Friday, 31 July 2026
Hard News Team

'เจ๊ไฝ' จับมือ Shin Ramyun รามยอนชื่อดังแห่งเกาหลีใต้ ส่งรามยอนต้มยำกุ้ง ดันอาหารไทยโกอินเตอร์ไปอีกขั้น

ในโลกออนไลน์แห่แชร์ภาพ Shin Ramyun รามยอนชื่อดังในประเทศเกาหลีใต้ ได้คอลแลบกับ ‘เจ๊ไฝ’ เชฟชาวไทยเจ้าของร้านสตรีตฟู้ดระดับ 1 ด้วยรสชาติใหม่ ‘ต้มยำกุ้ง’

โดยเมื่อวันที่ 6 ก.ย. ในโลกออนไลน์แห่แชร์ภาพ Shin Ramyun รามยอนชื่อดังในประเทศเกาหลีใต้ ได้มีการคอลแลบกับ ‘เจ๊ไฝ’ เชฟชาวไทยเจ้าของร้านสตรีตฟู้ดระดับ 1 ดาวมิชลินที่โด่งดังไปทั่วโลกออกมาด้วยรสชาติใหม่ ‘ต้มยำกุ้ง’ และยังไม่ได้เปิดตัวออกมาอย่างเป็นทางการในตอนนี้

สำหรับ รามยอน คือ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของเกาหลี เมนูอาหารประเภทเส้น ที่นำไปต้มในน้ำร้อน เพียงเติมซอสและผงน้ำซุป ก็สามารถกินได้ง่าย ๆ โดยสามารถเติมเนื้อสัตว์และผักประเภทต่าง ๆ ลงไปได้ด้วย นอกจากนี้ ซีรีส์หลายเรื่องที่มักมีฉากอาหารเกาหลี รวมถึงภาพการกินรามยอนของศิลปินไอดอลชื่อดัง จนกลาย Soft Power (อำนาจอ่อน) ของเกาหลีใต้ ได้ส่งผลให้วัฒนธรรมอาหาร ‘รามยอน’ เป็นที่รู้จักและเผยแพร่ไปทั่วโลก

โดย Shin Ramyun คอลแลบกับ ‘เจ๊ไฝ’ จะมีด้วยกันทั้งหมด 2 รสชาติ คือ ต้มยำกุ้ง แล้วต้มยำกุ้งผัดแห้ง โดยจะมีจำหน่ายเฉพาะประเทศไทย ในระยะแรกจะเริ่มวางจำหน่ายที่ 7-Eleven โลตัส แม็คโคร และจะมีการขยายช่องทางจำหน่ายอื่น ๆ เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงได้มากขึ้นในอนาคต พร้อมตั้งเป้ายอดขายปีหน้า 3.5 พันล้านบาท

ส่วนร้าน ‘เจ๊ไฝ’ เป็นร้านอาหารประเภทสตรีตฟู้ดเพียงแห่งเดียวที่ได้รับดาวจากมิชลิน โดยได้รับรางวัล 1 ดาว ตามมาตรฐานของมิชลินไกด์ และมีหลายเมนูที่ขึ้นชื่อ เช่น ไข่เจียวปู, ราดหน้าทะเล เป็นต้น จุดเด่นของร้านคือการปรุงอาหารด้วยเตาถ่าน และชื่อของ ‘เจ๊ไฝ’ นั้นโด่งดังในเกาหลีใต้จริง ๆ เพราะดาราและไอดอลเกาหลีหลายคนมากินร้านเจ๊ไฝกันอยู่บ่อยครั้ง

‘มวยไทยรากหญ้า’ ครวญ!! ค่าตัวนักชกลดฮวบ แต่ค่าเช่าเวทีพุ่งกระฉูด วอน!! ‘บิ๊กก้อง’ แก้ด่วน

(24 พ.ย. 66) ‘เฮียตี๋’ นายสรศักดิ์ แซ่ตั้ง เจ้าของค่ายมวยทีเด็ด 99 ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ดร.ก้องศักด คุณลงมาเดินดินบ้างครับ ไม่ใช่คุยกันอยู่ในห้องอย่างเดียว ทุกวันนี้เวทีมีกำไรวันละ 600,00-700,000 แต่นักมวยค่าตัวถูกยังกับขี้ ช่วยลงมาดูแลหน่อย?”

จากโพสต์ดังกล่าว ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยัง ‘เฮียตี๋’ โดยได้รับการเปิดเผยว่า ปัญหาของวงการมวยไทยตอนนี้คือ ตกต่ำ ถ้าไม่มีศึกมวย ONE แชมเปี้ยนชิพ นักมวยไทยเลิกชกกันหมดแล้ว ค่าตัวนักมวยไทยตอนนี้ถูกมาก รายการปกติทั่ว ๆ ไปตามเวทีมาตรฐานต่าง ๆ ค่าตัวนักมวยคู่เอกอยู่ที่ 30,000 บาท เมื่อก่อนจะอยู่ที่ 70,000-80,000 บาท ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ มาจากเวทีมวยมาตรฐานเวลานี้ไม่ได้แคร์แฟนมวยชาวไทย จึงเก็บค่าเข้าชมการแข่งขันแพงมากจะอยู่ที่ 1,000 บาท สำหรับชาวไทย แล้วสมัยก่อนโปรโมเตอร์แต่ละคน จะจัดมวยไทยแต่ละรายการจะเสียงบฯ ให้กับเวทีมวย 1-2 แสนบาท แต่ปัจจุบันถูกดันราคาไปจนถึง 7-8 แสนบาท นั่นจึงเป็นปัญหาและสาเหตุที่ทำให้โปรโมเตอร์ต้องไปลดค่าตัวนักมวย บางคู่เหลือค่าตัว 10,000 บาท แล้วต่อยแต่ละไฟต์ ต้องพัก 21 วัน คำถามคือ วงการมวยไทยจะอยู่กันอย่างไร จะเดินกันไปข้างหน้าอย่างไร สำหรับมวยไทยระดับรากหญ้า

‘เฮียตี๋’ กล่าวต่อว่า เมื่อ 4-5 เดือนก่อน ตนได้เข้าไปพบกับ ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท. เพื่อสะท้อนปัญหาดังกล่าวของวงการมวยไทย ให้ทางผู้ว่าการ กกท. รับทราบและแก้ปัญหาโดยเร่งด่วน แต่ที่ผ่านมา 4-5 เดือน ก็ไม่ได้รับการตอบสนองใด ๆ ไม่มีการเรียกไปให้ข้อมูลอีก พอสอบถามไปก็โดนปฏิเสธ จึงอยากเรียกร้องให้ กกท. เห็นใจคนวงการมวย และเข้ามาช่วยแก้ปัญหาด้วยความจริงใจ ไม่ใช่รับฟังปัญหาอยู่ที่สำนักงาน อยากให้ลงพื้นที่มาดูตามเวทีต่าง ๆ ด้วย ที่ผ่านมาแฟนมวยไทยเข้าเวทีน้อยมาก เพราะตั๋วแพง บรรดาเซียนมวยต่าง ๆ จากช่วงแรกที่พ้นโควิด-19 มีประมาณ 300 คน ตอนนี้เหลือกันอยู่ 100 กว่าคน แล้วใครจะเข้าไปดูได้ทุกวัน ค่าตั๋ววันละ 1,000 บาท ที่ตนต้องออกมาเรียกร้องเพราะอยากให้เข้าใจว่าไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อวงการมวยไทยระดับรากหญ้า ให้อยู่รอด มิเช่นนั้นเราจะเหลือแต่ชาวต่างชาติเข้าดูมวยไทยในบ้านเรา

ทั้งนี้ เจ้าของค่ายมวยทีเด็ด 99 ยังได้เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาไปยัง ‘บิ๊กก้อง’ ประกอบด้วย 

1.กกท. จำเป็นต้องเชิญเวทีมวยมาตรฐานมาหารือและกำหนดเกณฑ์เรื่องค่าเช่าสนาม ค่าตั๋วเข้าชมของแฟนมวย รวมไปถึงช่วยเหลือดูแลเรื่องการถ่ายทอดสดเพื่อให้เวทีต่าง ๆ หาสปอนเซอร์ได้ เพราะปัญหาที่ผ่านมาคือ ค่าเช่าสนามแพง ค่าตั๋วเข้าชมแพง

2.หากเวทีมวยต่าง ๆ ไม่ยอมที่จะให้ กกท. มากำหนดดังกล่าวก็อยากเสนอให้ กกท. หารือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อหาทางออกที่ควรจะเป็นคือ มีเวทีมวยที่เกิดขึ้นจากภาครัฐ โดยให้ กกท. ตั้งเวทีมวยมาตรฐานขึ้นมาอีก 1 เวที เพื่อเป็นทางเลือกเพราะบุคลากรต่าง ๆ ของกีฬามวยไทยนั้น กกท. ก็ออกใบอนุญาตให้อยู่แล้ว จึงเชื่อมั่นว่า หาก กกท. จริงใจที่จะแก้ปัญหาให้คนมวยไทยระดับรากหญ้าจริง ๆ วงการมวยไทยจะเดินหน้าต่อไปได้แน่นอน

'นายกฯ' ถก!! 'ปธ.ทีดีอาร์ไอ' หารือนโยบาย ยัน!! รับฟังทุกข้อเสนอแนะอย่างสร้างสรรค์

(24 พ.ย. 66) ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) นำคณะผู้บริหารสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เข้าพบ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อหารือประเด็นนโยบายด้านการวิจัย โดยมี นายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมในการหารือ

ประธานทีดีอาร์ไอกล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ทำงานอย่างหนัก เดินสายไปทั่วโลกทำให้ประเทศไทยกลับสู่เวทีโลก ในฐานะที่ทีดีอาร์ไอทำการวิจัยเชิงนโยบาย โดยในบางเรื่องมีองค์ความรู้และข้อแนะนำที่อาจจะเป็นประโยชน์กับทางรัฐบาล จึงขอนำเสนอ 4 เรื่องต่อรัฐบาล ได้แก่ 

1.การปฏิรูปกฎระเบียบภาครัฐ 
2.การส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 
3.ประเทศไทยควรจะเข้าเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD 
4.ยุโรปจะเก็บภาษีคาร์บอนนำเข้าจากสินค้าของประเทศต่าง ๆ

ซึ่งกลไกทางกฎหมายของประเทศไทยยังไม่มีความพร้อม ดังนั้นจะต้องเตรียมการ ทั้งนี้ หากรัฐบาลเห็นว่ามีเรื่องใดที่เป็นประโยชน์ ทีดีอาร์ไอมีความยินดีที่จะทำงานศึกษาเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้รับฟังข้อเสนอด้านการวิจัยจากประธานทีดีอาร์ไอ โดยได้กล่าวตอนหนึ่งว่า ส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีเป็นคนที่ชัดเจน เข้าใจดีว่าบางเรื่องทีดีอาร์ไอก็เห็นด้วย บางเรื่องก็ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาล โดยในการดำเนินการใด ๆ ขอให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้งเป็นสำคัญ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียินดีรับฟังข้อเสนอแนะทั้งที่เห็นด้วยและเห็นต่างอย่างสร้างสรรค์ เพราะถือว่าเป็นการติเพื่อก่อ ซึ่งขอขอบคุณสำหรับข้อเสนอด้านการวิจัยจากทีดีอาร์ไอในวันนี้ โดยจะมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำรายละเอียดไปพิจารณา เพื่อหาแนวทางความเป็นไปได้ในการดำเนินการต่อไป 

สมาคมนิสิตเก่ารุ่นเยาว์แห่งวิศวฯจุฬา จัดงาน IYA Forum 2023 ดึงศิษย์เก่าร่วมถ่ายทอดประสบการณ์สร้างแรงบันดาลใจ

สมาคมนิสิตเก่ารุ่นเยาว์แห่งวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงาน IYA Forum 2023 (Intania Young Alumni Forum 2023) หวังเปิดพื้นที่กลางสำหรับพรรคการเมืองทุกพรรค

สำหรับรูปแบบการจัดงานเน้นการพบปะใกล้ชิดระหว่างรุ่นพี่น้องกัน ‘นิสิต วิศวฯจุฬาฯ’ พร้อมกับการจัดกิจกรรม Talk ถ่ายทอดประสบการณ์ของบรรดาศิษย์เก่า รวมถึงผู้มีความรู้และมีบทบาทในสังคม เพื่อเพิ่มเติมความรู้ และสร้างแรงบันดาลใจ ให้กับชาววิศวฯจุฬาฯ

ในปี 2023 นี้ มาในหัวข้อ ‘Career x Politics’ โดยเริ่มจาก Career Pathways - Entrepreneur vs Corporate vs Startup ทางเลือกสู่ความสำเร็จ โดยผู้ที่จะมาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ ประกอบด้วย  คุณเอกลักษณ์ วิริยะโกวิทยา วศ. 2543 (พี่หลุยส์) COO Lifestyle & Solution Services, LINE MAN Wongnai, คุณสมิทธ์ พนมยงค์ วศ. 2532 (พี่สมิทธ์) Chief Asset Management & Investment Officer, GULF และคุณนที จรัสสุริยงค์ วศ. 2549 Co-founder, Guss Damn Good

จากนั้นจะเป็น Political Outlook Session #1- Decoding the Political Puzzle ไขความซับซ้อน อดีต ปัจจุบัน และเกมการเมืองในอนาคต จะมีผู้ร่วม Talk ประกอบด้วย คุณชัยธวัช ตุลาธน วศ. 2539 (พี่ต๋อม) หัวหน้าพรรคก้าวไกล, คุณวทันยา บุนนาค มธ. 2546 (พี่เดียร์), คุณรัฐ คลังแสง วศ. 2544 (พี่รัฐ) ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมืองกรุงเทพมหานคร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ มหาสารคาม เขต 6 พรรคเพื่อไทย และ คุณชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ วศ. 2533 (พี่โอ๋) รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

ปิดท้ายด้วย Political Outlook Session #2 - Engineering Political Blueprint วางพิมพ์เขียวการเมืองแบบวิศวฯ จุฬาฯ ซึ่งจะมี คุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร วศ. 2538 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล, คุณสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ วศ. 2538 (พี่เชษฐ์) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล, คุณชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร วศ. 2541 (พี่โจ) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และคุณวรภพ วิริยะโรจน์ วศ. 2549 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์บนเวที

โดยงานดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2566 ณ Amari Bangkok ห้อง Grand Ballroom ชั้น 6 โดย Political Session I เริ่มเวลา 14.30 - 16.30 น. และ Political Session II เริ่มเวลา 16.30 - 18.00 น.

‘ตำรวจน้ำ-ปอศ.’ บุกรวบ ‘แก๊งค้าน้ำมันดีเซลปลอดภาษี’ คาเรือ พร้อมยึดน้ำมันของกลาง 23 ล้านลิตร โทษปรับ 2.7 พันล้านบาท!!

(24 พ.ย. 66) ที่ชั้น 2 อาคารประชาอารักษ์ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. พร้อมด้วย พล.ต.ต.พฤทธิพงศ์ นุชนารถ ผบก.รน., พล.ต.ต.พุฒิเดช บุญกระพือ ผบก.ปอศ., พล.ต.ร.ท.ดนัย สุวรรณหงส์ ผอ.ศูนย์ยุทธการ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ผอ.ศยก.ศรชล.)

และ นายพยุง บุญสมสุวรรณ ผอ.สำนักงานตรวจสอบป้องกันและปราบปราม กรมสรรพสามิต ร่วมแถลงผลจับกุมเครือข่ายลักลอบขนถ่ายน้ำมันเขียวผิดกฎหมาย พร้อมน้ำมันดีเซล กว่า 23,231,700 ลิตร หลังจับกุมได้ในเขตน่านน้ำภายในทะเลอาณาเขต และเขตต่อเนื่องฝั่งอ่าวไทย

พล.ต.ท.จิรภพ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ได้รับการร้องเรียนขบวนการลักลอบนำน้ำมันเขียว หรือ ‘น้ำมันดีเซลปลอดภาษี’ ของกระทรวงพลังงาน ที่ตามปกติจะขายกันอยู่กลางทะเล เพื่อเป็นการลดภาระต้นทุนของชาวประมง ที่เข้ามาขนถ่ายและขายในเขตน่านน้ำทะเลฝั่งอ่าวไทย

พล.ต.ท.จิรภพ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังได้มีการแอบขนถ่ายให้กับเรือโดยไม่ได้ขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ศุลกากร สร้างความเสียหายต่อประเทศชาติ และยังส่งผลกระทบไปถึงกลุ่มเรือประมงที่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ แต่ไม่มีน้ำมันเขียวเพียงพอที่จะใช้เติมได้

พล.ต.ท.จิรภพ กล่าวอีกว่า ตนจึงสั่งการให้ พล.ต.ต.พฤทธิพงศ์ จัดกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบจนทราบว่ากระทำกันเป็นเครือข่ายใหญ่ ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปี สามารถตรวจยึดน้ำมันเขียวของเครือข่ายดังกล่าวได้กว่า 23,231,700 ลิตร พร้อมสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเรื่อยมา จนสามารถเรียกตัวผู้ที่เกี่ยวข้องมาแจ้งข้อกล่าวหาไปแล้วกว่า 10 ราย

ความผิดฐาน ‘ร่วมกันขนถ่ายสินค้าในเขตต่อเนื่องโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานศุลกากร และเคลื่อนย้ายสินค้าออกไปจากยานพาหนะโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานศุลกากร’ แบ่งเป็น 7 คดี 10 กรรม ซึ่งมีอัตราโทษสูงถึง 2,700 ล้านบาท เบื้องต้นจากการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่จะให้การรับสารภาพ มีบางรายเท่านั้นที่ให้การปฏิเสธ

‘ปตท.’ ส่ง ‘GML’ จับมือ ‘อ.ต.ก.’ ผลักดันสินค้าเกษตรไทย ขยายตลาดส่งออกผ่านระบบทางราง นำร่องเส้นทางไทย-จีน

เมื่อไม่นานมานี้ บริษัท โกลบอล มัลติโมดัล โลจิสติกส์ จำกัด (GML) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านระบบการขนส่งทางราง มุ่งสร้างเครือข่ายด้านโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมให้สินค้าเกษตรของไทยสามารถเข้าสู่ตลาดการค้าต่างประเทศ โดยมี นายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และประธานกรรมการ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) และนายชาญศักดิ์ ชื่นชม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่วิศวกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการ บริษัท โกลบอล มัลติโมดัล โลจิสติกส์ จำกัด เป็นประธานร่วมในพิธี พร้อมด้วย นายปณิธาน มีไชยโย ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร และนายไกรยสิทธิ์ อินทรพาณิชย์ รักษาการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล มัลติโมดัล โลจิสติกส์ จำกัด เป็นผู้ลงนาม

นายไกรยสิทธิ์ อินทรพาณิชย์ เปิดเผยว่า GML ดำเนินธุรกิจด้านการให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร เชื่อมโยงระบบเครือข่ายขนส่งของประเทศไทยและต่างประเทศ ครอบคลุมการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ เพื่อยกระดับระบบโลจิสติกส์ของประเทศ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกจากประเทศไทย 

ปัจจุบัน GML ได้ร่วมมือกับพันธมิตรในการขนส่งสินค้าไทยไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค อาทิ สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐประชาชนลาว กัมพูชา สำหรับความร่วมมือนี้ GML และ อ.ต.ก. จะนำศักยภาพของทั้ง 2 องค์กรมาสนับสนุนการขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภคของไทย ผ่านระบบขนส่งทางรางไปยังประเทศเป้าหมาย โดย GML จะบริหารจัดการระบบการขนส่งทางรางให้มีประสิทธิภาพและมีต้นทุนที่แข่งขันได้ และอ.ต.ก. จะเป็นผู้จัดหาสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีคุณภาพ ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการส่งออกและกระจายสินค้าของประเทศไทยสู่สาธารณรัฐประชาชนจีน สหพันธรัฐรัสเซีย รวมทั้งประเทศในกลุ่มยุโรป เอเชียกลาง และตะวันออกกลาง

นายปณิธาน มีไชยโย เปิดเผยว่า จากความร่วมมือกันระหว่าง อ.ต.ก. และ GML ที่ดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์ มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยกระดับเศรษฐกิจของประเทศให้ดีขึ้น โดยจะดำเนินการส่งสินค้าเกษตรผ่านระบบการขนส่งทางรถไฟไทย-จีน ซึ่งสอดรับกับโครงการภายใต้ยุทธศาสตร์ One Belt One Road (OBOR) หรือ แถบเศรษฐกิจเส้นทางสายไหมทางบกของจีน ที่ผลักดันการเชื่อมโยงและเส้นทางการค้าระหว่างประเทศสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก 

สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการขยายตลาดสินค้าเกษตรในต่างประเทศ ซึ่ง อ.ต.ก. เป็นหน่วยงานที่มีศักยภาพด้านการตลาดสินค้าเกษตร และพร้อมที่จะผลักดันนโยบายดังกล่าว สร้างโอกาสในการจำหน่ายให้แก่พี่น้องเกษตรกร เพื่อส่งเสริมให้สินค้าเกษตรไทยสามารถเข้าสู่ตลาดการค้าต่างประเทศได้มากขึ้น โดยเส้นทางการค้าทางรถไฟจากประเทศไทยสู่ประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีการนำเข้าสินค้าเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเฉพาะผลไม้ไทย อาทิ ทุเรียน กล้วยไข่ มังคุด และ ส้มโอ ซึ่งมีปริมาณการนำเข้า ไม่น้อยกว่า 20,000 ตัน/ปี โดย อ.ต.ก. จะดำเนินการจัดส่งข้าวหอมมะลิ ลำไยสด ลำไยอบแห้ง นำร่องไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนผ่านการขนส่งทางราง

'สว.อุปกิต' ยัน!! ความบริสุทธิ์ กรณี 'โรม' นำมูลเท็จอภิปรายเรื่อง 'สว.ทรงเอ' ชี้!! ป.ป.ส.อายัดทรัพย์ เป็นการทำงานของกระบวนการยุติธรรม

(24 พ.ย.66) นายอุปกิต ปาจรียางกูร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เปิดเผยกรณี พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ ผู้ช่วย ผบ.ตร. รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ออกคำสั่งอายัดทรัพย์สินว่า เป็นเรื่องดีที่มีการอายัดและตรวจสอบทรัพย์สินของตนเพราะจะเป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ให้ตนเอง โดย ป.ป.ส. สามารถอายัดไว้ได้ประมาณ 2-3 เดือน หากตรวจสอบแล้วไม่พบว่ามีเส้นทางการเงินเกี่ยวข้องกับยาเสพติดก็ต้องคืนให้ตน ซึ่งนอกจากอายัดบัญชีในต่างประเทศแล้วยังอายัดบัญชีในประเทศอีกหลายสิบบัญชีแม้กระทั่งบัญชีเงินเดือน สว. ดังนั้นจะเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมได้ทำงานแล้วและจะเป็นสิ่งที่ยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเองในอนาคต 

นายอุปกิต กล่าวว่า ตนไม่ได้ทำการถ่ายโอนเงินไปต่างประเทศ ตนเป็นนักธุรกิจก่อนมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา มีที่มาที่ไปของทรัพย์สินชัดเจน และจริง ๆ ไม่ใช่มีแค่ 600 ล้าน แต่เคยมีประมาณ 700 กว่าล้าน โดยเป็นเงินจากการขายหุ้นบริษัทที่เคยบริหารในตลาดหลักทรัพย์ไปประมาณ 400 กว่าล้านให้กับนักลงทุนลาวจึงต้องเปิดบัญชีธนาคารเพื่อรับเงินที่ประเทศลาว หลังจากนั้นได้ขายโรงแรม อัลลัวร์อีกประมาณ 200 กว่าล้านให้นายพันธ์ณรงค์ ขุนพิทักษ์ ซึ่งทำธุรกิจอยู่ประเทศกัมพูชา จึงต้องเปิดบัญชีธนาคารที่ประเทศกัมพูชาเพื่อรับเงินเช่นเดียวกัน

ส่วนบัญชีอื่น ๆ ที่เปิดไว้ที่สิงคโปร์ก็เป็นบัญชีการลงทุน ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกที่นักธุรกิจจะเปิดบัญชีในต่างประเทศ ที่สำคัญคือ ตนไม่ได้ปิดบัง และไม่ได้ไหลเงินออกไปเพราะได้ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวตนก็ได้ทยอยใช้ต่อเนื่องทั้งการสร้างบ้านพัก การสร้างอาคารสำนักงานที่ซอยอารีย์ รวมถึงค่าใช้จ่ายส่วนตัวต่าง ๆ รวมแล้วเงินเหลือไม่ถึง 100 ล้าน และตามกฎหมายจะต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินทั้งก่อนและหลังดำรงตำแหน่งวุฒิสมาชิก โดยประมาณเดือนพฤษภาคมนี้ก็จะต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินอีกครั้ง

นายอุปกิต กล่าวว่า ตนขอยืนยันความบริสุทธิ์ไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา เพราะได้ขายบริษัทในเครืออัลลัวร์ทั้งหมดแม้กระทั่งบริษัทอัลลัวร์ พีแอนด์อีซึ่งเกี่ยวพันกับคดีนาย ตุน มิน ลัต ที่ศาลกำลังจะมีคำสั่งเร็ว ๆ นี้ ทั้งหมดทั้งปวงตนไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลย ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ตำรวจไปจับนายตุน มิน ลัต และเกี่ยวพันมาถึงลูกเขย และอดีตเลขาของตนเนื่องจากเส้นการโอนเงินผ่าน Money Changer ช่วงที่มีการปิดด่าน 3 ปี ซึ่งไม่มีเส้นทางอื่นในการโอนเงินและไม่สามารถทราบได้ว่า Money Changer จะใช้บัญชีอะไรในการโอนเงินไปการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยตนเคยทำหนังสือขอความเป็นธรรมไปถึง อดีตอัยการสูงสุดแล้วว่า มีอีกเป็นร้อยบริษัทที่ใช้ Money Changer รายเดียวกัน และเป็นไปไม่ได้ที่ตนจะเอาเงินสะอาดไปฟอกให้สกปรกแล้วเอาไปจ่ายค่าไฟ 

นายอุปกิต กล่าวว่า ความพยายามสร้างความแปดเปื้อนให้กับตน มาจากสาเหตุทางการเมือง โดยเฉพาะนายรังสิมันต์ โรม ที่นำหลักฐานเท็จมาอภิปรายเรื่อง สว.ทรงเอ โดยตนเคยแถลงมาแล้วครั้งหนึ่งว่า เป็นทฤษฎีสมคบคิด แม้กระทั่งปัจจุบันก็ใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะประธานกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ เรียกตำรวจ เรียก ป.ป.ส.ไปเร่งรัดคดีของตน ในขณะที่เรื่องของตัวเองอย่างกรณีตั๋วปารีสกลับไม่มีการชี้แจงหรือดำเนินการอะไร

‘ผู้เชี่ยวชาญ’ แนะ ‘แอร์ไลน์’ เร่งใช้ SAF ลดปริมาณคาร์บอน หลังการบินทั่วโลกเริ่มฟื้นตัว ชี้!! เป็นทางเลือกที่ทำได้เร็วที่สุด

(24 พ.ย.66) เมื่อวานนี้ (23 พ.ย.) หม่อมหลวงณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS ได้กล่าวในเวทีเสวนาหัวข้อ ‘Pioneering Sustainable Aerospace: พลิกโฉมน่านฟ้า สู่การบินยั่งยืน’ ในงานสัมมนา Bangchak Group Greenovative Forum ครั้งที่ 13 ‘Regenerative Fuels: Sustainable Mobility’ จัดโดยกลุ่มบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ว่า…

ธุรกิจการบินเป็นธุรกิจสำคัญต่อเศรษฐกิจและการเติบโตของโลก ถึงแม้ว่าในช่วงโควิดที่ผ่านมา การบินชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งพอโควิดคลี่คลายกลับเติบโตขึ้นมาอีกครั้ง แม้ว่าจะยังไม่ฟื้น หรือเติบโตเท่ากับช่วงก่อนเกิดโควิด แต่จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาอินเดียมีการสั่งเครื่องบินไปแล้วกว่า 500 ลำ ซึ่งจะส่งมอบประมาณปี 2030

“ผมมองว่าทิศทางของธุรกิจการบินจะเติบโตไปเรื่อย ๆ และมากกว่าที่เราเห็นในปัจจุบัน แต่ปัญหาคือจะทำอย่างไรให้ธุรกิจการบินมีปริมาณการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง ซึ่งทางออกที่น่าจะเป็นไปได้และทำได้ทันทีคือการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel หรือ SAF)”

ด้านนายยงยุทธ ลุจินตานนท์ Area Manager IATA Thailand, Laos, Cambodia and Myanmar กล่าวเสริมว่า “IATA เราทำงานร่วมกับสายการบินในการพัฒนาธุรกิจการบินให้เกิดความยั่งยืน ซึ่งเรามีสมาชิกกว่า 318 การบิน การเดินทางของผู้คนในปี 2023 เมื่อเทียบกับช่วงที่เกิดโควิดเมื่อปี 2019 มีการเติบโตถึง 80% แม้จำนวนการเดินทางจะยังไม่กลับมาเท่ากับช่วงก่อนเกิดโควิด แต่จากการคาดการณ์พบว่าตัวเลขการเดินทางจะกลับมาเป็นปกติก่อนช่วงเกิดโควิดจะอยู่ที่ปี 2025 และหากเทียบสัดส่วนอีก 20 ปีข้างหน้า การเดินทางไปยุโรปจะโตระดับ 700 ล้านคน ขณะที่สหรัฐโต 500 ล้านคน

“ส่วนเอเชีย-แปซิฟิกตัวเลขอาจจะโตขึ้นมีจำนวนมากถึง 2,800 ล้านคน แปลว่าจะเห็นจำนวนประชากรที่เดินทางอย่างมากมายมหาศาล และหากมีการเดินทางมากขึ้น ความท้าทายคือ ธุรกิจการบินจะเพิ่มเที่ยวบินอย่างไร และจะผลิตเครื่องบินทันหรือไม่ รวมถึงการบริหารจัดการทางอากาศจะทำอย่างไรบ้าง

“นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึง AI จะมีบทบาทสำคัญกับภาคการบิน เพราะเมื่อการเดินทางที่เพิ่มขึ้น ความปลอดภัยจึงต้องมาควบคู่กัน ขณะเดียวกัน ก็ต้องคำนึงถึงการปลดปล่อยคาร์บอน ถึงแม้ว่าธุรกิจการบินจะมีการปลดปล่อยคาร์บอนคิดเป็น 2% เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นๆ แต่เมื่อดูปริมาณการปลดปล่อยก็ถือว่ามีปริมาณมหาศาล ดังนั้น ผมมองว่าการที่ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญของการใช้ SAF จะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ที่สุดในเวลานี้”

ด้านนายปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แบรนดิ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญนอกจากการบินจะนำ SAF มาใช้แล้ว สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันคือ ผู้ใช้บริการรับรู้ และทำอย่างไรให้ผู้บริโภคเรียกร้องว่า ทำอย่างไรให้สายการบินมีเที่ยวบินที่รักโลก และมีราคาที่สมเหตุสมผล เป็นธรรม

ขณะเดียวกัน การเดินทางแบบยั่งยืนถือเป็นเรื่องไก่กับไข่ที่กฎหมายจะนำหรือความต้องการจะนำ ดังนั้น ทั้งผู้ออกกฎเกณฑ์ นักธุรกิจ และผู้บริโภคจะต้องวิน-วินด้วยกัน เพราะคนทำธุรกิจจะต้องมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ส่วนประชาชนจะต้องได้รับความปลอดภัยและราคาที่เป็นธรรม

'โรม' รับ!! 'ก้าวไกล' ไม่เพอร์เฟกต์ หลังเร่งสร้างมาตรฐานใหม่การเมือง แต่ยืนยัน!! เรื่องไหนใครทำผิด แล้วผิดจริง พรรคไม่เคยปกป้อง

(24 พ.ย. 66) ที่อาคารอนาคตใหม่ ที่ทำการพรรคก้าวไกล นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณี น.ส.ญาณธิชา บัวเผื่อน สส.จันทบุรี​ เขต 3 พรรคก้าวไกล แต่งตั้งสามี เป็นผู้ช่วย สส. รับงานเอนเตอร์เทน และจัดหาเด็กชงเหล้าปาร์ตี้ชาย-หญิง ส่งแถวภาคตะวันออก ว่า ตนยังไม่ได้คุยกับ น.ส.ญาณธิชา ในเรื่องนี้ เพราะช่วงนี้ปิดสมัยประชุม เข้าใจว่าคงจะโฟกัสกับงานพื้นที่ แต่แน่นอนว่าเมื่อมันมีประเด็นที่เกิดขึ้นในสังคมในการวิพากษ์วิจารณ์แล้ว

"ตนยืนยันว่า ในส่วนของพรรคก้าวไกลเราไม่อยู่เฉย ที่ผ่านมาตนคิดว่าเราพิสูจน์มาพอสมควรว่า ถ้าเป็นประเด็นที่มันมีปัญหาจริง ๆ เราก็พร้อมที่จะทำหน้าที่ให้มันถูก เรายอมรับคำว่าเราอาจจะไม่ได้เพอร์เฟกต์ เราพยายามสร้างมาตรฐานใหม่กับการเมือง แต่ในขณะเดียวกันเราก็ยอมรับว่า เราก็อาจจะเจอกับปัญหากับความท้าทายที่เกิดขึ้นในพรรคของเรา แต่สิ่งหนึ่งที่เราพยายามสร้างมาตรฐานมาโดยตลอดก็คือ ใครก็ตามถ้าทำผิด แล้วมันผิดจริง เราไม่เคยปกป้อง" นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น ถ้าเกิดว่าผิดพลาด ไม่ถูกต้อง เราก็พร้อมที่จะแก้ไขพร้อมที่จะทำให้มันดีขึ้น ตั้งแต่มีเรื่องของเมาแล้วขับ ประเด็นทางเพศ เรายอมรับครับพรรคเราใหญ่ขึ้น เราอาจจะเจอกับจุดที่มีปัญหาอยู่บ้าง สิ่งที่เกิดขึ้นสังคมก็เห็นว่า เราตัดสินใจกันอย่างไร ยืนยันว่า เราไม่เคยอยู่เคียงข้างปกป้องผู้กระทำความผิด ถ้าเขาผิดจริง แต่เราอาจจะขอเวลานิดนึงในการตรวจสอบ และตนคิดว่าถ้าอย่างเรื่องการตั้งคู่สมรสมา จริง ๆ ก็เป็นโอกาสดีที่เราจะต้องเปิดกันทั้งหมดว่า สส.ในสภาฯ ว่า มีใครบ้างที่ตั้งคู่สมรสมาเหมือนกัน ที่เราจะได้ใช้โอกาสนี้ในการตรวจสอบนักการเมือง คาดว่าน่าจะมีหลายคนเอาคนในบ้านมาตั้งในตำแหน่งสำคัญ ๆ

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า เป็นเรื่องของสังคมที่คาดหวังต่อเรา ซึ่งเราก็ต้องน้อมรับ ก็เป็นกระจกที่สะท้อนมาต่อเรา สิ่งที่เราต้องทำก็คือปรับปรุงตัวเองให้มันดีขึ้น เราก็ยืนยันว่าในวิกฤตมันก็มีทั้งโอกาส พรรคจะเข้มแข็ง พรรคจะเป็นสถาบันทางการเมืองพรรค จะเติบโตอย่างแข็งแรงได้หรือไม่ บางครั้งมันก็ต้องเจอกับความท้าทายในเรื่องของวิกฤต ทุกวิกฤตที่เราทำ เราก็พยายามสร้างมาตรฐานใหม่ ๆ แล้วเราก็หวังว่า จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างถาวร และจะเห็นว่าหลาย ๆ พรรคมันก็มีปัญหาในเรื่องตัวบุคคล แต่ว่าความน่าเจ็บปวดในช่วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่งตนเชื่อว่าประชาชนคนธรรมดา หรือแม้กระทั่งตนเอง เมื่อเจอกับการกระทำความผิดในหลาย ๆ ครั้ง เราพบว่ามันมีความช่วยเหลือกันมันมีความพยายามในการปกป้องกัน ทำจนถึงขนาดกระบวนการยุติธรรมในหลาย ๆ ครั้ง ถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่ก้าวไกลพยายามไม่เป็นแบบนั้น คือการปกป้องกัน คือการช่วยเหลือกัน ที่ผ่านมาเรามีบทเรียน และเราจะใช้วิกฤตคัดคนให้เข้มขึ้น

"ส่วนเคสของ สส.จันทบุรี ขอเวลาให้พรรคได้มีการพูดคุยกัน ได้มีการตรวจสอบกัน เดี๋ยวเราก็คงจะได้มีการพูดคุยชี้แจงต่อสังคมต่อไปในอนาคต" นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวยอมรับว่า ไม่ปฏิเสธว่ามีเรื่องพวกนี้เข้ามา ตอนนั้นก็โดนโจมตีเรื่อย ๆ คือต้องยอมรับว่า เราอยู่ในการเมืองยุคใหม่ที่ฝ่ายค้านโดนตรวจสอบมากเป็นพิเศษ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีที่นักการเมืองทุก ๆ คน ก็ควรจะได้รับการตรวจสอบ เพราะว่ารับเงินภาษีจากประชาชนเป็นเงินเดือนทั้งสิ้น ดังนั้น การตรวจสอบที่เกิดขึ้นเราก็ต้องรับไป

ในส่วนที่เราพยายามทำหน้าที่ฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาล ก็เป็นส่วนที่เราเองเรียกร้องต่อสังคมให้ช่วยกันเป็นพลังในการตรวจสอบ เข้าใจว่าสังคม สื่อมวลชนให้ความสำคัญกับเคส ส.ส.จันทบุรี แต่ตนก็พยายามเรียกร้องว่า เราก็ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบซึ่งเป็นประโยชน์ของสาธารณะอย่างเรื่องของตั๋ว ไม่ว่าจะเป็น ‘ตั๋ว สร.1’ หรือกรณี ‘สว.ทรงเอ’ ที่มีส่วนไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด นักการเมืองระดับนี้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ตนเชื่อว่าถ้าเป็นประเทศอื่นโดนข้อกล่าวหาขนาดนี้ ในทางการเมืองคุณไม่รับผิดชอบอะไรเลยหรือไม่ หรือจะเป็น สว.ไปเรื่อย ๆ ใช้เอกสิทธิ์ความคุ้มกันต่อไป คือตรงนี้ตนต้องการพลังสนับสนุนจากสังคมให้ช่วยกันในการตรวจสอบ เราจะได้เอานักการเมืองที่ไม่ดีออกจากระบบการเมืองทั้งหมด คือสิ่งที่เราก็ต้องช่วยกัน ดังนั้น เราก็พยายามทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด พยายามทำให้มาตรฐานของพรรคก้าวไกล ซึ่งแน่นอนเรายอมรับว่าเราไม่เพอร์เฟกต์ยังมีปัญหา แต่เราพยายามทำให้ดีที่สุดให้สมกับที่หลาย ๆ เรื่อง ที่เราพูดออกมา ซึ่งมันเป็นบรรทัดฐานของสังคมที่ดี

ส่วนกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) มีการอายัดทรัพย์สิน นายอุปกิต ปาจรียางกูร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตอนนี้เบื้องต้นตนกำลังรอว่า ทรัพย์สินที่จะไปยึดกันจะมีการช่วยกันหรือไม่ วันนี้เป็นสัญญาณที่ดีที่รักษาการเลขาธิการ ป.ป.ส.ซึ่งตนยอมรับว่าค่อนข้างเอาจริงเอาจัง แต่ว่าขอดูในรายละเอียดด้วย ถ้าสมมุติว่ามีการยึดอายัดทรัพย์สินไป ที่ตนกังวลคือ ออฟฟิศสำนักงานตึกที่อยู่ตรงอารีย์จะมีการยึดอายัดหรือไม่ ก็เป็นบทพิสูจน์ไปยัง ป.ป.ส.ต่อไป

ส่วนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ซ.) ตนเคยยื่นเรื่องนี้ไปว่า มีการยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ ซึ่ง ป.ป.ชก็ตอบกลับมาง่ายๆ ว่า ยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ ก็รอว่า ป.ป.ช.ทำงานให้คุ้มค่ากับภาษีประชาชน เช่นเดียวกับที่เคยยื่นเรื่องของความผิดวินัยที่มีการช่วยกันในการถอนหมายจับ ซึ่งปรากฏว่าเข้าใจว่ามีการตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง ซึ่งต้องรอดูว่าทางศาลจะมีท่าทีอย่างไรต่อไป ตนไม่แน่ใจกระบวนการว่าสุดท้ายจะใช้เวลาแค่ไหน แต่ก็หวังว่าความยุติธรรมจะปรากฏในสังคมไทย

‘สศช.’ ชี้!! ส่งออก ‘ไทย’ โตต่อเนื่อง คาด ปี 67 บวกถึง 3.8% ตั้งเป้า ดันไทยสู่ฮับยานยนต์ ชิงส่วนแบ่งการตลาดมหาอำนาจ

(24 พ.ย. 66) นางสาวอานันท์ชนก สกนธวัฒน์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และการวางแผนเศรษฐกิจมหภาค สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า อัตราการขยายตัวของปริมาณการค้าโลก ปี 2567 คาดว่าจะขยายตัวที่ 3.2% ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนหลักที่มองว่าการส่งออกไทยปีหน้า จะสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง คาดการณ์บวกที่ 3.8% กลับมาเป็นพระเอกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยโตระหว่าง 2.7-3.7% ได้ ภายใต้อัตราแลกเปลี่ยนจะอยู่ประมาณ 34-35 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ เป็นผลจากดุลบัญชีเดินสะพัดที่กลับมาเกินดุลมากขึ้น รวมถึงแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะเห็นช่วงกลางปี 2567 เป็นต้นไป

นางสาวอานันท์ชนก กล่าวว่า ในเชิงการค้าระหว่างประเทศ หากมีการแบ่งขั้วประเทศระหว่างประเทศมหาอำนาจสหรัฐฯ และ จีนนั้น ต้องประเมินข้อมูลสัดส่วนการนำเข้าสินค้าระหว่างทั้ง 2 ประเทศ ที่ผ่านมาปรับลดลงในเชิงสัดส่วน แต่มีการนำเข้าสินค้าจากประเทศอาเซียนไปยังสหรัฐฯ มากขึ้น อาทิ เกษตรแปรรูปจากสิงคโปร์ สิ่งทอเครื่องนุ่งห่มจากเวียดนาม ขณะที่ไทยเป็นยานยนต์และชิ้นส่วนอยู่ กุญแจสำคัญคือ ไทยจะทำอย่างไรในการช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดจากความขัดแย้งของประเทศมหาอำนาจได้ เพื่อสร้างโอกาสในการส่งออกไทยต่อไป

“ปัจจัยสนับสนุนในปี 2567 คือ การบริโภคภายในประเทศที่แม้เริ่มเห็นการชะลอตัวลง แต่ก็ยังบวกกว่า 3% เทียบกับฐานที่สูงกว่า 7% รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าปีนี้จะมีต่างชาติเข้ามา 28 ล้านคน ขณะนี้สะสมแล้วเกือบ 24 ล้านคน ส่วนอีก 4 ล้านคนในช่วงที่เหลือของปีนี้ มองว่าน่าจะสามารถทำได้

ส่วนที่กังวลเป็นเรื่องคุณภาพของนักท่องเที่ยวมากกว่า เนื่องจากขณะนี้ประเทศที่กลับมาเป็นตลาดระยะใกล้ แต่ประเทศระยะไกลที่มีการใช้จ่ายสูง ยังต้องสนับสนุนต่อไป ปัจจัยเสี่ยงและข้อจำกัดเป็นเรื่องงบประมาณภาครัฐที่ล่าช้า หนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ ภัยแล้ง ปริมาณน้ำฝนที่หากปี 2567 ความรุนแรงมากขึ้น อาจส่งผลกระทบกับสินค้าเกษตรได้ รวมถึงเศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอตัวมากกว่าคาดไว้” นางสาวอานันท์ชนก กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top