Friday, 31 July 2026
Hard News Team

ขอนแก่น-ผู้ตรวจฯ สธ.แจง เสียชีวิตเพิ่มจากโรคเลือดออกในทางเดินอาหารมากขึ้น เนื่องจากการดื่มสุรา

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 23  พฤศจิกายน 2566 ที่ ห้องประชุมศรีจันทร์ โรงแรมเจริญธานี จังหวัดขอนแก่น  นายแพทย์ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารสุข เขตสุขภาพที่ 7 เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาคุณภาพบริการศัลยกรรมในเขตสุขภาพที่ 7” โดยมี นพ.เกรียงศักดิ์  วัชรนุกูลเกียรติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น ,ผู้บริหารโรงพยาบาลในเขตสุขภาพที่ 7 ,รองผู้อำนวยการด้านการพยาบาล,  คณะกรรมการบริหาร, นพ.นิติเทพ  หลายทวีวัฒน์  นายแพทย์ชำนาญการ กลุ่มงานศัลยกรรม รพ.ขอนแก่น  หัวหน้ากลุ่มงาน หัวหน้างาน โรงพยาบาลขอนแก่น ผู้มีเกียรติและผู้เข้าร่วมประชุม

นพ.ธนรักษ์  ผลิพัฒน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 7 เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคที่น่าเป็นห่วงอีกโรคหนึ่งในขณะนี้คือภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหาร โดยได้รับรายงานว่าปีนี้มีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นจากปีที่แล้ว กรณีตัวอย่างกรณีของโรงพยาบาลขอนแก่นทราบว่ายังไม่ทันสิ้นปีก็พบตัวเลขผู้ป่วยเลือดออกในกระเพาะอาหารก็มากกว่าปีที่แล้ว อันที่จริงโรคนี้สามารถป้องกันได้ คนทั่วไปไม่ควรจะเป็น ขึ้นอยู่กับการดูแลสุขภาพตัวเองได้ดีแค่ไหน สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้ ปัจจัยหนึ่งเพราะการรับประทานยาบางชนิดที่เราไปซื้อกิน เช่นยาห่อ ยาต้ม มีสารบางอย่างหรือตัวยาบางอย่างทำให้เลือดออกในกระเพาะอาหารได้ อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ส่งผลให้มีภาวะตับแข็ง สุดท้ายก็จะเกิดภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหารได้ โดยสรุปแล้วภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหารหรือเลือดออกทางเดินอาหารส่วนบน สามารถป้องกันได้แทบทั้งหมด เมื่อเป็นแล้วการรักษาค่อนข้างซับซ้อนขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ส่วนหนึ่งต้องผ่าตัดและต้องได้รับเลือด“ทางที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เป็นภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหารจะดีกว่า เพราะถ้าเป็นแล้วต้องรักษาให้ยุ่งยากดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์” นพ.ธนรักษ์กล่าว

ขณะที่ นพ.นิติเทพ หลายทวีวัฒน์ นายแพทย์ชำนาญการ กลุ่มงานศัลยกรรม โรงพยาบาลขอนแก่น กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาวะเลือดออกทางเดินอาหารตอนบนหรือกระเพาะอาหาร ตัวเลขผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลขอนแก่นเมื่อปีที่แล้วประมาณ 1,500 ราย แต่ในปีนี้ยังไม่ทันครบรอบปี จำนวนผู้ป่วยที่ประสบกับภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหารก็นี้มากกว่า 1,500 รายแล้ว ส่วนอัตราการเสียชีวิตจากภาวะเลือดออกฯดังกล่าวประมาณร้อยละ 4-5 ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญทำให้มีจำนวนผู้ป่วยฯเพิ่มมากขึ้นคือภาวะตับแข็งจากการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งช่วงนี้เป็นหน้าเทศกาลการดื่มฉลองจะมีความถี่เป็นพิเศษ ดังนั้นจึงอยากฝากเตือนให้พี่น้องประชาชน ลดการดื่มแอลกอฮอล์ คือดื่มให้น้อยลง จะป้องกันได้มาก“ผู้ป่วยภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหารหากผ่าตัดต้องมีการเติมเลือด โรงพยาบาลต้องสำรองเลือดเพิ่มมากขึ้นนอกเหนือจากรองรับคนเจ็บจากอุบัติเหตุบนท้องถนน ในโอกาสนี้จึงขอเชิญชวนมาช่วยบริจาคเลือดกับโรงพยาบาลกันให้มากขึ้น

บก.ตม.6 รวบหนุ่มรัสเซีย หนึ่งในสมาชิก “ธุรกรรมทางการเงินเถื่อน” รับฝาก โอน ถอน เก็บเงินผิดกฎหมายทุกชนิด ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ มูลค่าเงินผิดกฎหมายหมุนเวียน 1,643 ล้านบาท 

บก.ตม.6 จับกุมนายนาโกโร (นามสมมุติ) อายุ 32 ปี สัญชาติรัสเซีย โดยกล่าวหาว่า เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด นำตัวส่ง พนักงานสอบสวน สภ.ควนโดน จว.สตูล ดำเนินคดีตามกฎหมาย 

เมื่อ 21 พ.ย.66 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.สตูล ได้รับแจ้งจากประชาชน พบบุคคลต่างชาติท่าทางมีพิรุธบริเวณตลาดชายแดน ต.วังประจัน อ.ควนโดน จว.สตูล เจ้าหน้าที่สืบสวนซึ่งกำลังตั้งด่านตรวจรถยนต์ที่กำลังจะออกนอกประเทศไปยังมาเลเซีย จึงได้นำกำลังไปตรวจพบบุคคลต้องสงสัยตามที่ได้รับแจ้ง เมื่อพบนายนาโกโร จึงขอตรวจหนังสือเดินทางพบว่า การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุดของนายนาโกโรสิ้นสุดลงแล้ว จึงแจ้งข้อกล่าวหา “เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” และจับกุมส่ง พนักงานสอบสวน สภ.ควนโดน จว.สตูล ดำเนินคดีตามกฎหมาย และได้ตรวจสอบข้อมูลในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตม. พบว่า นายนาโกโร ยังเป็นบุคคลตามหมายจับตำรวจสากล (Red Notice) พฤติการณ์การกระทำความผิด คือ เมื่อประมาณเดือน ต.ค.61 ถึง ก.ค.63 ที่เมืองมอสโกและเมืองบรานค์ สาธารณรัฐรัสเซีย นายนาโกโร สมาชิกกลุ่มอาชญากรรมขนาดใหญ่ในรัสเซีย ได้รับดำเนินธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยรับ ฝาก ถอน โอน และเก็บรักษาเงินโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้บริการกับบุคคล กลุ่มบุคคล องค์กรที่ได้เงินมาโดยผิดกฎหมายและไม่ต้องการแสดงตนในการทำธุรกรรม โดยได้รับค่าบริการในอัตรา 10% ของยอดเงินที่ใช้บริการ ซึ่งนายนาโกโรรับหน้าที่เป็นผู้หาลูกค้ามาใช้บริการดังกล่าว มูลค่าเงินหมุนเวียนผิดกฎหมาย จำนวน 1,643 ล้านบาท ผลกำไรประมาณ 164 ล้านบาท 

สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี 11120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th   จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

‘อ.วีระ’ ยิ้มแย้ม!! ทดลองใช้รถไฟฟ้าสายสีชมพู สะดวก!! ‘สถานีลาดปลาเค้า’ อยู่ใกล้หน้าหมู่บ้าน

(23 พ.ย. 66) เพจ ‘สำนักพิมพ์โรนิน’ โพสต์ภาพ ‘วีระ ธีรภัทร’ นักจัดรายการวิทยุ นักเขียน คอลัมนิสต์ และเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ชาวไทย ที่ไปใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงสถานีลาดปลาเค้า ซึ่งเป็นสถานีใกล้บ้าน พร้อมระบุข้อความว่า…

“สายสีชมพู : เมื่อสถานีรถไฟฟ้าอยู่ใกล้หน้าหมู่บ้าน”

ทั้งนี้ รถไฟฟ้าสายสีชมพู เริ่มเปิดให้บริการแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย. 66 - 17 ธ.ค. 66 โดยให้บริการตั้งแต่ช่วงมีนบุรี-วัดพระศรีมหาธาตุ และจะเริ่มเก็บค่าโดยสารตั้งแต่วันที่ 18 ธ.ค. เป็นต้นไป

สืบ ตม. จับชายแดนมักกะโรนี overstay หนีคดีปล้นทรัพย์คนพิการซุกไทย

บก.สส.สตม. จับกุมนายเอดิ (นามสมมติ) อายุ 63 ปี สัญชาติอิตาลี โดยกล่าวหาว่า เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด นำตัวส่ง พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา จว.ชลบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมาย 

สืบเนื่องจาก ตร. ได้สั่งการให้ สตม. พิจารณาดำเนินการ กรณีสำนักงานกลางแห่งชาติตำรวจสากลโรม มีหนังสือขอความร่วมมือมายังกองการต่างประเทศ เพื่อให้สืบสวนติดตามจับกุมนายเอดิ (นามสมมติ) อายุ 63 ปี สัญชาติอีตาลี ผู้ต้องหาตามหมายจับของทางการอิตาลี ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ และเป็นบุคคลตามประกาศตำรวจสากลสีแดง และได้หลบหนีมาอยู่ในประเทศไทย เพื่อส่งตัวกลับไปดำเนินคดีที่สาธารณรัฐอิตาลี พฤติการณ์กระทำผิด คือ เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.53 ในสาธารณรัฐอิตาลี นายเอดิได้ร่วมกับพวกปล้นคู่สามีภรรยาสูงอายุซึ่งเป็นชายตาบอดและหญิงพิการ

โดยบุกรุกเข้าไปในบ้านของผู้เสียหาย ข่มขู่และใช้ความรุนแรงกับผู้เสียหาย จากนั้นได้ขโมยเอาเงินสด จำนวน 28,000 ยูโร (ประมาณ 1,077,000 บาท) และเพชรพลอยสร้อยข้อมือ นาฬิกา และคลิปหนีบเนคไท พร้อมสมุดบัญชีธนาคารประเภทออมทรัพย์ของผู้เสียหายทั้ง 2 คนไป  บก.สส.สตม. จึงมอบหมายให้ กก.1 บก.สส.สตม. ตรวจสอบข้อมูลในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตม. พบว่า นายเอดิ เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเมื่อวันที่ 8 ก.พ.63 ได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราประเภท ผ.30 และได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวต่อไปด้วยเหตุผล ใช้ชีวิตบั้นปลาย ถึงวันที่ 30 ม.ค.66 ซึ่งการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้สิ้นสุดแล้ว จึงสืบสวนติดตามหาตัวนายเอดิ จนกระทั่งทราบว่านายเอดิ ได้ไปพักอาศัยในคอนโดมิเนียมในย่าน ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จว.ชลบุรี จึงได้ร่วมกับ ตม.จว.ชลบุรี บก.ตม.3 ไปตรวจสอบพบนายเอดิ จึงแจ้งข้อกล่าวหา “เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” และจับกุมส่ง พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา จว.ชลบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมาย

สืบ ตม. รวบแก๊งต่างชาติหลอกทำวีซ่าเชงเก้นปลอม

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์ ประสานสุข ผบก.สส.สตม., พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.อภิมุข กานตยากร รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.แดนไพร แก้วเวหล รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว รอง ผบก.ศท.ตม. ปฏิบัติราชการ บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชิตเดชา สองห้อง รอง ผบก.สส.ภ.7 ปฏิบัติราชการ บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ภานุภาคณ์ จิตต์ประยูรตี รอง ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.สรธรรศจ์ เอี่ยมละออ ผกก.1 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.พิสิษฐ์ ศรีอ่อน ผกก.2 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.รัฐพงษ์ แก้วยอด ผกก.4 บก.สส.สตม.,พ.ต.อ.ณภัทรพงศ สุภาพร ผกก.ปอพ.บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชย พานะกิจ ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ธนิสร แสงท่านั่ง ผกก.ตม.จว.สตูล ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ ดังนี้
สืบ ตม. รวบแก๊งต่างชาติหลอกทำวีซ่าเชงเก้นปลอม บก.สส.สตม. เพิกถอนวีซ่าและจับกุมแก๊งต่างชาติ ซึ่งมีพฤติการณ์หลอกชาวต่างชาติทำวีซ่าเชงเก้นปลอม และเป็นนายหน้ารับทำวีซ่า ส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อผลักดันส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักร จำนวน 4 ราย ดังนี้
  1. นายอัมหมาด (นามสมมติ) อายุ 31 ปี สัญชาติปากีสถาน 
  2. นายมูฮัมหมัด (นามสมมติ) อายุ 49 ปี สัญชาติปากีสถาน
  3. นายชาคีน  (นามสมมติ) อายุ 33 ปี สัญชาติปากีสถาน
  4. นายอิฟาน (นามสมมติ) อายุ 28 ปี สัญชาติปากีสถาน 

ฤติการณ์การกระทำความผิด คือ กก.1 บก.สส.สตม. สืบสวนทราบว่ามีกลุ่มชาวปากีสถานรับทำวีซ่าเชงเก้นให้กับชาวต่างชาติที่ต้องการจะเดินทางไปประเทศกลุ่มเชงเก้น ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นทราบว่าวีซ่าเชงเก้นที่กลุ่มชาวปากีสถานรับทำเป็นวีซ่าปลอม จึงให้นายโรหิต (สายลับ) ชาวอินเดียติดต่อกับกลุ่มดังกล่าวเพื่อขอทำวีซ่า โดยนายโรหิตได้ติดต่อกับนายอัมหมาด หนึ่งในสมาชิกกลุ่มชาวปากีสถาน ซึ่งนายอัมหมาดได้ให้นายโรหิตมอบหนังสือเดินทางให้กับตนพร้อมทั้งลงชื่อในแบบฟอร์มการขอวีซ่าเชงเก้น และแจ้งให้นายโรหิตเตรียมค่าใช้จ่ายสำหรับการดำเนินการเป็นเงิน 7,000  ยูโร (ประมาณ 267,000 บาท) โดยตกลงว่าเมื่อนายโรหิตจ่ายเงินครบแล้ว นายอัมหมาดจะนำหนังสือเดินทางพร้อมวีซ่าเชงเก้นมาให้นายโรหิต ต่อมานายอัมหมาดได้ส่งภาพถ่ายแผ่นปะวีซ่าเชงเก้นที่อ้างว่าไปดำเนินการเรียบร้อยแล้วมาให้ นายโรหิต และให้นายโรหิตถ่ายภาพเงิน 7,000 ยูโร สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินการส่งไปให้นายอัมหมาดตรวจสอบ เพื่อจะนัดวันรับหนังสือเดินทางและวีซ่า

จากนั้นนายโรหิตจึงได้ส่งภาพแผ่นปะวีซ่าเชงเก้นที่ได้รับจากนายอัมหมาดมาให้เจ้าหน้าที่ กก.1 บก.สส.สตม. เพื่อตรวจสอบ และกก.1 บก.สส.สตม. จึงได้ส่งภาพถ่ายแผ่นปะวีซ่าเชงเก้นไปให้สถานเอกอัครราชทูตอิตาลี ประจำประเทศไทย ตรวจสอบพบว่าเป็นของปลอม จึงวางแผนให้นายโรหิตนัดหมายนายอัมหมาดมาส่งมอบหนังสือเดินทางและวีซ่าเชงเก้นที่ร้านสะดวกซื้อในย่าน ถ.ลาดกระบัง แขวง/เขต ลาดกระบัง กรุงเทพฯ เมื่อถึงเวลานัดหมายนายอัมหมาด ได้เข้ามาพบนายโรหิตภายในร้านสะดวกซื้อ แจ้งว่าจะมารับนายโรหิตไปรับหนังสือเดินทางที่โรงแรมแห่งหนึ่ง โดยมีนายมูฮัมหมัด และนายชาคีนนั่งอยู่ในรถแท็กซี่รอรับนายโรหิตหน้าร้านสะดวกซื้อ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.สส.สตม. จึงแสดงตัวเพื่อตรวจสอบเอกสารประจำตัวของนายอัมหมาด, นายมูฮัมหมัด และนายชาคีน และเดินทางไปตรวจสอบที่พักของ นายอัมหมาด, นายมูฮัมหมัด และนายชาคีน ที่อพาร์ทเม้นท์ ย่าน ซ.ลาดพร้าว 148 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ พบนายอิฟาน พักอาศัยภายในห้องดังกล่าว และตรวจพบหนังสือเดินทางของนายโรหิต ซึ่งไม่พบแผ่นปะวีซ่าเชงเก้นภายในเล่มหนังสือเดินทางแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังพบหนังสือเดินทางประเทศอินเดีย จำนวน 2 เล่ม, แบบฟอร์มคำขอวีซ่าลาวพร้อมเอกสารของคนต่างด้าวที่จะขอวีซ่า จำนวน 16 ชุด จึงได้ตรวจยึดเอกสารดังกล่าวส่ง พนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. 

จากการตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ พบว่า นายอัมหมาด, นายมูฮัมหมัด, นายชาคีน และนายอิฟาน ร่วมกันแบ่งหน้าที่กันทำงานโดยเป็นนายหน้ารับทำวีซ่าเซงเก้น อีกทั้งยังมีการส่งข้อความชักชวนชาวต่างชาติรายอื่นๆ ทำวีซ่าเซงเก้นอีกจำนวนมาก ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่าไม่สามารถทำวีซ่าได้จริง เป็นการหลอกลวงชาวต่างชาติทำวีซ่าเชงเก้นปลอม และจากการตรวจสอบข้อมูลการเดินทางพบว่าการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของนายอัมหมาด, นายมูฮัมหมัด, นายชาคีน และนายอิฟาน ยังไม่สิ้นสุด ผบก.สส.สตม. จึงได้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรบุคคลทั้ง 4 รายดังกล่าว เนื่องจากพิจารณาเห็นว่ามีพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม หรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุขหรือความปลอดภัยของประชาชนหรือความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร และ
ขึ้นบัญชีเป็นคนต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักร นำตัวส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อดำเนินการส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักรต่อไป

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเดินทางไปยังจังหวัดเชียงใหม่ มอบแผงโซลาร์เซลล์แก่สถานรับเลี้ยงเด็กในพื้นที่ห่างไกล

วันนี้ (23 พ.ย.66) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 และคณะได้เดินทางไปสักการะพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ ข่วงอนุสรณ์สถานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช บ้านปางควาย หมู่ที่ 9 ต.เมืองแหง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ ซึ่งข่วงอนุสรณ์สถานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนี้ สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกและเป็นอนุสรณ์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่พระองค์ได้ทรงเสียสละในการกอบกู้เอกราชให้เราเป็นไทยมาจนถึงทุกวันนี้ ต่อมา ผบ.ตร.และคณะ ได้เดินทางไปยังสถานรับเลี้ยงเด็กไม้ไผ่กรุงจ่อ ต.เปียงหลวง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ เพื่อมอบแผงโซลาร์เซลล์ ใช้ผลิตไฟฟ้าเพื่อลดปัญหาค่าไฟ สามารถจ่ายไฟให้กับสถานรับเลี้ยงเด็ก ซึ่งจะช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตของชุมชน

จากนั้น ผบ.ตร.และคณะ ได้เดินทางไปยัง สภ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ ตรวจเยี่ยม รับฟังปัญหา และสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา โดยมี พ.ต.อ.ชายชาญ เพ็ญไชยา ผกก.สภ.เวียงแห่ง พร้อมข้าราชการตำรวจในสังกัด สภ.เวียงแหง ให้การต้อนรับ ทั้งนี้ ผบ.ฟตร.ได้มอบเงินสนับสนุนการปฏิบัติงานให้กับ ผกก.สภ.เวียงสระ  พร้อมมอบถุงบำรุงขวัญและร่วมรับประทานอาหารกลางวันอย่างเป็นกันเองกับข้าราชการตำรวจ สภ.เวียงแหง และยังได้ร่วมร่วมปลูกต้นรวงผึ้ง ณ บริเวณ สภ.เวียงแหง ด้วย ซึ่งได้สร้างรอยยิ้มให้กับทุกฝ่าย ทั้งผู้บังคับบัญชาที่พึงพอใจกับการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจในพื้นที่ ตลอดจนข้าราชการตำรวจ สภ.เวียงแหง ทุกนาย ที่รู้สึกดีใจที่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงมาเยี่ยมเยียน รับฟังปัญหา และให้แนวคิด ให้กำลังใจในการปฏิบัติงาน

‘TVDH’ ประกาศพร้อมบุกตลาด ทั้ง TV และ Online หลังเคลียร์หลังบ้าน - ปรับโครงสร้างธุรกิจเรียบร้อย

ทีวีดี โฮลดิ้งส์ (TVDH) เผย แผนปรับโครงสร้างองค์กรคืบหน้าอย่างมาก เตรียมกลับมาบุกตลาด ทั้ง TV และ Online หวังสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง คาดผลงานจะชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 4/66 หลังบอร์ดชุดใหม่เคลียร์หลังบ้าน - วางโครงสร้างธุรกิจ พร้อมระบุ ได้แจ้งความดำเนินคดีกับ ผู้บริหารชุดเก่า และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องแล้ว

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ประธานกรรมการ บริษัท ทีวีดี โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (TVDH) เปิดเผยในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่2/2566 เมื่อวันที่31 ตุลาคม 2566 ว่า ภายหลังจากที่บริษัทฯ ได้ดำเนินการปรับโครงสร้างองค์กร และโครงสร้างธุรกิจ มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 โดยมีเป้าหมายจะนำบริษัทฯ กลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง และทิศทางการดำเนินธุรกิจจะเริ่มชัดเจนขึ้นภายหลังจากนี้ ภายใต้การบริหารงานของ นายวรสิทธิ์ ลีลาบูรณพงศ์ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ ที่มีวิสัยทัศน์และมีความพร้อมที่จะนำพาธุรกิจของ TVDH ไปสู่ความสำเร็จในอนาคตอันใกล้ และมีผลตอบแทนที่ดีที่สุดต่อไป

ด้านนายวรสิทธิ์ ลีลาบูรณพงศ์ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TVDH กล่าวว่า ในช่วงระยะเวลากว่า 2 เดือน ที่ตนเข้ามารับตำแหน่ง เป็นช่วงการปรับโครงสร้างองค์กรให้มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกับโลกธุรกิจในปัจจุบัน เพื่อสร้างธุรกิจที่เติบโตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งการผ่าตัดองค์กรในหลายๆ ด้านมีความสำเร็จตามลำดับ

ทั้งนี้ ในส่วนของการดำเนินงานที่สำคัญในช่วงที่ผ่านมา มี 2 เรื่องหลัก ประกอบด้วย 1. ตรวจสอบการทำงานของทุกแผนก และทำการปรับระบบการดำเนินงานใหม่ ให้ทุกอย่างมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ ซึ่งได้ระบุหาสาเหตุและทำการแก้ปัญหาได้หมดแล้ว รวมทั้งมีการส่งเรื่องให้ฝ่ายกฎหมายดำเนินคดีฟ้องร้องผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้บริษัทฯได้รับความเสียหายเรียบร้อยแล้ว โดยในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ จะรายงานความคืบหน้าให้ผู้ถือหุ้นให้รับทราบต่อไป

2. วิเคราะห์โครงสร้างธุรกิจทั้งภายใน และภายนอก ด้วยข้อมูลทางการตลาดที่ได้ประมวลผลใหม่
ซึ่งมีความคืบหน้าเป็นที่น่าพอใจ ทั้งนี้ ธุรกิจของทีวี ไดเร็ค ที่อยู่ในตลาดมาอย่างยาวนาน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางธุรกิจใหม่ เพื่อให้บริษัทสามารถเข้าแข่งขันกับธุรกิจที่เกิดขึ้น ทั้งช่องทาง TV และ Online ได้อย่างแข็งแกร่ง

นายวรสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายหลังจากที่ได้พูดคุยปรับความเข้าใจกับทุกภาคที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เห็นสิ่งที่ TVDH ต้องการ และศักยภาพที่บริษัทมี รวมถึงโอกาสที่จะทำธุรกิจร่วมกัน และสิ่งที่จะสร้าง Win-Win ทั้ง 3 ฝ่าย ได้แก่ ผู้บริโภค คู่ค้า และ สถานี โดยการปรับกลยุทธ์เป็นแบบ Quick Win ประกอบด้วย 

-การลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ไม่จำเป็น ซึ่งเป็นอุปสรรคไม่สามารทำให้เป็นผู้นำในตลาดได้
-การบริหารจัดการคลังสินค้า โดยการลดพื้นที่เช่าให้เหมาะสม หาโซลูชั่นใหม่ๆ ทำาให้ระบบการทำงานมีความคล่องตัว และประหยัดต้นทุน
-ปรับลดสาขาที่อยู่ในต่างจังหวัด เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดยอดขายและผลกำไร หลังจากปรับกลยุทธ์ในเรื่องดังกล่าวแล้ว ทำให้สามารถลดรายจ่ายได้เกินครึ่งและ มีแนวโน้มยอดขายที่เพิ่มขึ้นได้

“กลยุทธ์หลักของ TVDH หลังจากนี้ จะจะไม่เพียงแค่การฝากขายเท่านั้น แต่มุ่งการเป็น Strategic Partner การวางกลยุทธ์กับคู่ค้า ที่จะมีส่วนร่วมตั้งแต่ข้อมูลที่มีบรูณาการร่วมกัน และร่วมพัฒนาสินค้าที่เหมาะสมกับทุกช่องทางขาย พร้อมกับสร้างศักยภาพใหม่ จากจุดแข็งของพันธมิตรแต่ละราย และจากเครือข่าย ที่บริษัทฯ มี เป็นสัญญาณของความร่วมมือ ในไตรมาสที่ 3 - 4 นี้ แม้ว่าอาจจะยังไม่สามารถสร้างผลออกมาได้ชัดเจน แต่จากความตั้งใจของทีมงาน ผู้บริหารชุดใหม่ และระบบการทำงาน เชื่อมั่นว่าจะเป็นภาพที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน” นายนายวรสิทธิ์ กล่าว

สมาคมกีฬาแข่งเรือใบฯ แถลงข่าวจัดแข่งขันเรือใบรายการ ACO คัดตัวไปแข่งขันในโอลิมปิก 

พลเรือเอก สมประสงค์ นิลสมัย นายกสมาคมกีฬาแข่งเรือใบ แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานแถลงข่าวการจัดการแข่งขันเรือใบรายการ Asian Sailing Championships & Asian Continental Olympic Qualifier for Paris 2024 Olympic Games ที่ศาลาว่าการเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยมีผู้ร่วมการแถลงข่าว ประกอบด้วย พลเรือเอก สมประสงค์ นิลสมัย นายกสมาคมกีฬาแข่งเรือใบแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พลเรือเอก อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ, นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ,นายสนธยา คุณปลื้ม นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดชลบุรีและนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา

พลเรือเอก สมประสงค์ นายกสมาคมกีฬาแข่งเรือใบฯ กล่าวว่า การจัดการแข่งขันเรือใบรายการ Asian Sailing Championships & Asian Continental Olympic Qualifier for Paris 2024 Olympic Games wa ACOQ ในครั้งนี้สมาคมกีฬาแข่งเรือใบแห่ง ฯ ได้รับเกียรติจาก สหพันธ์เรือใบแห่งเอเชีย (Asian Sailing Federation : ASAF) และองค์กรเรือใบโลก (World Sailing : WS) ให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ซึ่งนับเป็นการพัฒนาอีกก้าวหนึ่ง ของกีฬาเรือใบในประเทศไทย เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเรือใบ ชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย และชิงที่นั่งเพื่อเข้าไปแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและ ภาคเอกชนเป็นอย่างดีในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในนามประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกองทัพเรือ ส่วนราชการในจังหวัดชลบุรี เมืองพัทยาและภาคีเครือข่าย และสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดชลบุรี กำหนดจัดการแข่งขัน ระหว่างวันที่ 10 - 20  ธันวาคม 2566ที่สมาคมสโมสรราชวรุณในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดชลบุรี โดยในขณะนี้มีประเทศต่างๆ แจ้งความจำนงเข้าร่วมการแข่งขันแล้วจำนวน 18 ประเทศ

สำหรับการจัดการแข่งขันแบ่งออกเป็น 3 สนามตามกลุ่มเรือ ดังนี้ สนาม 4 เรือ ILCA6 (อิลค่า ซิกซ์) ILCA 7 (อิลค่า เซเว่น) สนาม B เรือ 470 (โฟเซเว่นตี้) และสนาม C เรือ 49er (โฟตี้ไน เนอร์ เอฟเอ็กซ์) 49er Fx (โฟตี้ไน เนอร์ เอฟเอ็กซ์) ) และ Nacra17 (นาคร่า เซเว่นทีน) ใช้มาตรฐานการจัดระดับสากลได้แก่ กรรมการสนาม กรรมการตรวจเรืออุปกรณ์ กรรมการตัดสินระดับนานาชาติ (International Technical Official : ITO) ประมวลผลการแข่งขันด้วยโปรแกรมอัตโนมัติ (ของ Sail Wave) ใช้ระบบติดตามและ แสดงภาพการแข่งขันสมัยใหม่ (ของ Sail Fish) จะทำให้สามารถรับชมและติดตามการแข่งขันได้จาก การถ่ายทอดสดทางสื่อออนไลน์ต่าง ๆ การจัดการแข่งขันรายการนี้ นับว่าเป็นผลดีต่อนักกีฬาของไทย ในการส่งนักกีฬาได้มากขึ้น เป็นการเพิ่มโอกาสที่จะผ่านการคัดเลือกไปแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก กับทั้งเป็นการแข่งขันในประเทศไทยจึงมีความคุ้นเคยในสภาพสนามแข่งขัน อีกทั้งยังเป็นการตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการใช้กีฬากระตุ้นเศรษฐกิจ และสามารถประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ความเป็นไทย ไปสู่นานาชาติผ่านนักกีฬาจากประเทศต่าง ๆ ที่เข้าร่วมการแข่งขัน และสื่อออนไลน์ต่าง ๆ

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ก012 ชลบุรี 0909535645

‘นายกฯ’ รับ!! ไทย ‘เสียโอกาส-ตัวตน’ บนเวทีโลกกว่าทศวรรษ เชื่อ ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ จำเป็น!! ต่อการฟื้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่

(23 พ.ย. 66) ที่เพลนารีฮอลล์ 1-4 ชั้น 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM หัวข้อ ‘FUTURE READY THAILAND เศรษฐกิจไทยในอนาคตแห่งความเปลี่ยนแปลง’ โดยก่อนปาฐกถานายกรัฐมนตรีได้พูดคุยและหารือกับนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

นายเศรษฐา กล่าวตอนหนึ่งว่า ที่ผ่านมากว่าทศวรรษไทยสูญเสียโอกาส และตัวตนในเวทีโลกในการออกไปค้าขายเพื่อให้ต่างชาติรู้จักประเทศไทย ด้วยปัญหาภายในประเทศ วันนี้รัฐบาลนี้ต้องการเอาศักดิ์ศรีของประเทศไทยกลับสู่เวทีโลกให้คนไทยมีความภาคภูมิใจ ว่าไทยสามารถยืนยันบนเวทีโลกและต่อสู้กับประเทศเพื่อนบ้าน ในการดึงนักลงทุน และในแง่ของการทูตเชิงรุกได้

นายเศรษฐา กล่าวต่อว่า เรามีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง มีนายกรัฐมนตรีมาจากพลเรือนและให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน มีมาตรการสนับสนุนทางด้านภาษีที่ดีเพื่อเชิญชวนมาลงทุน ต่อยอดการแข่งขันและการลงทุน ซึ่ง 2 เดือนที่ผ่านมาไทยได้เซ็น MOU ไปหลายฉบับ ขณะที่ทูตพาณิชย์ต้องรู้จุดขาย ออกไป เป็น KPI ใหม่ที่ทูตต้องทำงานร่วมกับองค์กรรัฐ เพื่อเป็นการขยายการทำงานของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ส่วนเศรษฐกิจจะวิกฤตหรือไม่วิกฤติเป็นเรื่องที่ตนกำลังถกเถียงกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวในเรื่องของมาตรการการท่องเที่ยว และแก้ไขปัญหาหนี้สิน โดยเฉพาะคนหาเช้ากินค่ำที่อาจหมดกำลังใจในการใช้หนี้นอกระบบ ทำให้เกิดปัญหาอาชญากรรม ซึ่งรัฐบาลจะมีการแถลงข่าวใหญ่ในวันที่ 28 พฤศจิกายน เพื่อแก้ไขปัญหานี้ให้ได้ เช่นเดียวกับหนี้ในระบบที่จะมีการแถลงในวันที่ 12 ธันวาคมนี้

“เพิ่มรายได้เกษตรกร 3 เท่าภายใน 4 ปี วันนี้ยืนตรงนี้ไม่อยากให้เป็นวาทกรรมเฉยๆ ว่าเราอยากจะเพิ่มรายได้เกษตรกร แต่อยากจะมีขั้นตอนในทุกภาคส่วนในหลายพืชผล ที่เราสามารถทำได้จริง หลังจากวาระของรัฐบาลชุดนี้จบลง เริ่มจากน้ำไม่ท่วมไม่แล้ง และเปิดตลาดใหม่ให้มีการค้าขายได้ ผมหวังว่ากลางเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า เราจะมีการแถลงใหญ่และมีขั้นตอนที่ชัดเจน” นายเศรษฐา กล่าว

นายเศรษฐา กล่าวว่า อุตสาหกรรมใหม่ที่จะมาตั้งในไทยต้องการใช้น้ำอย่างมหาศาล หากเราไม่บริหารจัดการให้เพียงพอจะเป็นปัญหาได้ ส่งผลกระทบต่อสินค้าเกษตร เช่น ข้าว นอกจากนี้ยังมีปัญหา ถั่วเหลืองจีเอ็มโอ ยางที่มีปัญหาจากสภาพดิน รัฐบาลนี้พยายามปรับพืชผลเพิ่มผลผลิตให้สินค้าเกษตร เชื่อว่ามีเกษตรกรไทย10 ล้านคนที่สามารถทำงานได้อีก

นายเศรษฐา กล่าวยืนยันว่า เราต้องกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ด้วยโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งจะทำอย่างไรให้มีความโปร่งใสมีความชอบธรรมถูกต้องตามหลักนิติรัฐและมีที่มาที่ไป ซึ่งเป็นที่มาของรัฐบาลนี้ในการออก พ.ร.บ.เงินกู้

“ถ้าครม.เห็นด้วย คือตัวแทนของสส.ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน แสดงว่าพี่น้องประชาชนเห็นด้วย ถ้ากฤษฎีกาเห็นชอบก็ถูกต้องตามกฎหมาย พ.ร.บ.ต้องผ่านสภาก็เป็นหน้าที่ของสภาที่ต้องลงรายละเอียด ให้รัฐบาลตอบรายละเอียดทุกข้อให้ได้ ถ้ารัฐสภาผ่านความเห็นชอบ ก็ถือว่าเป็นนโยบายที่มีความชอบธรรม ผ่านการตรวจสอบของทุกภาคส่วน ผมไม่อยากจะพูดต่อว่าดิจิทัลวอลเล็ตได้ประโยชน์อย่างไรบ้างเพราะพูดไปหลายเวทีแล้ว ขอให้ขั้นตอนดำเนินไปอาจจะช้าบ้าง แต่ถือว่าเป็นขั้นตอนที่มีความชอบธรรมโปร่งใส ตรวจสอบได้จากทุกภาคส่วน” นายเศรษฐา กล่าว

นายเศรษฐา กล่าวต่อว่า เป็นหน้าที่ของเรารัฐบาลที่จะต้องดูแลพี่น้องประชาชนให้มีเกียรติมีศักดิ์ศรี ยืนยันว่าประเทศไทยเปิดแล้วพร้อมแล้วในการที่จะออกไปลงทุนต่างประเทศมีภาคเอกชนที่แข็งแรงและพร้อมให้นักลงทุนมาลงทุนในประเทศ ผ่านนโยบายต่างๆ และเป็นความปรารถนาอย่างแรงกล้าของรัฐบาลที่จะช่วยยกระดับพี่น้องประชาชน ซึ่งรัฐบาลยินดีรับคำแนะนำ ติชมจากทุกคน พยายามทำให้ถูกต้องและนำพาประเทศไทยฝ่าวิกฤตนี้ไปได้อย่างสง่างามบนเวทีโลก

‘จงจื่อ’ ธนาคารเงาเบอร์ต้นของจีน ส่อล้มละลาย หลังเผชิญปัญหาหนี้สินสูงกว่าสินทรัพย์ 2 เท่า

(23 พ.ย.66) สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานโดยอ้างอิงเอกสารลับของทางการวันนี้ว่า ธนาคารเงาขนาดใหญ่อันดับต้นๆ ของจีนมีโอกาสล้มละลายอย่างสูงเนื่องจากมีปริมาณหนี้สินสูงกว่าสินทรัพย์มากกว่าสองเท่า

ท่ามกลางสัญญาณความปั่นป่วนในภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนซึ่งมีมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ ล่าสุด จงจื่อ เอนเตอร์ไพรส์ (Zhongzhi Enterprise Group Co.) ยักษ์ใหญ่อันดับต้นของจีนเปิดเผยกับนักลงทุนว่า บริษัทฯ มีหนี้สินประมาณ 4.2 แสนล้านหยวน หรือ ประมาณ 5.87 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท) ถึง 4.6 แสนล้านหยวนเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ 2 แสนล้านหยวน

"การตรวจสอบวิเคราะห์สถานะเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่ากลุ่มบริษัทมีความเสี่ยงอย่างมากต่อการดําเนินธุรกิจให้ยั่งยืนต่อไปได้และบริษัทไม่มีสินทรัพย์เพียงพอที่จะชําระหนี้ในระยะสั้น โดยความพยายามก่อนหน้านี้ใน ‘การช่วยเหลือตนเอง’ ก็ล้มเหลวโดยไม่เป็นไปตามเป้าประสงค์”

ทั้งนี้ จงจื่อคือหนึ่งในผู้จัดการความมั่งคั่งส่วนบุคคล (Private Wealth Managers) ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศและยังเป็นยักษ์ใหญ่ทางการเงินรายล่าสุดที่ประสบปัญหาท่ามกลางวิกฤตที่อยู่อาศัยและการเติบโตที่ซบเซาในเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก

โดยจงจือซึ่งจัดการสินทรัพย์มากกว่า 1 ล้านล้านหยวนได้รับความสนใจจากนักลงทุนและสื่อจำนวนมากในเดือนส.ค. หลังจากหนึ่งในบริษัทในเครือของบริษัททรัสต์ผิดนัดชําระดอกเบี้ยให้กับลูกค้าในผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง

อย่างไรก็ตามบริษัทฯ ไม่ตอบสนองการขอสัมภาษณ์ของบลูมเบิร์ก

ท้ายที่สุดเพื่อบรรเทาความปั่นป่วนของเศรษฐกิจ จีนอยู่ในช่วงออกมาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพของภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยหน่วยงานกํากับดูแลอยู่ในช่วงร่างรายชื่อนักพัฒนา 50 รายที่มีสิทธิ์ได้รับเงินทุนในการฟื้นฟูกิจการ 

ขณะที่นโยบายก่อนหน้านี้รวมถึงการผ่อนปรนการจํานองสําหรับผู้ซื้อบ้าน การลดเงินดาวน์ เงินคืนภาษีเงินได้และที่ปรับราคาบ้านให้เข้าถึงง่ายมากขึ้น ทว่ามาตรการดังกล่าวก็ยังไม่สามารถยับยั้งปัญหาในประเทศได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top