีเสริมว่ารัฐบาลต่าง ๆ ต้องลงทุนในกลุ่มสถาบันที่มีความครอบคลุมและความพร้อมมากขึ้นเพื่อยุติการยกเว้นโทษ เสริมสร้างเกราะป้องกัน และช่วยเหลือเหยื่อ เริ่มตั้งแต่ผู้รับมือแนวหน้าจนถึงฝ่ายตุลาการ เพื่อยุติความรุนแรงก่อนสายเกินไป

‘ปตท.’ ได้รับยกย่อง ‘หุ้นยั่งยืน’ ระดับสูงสุด AAA พร้อมคว้า 3 รางวัลเกียรติยศจาก ‘SET Awards 2023’

เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 66 นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ปตท. ได้รับรางวัล SET Awards ประจำปี 2023 ที่จัดขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ วารสารการเงินธนาคาร รวม 3 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลเกียรติยศแห่งความสำเร็จด้านความยั่งยืน (Sustainability Awards of Honor) รางวัลเกียรติยศแห่งความสำเร็จด้านนวัตกรรม (Innovative Company Awards of Honor) และรางวัลบริษัทจดทะเบียนด้านนักลงทุนสัมพันธ์ดีเด่น (Outstanding Investor Relations Awards) สะท้อนความมุ่งมั่นของ ปตท. ที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานอย่างยั่งยืน ภายใต้การกำกับดูแลกิจการที่ดี ตลอดจนให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม ชุมชนและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายอย่างสมดุล

รางวัลเกียรติยศแห่งความสำเร็จด้านความยั่งยืน หรือ Sustainability Awards of Honor นับเป็นปีที่ 3 ที่ ปตท. คว้ารางวัลสุดยิ่งใหญ่นี้ซึ่งเป็นผลจากการรักษาความยอดเยี่ยมจนได้รับ Best Sustainability Awards ติดต่อกันมาอย่างยาวนาน รวมถึงได้รับผลประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ในระดับสูงสุด AAA แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของ ปตท. ในการก้าวข้ามผ่านความท้าทายต่าง ๆ พร้อมเป็นผู้นำสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero Emissions ในปี 2050 ตามแนวทางการดำเนินงาน 3P (Pursuit of Lower Emissions, Portfolio Transformation และ Partnership with Nature and Society) โดยในปีที่ผ่านมา ปตท. ได้กำหนดทิศทางกลยุทธ์ที่ชัดเจน ทั้งการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้นักลงทุนมาลงทุนใน ปตท. 

สำหรับ รางวัลเกียรติยศแห่งความสำเร็จด้านนวัตกรรม หรือ Innovative Company Awards of Honor ที่ ปตท. ได้รับในครั้งนี้ สืบเนื่องจากได้รับ Best Innovative Company Awards ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน จากผลงานการพัฒนานวัตกรรม ‘ตัวเร่งปฏิกิริยา PTT SCR’ (Selective Catalytic Reduction) ที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการกำจัดก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (Nitrogen oxide, NOX) ในไอเสียจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม เป็นก๊าซพิษที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง รวมทั้งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดฝนกรดและ PM2.5 ซึ่งนวัตกรรมนี้ได้รับการจดอนุสิทธิบัตรถึง 3 รายการ มีประสิทธิภาพการใช้งานได้นาน 10 ปี สามารถใช้ได้ที่อุณหภูมิต่ำ และความร้อนที่เหลือไปใช้ประโยชน์อื่น ๆ ได้  ช่วยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เพิ่มโอกาสในการสร้างธุรกิจด้านตัวเร่งปฏิกิริยา ปัจจุบันได้ถูกนำไปใช้งานที่โรงแยกก๊าซธรรมชาติ ปตท. มากกว่า 2 ปี และอยู่ระหว่างต่อยอดเชิงพาณิชย์ขยายผลการใช้งานไปยังกลุ่มต่าง ๆ ทั้งในและนอกกลุ่ม ปตท.

นอกจากนี้ ปตท. ได้คว้ารางวัลบริษัทจดทะเบียนด้านนักลงทุนสัมพันธ์ดีเด่น หรือ Outstanding Investor Relations Awards กลุ่มบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงกว่า 1 แสนล้านบาท ถือเป็นความสำเร็จในฐานะบริษัทจดทะเบียนในตลาดทุนไทยที่ได้รับการยอมรับจากนักวิเคราะห์และนักลงทุนในประเทศอีกด้วย

“ปตท. ขอขอบคุณนักวิเคราะห์ นักลงทุน ผู้ถือหุ้น และผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ให้ความเชื่อมั่นในศักยภาพการดำเนินธุรกิจ ส่งผลให้ ปตท. ได้รับรางวัลอันทรงคุณค่าในครั้งนี้ นับเป็นความภาคภูมิใจ ในฐานะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดย ปตท. พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม รุกสู่ธุรกิจใหม่ที่ไกลกว่าพลังงาน สอดรับกับการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานในอนาคต เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมใหม่และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนด้วยนวัตกรรมไปด้วยกัน” นายอรรถพล กล่าว

‘ออสเตรเลีย’ ประสบปัญหา ‘เนื้อแกะล้นตลาด’ กว่า 78 ล้านตัว เกษตรกรระทม!! ราคาตก จนต้อง ‘แจกฟรี’ เพื่อลดต้นทุน

(23 พ.ย. 66) สำนักข่าวซีเอ็นบีซี รายงานว่า ออสเตรเลียกำลังเผชิญปัญหาปริมาณเนื้อแกะล้นตลาดและส่งผลให้ราคาทรุดตัวลงอย่างรุนแรง จนทำให้เกษตรกรบางรายต้องหาทางออกด้วยการกำจัดแกะในฟาร์มหรือแจกจ่าย เพื่อเป็นการลดต้นทุนแทนที่จะเลี้ยงฝูงแกะไว้ในฟาร์มต่อไป

ข้อมูลจากสมาคมเนื้อสัตว์และปศุสัตว์แห่งออสเตรเลีย (MLA) ระบุว่า ราคาเนื้อแกะร่วงลงรุนแรงถึง 70% ในปีที่แล้ว สู่ระดับกิโลกรัมละ 1.23 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 43.37 บาท)

นายทิม แจ็กสัน นักวิเคราะห์ฝ่ายอุปทานตลาดโลกของ MLA กล่าวว่า ออสเตรเลียมีฤดูกาลที่ดีมากหลายฤดูในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ฝูงแกะมีจำนวนมากถึง 78.75 ล้านตัว ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2552

ปัจจัยที่ทำให้ฝูงแกะในออสเตรเลียเพิ่มขึ้นจำนวนมากนั้น มาจากการที่หลายภูมิภาคที่เลี้ยงแกะมีฝนตกลงมากกว่าค่าเฉลี่ยเป็นเวลานานถึง 3 ปี ซึ่งรวมถึงรัฐนิวเซาท์เวลส์และวิกตอเรีย โดยฝนที่ตกลงมาจะทำให้ต้นหญ้าเติบโต ซึ่งจะเอื้ออำนวยต่อการเลี้ยงสัตว์ และทำให้สัตว์ขยายพันธ์ุอย่างรวดเร็ว

“ยิ่งฝนตกลงมามากเท่าไร ปริมาณเนื้อแกะในตลาดก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น และเมื่อแกะมีจำนวนมากจนไม่สามารถนำเข้าสู่ตลาดได้อีก ทำให้เกษตรกรต้องตัดสินใจกำจัดแกะเหล่านี้ หรือไม่ก็แจกจ่ายให้ประชาชนฟรี ๆ” นายสตีฟ แมคไกวร์ รองประธาน WAFarmers ซึ่งเป็นกลุ่มส่งเสริมด้านการเกษตรของออสเตรเลีย กล่าว

ทั้งนี้ ออสเตรเลียเป็นผู้ผลิตและส่งออกเนื้อแกะรายใหญ่ที่สุดในโลก และภาวะเนื้อแกะล้นตลาดนี้ได้สร้างแรงกดดันขาลงต่อราคาขายส่งทั่วโลก

ขณะที่ผลสำรวจล่าสุดโดยสหพันธ์เกษตรกรแห่งชาติออสเตรเลียพบว่า กว่า 60% ของเกษตรกรออสเตรเลียที่ตอบแบบสำรวจ ไม่ได้รู้สึกเชิงบวกมากกว่าในปีที่แล้ว ต่ออนาคตของการทำเกษตรในประเทศ

‘วราวุธ’ เร่งประสาน ‘ตร.-หน่วยงานเกี่ยวข้อง’ แก้ปมขอทาน ฝากปชช.ช่วยเป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแส ย้ำ!! ถ้าถูกขออย่าให้

(23 พ.ย. 66) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวถึงกรณีการแก้ไขปัญหาขอทานชาวต่างชาติที่เข้ามาหากินในประเทศไทย ว่า กรณีขอทานที่มาหากินในประเทศไทย ยืนยันว่าขอทานเป็นสิ่งผิดกฎหมายในประเทศไทย ไม่สามารถทำได้ เพราะผิดกฎหมายอย่างชัดเจน ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติก็ไม่สามารถจะมาขอทานได้เพราะเรามีกฎหมายเอาผิด และเมื่อจับตัวได้แล้วหากเป็นคนไทยทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็จะรับช่วงต่อจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อนำตัวเข้าสู่สถานคุ้มครอง แต่หากเป็นขอทานชาวต่างชาติ กระทรวงพม. จะประสานกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อส่งให้กระทรวงการต่างประเทศ ส่งกลับประเทศต้นทาง  หรือหากพิสูจน์ได้ว่าหากเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์ ก็จะเข้าสู่กระบวนการภายหลังการคัดกรองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ตามกลไกการส่งต่อระดับชาติ (National Referral Mechanism - NRM) ในการตรวจสอบและดำเนินการต่อไป 

นายวราวุธ กล่าวว่า การที่มีภาคเอกชนเข้ามาช่วยเป็นหูเป็นตาให้กับภาครัฐเราก็ต้องขอขอบคุณ การที่ออกสื่อเป็นประจำก็เป็นสิ่งที่ช่วยในการแจ้งเบาะแสได้ ทางเจ้าหน้าที่กระทรวงพม. ได้ร่วมทำงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยงานในพื้นที่ เช่น กรุงเทพมหานคร ซึ่งทำงานร่วมกันตลอด 24 ชั่วโมง หากประชาชนคนใดพบเห็นเหตุ ขอให้แจ้งเบาะแสเข้ามาได้ เพราะนอกจากเอกชนแล้วกระทรวงพม. และหน่วยงานของรัฐเราก็มีศูนย์รับแจ้งโดยตรงเช่นกัน อาจจะทำงานไม่ทันใจเราก็ต้องขออภัย เพราะจำนวนเจ้าหน้าที่มีอยู่หยิบมือเดียวหากเทียบกับประชาชนทั่วประเทศที่จะช่วยเป็นหูเป็นตาได้ หากทุกคนช่วยกันแจ้งเบาะแสเข้ามาเราต้องขอขอบคุณ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ขอทานต่างชาติเป็นชาวจีนถูกจับถึง 7 คน นั้น มองว่าเป็นขบวนการหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า ทุกอย่างมีความเป็นไปได้ทั้งนั้น แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องดูสาเหตุว่าการที่เขาเดินทางเข้าประเทศ เป็นการเดินทางเข้ามาอย่างไร มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการใดหรือไม่  แต่ทางกระทรวงพม. เราไม่มีอำนาจในการสอบสวนหรือดำเนินการ ดังนั้นต้องรอข้อมูลจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วนประเทศไทยเองก็มีขบวนการขอทาน ในเชิงธุรกิจสงเคราะห์เช่นกัน ตรงนี้ทางกระทรวงพม. จะเข้าไปแก้ปัญหาอย่างไร รมว.พม. กล่าวว่า เจ้าหน้าที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ของกระทรวงพม. เราทำงานร่วมกับอีกหลายภาคส่วน มีหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ทำงานควบคู่กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่การที่จะบอกว่าเป็นขบวนการหรือไม่นั้น เราก็ต้องทำงานร่วมกับตำรวจในการดูว่า มีการทำงานอย่างเป็นขบวนการหรือไม่ ขอย้ำว่า ปัญหาเรื่องขอทานไม่ยากเลยหากประชาชนที่เดินผ่านไปผ่านมา ร่วมใจกันอย่าให้เงินแก่ขอทาน เมื่อเขาไม่ได้เงินมันก็ไม่เป็นธุรกิจ ดังนั้นในความเป็นจริงแล้วการแก้ปัญหาขอทานถ้าว่ายากมันก็ยาก ปราบปรามเก็บกวาดเท่าไหร่ก็เกิดขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ การแก้ปัญหาขอทาน คือ ไม่ให้เงินขอทานเท่านั้นก็จบ เพราะเท่าที่มีข้อมูลขอทานบางคนมีเงินมากกว่านักศึกษาจบปริญญาตรีเสียอีก ดังนั้นสำคัญที่สุดคือคนไทยเป็นคนใจบุญแต่เราต้องใจบุญในทางที่ถูกต้องดีกว่า อย่าส่งเสริมในทางที่ผิดกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ล่าสุดมีการสรุปหรือไม่ว่าขอทานชาวจีนที่ถูกจับนั้น ร่วมขบวนการขอทานข้ามชาติหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า การจะได้ข้อมูลดังกล่าวเราต้องรอทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ กระทรวง พม. ไม่มีอำนาจไปสอบสวน และที่สำคัญเราต้องใช้ทีมสหวิชาชีพในการเข้าพูดคุย ตรวจสอบกับผู้เสียหายก่อนว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร และทำงานเพื่อนำข้อมูลประสานงานกับทางตำรวจ การจะตัดสินได้ว่าเป็นขบวนการค้ามนุษย์ หรือเป็นขบวนการอย่างไรนั้น มีขั้นตอน และมีองค์ประกอบอยู่ ซึ่งการตรวจสอบในชั้นนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจสอบว่าเข้าข่ายหรือไม่ อย่างไร ซึ่งหากทราบผลตำรวจคงได้แจ้งให้ประชาชนทราบว่าเป็นขบวนการค้ามนุษย์หรือไม่ แต่ตอนนี้ต้องรอความชัดเจนจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียก่อน 

เมื่อถามว่า ในบ้านเราที่ผ่านมาเคยมีกระบวนการลักษณะนี้หรือไม่ที่จะเข้าข่ายค้ามนุษย์ และนำเข้ามาเพื่อการแสวงหาประโยชน์ นายวราวุธ กล่าวว่า เคยมี ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้เราต้องเร่งทำงาน เพราะประเทศไทยต้องส่งทริปรีพอร์ตให้กับสหรัฐ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่าเป็นขบวนการค้ามนุษย์ ดังนั้นเท่ากับว่ายังไม่กระทบกับการทำทริปรีพอร์ตของไทย ยังมีเวลาอีกสักพักหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่มีล่ามหรือทนายความคนเดิมๆ เข้ามาช่วยในคดีขอทานจีน จะสามารถมองได้หรือไม่ว่าเป็นขบวนการค้ามนุษย์ นายวราวุธ กล่าวว่า มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเป็น แต่การที่จะยืนยันให้ได้ว่าเป็นขบวนการค้ามนุษย์หรือไม่นั้นต้องขอให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นคนยืนยัน คงจะไม่ใช่ทางกระทรวงพม.ที่จะยืนยัน

‘เกาหลีเหนือ’ กร้าว!! พร้อมเปิดศึก หลังส่งดาวเทียมสอดแนมสำเร็จ ด้าน ‘โสมขาว’ โต้กลับ ฉีกข้อตกลง-ยกระดับกองกำลังตามชายแดน

(23 พ.ย. 66) ‘เกาหลีเหนือ’ เปิดเผยว่า จะคืนชีพทุกมาตรการทางทหารที่เคยระงับไปภายใต้ข้อตกลงปี 2018 กับ ‘เกาหลีใต้’ ที่ออกแบบมาเพื่อลดสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนร่วมระหว่าง 2 ชาติ พร้อมประกาศเดินหน้าประจำการกองกำลังที่เข้มแข็งกว่าเดิม และอาวุธใหม่ๆ ไปยังแนวชายแดนติดกับเกาหลีใต้

ถ้อยแถลงของกระทรวงกลาโหมเกาหลีเหนือ มีขึ้น 1 วัน หลังจากเกาหลีใต้ระงับบางส่วนในข้อตกลงทางทหารระหว่าง 2 ชาติเกาหลี เมื่อปี 2018 เพื่อเป็นการประท้วงกรณีที่เปียงยางปล่อยดาวเทียมสอดแนมขึ้นสู่วงโคจร และบอกว่าจะยกระดับสอดแนมทางทหารตามแนวชายแดนที่ติดกับเกาหลีเหนือ ให้มีการป้องกันอย่างหนาแน่นมากยิ่งขึ้น

“นับตั้งแต่บัดนี้ กองทัพของเขาจะไม่อยู่ภายใต้พันธสัญญาของข้อตกลงทางทหารเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 19 กันยายน อีกต่อไปแล้ว” ถ้อยแถลงระบุ “เราจะถอนมาตรการต่างๆ ทางทหาร ที่ใช้ป้องกันความตึงเครียดทางทหารและความขัดแย้งในทุกขอบเขต ทั้งทางภาคพื้น ทะเลและอากาศ และประจำการกองกำลังที่ทรงอานุภาพกว่าเดิม รวมถึงยุทโธปกรณ์ทางทหารชนิดใหม่ๆ ในภูมิภาคตามแนวเส้นแบ่งเขตทางทหาร”

เกาหลีเหนือกล่าวหาเกาหลีใต้ ว่า ‘ฉีกข้อตกลง’ ที่เรียกว่า ‘ความตกลงทางทหารแบบครอบคลุม’ (Comprehensive Military Agreement) และบอกว่าโซลจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมดทั้งมวล หากเกิดการปะทะที่ไม่อาจย้อนกลับได้ ระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้"

ถ้อยแถลงของเกาหลีเหนือ มีขึ้นไม่กี่ชั่วโมง หลังจากพวกเขายิงขีปนาวุธลูกหนึ่งใส่ทะเลทางตะวันออกของคาบสมุทรเกาหลี เมื่อช่วงค่ำของวันพุธที่ 22 พ.ย.ที่ผ่านมา ในขณะที่กองทัพเกาหลีใต้ บอกว่าดูเหมือนการยิงดังกล่าวจะประสบความล้มเหลว

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ บอกว่า การตัดสินใจของเกาหลีใต้ ในการระงับข้อตกลงบางส่วน เป็นการตอบโต้ที่รอบคอบและอดทนอดกลั้นแล้ว อ้างถึงกรณีที่เกาหลีเหนือไม่ยึดถือข้อตกลงดังกล่าว

“การระงับข้อตกลงบางส่วนของเกาหลีใต้ จะเป็นการคืนชีพความเคลื่อนไหวในการสอดแนม และลาดตระเวนตามแนวเส้นแบ่งเขตทางทหารในฝั่งของเกาหลีใต้” เจ้าหน้าที่รายหนึ่งกล่าว

‘ความตกลงทางทหารแบบครอบคลุม’ (Comprehensive Military Agreement) เป็นข้อตกลงที่จัดทำขึ้นในยุคของอดีตประธานาธิบดี ‘มุน แจอิน’ แห่งเกาหลีใต้ ซึ่งได้เดินทางไปประชุมซัมมิตทวิภาคีกับผู้นำ ‘คิม จองอึน’ ที่กรุงเปียงยาง เมื่อปี 2018 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความตึงเครียดระหว่าง 2 ชาติ

แต่มีนักวิจารณ์จำนวนไม่น้อยที่เห็นว่าข้อตกลงฉบับนี้ควรถูกยกเลิก เพราะเป็นการลดทอนศักยภาพของโซล ในการติดตามความเคลื่อนไหวของเกาหลีเหนือตามแนวชายแดน อีกทั้งโสมแดงเองมีการละเมิดเงื่อนไขข้อตกลงด้วย

เกาหลีเหนือ ระบุเมื่อวันที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา ถึงการประสบความสำเร็จในการส่งดาวเทียมสอดแนมดวงแรกของประเทศขึ้นสู่วงโคจร ความเคลื่อนไหวที่เรียกเสียงประณามจากนานาชาติ โทษฐานที่ละเมิดมติของสหประชาชาติ ที่ห้ามเปียงยางจากการใช้เทคโนโลยีที่สามารถใช้ได้เพื่อรับโครงการขีปนาวุธ

เกาหลีใต้ เชื่อว่า ดาวเทียมเกาหลีเหนือเข้าสู่วงโคจร แต่ต้องใช้เวลาสักพักสำหรับการประเมินว่า ดาวเทียมดวงนี้ สามารถปฏิบัติการได้ตามปกติหรือไม่

การปล่อยดาวเทียม เมื่อวันที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมานั้น ถือเป็นครั้งที่ 3 ในปีนี้ หลังจาก 2 หนแรกประสบความล้มเหลว และมีขึ้นตามหลังจากที่ คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เยือนดินแดนรัสเซีย โดยระหว่างนั้น ประธานาธิบดี ‘วลาดิมีร์ ปูติน’ รับปากว่าจะช่วยเกาหลีเหนือในการสร้างดาวเทียม

พวกเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ บอกว่า การปล่อยดาวเทียมของเกาหลีเหนือนั้น มีความเป็นไปได้อย่างที่สุด ว่าจะเกี่ยวข้องกับความช่วยเหลือทางเทคนิคจากรัสเซีย ภายใต้ความเป็นพันธมิตรที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ระหว่าง 2 ชาติ ที่ได้เห็นเปียงยางจัดหากระสุนปืนใหญ่หลายล้านลูกให้แก่รัสเซีย

ในขณะที่ รัสเซียและเกาหลีเหนือ ปฏิเสธว่าไม่มีข้อตกลงด้านอาวุธใดๆ แต่บอกว่าความร่วมมือระหว่าง 2 ชาติ กำลังแน่นแฟ้นขึ้นเรื่อยๆ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top