Friday, 31 July 2026
Hard News Team

‘การบินไทย’ จับมือ ‘จิม ทอมป์สัน’ ผุด ‘Amenity Kit’ กระเป๋ารักษ์โลก ลายพิมพ์พิเศษ ย่อยสลายได้เอง ใส่ใจสิ่งแวดล้อม-ส่งเสริมความเป็นไทย

เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 66 ‘บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)’ และ ‘จิม ทอมป์สัน’ (Jim Thompson) ร่วมจับมือเปิดตัวกระเป๋าพร้อมชุดสิ่งอำนวยความสะดวก (Amenity kit) แบบใหม่ในคอนเซ็ปต์ ‘รักษ์โลก’ ภายในบรรจุสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อมอบความผ่อนคลายเหนือระดับตลอดเที่ยวบิน สำหรับผู้โดยสายชั้นธุรกิจบนเครื่องบินของการบินไทย

นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ความร่วมมือกับจิม ทอมป์สัน ในครั้งนี้ เป็นการนำเสนอชุดสิ่งอำนวยความสะดวกแบบใหม่ สำหรับให้บริการผู้โดยสารชั้นธุรกิจ (Royal Silk) ในเที่ยวบินระหว่างประเทศของการบินไทยที่ใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมงขึ้นไป ยกเว้นเส้นทางโดยเครื่องบินแบบแอร์บัส A320 เพื่อมอบประสบการณ์ใหม่อันน่าประทับใจแก่ผู้โดยสาร โดยเป็นแพ็กเกจกระเป๋าผ้าของ จิม ทอมป์สัน ที่ผลิตจากวัสดุที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดดเด่นด้วยลายพิมพ์สุดพิเศษ 6 ลาย ที่ได้รับการออกแบบโดยได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปวัฒนธรรมไทย และความงามตามธรรมชาติ ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนมากขึ้น อาทิ แปรงสีฟันที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ถุงเท้ารักษ์โลก ลูกกลิ้งน้ำมันหอมระเหย ลิปบาล์ม โลชั่นทามือ ยาสีฟัน และผ้าปิดตา

มิตเตอร์แฟรงก์ แคนเซลโลนี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท อุตสาหกรรมไทย จำกัด กล่าวว่า การร่วมมือกันในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ร่วมกันในการยกระดับความเป็นไทยสู่สากล ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษารากฐานวัฒนธรรมความเป็นไทย

‘สส.ก้าวไกล จันทบุรี’ รับ!! แต่งตั้งสามีเป็นผู้ช่วย สส. จริง หลัง ‘เพจดัง’ แฉ!! ผู้ช่วย สส. ถึงเนื้อถึงตัวเด็กเอ็นฯ เกินงาม

(23 พ.ย. 66) น.ส.ญาณธิชา บัวเผื่อน สส.จันทบุรี​ เขต 3 พรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงกรณีเพจวันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร แฉว่า ผู้ช่วย สส.ญาณธิชา หรือ เล็กก้าวไกล รับงานเอนเตอร์เทน และจัดหาเด็กชงเหล้าปาร์ตี้ชาย-หญิง ส่งแถวภาคตะวันออกว่า ขออนุญาตชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกรอบค่ะ

‘เรื่องการแต่งตั้งสามี เป็นผู้ช่วย สส. เล็กแต่งตั้งสามี เป็นผู้ช่วย สส. จริงค่ะ’ ให้เขาช่วยขับรถไปประชุมสภา ขับรถไปลงพื้นที่ทำงานด้านสื่อ ถ่ายรูป (รูปทุกรูปที่นำมาลงในเพจ เป็นรูปที่เขาถ่าย) ทำกราฟฟิก ทำคลิป ต่าง ๆ ลงในเพจ รวมถึงการประสานงานในพื้นที่ด้วย มีหน้าที่ชัดเจนค่ะ

ดิฉันยืนยันว่าไม่มีเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศและธุรกิจสีเทาอย่างที่เพจพยายามจะโยงแน่นอนค่ะ

ทั้งนี้สืบเนื่องจาก เพจวันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร ได้โพสต์ภาพและข้อความว่า “ทุกคนคะ หนูไม่ได้ต่อต้านงานเอนเตอร์เทนหรืองานชงเหล้า เพื่อนหนูก็ทำ แต่มันก็สุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย และการล่วงละเมิดทางเพศนะคะ”

“หนูควรตกใจเรื่องไหนก่อนดีคะ พี่เล็ก (ญาณธิชา บัวเผื่อน) แต่งตั้ง สามีพี่ เป็น ผู้ช่วย สส.
ผช.สส. (สามี) ถึงเนื้อถึงตัวเด็กเอน เกินไปมั๊ย หรือ พี่เล็กใจกว้างร้องเพลงไป ผช.สส. ก็นัวเด็กเอนไป
ถ้ามี สส.และผู้ช่วย สส. ไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจเทา ๆ เหมาะสมหรือคะ”

‘สุทิน’ ยัน!! ‘ทหาร’ จะเป็นไม้สองแก้ปัญหาเด็กตีกัน พร้อมช่วยปลูกฝังจิตสำนึก หากเกินกำลังของตำรวจ

(23 พ.ย.66) ที่โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์การแก้ไขปัญหาเด็กนักเรียนทะเลาะวิวาทว่า มีกลไกระดับล่างที่แก้ไขปัญหากันอยู่ ทั้งระดับกระทรวงและตำรวจ แต่ถ้าเกินกำลังเชื่อว่าทางทหารอาจจะใช้กลไกในเรื่องของกำลังสำรอง หรือนักศึกษาวิชาทหาร (รด.) ถือเป็นการปลูกฝังจิตสำนึก ป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องเหล่านี้ หากเกินกว่ากำลังตำรวจ ทหารก็รับเหตุได้อยู่แล้ว

‘อิหร่าน’ กร้าว!! พร้อมหนุนทุกการตัดสินใจของ ‘กลุ่มฮามาส’ ชี้!! ถ้า ‘อิสราเอล’ ผิดข้อตกลงหยุดยิง สงครามลุกลามแน่นอน

เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 66 ‘ฮอสเซน อามีร์-อับดอลลาเฮียน’ รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้ออกมาเตือนในการให้สัมภาษณ์ ขณะเดินทางเยือนกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอน ว่า ขอบเขตสงครามกาซาอาจลุกลามบานปลาย จนกว่าข้อตกลงหยุดยิงระหว่าง ‘อิสราเอล’ และ ‘ฮามาส’ จะมีความยั่งยืน

“ถ้าข้อตกลงหยุดยิงเริ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้ (23 พ.ย. 66) ทว่าหากมันไม่เดินหน้าต่อ เงื่อนไขต่างๆ ในภูมิภาคจะไม่เหมือนกับตอนก่อนหน้ามีข้อตกลงหยุดยิง และขอบเขตของสงครามจะขยายวงกว้างขึ้น” อามีร์-อับดอลลาเฮียน บอกกับสถานีโทรทัศน์อัล-มายาดีน ของเลบานอน อ้างอิงรายงานข่าวจากสำนักข่าวฟาร์สนิวส์ของอิหร่าน

“เราไม่ได้หาทางขยายขอบเขตของสงคราม” เขากล่าว “แต่หากความรุนแรงของสงครามหนักหน่วงขึ้น มีทุกความเป็นไปได้ที่ขอบเขตของสงครามที่จะลุกลามขยายวงกว้าง”

อิสราเอลกับฮามาสตกลงหยุดยิง 4 วันในสงครามกาซา แลกกับการปล่อยตัวประกันอย่างน้อย 50 คน ที่ถูกจับตัวไปในเหตุฮามาสโจมตีนองเลือดเล่นงานอิสราเอล เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา

ในทางกลับกัน อิสราเอลจะปล่อยนักโทษชาวปาเลสไตน์ 150 คนเป็นการตอบแทน ตลอดจนถึงการอนุญาตให้จัดส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าสู่ฉนวนกาซา หลังจากที่ทำการทิ้งบอมบ์ถล่มแหลก มีการสู้รบกันอย่างหนักหน่วง และปิดล้อมดินแดนชายฝั่งทะเลแห่งนี้ มานานกว่า 6 สัปดาห์

อามีร์-อับดอลลาเฮียน บอกว่า “อิหร่านมองเห็น 2 ทางเลือก อย่างแรก คือ การหยุดยิงเพื่อมนุษยธรรมที่เเปลี่ยนเป็นการหยุดยิงอย่างถาวร ส่วนแนวทางที่ 2 คือ คุกคามประชาชนปาเลสไตน์ และเมื่อนั้นประชาชนปาเลสไตน์จะตัดสินใจด้วยตนเอง” เขากล่าว พร้อมระบุว่า เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล “คงไม่อาจเติมเต็มความฝันทำลายพวกนักรบฮามาสได้”

“เราจะสนับสนุนทุกการตัดสินใจของฮามาส” เขากล่าว

‘BLACKPINK’ รับพระราชทานเครื่องราชฯ จากคิงชาลส์ที่ 3 ในฐานะทูตสิ่งแวดล้อม COP 26 ที่ทำให้เยาวชนตระหนักถึง

(23 พ.ย.66) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หลังจากที่สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ทรงเปิดพระราชวังบักกิงแฮม ณ กรุงลอนดอน เพื่อจัดงานเลี้ยงต้อนรับการมาเยือนอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดี ยุน ซอก-ยอล และภริยา คิม กอน-ฮี พร้อมกับแขกพิเศษอย่างศิลปินเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังระดับโลกอย่าง 4 สาว วง 'BLACKPINK' เนื่องในโอกาสกระชับความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ ทั้งนี้ 4 สาว 'BLACKPINK' ที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานเลี้ยงระดับ State Banquet นี้ ยังได้รับพระราชดำรัสชื่นชมจากคิงส์ชาร์ลส์อีกด้วย

ล่าสุดอินสตาแกรมของสำนักพระราชวังสหราชอาณาจักร เผยแพร่คลิปทั้งสี่สาวได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ MBE-Member of the Most Excellent Order of the British Empire ในฐานะทูตสิ่งแวดล้อม COP 26 จากสมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 และทรงมีพระราชปฏิสันถารกับทั้ง 4 สาวอย่างเป็นกันเอง โดยตรัสว่า “เราหวังว่าเราจะได้ชมการแสดงสดของพวกคุณบ้างในบางโอกาส”

โดยพระเจ้าชาลส์ที่ 3 ชื่นชมทั้ง 4 สาวเนื่องจากเป็นเหมือนตัวแทนที่จะทำให้เยาวชนตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม และยินดีที่จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยรักษาความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมไปสู่สายตาผู้ฟังทั่วโลก และชื่นชมที่พวกเขาจัดลำดับความสำคัญของปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ เช่นเดียวกับการเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลก

สำนักพระราชวังอังกฤษ ระบุว่า สมาชิกวง 'BLACKPINK' ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์จักรวรรดิบริติช ในบทบาทของผู้สนับสนุน COP26 สำหรับการประชุมสุดยอดสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติที่จัดขึ้นที่เมืองกลาสโกว์ในปี 2021

‘พิมพ์ภัทรา’ สั่ง ‘ก.อุตฯ’ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ ส่ง ‘ถุงยิ้มพิมพ์ใจ MIND ไม่ทิ้งกัน’ บรรเทาทุกข์ประชาชน 

(23 พ.ย. 66) ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม เร่งส่งมอบความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ภาคใต้ ขานรับข้อสั่งการ นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ห่วงใยสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ จึงได้สั่งการไปยังสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดในพื้นที่ เร่งสำรวจความเสียหายในพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม และประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนโดยเร็ว 

ทั้งนี้จากข้อมูลที่ได้รับรายงานเบื้องต้น พบว่า มีบางพื้นที่ประสานขอความช่วยเหลือ ‘ถุงยิ้มพิมพ์ใจ MIND ไม่ทิ้งกัน’ เพื่อเตรียมความพร้อมในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน อาทิ พื้นที่จังหวัดนราธิวาส ยะลา และปัตตานี  พร้อมกำชับให้มีการเฝ้าระวังการรั่วไหลของสารเคมีอันตราย และกากอุตสาหกรรม จัดเตรียมแผนรักษาความปลอดภัยอื่น ๆ ในโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัย รวมถึงการให้บริการการตรวจประเมิน และคำปรึกษาแนะนำการบริหารจัดการในโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งแบบลงพื้นที่ (Onsite) และระบบทางไกล (Remote Assessment)

พร้อมจัดตั้งให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นศูนย์กลางในพื้นที่ภาคใต้ ทำหน้าที่รวบรวมและกระจายความช่วยเหลือไปยัง 14 จังหวัดภาคใต้ สำหรับส่วนกลางให้สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นศูนย์รวบรวมความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน และบริหารจัดการเพื่อส่งมอบไปยังพื้นที่ประสบภัยอื่น ๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือ 

ดร.ณัฐพล กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงอุตสาหกรรมขอขอบคุณทุกภาคส่วน ที่มีส่วนร่วมในการดูแลทุกข์สุขของประชาชนชาวไทย โดยโครงการ ‘อุตสาหกรรมรวมใจ ช่วยพี่น้องชาวไทย’ ปีที่ 2 โดยได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการอุตสาหกรรมภาคเอกชน ผ่านอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ และหน่วยงานภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม นำสิ่งของอุปโภค บริโภค และของใช้ที่จำเป็นแพ็กเป็น ‘ถุงยิ้มพิมพ์ใจ MIND ไม่ทิ้งกัน’ เริ่มตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม ผ่านมารวมระยะเวลากว่า 1 เดือน  ซึ่งได้ส่งมอบไปยังพื้นที่ 7 จังหวัด ประกอบด้วย ราชบุรี พิจิตร ขอนแก่น มหาสารคาม ชุมพร ระนอง และนครศรีธรรมราช ส่งมอบถุงยังชีพไปยังประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติไปแล้วกว่า 7,000 ราย

‘เอ็นอาร์พีที’ ลุยตลาดสุขภาพ เปิดโรงงาน Plant & Bean ผลิตอาหารโปรตีนจากพืช ขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน

เมื่อไม่นานมานี้ ‘เอ็นอาร์พีที’ (NRPT) บริษัทร่วมทุน อินโนบิก-เอ็นอาร์เอฟ ลุยตลาดโภชนาการเพื่อสุขภาพ เปิดโรงงานแพลนท์ แอนด์ บีน (ประเทศไทย) ผลิตอาหารโปรตีนจากพืช (Plant-based food) ด้วยเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงจากประเทศอังกฤษ ขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน กำลังผลิตสูงสุด 2.5 หมื่นตัน พร้อมดันไทยเป็นฐานการผลิตอาหารแห่งอนาคตของโลก

ดร. บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด กล่าวว่า จากการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารและโภชนาการเพื่อสุขภาพทั้งในประเทศและต่างประเทศ ถือเป็นความท้าทายและเป็นโอกาสของประเทศไทยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ และสิ่งแวดล้อม รองรับการขยายตัวของตลาดอาหารแห่งอนาคต กลุ่มผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืช ก็เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายของการพัฒนา โดยโรงงาน แพลนท์ แอนด์ บีน (ประเทศไทย) จะเป็นฐานการผลิตให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยมาตรฐานฮาลาลและมาตรฐานความปลอดภัยอาหารสากลจากสมาคมผู้ค้าปลีกแห่งสหราชอาณาจักร (The British Retail Consortium : BRC) ซึ่งอยู่ระหว่างการรับรอง และโรงงานแห่งนี้ เป็นโรงงานผลิตอาหารโปรตีนจากพืช 100% แห่งแรกในประเทศไทย และมีขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีกำลังการผลิตสูงสุดที่ 25,000 ตัน โดยจะเริ่มเปิดดำเนินการในระยะแรกที่กำลังการผลิต 3,000 ตันต่อปี 

“โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ กลุ่มอาหารพร้อมปรุง (Ready to cook) เช่น เนื้อสับ มีทบอล และกลุ่มอาหารพร้อมรับประทาน (Ready to eat) เช่น ไส้กรอก นักเก็ต และเกี๊ยวซ่า ซึ่งนอกจากจุดแข็งด้านประสิทธิภาพการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีระดับโลก ให้ผลิตภัณฑ์มีเนื้อสัมผัส รสชาติ และรูปลักษณ์ใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์จริง อร่อย ทานง่ายแล้ว ผลิตภัณฑ์ยังมาจากพืชที่ไม่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม (Non-GMO) และมีโปรตีนสูง 

ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนานวัตกรรมอาหารให้เหมาะแก่การดูแลสุขภาพ ทำให้ผู้บริโภคหันมาบริโภคอาหารโปรตีนจากพืชมากขึ้น ขณะเดียวกันโรงงานดังกล่าวใช้พลังงานแสงอาทิตย์มาผลิตเป็นไฟฟ้าใช้ในกระบวนการผลิต ลดต้นทุน และลดการปล่อยก๊าซ CO2 ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม และ NRPT ยังได้มีความร่วมมือกับผู้ผลิตอาหารแห่งอนาคตของไทย ในการพัฒนานวัตกรรมอาหาร อีกทั้งยังมีเป้าหมายในการเป็นตัวสร้างความต้องการให้เกิดปริมาณการผลิตจากต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ รวมไปถึงการดึงเอาวัตถุดิบในประเทศมาต่อยอดการผลิตในอนาคต เพิ่มศักยภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารอนาคต เพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพของคนไทย” ดร. บุรณิน กล่าว

‘ก.พลังงาน’ เอาจริง!! ขู่ ‘ผู้ค้าน้ำมัน’ คุมค่าการตลาด ‘เบนซิน’ หากไม่ให้ความร่วมมือ พร้อมผนึก ‘ก.พาณิชย์’ ใช้กฎหมายบังคับ

(22 พ.ย. 66) นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า หลังจากที่มีการร้องเรียนเกี่ยวกับค่าการตลาดน้ำมันเบนซินของผู้ค้า ที่สูงกว่าที่กระทรวงพลังงานขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ ให้ปรับลดราคาขายปลีกให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งกระทรวงพลังงานได้ขอความร่วมมือมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน และได้มีการศึกษามาแล้วว่า ถึงแม้ต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นจาก ค่าแรง ค่าเช่า อัตราภาษีที่ดิน ตลอดจนค่าสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้น ผู้ค้ายังควรต้องรักษาระดับค่าการตลาดให้อยู่ในระดับที่มีความเหมาะสม และเป็นธรรมกับผู้บริโภค

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้ติดตามสถานการณ์การปรับขึ้น-ลงค่าการตลาดมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบางช่วงก็อยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 2 บาท แต่ในบางช่วงก็อยู่ในระดับที่สูงกว่า 2 บาท พบว่า ค่าการตลาดน้ำมันเบนซิน มีค่าสูงเกินค่าที่เหมาะมาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด 4.8 บาทต่อลิตร และกระทรวงพลังงานได้ขอให้ผู้ค้าให้ความร่วมมือ ไม่ให้ค่าการตลาดน้ำมันกลุ่มเบนซินในภาพรวมสูงเกินกว่า 2 บาทเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านราคาน้ำมันให้แก่ประชาชน ซึ่งหากมีความจำเป็น กระทรวงพลังงานจะร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ใช้มาตรการด้านกฎหมายในการเข้ากำกับดูแล

ทั้งนี้ ค่าการตลาด คือ ส่วนที่เป็นต้นทุน ค่าใช้จ่าย และกำไรของธุรกิจค้าปลีกน้ำมันทั้งระบบ ตั้งแต่การจัดการคลังน้ำมัน การขนส่งน้ำมันมายังสถานีบริการ รวมถึงการให้บริการของสถานีบริการที่เติมน้ำมันแต่ละลิตรให้กับประชาชน

“ผมได้ขอให้ผู้ค้าน้ำมันทุกราย ควบคุมค่าการตลาดน้ำมันเบนซินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เป็นธรรมกับทั้งผู้ค้าน้ำมันและประชาชนผู้บริโภค ซึ่งที่ผ่านมา ผู้ค้าน้ำมันจะมีการปรับขึ้น-ลงค่าการตลาดน้ำมันเฉลี่ยทุกชนิด ซึ่งบางช่วงก็ต่ำกว่า 2 บาท และบางช่วงก็สูงกว่า 2 บาท แต่ในช่วงนี้ ค่าการตลาดสูงเกินไป ถึงแม้ว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีความผันผวน แต่อยากให้ผู้ค้าน้ำมันคำนึงถึงประชาชน ที่กำลังได้รับความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันในช่วงนี้”

ดังนั้น หากยังไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ค้าน้ำมัน อาจจำเป็นต้องประสานกับกระทรวงพาณิชย์ในการใช้มาตรการด้านกฎหมายเข้ากำกับดูแล

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานจะสร้างสมดุลด้านราคา โดยเฉพาะค่าการตลาด ระหว่างผู้ค้าน้ำมันกับผู้บริโภคให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นไปตามข้อกฎหมาย แต่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ

‘สำนักจุฬาราชมนตรี’ ประกาศแต่งตั้ง ‘อรุณ บุญชม’ ดำรงตำแหน่ง ‘จุฬาราชมนตรี คนที่ 19’ ของไทย

(22 พ.ย. 66) ที่อาคารหอประชุม ศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติกรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย ถนนคลอง 9 แขวงคลองสิบ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมสรรหาและให้ความเห็นชอบผู้ที่จะดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรีคนใหม่ ด้วยนายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรีคนที่ 18 แห่งราชอาณาจักรไทย ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2566 จึงเป็นเหตุให้ตำแหน่งจุฬาราชมนตรีว่างลง

ผู้ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้ที่จะดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรี มี 3 คนด้วยกัน ประกอบด้วย หมายเลข 1 นายประสาน ศรีเจริญ ตำแหน่งรองประธานผู้ทรงคุณวุฒิจุฬาราชมนตรี หมายเลข 2 นายอรุณ บุญชม ตำแหน่งประธานกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร หมายเลข 3 นายวิสุทธิ์ บินล่าเต๊ะ ตำแหน่งอิหม่ามประจำมัสยิดบ้านเหนือจังหวัดสงขลา

จากนั้นเวลา 13.10 น. นายชาดาประกาศผลการนับคะแนน ปรากฏว่า นายอรุณ บุญชม ตำแหน่งประธานกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร หมายเลข 2 ได้รับการเลือกตั้งเป็น จุฬาราชมนตรี คนที่ 19 ด้วยคะแนน 427 คะแนน

สำหรับผู้มีสิทธิลงคะแนนในครั้งนี้มี 723 คน

หมายเลข 1 นายประสาน ศรีเจริญ ได้รับคะแนนเสียง 129 คะแนน
หมายเลข 2 นายอรุณ บุญชม ได้รับคะแนนเสียง 471 คะแนน
หมายเลข 3 ดร.วิสุทธิ์ บินล่าเต๊ะ ได้รับคะแนนเสียง 115 คะแนน 

บัตรดี 715 บัตรเสีย 7 ไม่ประสงค์ออกเสียง 1

สำหรับประวัติ นายอรุณ บุญชม เรียนจบปริญญาตรี สาขาอัลฮะดีษและอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยอิสลาม นครมาดีนะห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ปริญญาตรี สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เคยเป็นอาจารย์สอนอิสลามศึกษาและภาษาอาหรับระดับ ‘ซานะวีย์’ โรงเรียนมิฟตาฮุ้ลอุลูมิดดีนียะห์ (บ้านดอน) เป็นวิทยากรบรรยายศาสนธรรมให้แก่สถาบันและองค์กรต่างๆ

นอกจากนั้นยังเป็นอิหม่ามประจำมัสยิดดารุ้ลมุห์ซีนีน (สุเหร่าบ้านดอน) กรุงเทพมหานคร เป็นประธานคณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร เป็นรองประธานกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ประธานคณะผู้ทรงคุณวุฒิจุฬาราชมนตรี ประธานคณะกรรมการเมืองไทยชารีอะห์ อุปนายกสมาคมคุรุสัมพันธ์อิสลามแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

‘น้องภีม’ ควาญช้างวัย 11 ขวบ โชว์ลีลาขี่ ‘พลายปีโป้’ นำแห่หน้าขบวนกลองยาว ในงานทอดกฐินที่เมืองตรัง

(22 พ.ย. 66) ช่วงนี้เป็นเทศกาลงานทอดกฐินสามัคคี วัดต่าง ๆ จึงมีงานทอดกฐินหลังวันออกพรรษาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ธุรกิจเกี่ยวเนื่องหลายกิจการมีรายได้ดี โดยเฉพาะกลุ่มคนเลี้ยงช้างในจังหวัดตรัง ซึ่งมักจะได้รับการว่าจ้างให้นำช้างแสนรู้ ไปแห่นำหน้าขบวนกลองยาว สร้างสีสันและเสริมความเป็นสิริมงคลให้กับเจ้าภาพ

โดยล่าสุด ในขบวนแห่ช้างได้พบกับควาญช้างที่วัย 11 ขวบเป็นนักเรียนชั้น ป.5 โรงเรียนบ้านห้วยเร็จ ตำบลน้ำผุด อำเภอเมือง จังหวัดตรัง ชื่อว่า เด็กชาย วีระวัฒน์ นุ้ยเร็ต หรือ ‘น้องภีม’ อายุ 11 ขวบ ขี่ช้าง ‘พลายปีโป้’ อายุ 20 ปีมาร่วมขบวนแห่ไปตามถนนสายนาบินหลา-ทุ่งชน ตำบลนาบินหลา อำเภอเมืองตรัง เป็นระยะทางกว่า 3 กิโลเมตรได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่แพ้บรรดาควาญช้างรุ่นใหญ่ โดยมีญาติ ๆ ขี่ช้างเชือกอื่นมาร่วมขบวนด้วย

น้องภีม ได้โชว์ลีลาการบังคับช้าง การขึ้นลงบนหลังช้างแบบสบาย ๆ สร้างความประทับใจให้กับชาวบ้านได้เป็นอย่างมาก และเมื่อสอบถามน้องภีมจึงทราบว่า บ้านคุณลุงและคุณน้าของน้องภีมเลี้ยงช้างมานานหลายปีแล้ว ทำให้น้องภีมเห็นช้างมาตั้งแต่เกิด จึงมีความรักความผูกพันและหัดขี่ช้างมาตั้งแต่อายุ 4-5 ขวบ จนกระทั่งอายุ 10 ขวบ น้องภีม จึงเริ่มขี่ช้างออกงานได้ แต่ยังต้องมีคุณลุงหรือคุณน้าคอยจูงช้างให้

น้องภีม มักจะใช้เวลาว่างในช่วงวันหยุด ตามญาติไปขี่ช้าง รับจ้างเดินป่า ชักลากไม้ยางพารา งานท่องเที่ยว และงานบุญงานทอดกฐินต่างๆ ทำให้มีประสบการณ์มากขึ้น ถือเป็นควาญช้างที่อายุน้อยที่สุดใน จ.ตรัง ซึ่งก็ได้รับเสียงชื่นชมเป็นอย่างมาก ส่วนรายได้ญาติจะแบ่งปันให้เป็นค่าขนมไปโรงเรียนครั้งละไม่กี่บาท ซึ่งน้องภีมไม่ได้สนใจ แค่ได้ขี่ช้างไปร่วมงานก็พอใจแล้ว  สำหรับช้างที่น้องภีมชอบขี่มี 2 เชือก ชื่อว่าพลายกล้วยกับพลายปีโป้ เนื่องจากเป็นช้างที่โตมาด้วยกัน มีนิสัยดี ไม่ดุร้าย สวยสง่า และไม่ตื่นกลัวคน ซึ่งในอนาคตญาติอยากจะให้น้องภีมเป็นควาญช้างสืบต่อจากรุ่นสู่รุ่น หลังเห็นแววว่าน้องภีมทำหน้าที่นี้ได้ดีและมีใจรักมาตั้งแต่เด็ก

โดย ด.ช.วีระวัฒน์ นุ้ยเร็ต หรือน้องภีม กล่าวว่า ช้างที่ขี่ได้ชื่อพลายปีโป้กับพลายกล้วย ซึ่งตนขี่แล้วรู้สึกชอบมาก โดยมากับคุณตา ที่บ้านไม่ได้เลี้ยงช้างแต่ตาเลี้ยง ขี่แล้วรู้สึกสนุก ชอบมาก โตขึ้นก็อยากจะเป็นควาญช้างด้วย

นายอนุพงศ์ จันทร์สุข อายุ 33 ปีน้าชายของน้องภีม กล่าวว่า น้องภีมชอบขี่ช้างมาตั้งแต่อายุ 4-5 ขวบแล้ว ซึ่งน้องภีมชอบตามไปชักลากไม้ แม้ที่บ้านของน้องภีมจะไม่ได้เลี้ยงช้าง ส่วนตนเป็นน้าชายมีช้างอยู่ 1 เชือก ชื่อพลายปีโป้ที่น้องภีมชอบขี่ เวลาไปทำงานน้องภีมจะชอบตาม โดยบังคับช้างด้วยการพาขี่ไปไกลได้ถึง 10 กิโล หากโตขึ้นก็อยากให้น้องภีมเป็นควาญช้างต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top